TikTok กับการสูญเสียอธิปไตยทาง Data ครั้งแรกของอเมริกา

กลายเป็นข่าวใหญ่เลยทีเดียวสำหรับข่าว ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เตรียมออกคำสั่งแบนการดำเนินการของ TikTok ในสหรัฐอเมริกา หลังจากบริการดังกล่าวกำลังฮิตติดลมบนอยู่ในสหรัฐอเมริกาในขณะนี้

โดยทางรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาอย่าง Mike Pompeo ก็ได้ออกมาสนับสนุนการแบนในครั้งนี้เช่นกัน โดย Mike ได้เปิดเผยว่าตอนนี้ทางรัฐนั้นกำลังมีการพิจารณาการแบนแอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียจากประเทศจีน โดยอ้างว่าแอปเหล่านี้นั้นมีการแบ่งปันข้อมูลให้กับทางรัฐบาลจีน

ซึ่งถือเป็นการบุกเข้าไปในอเมริกาได้เป็นครั้งแรกสำหรับ app แนว social media ของจีนอย่าง TikTok ที่เราจะเห็นได้ว่าบริการของจีนส่วนใหญ่นั้นจะดังอยู่แค่ในประเทศจีนเท่านั้น น้อยนักที่จะบุกออกมายังต่างประเทศ โดยเฉพาะการบุกเข้าไปในประเทศยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาถือเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างยิ่ง

แน่นอนว่าปัญหาของ TikTok มันมาจากเรื่องของประเด็นข้อมูลส่วนตัว รวมถึงข้อมูลทางธุรกิจต่าง ๆ ที่ทางอเมริกาเกรงว่าจะมีการส่งกลับไปยังรัฐบาลจีน ซึ่งข้อมูลหลายตัวนั้นเป็นสิ่งที่ Sensitive มาก ๆ แต่ข้อมูลพวกนี้กลายเป็นขุมทองคำของบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ทั้งจาก ซิลิกอน วัลเลย์ หรือแม้กระทั่ง TikTok จากจีนเองก็ตาม

บริการเหล่านี้ กำลังดูดข้อมูลของเราไป ผ่านบริการต่าง ๆ ที่อาจจะใช้ฟรีบ้างหรือไม่ฟรีบ้าง ซึ่งแน่นอนว่า ทุกอย่างมันมีต้นทุน บริการเหล่านี้ไม่เคยให้เราใช้ฟรี ๆ เราต้องจ่ายไม่ว่าจะผ่านเงินค่าโฆษณาหรือ แลกเปลี่ยนกับข้อมูลส่วนตัวของเราที่ต้องเสียไปให้บริการยักษ์ใหญ่เหล่านี้

ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านพฤติกรรมผ่าน Social Network ต่าง ๆ อย่าง facebook , instagram หรือ TikTok จากจีนเองก็ตาม รวมถึงข้อมูลด้านธุรกิจอย่างการส่งข้อมูลผ่าน email ที่ให้บริการฟรีอย่าง google gmail , yahoo , microsoft hotmail,outlook

ซึ่งเช่นเดียวกับสิ่งที่รัฐบาลอเมริกาทำ ทางรัฐบาลจีนก็มี The Great Firewall ที่ทำให้บริการออนไลน์จากอเมริกาเหล่านี้นั้นไม่สามารถเจาะตลาดจีนได้เลย หากเป็นบริการที่จะเป็นการล้วงข้อมูลทางดิจิตอลของประชาชนชาวจีน โดยที่ประเทศจีนจะเกิดบริการแบบเดียวกันขึ้นมาเพื่อใช้กันในจีนโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็น weibo , youkou , alibaba หรืออื่น ๆ อีกมากมายที่เป็นบริษัทอินเตอร์เน็ตของประเทศจีน

Great Firewall ที่เซ็นเซอร์เนื้อหาทุกอย่าง
Great Firewall ที่เซ็นเซอร์เนื้อหาทุกอย่าง (Credit : https://globalvoices.org)

ซึ่งส่วนนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะสินค้า และ บริการอื่นๆ  ที่ไม่ใช่บริการที่ใช้ข้อมูลดิจิตอลของคนจีน นั้น จีนได้เปิดเสรีเป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็น Brand สินค้าอุปโภคบริโภค หรือ เชน ร้านอาหาร fastfood ชื่อดังของสหรัฐไม่ว่าจะเป็น KFC , McDonald , Starbuck ฯลฯ 

เราจะเห็นได้ชัดว่าบริการเหล่านี้นั้น ไม่ได้ถูกปิดกั้นแต่อย่างใด เหมือนกับบริการที่เป็น ข้อมูลเชิงลึกของพฤติกรรมต่าง ๆ ของผู้ใช้งานชาวจีนที่เป็นดิจิตอล

ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องหนึ่งที่สำคัญก็คือ อุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน เพราะจีนเป็นคอมมิวนิสต์ ส่วนอเมริกา นั้นเป็นประชาธิปไตย การปล่อยให้บริการต่าง ๆ ที่เป็นบริการออนไลน์เข้าไปสู่จีนได้นั้น น่าจะเป็นเรื่องไม่ปลอดภัยเท่าไหร่กับแนวคิดของเหล่านักการเมืองชาวจีน ส่วนฝั่งอเมริกา ก็เกรงกลัวข้อมูลที่จะหลุดรั่วไปยังรัฐบาลจีนเช่นเดียวกันผ่านบริการอย่าง TikTok

ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับ TikTok นั้นต้องบอกว่าน่าสนใจมาก ๆ ที่ จีนสามารถสร้างบริการที่สามารถเข้าถึงผู้คนได้ทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการเกิดขึ้นของการระบาดของไวรัส COVID-19 นั้นทำให้ TikTok แพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงในอเมริกาเองที่ต้องบอกว่า เป็นครั้งแรก ๆ ที่อเมริกาต้องสูญเสียอธิปไตยทางด้าน Data ให้กับแอปจากประเทศจีนผ่านบริการอย่าง TikTok นั่นเองครับ

References : https://www.cnet.com/news/trump-plans-to-ban-tiktok-in-the-us-report-says/

Hackers ชาวจีนกำลังมุ่งเป้าหมายไปที่การวิจัยวัคซีน COVID-19 ของอเมริกา

จากรายงานใหม่ของ The Wall Street Journal Hackers ชาวจีนและอิหร่านกำลังตั้งเป้าหมายใหม่ที่สหรัฐฯที่กำลังพยายามพัฒนาวัคซีนป้องกันโรค COVID-19

“จีนได้มีความพยายามในการขโมยงานวิจัยทางการแพทย์และ COVID-19 การวิจัยในการพัฒนาวัคซีนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้” อัยการผู้ช่วยสำหรับการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ John Demers บอกกับ WSJ  “ในขณะที่มูลค่าทางการค้าของมันมีความสำคัญ รวมถึงเรื่องของความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ของการเป็นคนแรกในการพัฒนาการรักษาหรือวัคซีนหมายความว่าจีนจะพยายามใช้เครื่องมือทั้งหมดเหล่านี้ ทั้งการบุกรุกทางไซเบอร์และการบุกรุกจากภายใน เพื่อให้ได้มันมา”

เจ้าหน้าที่สหรัฐบอกกับหนังสือพิมพ์ว่าทั้งสองประเทศได้ทำการ Hack ธุรกิจและสถาบันต่าง ๆ ของอเมริกามาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม แต่เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทราบว่าหน่วยข่าวกรองที่กล่าวหาจีนยังไม่ได้แสดงหลักฐานการโจมตีไซเบอร์ใด ๆ ออกมาเลย

เจ้าหน้าที่บางคนมีความกังวลว่าการโจมตีที่ถูกกล่าวหา อาจถูกมองว่าเป็นการกระทำในรูปแบบสงครามข่าวสาร เนื่องจากความสามารถในการหาวิธีรักษาโรคระบาดใหญ่อย่าง COVID-19 ที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วโลกในขณะนี้

วัคซีนมีความสำคัญยิ่งในความพยายามของเราที่จะต่อสู้ coronavirus เพราะมันสามารถหยุดการแพร่กระจายและช่วยให้สังคมทั่วโลกกลับไปสู่ภาวะปกติ แต่ผู้เชี่ยวชาญก็มีการเตือนว่าวัคซีนยังคงต้องรอต่อไปอย่างน้อย 12 ถึง 18 เดือน

ประกาศที่มีการตีพิมพ์โดยสำนักสืบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (FBI) และ Cybersecurity รวมถึง หน่วยงานรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐาน (CISA) ซึ่งบันทึกในวันนี้ว่าหน้าที่ของหน่วยงานของพวกเขาคือ “การเข้ามาตรวจสอบเป้าหมายที่เป็นองค์กรในสหรัฐฯ ที่ทำการวิจัย COVID-19 หรือเรื่องที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังถูกคุกคาม โดยเหล่า Hacker ชาวจีน โดยใช้รูปแบบการโจมตีที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน”

ตามที่ FBI ได้ระบุว่า Hackers เหล่านี้ “พยายามที่จะระบุและขโมยข้อมูลทรัพย์สินทางปัญญาและข้อมูลทางด้านสาธารณสุขที่มีค่าเกี่ยวกับวัคซีน การรักษา และการทดสอบจากเครือข่ายและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ในสหรัฐ”

เจ้าหน้าที่ยังไม่เปิดเผยหลักฐานใด ๆ เกี่ยวกับการ Hack ดังกล่าว หรือหากพวกเขาขัดขวางความพยายามในการค้นหาวัคซีน แต่จีนก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว

“มันเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมสำหรับทุกคนที่มีส่วนร่วมในการสร้างข่าวลือดังกล่าวโดยไม่ต้องนำเสนอหลักฐานใด ๆ” โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน Zhao Lijian กล่าวในการบรรยายสรุปในวันจันทร์หลังจากที่ถูกกล่าวหาโดยสำนักข่าว WSJ

ต้องบอกว่าเรื่องราวของ COVID-19 ในหลายๆ แง่มุมในตอนนี้มันได้กลายเป็นศึกการเมืองระหว่างประเทศ ของประเทศมหาอำนาจทั้งสองอย่างจีน และ อเมริกา

ซึ่งมีการโต้ตอบกันไปมาระหว่างกันอยู่ตลอดเวลา ทั้งในเรื่องของต้นตอของไวรัสที่ต่างฝ่ายต่างกล่าวหาซึ่งกันและกัน และมีหลักฐานที่ใช้ในการตอบโต้กัน

ข่าวนี้มาจากสำนักข่าวหลักในสหรัฐอเมริกาอย่าง WSJ เพราะฉะนั้น ก็ต้องมีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ถึงความเป็นจริง โดยเฉพาะการที่ไม่มีหลักฐานอะไรมาสนับสนุนดังกล่าว จีนก็พร้อมที่จะตอบโต้กลับได้เหมือนกันอย่างที่เราได้เห็นในบทความนี้

เช่นเดียวกัน หากเราอ่านข่าวจาก Xinhua ที่เป็นสำนักข่าวของทางฝั่งจีน เราก็ก็ได้เห็นเรื่องราวทำนองเดียวกัน ที่มีการเสนอข่าวเรื่องเดียวกัน แต่กลายเป็นเนื้อหาตรงกันข้ามกันอย่างสิ้นเชิง

ต้องบอกว่า ศึก COVID-19 ครั้งนี้ อาจจะส่งผลต่อ อนาคตในการเป็นผู้นำโลกของทั้งจีน และ อเมริกา เหมือนหลังยุคสงครามโลกครั้งที่สองที่ทำให้ อเมริกากลายมาเป็นผู้นำโลก และพวกเขาไม่เคยลงจากตำแหน่งมานับจากนั้น

เพราะฉะนั้นสถานการณ์ในตอนนี้ พวกเขา (อเมริกา) ก็ต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้เขาตกจากตำแหน่ง โดยเฉพาะจากพลังจากจีนที่กำลังก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจของพวกเขามากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสุดท้าย เราอาจจะได้เห็นการเปลี่ยนตำแหน่งของมหาอำนาจหลังจบศึก COVID-19 ในครั้งนี้ก็เป็นได้ครับ

References : https://futurism.com/us-officials-chinese-hackers-targeting-vaccine-research https://www.wsj.com/articles/chinese-iranian-hacking-may-be-hampering-search-for-coronavirus-vaccine-officials-say-11589362205

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

MQ-9 Reaper โดรนที่น่ากลัวที่สุดในโลก ผู้ปลิดชีพ ยอดแม่ทัพ Soleimani แห่งอิหร่าน

ในปฏิบัติการสังหาร Soleimani นายพลของอิหร่าน เชื่อว่าได้รับการจัดการโดย CIA ผ่าน Drone อากาศยาน MQ-9 Reapers ที่เคลื่อนจากฐานทัพอากาศ Creech ในเนวาดา และได้รับการสนับสนุนจาก CIA ใน Langley รัฐเวอร์จิเนีย

จากข้อมูลของกองทัพอากาศสหรัฐฯ Reaper นั้นเป็น “เครื่องบินอเนกประสงค์ที่ใช้ในหลายภารกิจ ซึ่งสามารถทำระดับความสูงได้หลายระดับ และระยะการเดินทางที่รอบรับการบนในระยะไกล ซึ่งเป็นเครื่องบินขับไล่ระยะไกลที่ใช้เป็นหลักในการปฏิบัติตามกลยุทธ์ทางการทหารของอเมริกา

ประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นคนสั่งการให้สังหาร Soleimani ขณะที่กำลังเดินทางใกล้สนามบินนานาชาติแบกแดด โดยการโจมตีดังกล่าวยังได้สังหาร Abu Mahdi al Muhandis รองผู้บัญชาการของกองกำลังเคลื่อนที่ของอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากอิรัก และเป็นผู้ก่อตั้ง Kataib Hezbollah กลุ่มก่อการร้ายที่สังหารผู้รับชาวเหมาสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เมื่อถูกถามว่ากองทัพอากาศเป็นผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้หรือไม่ ทางโฆษกของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พ.ต.ท. โทมัส แคมป์เบล บอกกับ WashingtonExaminer : “เราไม่มีอะไรเพิ่มเติมนอกเหนือจากแถลงการณ์เมื่อวานนี้” คำสั่งของกระทรวงกลาโหมไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้รับผิดชอบในการโจมตี CIA บอกกับ WashingtonExaminer 

Soleimani  ยอดนายพลแห่งอิรัก ที่ถูกสังหาร
Soleimani ยอดนายพลแห่งอิหร่าน ที่ถูกสังหาร

เสียงพึมพำเงียบ ๆ ของ Reaper นั้นเหมาะสำหรับการใช้โจมตี ตามที่อดีตนักบินกองทัพอากาศที่เกษียณไปแล้วอย่าง John Venable กล่าว

“MQ-9 Reaper มีความแม่นยำ และด้วยความสามารถในการโจมตี ทำให้มันเป็นอาวุธที่เหมาะกับภารกิจ ISR [เฝ้าระวัง ข่าวกรอง ลาดตระเวน] เหมาะสำหรับสภาพแวดล้อมที่มีการคุกคามต่ำ” Venable บอกกับ WashingtonExaminer  “ ทางการสหรัฐใช้โดรนในการติดตาม Soleimani รวมถึงติดตามการเคลื่อนไหวของ Muhandis ทั้งในและรอบ ๆ กรุงแบกแดด ซึ่งความสามารถของ Reaper ทำให้สหรัฐฯไม่ใช่แค่ใช้มันเพื่อสังเกตการเพียงเท่านั้น แต่เพื่อกำจัดเป้าหมายเหล่านั้นด้วย ”

พล.ท. เดวิด เดอทูลา นายพลเกษียณจากกองทัพอากาศบอกกับ WashingtonExaminer :  “MQ-9 Reaper เป็นระบบอาวุธที่สมบูรณ์แบบสำหรับงานนี้ “การตอบโต้ครั้งนี้เป็นการการตอบสนองที่เหมาะสมหลังจาก 18 เดือนของการเข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีโดยทรัมป์ที่ดำเนินการเนื่องจากการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศของอิหร่านอย่างก้าวร้าวโดยทรัมป์ได้ขีดเส้นเตือนอิหร่านไว้ก่อนหน้านี้ และเมื่อพวกเขาล้ำเส้น ทรัมป์ก็พร้อมที่จะปกป้องบุคลากรและผลประโยชน์ของอเมริกา “

Reaper ผลิตโดย General Atomics ซึ่งเปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2007 ด้วยราคาประมาณ 16 ล้านเหรียญจึงเป็นตัวเลือกที่ประหยัด สามารถปฏิบัติการทางอากาศด้วยระเบิดและขีปนาวุธที่หลากหลาย Reaper นั้นมีขนาดเล็กกว่าเครื่องบินจู่โจมทั่วไปโดยมีปีกกว้าง 66 ฟุตและมีน้ำหนักเพียง 4,900 ปอนด์ โดยทั่วไปจะทำงานที่ระดับความสูงประมาณ 25,000 ฟุตและใช้เครื่องยนต์ใบพัดทำให้ยากต่อการมองเห็นและได้ยินในสนามรบ ด้วยระยะทาง 1,200 ไมล์มันสามารถเดินทางไกลได้ในขณะที่นักบินอยู่ห่างออกไปหลายพันไมล์

Reaper มีอุปกรณ์ทางทหารที่ทันสมัยที่สุดในโลก ระบบถ่ายภาพประกอบด้วยเซ็นเซอร์อินฟราเรดกล้องถ่ายภาพสีและขาวดำและเครื่องค้นหาระยะเลเซอร์และอุปกรณ์การกำหนดเป้าหมายสำหรับการโจมตีที่มีความแม่นยำสูง

มีการใช้ Reapers ในอัฟกานิสถาน อิรัก เยเมน ลิเบีย และอีกหลายประเทศ มีรายงานการสังหารครั้งแรกเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2007 เมื่อมีการยิงขีปนาวุธเฮลล์ไฟกับผู้ก่อความไม่สงบในอัฟกานิสถาน 

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

ต้องบอกว่าข่าวการสังหารนายพลของอิหร่าน ในมุมมองของเทคโนโลยีนั้นน่าสนใจมาก ๆ อย่างที่ผมได้เคยเขียนไปในหลาย ๆ Blog เกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่กำลังมีบทบาทสำคัญในวงการทหาร

แน่นอนว่าผลพวงจากเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในวงการทหารหลาย ๆ เทคโนโลยีล้วนมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจด้วย เราจะเห็นได้จากหลาย ๆ เทคโนโลยีที่เกิดจากแวงวงทหารเช่น อินเทอร์เน็ตเป็นต้น ซึ่งหลายชาติมหาอำนาจในโลกที่เป็นยักษ์ใหญ่ทางด้านเศรษฐกิจก็ล้วนแล้วแต่มีเทคโนโลยีทางด้านการทหารที่แข็งแกร่งมาก่อน ตัวอย่างเช่น อเมริกา ญี่ปุ่น หรือ เยอรมัน ที่กลายเป็นยักษ์ใหญ่วงการยานยนต์โลกก็ล้วนแล้วแต่มีพื้นฐานสำคัญมาจากการผลิต ยุทธโธปกรณ์ในสงครามโลกครั้งที่สองแทบจะทั้งสิ้น

และในข่าวใหญ่ครั้งก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนว่า ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางด้านการทหารของอเมริกานั้น ไปไกลมาก ๆ พวกเขายังมีอาวุธลับอีกมากมาย ที่ผ่านการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหากเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ ผมก็ยังมองว่า ไม่มีชาติใดในโลกนี้ที่จะสู้พวกเขาได้

และถามว่าทำไมพวกเขาจึงลงทุนไปมากมายกับเทคโนโลยีด้านการทหาร ก็เพราะความมั่นคงที่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่อเมริกามอง พวกเขาแม้จะแพ้ทางด้านเศรษฐกิจ แต่ด้านความมั่นคง พวกเขาไม่เคยแพ้ใคร และ สุดท้ายเมื่อเกิดสงครามขึ้นมาจริง ๆ ตัวชี้วัดว่าชาติใดจะเป็นมหาอำนาจของโลกตัวจริง มันอยู่ที่เทคโนโลยีทางด้านการทหารนั่นเองครับ

–> ฟัง podcast World War III เมื่อเทคโนโลยีใหม่ ๆ กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการชี้ขาดชัยชนะของสงครามยุคใหม่ : http://bit.ly/2MUHdph

References : https://www.washingtonexaminer.com/policy/defense-national-security/worlds-most-feared-drone-cias-mq-9-reaper-killed-soleimani https://www.researchgate.net/figure/MQ-9-Reaper-UAV-drone-and-its-zoom-camera_fig113_335455327

Huawei สามารถสร้างโทรศัพท์โดยพึ่งชิ้นส่วนอเมริกาได้หรือไม่?

Huawei ได้รายงานว่าสต็อกชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯเพียงพอที่รองรับการผลิตมือถือได้อีกสามเดือนถึงหนึ่งปี ดังนั้นจึงมีเวลาพอที่จะเตรียมรับมือกับวิกฤติ แต่ในบางชิ้นส่วนที่คลังสินค้าใกล้จะหมดแล้วนั้น หัวเว่ยจะต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากมากในการหาชิ้นส่วนเหล่านั้น: ซึ่งมันคงมีแค่สองทางเลือกสุดท้ายระหว่างผลิตสมาร์ทโฟนที่ไม่มีเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาหรือออกจากธุรกิจสมาร์ทโฟนไปแบบถาวร

Huawei ออกแบบโปรเซสเซอร์สำหรับโทรศัพท์ Android แต่ยังต้องพึ่งพาส่วนประกอบจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก ในโทรศัพท์รุ่นล่าสุด P30 Pro ที่ประกอบด้วยกระจก Corning ที่ครอบคลุมด้านหน้าและด้านหลัง ที่เก็บข้อมูลแฟลชจาก Micron ส่วนประกอบด้านเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย 3G และ LTE และอีกมากมาย และมันจะไม่เป็นโทรศัพท์ Android อย่างแน่นอน หากไม่มีซอฟต์แวร์ของ Google

แม้ว่า Huawei จะกล่าวว่าได้พัฒนาAndroid และ Windows ขึ้นมาของตัวเองแทนได้ และคาดว่าพร้อมที่จะนำไปใช้หากจำเป็น ถึงกระนั้นหากคำสั่งแบนจากสหรัฐยังคงมีอยู่ต่อไป Huawei จะถูกบังคับให้ต้องค้นหาสิ่งที่จะมาทดแทนจำนวนมากโดยด่วน

นี่ถือได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติในอุตสาหกรรมที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมือถือ และเกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ แต่เหตุการณ์แบบนี้นั้นก็ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การค้าโลก

บริษัทโทรศัพท์ของจีนอย่าง ZTE ถูกห้ามชั่วคราวโดยสหรัฐอเมริกาในปี 2018 ปิดกั้นความสามารถในการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากบริษัทสหรัฐเช่น Google, Qualcomm และ Dolby เพื่อจัดการกับการสูญเสีย Qualcomm ซึ่งจัดหาชิป Snapdragon ให้กับ ZTE นั้น ทาง ZTE ได้ไปทำข้อตกลงกับ MediaTek ซึ่งเป็น บริษัท ที่ไต้หวัน หลังจากผ่านไปสองสามเดือนประธานาธิบดีทรัมป์ยุติการสั่งห้ามในที่สุด

สำหรับส่วนประกอบหลัก ๆ ของ Huawei ในมือถือเรือธงที่กำลังขายทั่วโลกหากไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนสหรัฐสิ่งที่ Huawei ต้องทำคือ

มาลองแกะชิ้นส่วนของ Huawei กันดูว่าถ้าไม่พึ่งบริษัทสหรัฐจะได้หรือไม่
มาลองแกะชิ้นส่วนของ Huawei กันดูว่าถ้าไม่พึ่งบริษัทสหรัฐจะได้หรือไม่

Gorilla Glass

คอร์นนิ่งผู้ผลิต Gorilla Glass เป็นผู้ผลิตจอให้กับ P30 Pro และเป็นซัพพลายเออร์ของ Huawei สำหรับโทรศัพท์รุ่นอื่น ๆ หลายรุ่นรวมถึงแล็ปท็อป Windows และแน่นอนว่ามันอยู่ในสหรัฐอเมริกา ดังนั้นในกรณีที่ตัดความสัมพันธ์กับหัวเว่ย ก็จะต้องเลือกผู้ให้บริการรายอื่น ซึ่งอาจจะต้องเลือกบริษัทอย่าง AGC Asahi Glass คู่แข่งชาวญี่ปุ่นที่ผลิตแก้ว Dragontrail แทน

ผลิตภัณฑ์มือถือของ Google รุ่นเรือธงระดับสูง ก็เลือกใช้ Dragontrail แทน Gorilla Glass เช่นใน Pixel 3A รุ่นใหม่ซึ่งน่าจะลดต้นทุน ในขณะที่อาซาฮีไม่ได้รับการยอมรับจากแบรนด์คอร์นนิ่งในฐานะคู่แข่ง  แต่หากมีข้อตกลงของหัวเว่ยอย่างฉับพลันอาจทำให้กลายเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามมากยิ่งขึ้นในตลาดจอมือถือแบบกระจก

MICRON-MADE FLASH STORAGE

ชิปจัดเก็บข้อมูลที่สร้างขึ้นใน P30 Pro มาจากไมครอนซึ่งเป็นผู้ผลิตที่อยู่ใน Boise, Idaho  ได้มีการระงับการจัดส่งกับหัวเว่ย ส่วนซัพพลายเออร์อื่น ๆ เช่นโตชิบาและซัมซุงอาจเป็นพันธมิตรที่เป็นไปได้แม้ว่า บริษัท HiSilicon ของ Huawei อาจทำงานเพื่อพัฒนาส่วนประกอบสตอเรจของตนเองได้ก็ตาม

หน่วยความจำนาโน ที่ Huawei พัฒนาขึ้นมาเอง
หน่วยความจำนาโน ที่ Huawei พัฒนาขึ้นมาเอง

Huawei ได้แสดงความสนใจในการจัดเก็บข้อมูลที่ไม่ใช่แบบภายใน และพวกเขายังมีการ์ดหน่วยความจำนาโนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง โดยมีขนาดเท่ากันกับนาโนซิมการ์ดและเทคโนโลยีนี้อาจเป็นสัญญาณว่าหัวเว่ยได้เริ่มต้นเส้นทางเพื่อสร้างพื้นที่จัดเก็บของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นอีกต่อไป

MODULES FOR 3G AND LTE SUPPORT

Skyworks และ Qorvo สองบริษัทจากสหรัฐอเมริกาจัดหาโมดูลส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่เหมือนการ์ดเครือข่ายใน P30 Pro สิ่งเหล่านี้ทำให้โทรศัพท์มีความสามารถในการทำงานกับคลื่นความถี่ 3G และ LTE ทั่วโลก ตามที่ระบุไว้ในการแกะเครื่อง Galaxy S10 ของ iFixit , Samsung ใช้ Skyworks และ Qorvo เช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นตัวเลือกยอดนิยม การพึ่งพา Huawei ของบริษัทสหรัฐในการทำให้อุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับเครือข่ายของสหรัฐนั้นไม่น่าแปลกใจมากนักแม้ว่ามันอาจจำเป็นต้องพัฒนาโมดูล front-end ของตัวเองหากต้องการรักษาความเข้ากันได้กับผู้ให้บริการบางรายก็ตาม

ANDROID

Google ได้ทำสัญญาอนุญาต Android กับ Huawei แล้วอนุญาตให้ใช้เฉพาะโครงการ Android Open Source (AOSP) เท่านั้น นี่จะเป็นการตัดขาดบริการต่าง ๆ ที่สร้างโดย Google และหมายความว่าอุปกรณ์ของ Huawei จะมีจุดอ่อนในด้านคุณสมบัติความปลอดภัย เมื่อเทียบกับมือถือเรือธงอื่น ๆ ในตลาด

References : 
https://www.theverge.com/2019/5/21/18632550/huawei-p30-pro-android-google-executive-order-us-phone-qualcomm-intel

I don’t Care ผู้ก่อตั้งหัวเหว่ย กร้าว สหรัฐประเมินพวกเราต่ำเกินไป

Ren Zhengfei ผู้ก่อตั้ง Huawei ได้กล่าวถึงความพยายามของสหรัฐฯในการปิดกั้นความทะเยอทะยานของบริษัท โดยกล่าวว่าสหรัฐฯประเมินความแข็งแกร่งของยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมอย่าง Huawei ต่ำเกินไป

Ren พูดกับสื่อจีนหลายวันหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ทรัมป์ออกคำสั่งซึ่งมุ่งขัดขวางการดำเนินธุรกิจของหัวเว่ยในสหรัฐอเมริกา

“ การปฏิบัติของนักการเมืองสหรัฐฯในปัจจุบันประเมินความแข็งแกร่งของเราต่ำกว่าความเป็นจริง” Ren กล่าวตามข้อมูลจากการถอดความจากสื่อยักษ์ใหญ่ของจีน

“ 5G ของ Huawei จะไม่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนในแง่ของเทคโนโลยี โดยที่คู่แข่งรายอื่น ๆ ในเทคโนโลยี 5G จะไม่สามารถติดต่อกับ Huawei ได้ภายในสองหรือสามปี” เขากล่าว

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วทรัมป์ประกาศว่า “สถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ” ทำให้เขาสามารถขึ้นบัญชีดำได้ว่าเป็น “ความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้ต่อความมั่นคงของประเทศสหรัฐอเมริกา” นักวิเคราะห์จากสื่อชื่อดังได้กล่าวไว้

ในเวลาเดียวกันกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาได้ประกาศห้าม บริษัท อเมริกันที่ขายหรือถ่ายโอนเทคโนโลยีของสหรัฐให้กับ Huawei โดยเด็ดขาด

Google ยักษ์ใหญ่ในอินเทอร์เน็ตของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีระบบปฏิบัติการมือถือ Android ที่ใช้กับสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ของโลกกล่าวว่าในสัปดาห์นี้จะเริ่มตัดความสัมพันธ์กับหัวเว่ยในแง่ของการห้ามใช้งานบริการต่าง ๆ ของ Google

คำสั่งขึ้นบัญชีดำครั้งนี้อาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อผู้ใช้สมาร์ทโฟน Huawei เนื่องจากยักษ์ใหญ่ด้านโทรคมนาคมจะไม่สามารถเข้าถึงบริการที่เป็นกรรมสิทธิ์ของ Google ได้อีกต่อไปซึ่งรวมถึงแอพ Gmail และ Google Maps 


Timeline การกดดันที่มีต่อ Huawei AFP / John SAEKI


แต่กระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐได้ออกแถลงในวันจันทร์โดยจะมีการบรรเทาโทษ 90 วันในการห้ามการถ่ายโอนเทคโนโลยีโดยและมีการอนุญาตให้ใช้ใบอนุญาตชั่วคราว

“ ใบอนุญาตชั่วคราว 90 วันของสหรัฐไม่มีผลกระทบต่อเรา ตอนนี้เราพร้อมแล้วที่จะไม่พึ่งพา Google” Ren กล่าว

หัวเว่ยได้พยายามลดความกังวลของลูกค้าเกี่ยวกับการประกาศของ Google

โฆษกของ บริษัท Huawei ในออสเตรเลียกล่าวว่าการกระทำของสหรัฐฯ “จะไม่ส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค” ทั้งอุุปกรณ์แท็บเล็ต Huawei หรือสมาร์ทโฟน หรือผู้ที่วางแผนจะซื้ออุปกรณ์ของ Huawei ในอนาคต

สำหรับการเข้าถึงส่วนประกอบสำคัญของหัวเว่ยเรนกล่าวว่าชิปครึ่งหนึ่งที่ใช้ในอุปกรณ์ของ บริษัท มาจากสหรัฐอเมริกาและอีกครึ่งหนึ่งเป็นส่วนที่ผลิตขึ้นมาเอง

“ เราแยกตัวจากโลกนี้ไม่ได้” เรนกล่าว

“ เราสามารถสร้างชิปเช่นเดียวกับชิปของสหรัฐอเมริกาได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ซื้อพวกเขา” เขากล่าวเสริม

การเผชิญหน้าของหัวเว่ยได้รับการกดดันมานานหลายปี ในขณะที่ บริษัท ได้พยายามทำทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ที่มากกว่าคู่แข่งรายอื่น ๆ ในเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ 5G รุ่นต่อไป

หน่วยข่าวกรองสหรัฐเชื่อว่าหัวเว่ยได้รับการสนับสนุนจากทหารจีนและอุปกรณ์ของตัวเองสามารถให้บริการด้านข่าวกรองกับปักกิ่งแบบลับๆ ในเครือข่ายการสื่อสารของประเทศคู่แข่ง

ด้วยเหตุผลดังกล่าววอชิงตันจึงตัดสัมพันธ์กับ Huawei และปฏิเสธเทคโนโลยีของหัวเว่ยซึ่งถือเป็นความท้าทายที่สำคัญเนื่องจากมีทางเลือกน้อยสำหรับเทคโนโลยี 5G

แคนาดาถูกลากเข้าสู่การต่อสู้ในศึกครั้งนี้ด้วย การจับกุมลูกสาวของ Ren หัวหน้าเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของหัวเว่ย Meng Wanzhou ในเดือนธันวาคม ซึ่งผลจากการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของสหรัฐที่เชื่อมโยงกับการลงโทษอิหร่านคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งผลที่ตามมานั้นเกิดความวุ่นวายขึ้นด้วยการจับกุมชาวแคนาดาสองคนรวมถึงอดีตนักการทูต ในประเทศจีน

การต่อสู้ของหัวเว่ยได้เพิ่มความตึงเครียดในสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสองประเทศเศรษฐกิจโดยทั้งสองฝ่ายได้ปรับอัตราภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากเนื่องจากการเจรจาตกลงกันแบบไม่ลงตัว

เมื่อสื่อถามว่าหัวเว่ยจะเผชิญกับช่วงเวลาที่ลำบากแบบนี้ได้นานเท่าไร Ren พูดว่า: “คุณอาจต้องถามทรัมป์เกี่ยวกับคำถามนี้ไม่ใช่ฉัน”

Rerferences : 
https://www.afp.com/en/news/1272/huawei-founder-says-us-underestimates-company-doc-1gp7xy2