รีโมทไม่ต้อง กับเทคโนโลยีใหม่ในการเปลี่ยนช่องด้วยตาคุณ

ในวันจันทร์ที่ผ่านมา Comcast ได้เปิดตัว Xfinity X1 eye control ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จับคู่กับระบบติดตามสายตาที่มีอยู่เพื่อให้ลูกค้าใช้ดวงตาของพวกเขาราวกับว่ามันเป็นรีโมทคอนโทรล ด้วยเพียงแค่การมองผ่านก็ทำให้สามารถเปลี่ยนช่องทีวีได้ หรือสามารถที่จะบันทึกหรือค้นหาโปรแกรมที่ชื่นชอบของคุณโดยไม่ต้องพึ่งรีโมท

ซึ่งความหวังเริ่มแรกของเทคโนโลยีนี้คือระบบที่จะทำให้ผู้พิการทางร่างกายสามารถเพลิดเพลินกับโทรทัศน์ได้ง่ายขึ้น  แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการที่ใหญ่กว่าของ Comcast

คุณลักษณะใหม่นี้ส่งสัญญาณความพยายามอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกโดย บริษัท บันเทิงสหรัฐเพื่อให้ลูกค้าควบคุมสิ่งต่าง ๆ ด้วยสายตา  และเนื่องจากความจริงที่ว่า Comcast เป็นผู้ให้บริการเคเบิลทีวีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศที่มีเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนจำนวนมากในพฤติกรรมการดูโทรทัศน์.

แต่ Tom Wlodkowski  Vice President of Accessibility ของ Comcast มองว่าโทรทัศน์เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

เขากล่าวว่า Comcast วางแผนที่จะรวมเทคโนโลยีการติดตามดวงตาเข้ากับบริการ Smart Home เพื่อให้ลูกค้าสามารถควบคุมหลอดไฟ หรือประตูบ้านได้ด้วยสายตาของพวกเขา

วิสัยทัศน์ในอนาคต

หากการเปิดตัวเป็นไปตามแผนที่วางไว้และเทคโนโลยีนั้นใช้งานง่ายมันไม่ยากเลยที่จะจินตนาการว่าผู้คนที่ไม่มีความพิการทางร่างกายก็จะได้ใช้งานมันไปด้วย

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ คุณลักษณะใหม่ของ Comcast นี้สามารถส่งสัญญาณไปถึงเส้นทางสู่อนาคตที่เราทุกคนวางรีโมทลงเพื่อไปควบคุมอุปกรณ์ต่าง ๆ ด้วยสายตาของเรานั่นเอง

References : 
https://futurism.com/the-byte/comcast-eye-tracking-feature

Facebook Live API นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

จับตามองการก้าวเดินของ facebook มาซักพักหนึ่งแล้วต้องบอกว่าการออก facebook live api นั้นถือว่าเป็นก้าวย่างที่น่ากลัวมาก ๆ ของ facebook เลยก็ว่าได้ในการที่จะล้ม google

หากเรามองเรื่องนวัตกรรมนั้น facebook แทบจะ focus อยู่แค่ผลิตภัณฑ์ตัวเดียวทำให้สามารถรีดเอาประสิทธิภาพในงานด้าน R&D ได้มากที่สุด เพราะ focus หลักอยู่ที่ผลิตภัณฑ์เพียงตัวเดียวเท่านั้น ก็คือ social network ซึ่งแตกต่างจาก google ในช่วงหลังที่เริ่มแตกกระจายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มที่นอกเหนืองานที่ตัวเองถนัดอย่างการ search และ web product ทำให้พักหลัง google ออกผลิตภัณฑ์ออกมาไม่ค่อยจะปังอย่างที่ควรจะเป็น ถึงแม้ google จะมีธุรกิจต่างๆ  มากมายในมือ แต่ถ้าดูจากงบการเงินจริง ๆ รายได้หลักส่วนใหญ่ก็มาจาก search ล้วน ๆ ซึ่ง facebook ก็ค่อย ๆ กัดกินส่วนแบ่งการตลาดโฆษณา online ในส่วนนี้ไปเรื่่อย ๆ

ถ้าเราพูดถึงนวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงโลกที่ชัดเจนในรอบล่าสุดนั้นก็ต้องยกให้ iphone ที่ได้ทำการเปิดตัวในปี 2007 ทำให้มนุษย์ก้าวเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของการเชื่อมต่อข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ผ่านมือถือ เปลี่ยนแนวความคิดการใช้งานมือถือจากดั้งเดิมที่ใช้เน้นไปในเรื่องของ voice ก้าวผ่านมาเป็นยุคของ data ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และได้ทำลายยักษ์ใหญ่ที่ปรับตัวไม่ทันอย่าง nokia ลงได้อย่างราบคาบ

การเกิดขึ้นของ facebook live นั้นคือการทดลองตลาด ว่าการที่ทุกคนสามารถ live ได้จากทุกที่และ share ให้เพื่อนได้รับรู้นั้นมี impact ต่อมนุษย์เรามากเพียงใด ซึ่งการเปิดตัวก็เป็นไปได้อย่างสวยงาม มีผลตอบรับที่ดีมาก ๆ และ facebook ก็จะเริ่มย่างก้าวเข้าสู่หลักไมล์สำคัญของบริษัท คือการเปิด facebook live api ให้สามารถ live ได้จากทุก device และทุกที่ในโลกใบนี้ ซึ่งก็จะส่ง impact อย่างมหาศาลกับมนุษย์เราเลยก็ว่าได้ การรับสื่อในยุคหน้านั้นอาจจะเปลี่ยนไปในทันที จากสื่อเก่า ๆ อย่าง ทีวี หรือ วิทยุ อาจจะตายหายไปจากระบบ ซึ่งในปัจจุบันเด็กยุคใหม่ก็แทบจะไม่เสพสื่อทางทีวีกันแล้วทุกคนล้วนแล้วแต่เข้าสู่ระบบ internet กันทั้งหมดซึ่งมี content จำนวนมหาศาลให้เราสามารถเลือกเสพได้อย่างไม่จำกัด ไม่ต้องถูกยัดเยียดในการเสพเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ facebook ได้ทำลายธุรกิจ สื่อหนังสือพิมพ์ หรือ นิตยสาร ที่ต่างปิดตัวกันถ้วนหน้าหากไม่มีการปรับตัวเข้าสู่ยุค digital และขณะนี้ facebook กำลังเข้าสู่ตลาดที่ใหญ่กว่าเดิมมาก ๆ คือตลาด live TV ซึ่งถือเป็นก้าวใหญ่ที่สำคัญก้าวหนึ่งเลยก็ว่าได้ที่จะสามารถล้ม google ได้ในอนาคตอันใกล้นี้ facebook ไม่ได้ไปแย่งตลาดโฆษณา online ของ google เท่านั้น แต่กำลังเข้าไปกินเค้กที่ใหญ่กว่ามาก คือตลาดโฆษณาทางทีวี ซึ่งมูลค่าของงบโฆษณากว่า 40% ของงบโฆษณาทั้งหมดของทุกสื่อ หรือ มากกว่าเกือบสองเท่าของงบโฆษณาทาง online ที่ google เป็นเจ้าตลาดอยู่ในขณะนี้

มอง google ในตอนนี้นั้น ก็ชักจะเริ่มคล้าย microsoft ในอดีตที่พอองค์กรเริ่มใหญ่เทอทะ จะขยับตัวก็เริ่มจะลำบาก ไม่เหมือน facebook ที่เหมือนหนุ่มกลัดมันที่พร้อมจะเขย่าบัลลังก์ google อยู่ตลอดเวลา ที่แน่ๆ หลังจากนี้เป็นต้นไป เราจะพบความเปลี่ยนแปลงในการเสพสื่อของมนุษย์เราที่จะเปลี่ยนไปกว่าแต่ก่อนเป็นอย่างมากโดยเฉพาะสื่อหลักอย่าง TV เดิมทีนั้นเราเปลี่ยนแปลงแค่การเสพสื่อผ่านการอ่านข่าวหรือข้อมูลต่าง ๆ  แต่ต่อจากนี้เป็นต้นไป การเสพสื่อที่เป็น live นั้นจะเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเมื่อมีการเกิดขึ้นของ facebook live api ทุก content ที่เป็น live จะมุ่งเข้าสู่ facebook เพราะอะไร ?  เดิมนั้นการวัดเรทติ้งต้องอาศัยการวัดโดยประมาณจากองค์กรหลัก ๆ ตัวอย่างเช่น neilsen แต่ต่อไปนั้นกลุ่ม target ของการถ่ายทอดสดจะชัดเจนขึ้น เราสามารถเลือกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนผ่าน facebook และรู้ได้แบบ realtime ว่ามีผู้ชมจำนวนเท่าไหร่ ซึ่งจะส่งผลต่องบโฆษณาทางทีวีเดิม ก็จะเทเข้ามาสู่ facebook แทนเพราะสามารถวัดกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเที่ยงตรงที่สุด Google นั้นอาจจะมี Youtube Live มาก่อนหน้า แต่ facebook มีความได้เปรียบอย่างมากในเรื่องของฐานผู้ใช้ใน social network ซึ่งแทบจะเป็นสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตมนุษย์โดยส่วนใหญ๋ไปเรียบร้อยแล้วในขณะนี้ ก้าวย่างก้าวนี้ของ facebook ถือว่าสำคัญต่ออนาคตของ facebook เป็นอย่างมาก และเราอาจจะได้เห็น facebook ล้มยักษ์ใหญ่อย่าง google ได้ในเร็ว ๆ วันนี้ก็อาจเป็นได้

Img Ref : fbookmedia.files.wordpress.com

เมื่อผมกลายเป็นสาวก Lazada

ต้องบอกตรง ๆ เลยว่าเมื่อก่อนไม่ใช่คนที่จะชอปปิ้ง online บ่อยซักเท่าไหร่เลย นาน ๆ ซื้อที ก็ซื้อตามร้านค้า online ทั่วไป จนมาเปลี่ยนประสบการณ์การชอปปิ้งอย่างสิ้นเชิงเมื่อการเข้าเข้ามาของ lazada.co.th มาเปิดในไทย

ซึ่งตอนเข้ามาใหม่ ๆ lazada จะมี คูปองลดราคามายั่วใจบ่อย ๆ ทำให้เผลอ ช๊อปในสินค้าบางอย่างที่เราอาจจะไม่อยากได้ในตอนนั้นเลย แต่พลั้งเผลอมือไปกดสั่งซื้อทุกทีไป

ผมเริ่มช็อป lazada ช่วงแรกในสินค้าราคาหลักไม่เกิด 1000 บาท เป็นสินค้าชิ้นเล็ก ๆ ที่คงไม่มีปัญหาในการจัดส่ง หรือไม่แตกระหว่างทางเท่านั้น ต้องยอมรับว่าช่วงแรก ๆ นั้น กระแส lazada ใน pantip นั้นไม่ค่อยดีเลย พบแต่ปัญหาเยอะมาก ๆ จนใครหลายคน ไม่กล้าที่จะสั่งซื้อสินค้าผ่าน lazada

แต่เหมือนกับว่า lazada เริ่มตั้งตัวติด เริ่มที่จะมีปัญหาน้อยลงจากที่เข้ามาใหม่ ๆ มีการปรับปรุงการบริการที่ดีขึ้น เริ่มส่งเก็บเงินปลายทางที่ราคาขั้นต่ำเพียง 100 บาทเท่านั้น ซึ่งถือเป็นจุดเด่นเลยที่ผมกลายเป็นขาประจำกับ lazada เพราะเราสั่งสินค้า อาจจะราคาแค่ 100 กว่าบาท เค้าก็เก็บเงินปลายเหมือนกัน คิดว่าเค้าทำได้อย่างไรในสินค้าราคาขนาดนี้ คิดว่าไม่สามารถมี margin ไปทำกำไรได้

แต่เหมือนโดนเวทย์มนต์สะกด หลังจากนั้น ผมก็เริ่มสั่งซื้อสินค้าที่ชินใหญ่ขึ้น อย่างทีวี จอ 55 นิ้ว ผมก็สั่งผ่าน lazada หรือ เครื่องทำน้ำอุ่น ซึ่งเป็นสินค้า ที่คิดว่าไม่น่าจะมาซื้อ online ก็สั่ง online หมด จนตอนหลังผมมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในการซื้อสินค้าทุกชนิด ต้องเช็คราคา ผ่าน lazada ก่อนทุกครั้ง ซึ่งถือเป็นความโรคจิตอย่างนึง แม้กระทั่งเดินในห้าง ก็จะคอยเช็คราคากับ lazada ทุกครั้งหากเราอยากได้อะไรขึ้น  ผ่านมาปีเดียว ผมก็ซื้อสินค้า ผ่าน lazada กว่า 100 รายการ ทั้งสินค้าราคาแพง ระดับ ครึ่งแสน หรือ สินค้า ราคาหลักร้อย ก็ซื้อผ่าน lazada ทั้งหมด ซึ่งมีของที่เราต้องการแทบทุกหมวดหมู่

เมื่อก่อนนั้นอาจจะซื้อแค่สินค้าที่มี review ดีเท่านั้น แต่ปัจจุบันผมแทบไม่สนใจแล้ว เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมานั้น เคยมีสินค้าที่มีปัญหาเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จาก 100 รายการที่ทำการสั่งซื้อมา จึงค่อนข้างมั่นใจกับ lazada ได้แล้ว และ นโยบายการคืนเงินของ lazada ก็สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว หรือการเคลมสินค้า ก็ไม่เคยมีปัญหาใด ๆ ในการชอปปิ้งเท่าที่ผ่านมาของผม

ก็อยากจะแนะนำให้ลองมาใช้ lazada กันเยอะ ๆ  ตอนนี้ถือได้ว่า lazada สามารถยกระดับการบริการให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาใด ๆ อีกแล้ว หากจะซื้อสินค้า online ซึ่งผมคิดว่าในอนาคต ก็จะมีใคร หลาย ๆ คนที่มีอาการเหมือนผม คือ ซื้อแต่สินค้าผ่าน online เนื่องจากรับประกันเรื่องราคา รวมถึง คุณภาพก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าการซื้อในห้างสรรพสินค้าแต่อย่างใด