สงครามการค้า เกาหลี vs ญี่ปุ่น แต่ผู้ชนะคือจีน

“ สงครามการค้า” ที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่าง ประเทศญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ อาจเป็นข่าวดีสำหรับจีนทั้งทางด้านเศรษฐกิจและประเด็นทางด้านการทูต 

จากข้อจำกัดในเรื่องการส่งออกของญี่ปุ่นที่มีปัญหากับบริษัทยักษ์ใหญ่จากเกาหลีใต้ โดยมีแนวโน้มจะทวีความรุนแรงในเรื่องสงครามการค้าขึ้น ซึ่งความบาดหมางครั้งนี้น่าจะส่งผลให้ผู้ผลิตจีนจะได้เปรียบในการแข่งขันตามข้อมูลของนักวิเคราะห์ที่กล่าวถึงเรื่องนี้

 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ญี่ปุ่นได้ตัดสินใจที่จะจำกัดการส่งออกในส่วนที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีเกาหลีใต้ 

ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงสำหรับบริษัทเทคโนโลยีของเกาหลีใต้เช่น Samsung และ LG Display ซึ่งทั้งคู่พึ่งพาผู้ผลิตจากญี่ปุ่นอย่างมาก แต่สำหรับทางฝั่งของ บริษัทญี่ปุ่นซึ่งจะต้องหาลูกค้ารายใหม่ ๆ และอาจทำให้ซัพพลายเชนของพวกเขาหยุดชะงัก ถ้าความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศยังคงอยู่แบบนี้ ไม่มีการแก้ไข

นักวิเคราะห์เชื่อว่าการโต้กลับของเกาหลีน่าจะเป็นส่วนของชิ้นส่วน บล็อกหน้าจอ OLED ที่เกาหลีได้ส่งออกไปญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนว่าจะกระทบความสามารถของบริษัทญี่ปุ่นในการผลิตทีวีคุณภาพสูงเช่นเดียวกัน

ด้วยมาตรการดังกล่าว ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าผู้ผลิตจีน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ของประเทศจีน  จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดในการเติมช่องว่างดังกล่าว

เกิดอะไรขึ้นระหว่างสองประเทศยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีจาก Asia

ซึ่งสาเหตุหลักจากสงครามการค้าครั้งนี้ เกิดจากข้อพิพาทระหว่างเกาหลีและญี่ปุ่น เกี่ยวกับมรดกของการปกครองอาณานิคมของญี่ปุ่นในคาบสมุทรเกาหลีก่อนสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง ญี่ปุ่นซึ่งจะต้องชำระค่าชดเชยทั้งหมดภายใต้สนธิสัญญาที่ลงนามเมื่อปี 1965 ซึ่งได้รับการแจ้งเตือนจากคำสั่งของศาลเกาหลีใต้เมื่อเร็ว ๆ นี้  ซึ่งทำให้เหล่าบริษัทญี่ปุ่นต้องช่วยชดเชยค่าใช้จ่ายดังกล่าวในช่วงสงครามให้กับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการบังคับใช้แรงงาน.

ในการตอบโต้จากญี่ปุ่น ได้กล่าวว่าจะจำกัด การส่งออกสำหรับวัสดุที่ใช้ในอุปกรณ์เทคโนโลยี 3 ชนิด: โพลีอะมายด์ฟลูออไรด์ที่ใช้ในสมาร์ทโฟน photoresists ที่ใช้ในเซมิคอนดักเตอร์ และไฮโดรเจนฟลูออไรด์ที่ใช้ในเซมิคอนดักเตอร์เช่นเดียวกัน โดยบริษัท เกาหลีใต้พึ่งพาญี่ปุ่นเป็นอย่างมากสำหรับวัสดุทั้งสามรายการนี้ 

สงครามความตึงเครียดทางการค้า

อย่างไรก็ตามการลดความเชื่อมั่นดังกล่าว ไม่ใช่เพียงวิธีเดียว สำหรับสงครามการค้ารอบนี้ระหว่างประเทศทั้งสอง Ryo Hinata-Yamaguchi อาจารย์ประจำวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์และการค้าระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติปูซานในเกาหลีใต้กล่าวว่า

“ ญี่ปุ่นเป็นแหล่งของสารเคมีและเทคโนโลยีการผลิตที่สำคัญต่ออุตสาหกรรมของเกาหลีใต้ในขณะที่ญี่ปุ่นเกาหลีใต้เองนั้นก็เป็นตลาดส่งออกที่สำคัญเช่นกัน ” Hinata Yamaguchi กล่าว

อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ กับปัญหาสงครามการค้าระหว่างสองประเทศ
อุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ กับปัญหาสงครามการค้าระหว่างสองประเทศ

ประเด็นดังกล่าวได้รับการสนับสนุนโดย จูน พาร์ค อาจารย์ที่เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยจอร์จเมสันในเกาหลีใต้ ซึ่งกล่าวว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของทั้งสองประเทศ  ตัวอย่างเช่น การที่บริษัทเกาหลีใต้ซื้อวัสดุจากญี่ปุ่นเพื่อผลิตเซมิคอนดักเตอร์เพื่อส่งกลับไปญี่ปุ่นอีกครั้ง“ แต่การยกเลิกการส่งวัสดุดังกล่าว ไม่ใช่สถานการณ์ที่ไม่น่าเป็นไปได้ เมื่อพิจารณาถึงระดับความตึงเครียดในตอนนี้”  ปาร์คกล่าว “ ความตึงเครียดเหล่านี้หากยังคงอยู่ จะสามารถสร้างผลกระทบอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานของการผลิตชิปไปทั่วโลกในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตสมาร์ทโฟนทั่วโลกเช่น Apple และหัวเว่ย ด้วยเช่นเดียวกัน.”

ทำไมต้องเป็นจีน

นักวิเคราะห์กล่าวว่าการต่อสู้ทางการค้าที่รุนแรงนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ผลิตจีนในที่สุดเป็นผลมาจาก สงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งจีนได้พยายามก้าวไปข้างหน้าด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมไมโครชิพของตัวเอง โดยลดการพึ่งพาจากอุตสาหกรรมในต่างประเทศ

ซึ่งหัวใจของแผนดังกล่าวคือ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ภายใต้แผน Made in China 2025 จีนมีเป้าหมายที่จะผลิตเซมิคอนดักเตอร์ประมาณ 40% ให้ได้ภายในปี 2020 และ เพิ่มให้สูงขึ้นถึง 70% ในปี 2025 

จีนกำลังได้ประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่างเกาหลี และ ญี่ปุ่น
จีนกำลังได้ประโยชน์จากสงครามการค้าระหว่างเกาหลี และ ญี่ปุ่น

หากจีนสามารถใช้ประโยชน์จากความตึงเครียดในปัจจุบันได้ ก็จะเป็นการสานต่อความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งสามในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมาเป็นเวลานานหลายทศวรรษ ซึ่งในปี 1990 และ 2000 ญี่ปุ่นนั้นเป็นประเทศที่มีอำนาจเหนือกว่า แต่ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา ดูเหมือนเกาหลีใต้จะกลายเป็นผู้กำชัยชนะ

“ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์มีความซับซ้อนมากและความเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนแปลงไปตลอด ในช่วงสี่ทศวรรษที่ผ่านมา” ปาร์คกล่าว

นักวิเคราะห์บางคนสงสัยว่าขณะนี้ถึงเวลาแล้วที่จีนต้องเป็นผู้นำ

References : 
https://www.scmp.com/week-asia/geopolitics/article/3017918/how-china-can-win-trade-war-between-japan-and-south-korea

Huawei สามารถสร้างโทรศัพท์โดยพึ่งชิ้นส่วนอเมริกาได้หรือไม่?

Huawei ได้รายงานว่าสต็อกชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯเพียงพอที่รองรับการผลิตมือถือได้อีกสามเดือนถึงหนึ่งปี ดังนั้นจึงมีเวลาพอที่จะเตรียมรับมือกับวิกฤติ แต่ในบางชิ้นส่วนที่คลังสินค้าใกล้จะหมดแล้วนั้น หัวเว่ยจะต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากมากในการหาชิ้นส่วนเหล่านั้น: ซึ่งมันคงมีแค่สองทางเลือกสุดท้ายระหว่างผลิตสมาร์ทโฟนที่ไม่มีเทคโนโลยีของสหรัฐอเมริกาหรือออกจากธุรกิจสมาร์ทโฟนไปแบบถาวร

Huawei ออกแบบโปรเซสเซอร์สำหรับโทรศัพท์ Android แต่ยังต้องพึ่งพาส่วนประกอบจากต่างประเทศเป็นอย่างมาก ในโทรศัพท์รุ่นล่าสุด P30 Pro ที่ประกอบด้วยกระจก Corning ที่ครอบคลุมด้านหน้าและด้านหลัง ที่เก็บข้อมูลแฟลชจาก Micron ส่วนประกอบด้านเครือข่ายที่เชื่อมต่อกับเครือข่าย 3G และ LTE และอีกมากมาย และมันจะไม่เป็นโทรศัพท์ Android อย่างแน่นอน หากไม่มีซอฟต์แวร์ของ Google

แม้ว่า Huawei จะกล่าวว่าได้พัฒนาAndroid และ Windows ขึ้นมาของตัวเองแทนได้ และคาดว่าพร้อมที่จะนำไปใช้หากจำเป็น ถึงกระนั้นหากคำสั่งแบนจากสหรัฐยังคงมีอยู่ต่อไป Huawei จะถูกบังคับให้ต้องค้นหาสิ่งที่จะมาทดแทนจำนวนมากโดยด่วน

นี่ถือได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติในอุตสาหกรรมที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมือถือ และเกี่ยวข้องกับการค้าระหว่างประเทศ แต่เหตุการณ์แบบนี้นั้นก็ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การค้าโลก

บริษัทโทรศัพท์ของจีนอย่าง ZTE ถูกห้ามชั่วคราวโดยสหรัฐอเมริกาในปี 2018 ปิดกั้นความสามารถในการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากบริษัทสหรัฐเช่น Google, Qualcomm และ Dolby เพื่อจัดการกับการสูญเสีย Qualcomm ซึ่งจัดหาชิป Snapdragon ให้กับ ZTE นั้น ทาง ZTE ได้ไปทำข้อตกลงกับ MediaTek ซึ่งเป็น บริษัท ที่ไต้หวัน หลังจากผ่านไปสองสามเดือนประธานาธิบดีทรัมป์ยุติการสั่งห้ามในที่สุด

สำหรับส่วนประกอบหลัก ๆ ของ Huawei ในมือถือเรือธงที่กำลังขายทั่วโลกหากไม่ต้องใช้ชิ้นส่วนสหรัฐสิ่งที่ Huawei ต้องทำคือ

มาลองแกะชิ้นส่วนของ Huawei กันดูว่าถ้าไม่พึ่งบริษัทสหรัฐจะได้หรือไม่
มาลองแกะชิ้นส่วนของ Huawei กันดูว่าถ้าไม่พึ่งบริษัทสหรัฐจะได้หรือไม่

Gorilla Glass

คอร์นนิ่งผู้ผลิต Gorilla Glass เป็นผู้ผลิตจอให้กับ P30 Pro และเป็นซัพพลายเออร์ของ Huawei สำหรับโทรศัพท์รุ่นอื่น ๆ หลายรุ่นรวมถึงแล็ปท็อป Windows และแน่นอนว่ามันอยู่ในสหรัฐอเมริกา ดังนั้นในกรณีที่ตัดความสัมพันธ์กับหัวเว่ย ก็จะต้องเลือกผู้ให้บริการรายอื่น ซึ่งอาจจะต้องเลือกบริษัทอย่าง AGC Asahi Glass คู่แข่งชาวญี่ปุ่นที่ผลิตแก้ว Dragontrail แทน

ผลิตภัณฑ์มือถือของ Google รุ่นเรือธงระดับสูง ก็เลือกใช้ Dragontrail แทน Gorilla Glass เช่นใน Pixel 3A รุ่นใหม่ซึ่งน่าจะลดต้นทุน ในขณะที่อาซาฮีไม่ได้รับการยอมรับจากแบรนด์คอร์นนิ่งในฐานะคู่แข่ง  แต่หากมีข้อตกลงของหัวเว่ยอย่างฉับพลันอาจทำให้กลายเป็นคู่แข่งที่น่าเกรงขามมากยิ่งขึ้นในตลาดจอมือถือแบบกระจก

MICRON-MADE FLASH STORAGE

ชิปจัดเก็บข้อมูลที่สร้างขึ้นใน P30 Pro มาจากไมครอนซึ่งเป็นผู้ผลิตที่อยู่ใน Boise, Idaho  ได้มีการระงับการจัดส่งกับหัวเว่ย ส่วนซัพพลายเออร์อื่น ๆ เช่นโตชิบาและซัมซุงอาจเป็นพันธมิตรที่เป็นไปได้แม้ว่า บริษัท HiSilicon ของ Huawei อาจทำงานเพื่อพัฒนาส่วนประกอบสตอเรจของตนเองได้ก็ตาม

หน่วยความจำนาโน ที่ Huawei พัฒนาขึ้นมาเอง
หน่วยความจำนาโน ที่ Huawei พัฒนาขึ้นมาเอง

Huawei ได้แสดงความสนใจในการจัดเก็บข้อมูลที่ไม่ใช่แบบภายใน และพวกเขายังมีการ์ดหน่วยความจำนาโนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของตัวเอง โดยมีขนาดเท่ากันกับนาโนซิมการ์ดและเทคโนโลยีนี้อาจเป็นสัญญาณว่าหัวเว่ยได้เริ่มต้นเส้นทางเพื่อสร้างพื้นที่จัดเก็บของตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาคนอื่นอีกต่อไป

MODULES FOR 3G AND LTE SUPPORT

Skyworks และ Qorvo สองบริษัทจากสหรัฐอเมริกาจัดหาโมดูลส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่เหมือนการ์ดเครือข่ายใน P30 Pro สิ่งเหล่านี้ทำให้โทรศัพท์มีความสามารถในการทำงานกับคลื่นความถี่ 3G และ LTE ทั่วโลก ตามที่ระบุไว้ในการแกะเครื่อง Galaxy S10 ของ iFixit , Samsung ใช้ Skyworks และ Qorvo เช่นกัน ดังนั้นจึงเป็นตัวเลือกยอดนิยม การพึ่งพา Huawei ของบริษัทสหรัฐในการทำให้อุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับเครือข่ายของสหรัฐนั้นไม่น่าแปลกใจมากนักแม้ว่ามันอาจจำเป็นต้องพัฒนาโมดูล front-end ของตัวเองหากต้องการรักษาความเข้ากันได้กับผู้ให้บริการบางรายก็ตาม

ANDROID

Google ได้ทำสัญญาอนุญาต Android กับ Huawei แล้วอนุญาตให้ใช้เฉพาะโครงการ Android Open Source (AOSP) เท่านั้น นี่จะเป็นการตัดขาดบริการต่าง ๆ ที่สร้างโดย Google และหมายความว่าอุปกรณ์ของ Huawei จะมีจุดอ่อนในด้านคุณสมบัติความปลอดภัย เมื่อเทียบกับมือถือเรือธงอื่น ๆ ในตลาด

References : 
https://www.theverge.com/2019/5/21/18632550/huawei-p30-pro-android-google-executive-order-us-phone-qualcomm-intel

ราคาตกฮวบ! Huawei P30 Pro ราคาเหลือ 4,xxx เซ่นพิษสงครามการค้า

ด้วยการออกแบบที่ยอดเยี่ยมและตัวเลือกสีของเครื่องที่สวยงาม อายุการใช้งานแบตเตอรี่ที่ยาวนานและอีกมากมายที่ทำให้ P30 Pro ไม่ได้เป็นเพียงโทรศัพท์ถ่ายภาพ แต่เป็นโทรศัพท์เรือธงที่ดีที่สุดที่เราจะเห็นในปี 2019″ ซึ่งราคาก็อยู่ที่ประมาณ 900 ปอนด์ (37,000 บาท) ในสหราชอาณาจักรราคาเดียวกับ Samsung S10+ ในพื้นที่เก็บข้อมูลเท่ากัน

ตลาดสมาร์ทโฟนมีตลาดขายต่อที่คึกคักผลักดันให้มีการอัพเกรดอยู่ตลอดเวลาและตกรุ่นเร็ว ในโลกอุดมคติ Samsung, Apple และ Huawei ต้องการให้ผู้บริโภคอัพเกรดเป็นประจำทุกปี และขายต่ออุปกรณ์ของปีที่แล้ว ดังนั้นตลาดสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่จึงยังคงอยู่ในตลาดขายต่อที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ ซึ่งมันก็เหมือนกันกับรถยนต์ – ถ้าตลาดมือสองมียอดขายลดลงก็จะกระทบยอดขายรถยนต์ใหม่เช่นเดียวกัน

ในเว็บไซต์แลกเปลี่ยนสมาร์ทโฟน ยอดนิยมแห่งหนึ่งของสหราชอาณาจักร Samsung S10 + อยู่ในสภาพดีสามารถทำการซื้อขายได้ในราคา 510 ปอนด์ (20,xxx บาท ) นั่นคือการลดลงอย่างมากจากราคาขายปลีกคิดเป็นผลขาดทุน 45% แต่ถ้าเทียบในเว็บไซต์เดียวกัน Huawei P30 Pro ยังอยู่ในสภาพที่ดี

ตอนนี้จะขายกันเพียง  100 ปอนด์ (4,xxx บาท) เท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ว่ามูลค่าของมันหายไปเกือบ 90% เลยทีเดียว Bloomberg ยังรายงานด้วยว่า “ราคาอุปกรณ์ของ Huawei ลดลงถึง 46%”

ตอนนี้ในแง่ของการคว่ำบาตรทางธุรกิจของ Huawei กับ Google และ ARM และอื่น ๆ ซึ่งเป็นข่าวขึ้นมากมายในสัปดาห์นี้ที่เกี่ยวกับการอัพเกรดซอฟต์แวร์และความปลอดภัยสำหรับอุปกรณ์ที่มีอยู่

Huawei ถูกกดดันจากรอบทิศ เนื่องจากปัญหาสงครามการค้าของสหรัฐ
Huawei ถูกกดดันจากรอบทิศ เนื่องจากปัญหาสงครามการค้าของสหรัฐ

รวมถึงทางเลือกในอนาคตของระบบปฏิบัติการ Huawei รวมถึงการออกแบบชิป ARM และใบอนุญาตสำหรับการทำ SD-card และการเชื่อมต่อ WiFi ที่มีปัญหาถูกแบน นักวิเคราะห์บางคนแนะนำว่านี่เป็นการให้เวลาของ Huawei ในการวางแผนและคิดใหม่ทั้งหมดในตลาดมือถือ 

สมาร์ทโฟน P20 รุ่นก่อนของ Huawei ราคายิ่งแย่ลงไปอีก ” เพียงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา”  หนังสือพิมพ์  Express ของสหราชอาณาจักร  รายงานว่า “คุณสามารถซื้อขายใน P20 Pro ของคุณและได้รับประมาณ 280 ปอนด์ (11,xxx บาท) ราคามือสองของ P20 Pro ร่วงไปอยู่ในระดับต่ำเพียงแค่ 50 ปอนด์ (2,xxx บาท ” “ต่างจากมือถือเรือธงปี 2018 ของ Samsung ยังคงมีมูลค่าประมาณ 235 ปอนด์ (9,xxx บาท) ซึ่งมากกว่าโทรศัพท์รุ่นใหม่จาก Huawei”

ตามรายงานของผู้ค้าปลีกแห่งหนึ่ง”มีการสอบถามข้อมูลจากผู้ขายสี่หรือห้ารายจะเสนอราคาเพียง 100 ดอลลาร์ (3,xxx บาท) สำหรับ Huawei P30 Pro มือสอง ราคาขายปลีกที่แนะนำสำหรับ Huawei P30 Pro คือ 1,398 ดอลลาร์ หรือประมาณ 44 ,xxx บาท “

โฆษกของหัวเว่ยกล่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บริษัท “จะยังคงให้บริการอัปเดตความปลอดภัยและบริการหลังการขายให้กับผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตของ Huawei และ Honor ที่มีอยู่ทั้งหมด

และสร้างระบบ Ecosystem ที่ยั่งยืนเพื่อมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ผู้ใช้ทุกคนทั่วโลก “มีการกล่าวเพิ่มเติมในภายหลังว่า” เรามั่นใจว่าสถานการณ์นี้น่าเศร้าแต่สามารถที่จะแก้ไขได้และลำดับความสำคัญของเรายังคงดำเนินต่อไปเพื่อส่งมอบเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ระดับโลกแก่ลูกค้าของเราทั่วโลก.”

References : 
https://www.forbes.com/sites/zakdoffman/2019/05/26/huawei-price-shock-value-of-flagship-1150-p30-pro-comes-crashing-down-to-130/#3bc6bd4c15a9

ข้าลูกผู้ชายพอ! ประธานหัวเว่ยต่อต้านการแบน Apple ในจีน

Ren Zhengei ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของหัวเว่ยกล่าวชื่นชม Apple และกล่าวว่าเขาจะ “เป็นจะเป็นคนแรกที่ประท้วง” หากมีการตอบโต้สงครามทางการค้าระหว่างจีน-สหรัฐด้วยการบอยคอตสินค้า Apple

Ren Zhengei ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Huawei ได้บอกกับ Bloomberg ว่าเขาจะต่อต้านการเคลื่อนไหวของเหล่าชาวจีนที่อาจบอยคอตผลิตภัณฑ์ของ Apple เพื่อตอบโต้สงครามการค้าของสหรัฐฯในปัจจุบัน

ผู้สื่อข่าวทอม แม็คเคนซี่ จาก บลูมเบิร์กทีวี ถามผู้ก่อตั้งหัวเว่ยเกี่ยวกับการตอบโต้ของชาวจีนในการบอยคอตสินค้า Apple โดยเขากล่าวว่ามันจะไม่เป็นปัญหา “และจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน” เขากล่าว  “และอย่างที่สองถ้ามันเกิดขึ้นจริง ผมจะเป็นคนแรกที่จะประท้วงการกระทำดังกล่าวของชาวจีน

Apple เปรียบเสมือนครูของผม [และ] ปัญหาที่เกิดขึ้นมันอยู่ต่อหน้าเราในฐานะนักเรียนทำไมฉันถึงต้องคัดค้านครูของผมล่ะ? .”

ผู้ก่อตั้งหัวเว่ย ไม่สนับสนุนการบอยคอตสินค้า Apple ของชาวจีน
ผู้ก่อตั้งหัวเว่ย ไม่สนับสนุนการบอยคอตสินค้า Apple ของชาวจีน

นอกจากนี้เขายังใช้โอกาสในการสรรเสริญ บริษัท “Apple เป็น บริษัท ชั้นนำของโลก” เขากล่าวต่อ “หากไม่มีแอปเปิ้ลก็คงจะไม่มีอินเทอร์เน็ตบนมือถือ แอปเปิ้ลช่วยแสดงให้เราเห็นว่าโลกใบนี้มันสวยงามเพียงใดผ่านนวัตกรรมของพวกเขาที่สรรสร้างขึ้นมา” 

ซึ่งการสัมภาษณ์ในครั้งนี้เกิดจากกระแสความรักชาติของชาวจีนใน Social Network อย่าง Weibo การที่บริษัทอเมริกาหยุดการซื้อขายกับหัวเว่ยเพราะแรงกดดันของสหรัฐ  และมีการคาดการณ์ว่าการตอบโต้ที่อาจเกิดขึ้นอย่างจริงจังกับ Apple อาจสร้างความเสียหายให้ผลประกอบการของแอปเปิ้ลอย่างมหาศาลเลยทีเดียว

References : 
https://appleinsider.com/articles/19/05/27/huawei-founder-opposes-chinese-retaliation-against-apple

Image References : https://i1.wp.com/www.globalvillagespace.com/wp-content/uploads/2019/05/Huawei-founder-says-US-underestimates-company-2-640×336.jpg

Geek Monday EP5 : สงครามการค้า or สงครามอุดมการณ์ ?

สิ่งที่เหล่าบริษัทเทคโนโลยีสหรัฐเดิมพันที่ประเทศจีนนั้น ไม่ได้เป็นเพียงการเข้าถึงโอกาสทางธุรกิจ แต่มันเกี่ยวกับโอกาสที่จะมีอิทธิพลต่อความคิดของชาวจีนและการพัฒนาทางการเมืองในระยะยาวของประเทศ มันคือหัวใจของการต่อสู้เพื่อหัวใจและความคิดของชาวจีนล้วน ๆ 

ทุนนิยมอเมริกันจะชนะ หรือ ลัทธิคอมมิวนิสต์ของจีนจะดำเนินต่อไปหรือไม่? คนจีนจะยังคงยอมรับการควบคุมจากส่วนกลางหรือพวกเขาต้องการประชาธิปไตยที่มากขึ้นหรือไม่? พวกเขาต้องการเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นหรือจะยอมรับการเซ็นเซอร์แบบนี้ต่อไปหรือไม่?

นี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้ทางการค้า มันเป็นสงครามเชิงอุดมการณ์ ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนนั่นเองครับ