ประวัติ Elon Musk ตอนที่ 16 : End of the Begining

ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเราที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าเหล่า Inventor หรือนักคิดนักประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ นั้น มักจะถูกมองหาว่าคิดเรื่องที่เพ้อฝันมาก่อนแทบจะทั้งสิ้น ไม่จะเป็น โธมัส เอดิสัน , นิโคลา เทสลา หรือ แม้กระทั่งตัว อีลอน มัสก์ เองก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขายึดไว้เหมือนกันคือ การอดทนต่อคำวิจารณ์เหล่านี้ แล้วแสดงให้โลกเห็นว่าพวกเขาทำได้ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงโลกเราให้ดีขึ้นแทบจะทั้งสิ้น

พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้คิดแค่เพียงเรื่องของเงินทองเท่านั้น มันเป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่ง เพื่อขับเคลื่อนพวกเขาให้ก้าวนอกกรอบความคิดเดิม ๆ ที่เคยมามีให้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญอย่างนึง ที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนโลกเราได้

สำหรับคำถามที่ว่า มัสก์กำลังนำพาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปสู่จุดสูงสุดครั้งใหม่ เหมือนที่เกตส์ กับ จ๊อบส์ เคยทำได้หรือไม่นั้น ตอนนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกัน แม้ ไอเดียต่าง ๆ ของมัสก์ จะเป็น ไอเดียที่เปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นแทบจะทั้งสิ้น

แต่ก็มีบางฝ่าย ที่มองเห็นว่า ทั้ง Tesla , SpaceX หรือ SolarCity นั้น เป็นเพียงการมอบความหวังลม ๆ แล้ง ๆ แก่อุตสาหกรรม ว่าจะสามารถใช้นวัตกรรมอันยิ่งใหญ่ได้ ส่วนอีกฝ่ายก็มองว่า มัสก์ นั้นคือตัวจริงเสียงจริง เขากำลังจะกลายเป็นดาวดวงใหม่ที่กำลังเปล่งประกายสว่างสไวที่สุดของสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นการปฏิวัติเทคโนโลยีที่กำลังมาถึง

หากจะทำความเข้าใจว่างานของมัสก์ ที่เขากำลังสร้างสรรค์ขึ้นมานั้น  ท้ายที่สุดแล้วจะทรงพลังมากแค่ไหนสำหรับเศรษฐกิจอเมริกัน ก็ต้องลองนึกถึงเครื่องจักรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ ซึ่งนั่นก็คือ สมาร์ทโฟน ในยุคก่อน iPhone นั้น สำหรัฐเป็นพวกที่ล้าหลังในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม มือถือและอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหลายล้วนอยู่ในทวีปยุโรปและเอเชียเพียงเท่านั้น

แต่เมื่อการมาถึงของ iPhone ที่ สตีฟ จ๊อบส์ ได้เปิดตัวขึ้นในปี 2007 มันก็ได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปตลอดกาล อุปกรณ์ของ จ๊อบส์ ชิ้นนี้เลียนแบบฟังก์ชันการทำงานหลายอย่างของคอมพิวเตอร์ และเพิ่มความสามารถใหม่ ๆ เข้ามาด้วย application รวมถึง เซ็นเซอร์ต่าง ๆ

การเปิดตัว iPhone ของสตีฟ จ๊อบส์ในปี 2007 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมมือถือในอเมริกา
การเปิดตัว iPhone ของสตีฟ จ๊อบส์ในปี 2007 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมมือถือในอเมริกา

ซึ่งตามมาด้วยการที่ google บุกด้วยตลาดทางด้านซอฟต์แวร์แอนดรอยด์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี สหรัฐก็กลับมาผงาดขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอุปกรณ์พกพา และสร้างการบริการเพื่อตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานที่มีอยู่ทั่วโลกในเวลาเดียวกัน

มันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมาก ๆ ของซิลิกอน วัลเลย์ ที่ทำให้อเมริกา กลับมาเชิดหน้าชูตาในอุตสาหกรรมนี้ได้อีกครั้ง ซึ่งมันนำไปสู่ความเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ผลักดัน apple ให้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกได้สำเร็จ ซึ่งสามารถส่งขายอุปกรณ์อันชาญฉลาดไปยังทั่วโลก กว่าหลายพันล้านชิ้น

และตอนนี้ งานของอีลอน มัสก์ กำลังอยู่ในจุดที่สูงสุดของกระแสใหม่ ที่เป็นการรวมกันระหว่างซอฟต์แวร์อัจฉริยะ กับ ฮาร์ดแวร์ การที่ทั้ง Tesla และ SpaceX นั้นใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง ซอฟต์แวร์เข้ามาจัดการภายใน นั่นถือว่าเป็นการผนวกศาสตร์ทางด้านอุตสาหกรรมของโลกยุคเก่า เข้ากับ เทคโนโลยีของผู้บริโภคในราคาถูก ของโลกยุคใหม่ มันเป็นการหล่อหลอมรวม แล้วสร้างมันให้กลายเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศอเมริกาเลยก็ว่าได้

ในตอนนี้ เท่าที่ ซิลิกอนวัลเลย์ พยายามหาผู้สืบทอดบทบาทของจ๊อบส์เพื่อที่จะเป็นแรงชี้นำอันทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมา ดูเหมือว่า มัสก์ เป็นตัวเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุด แน่นอนว่าเขาเป็นชายสายเทคโนโลยีมาตั้งแต่แรกในการสร้าง Zip2

มัสก์ ผู้ที่ใกล้เคียงที่สุดที่จะสืบทอด สตีฟ จ๊อบส์
มัสก์ ผู้ที่ใกล้เคียงที่สุดที่จะสืบทอด สตีฟ จ๊อบส์

มัสก์ ผู้ซึ่งมีประสบการณ์โชกโชน และเหล่าบุคคลผู้เป็นตำนาน ต่างยกให้เขาเป็นคนที่น่าเลื่อมใสที่สุด ยิ่งเมื่อ Tesla กำลังกระโจนเข้าสู่กระแสหลักมากขึ้นเท่าไหร่ ชื่อเสียงของมัสก์ก็ดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น

การที่รถยนต์ Tesla อย่าง Model 3 นั้นสามารถทำยอดขายได้ถล่มทลาย มันจึงเป็นเป็นการโชว์ผลงานให้ประจักษ์ว่ามัสก์คือบุคคลหายากที่สามารถคิดใหม่ทำใหม่ในอุตสาหกรรม เขามีทักษะที่อ่านผู้บริโภคออก แบบเดียวกับที่จ๊อบส์ทำได้ การบริหารก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม และไอเดียของเขา ก็เริ่มหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาเรื่อย ๆที่พร้อมจะเปลี่ยนโลกเราให้ดีขึ้น

ทศวรรษต่อไปของบริษัทในเครือของมัสก์ น่าจะมีอะไรที่พิเศษ และสร้างความตื่นเต้นให้ชาวโลกได้พอสมควร ตัวมัสก์เองก็ได้เปิดทางให้ตัวเองกลายเป็นหนึ่งในนักนวัติกรรมและนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

มัสก์ พิสูจน์ ให้เห็นถึงความสำเร็จของเขา ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
มัสก์ พิสูจน์ ให้เห็นถึงความสำเร็จของเขา ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

คาดการณ์กันว่า ภายในปี 2025 นั้น เป็นไปได้ว่า Tesla จะผลิตรถยนต์ให้กลายเป็นกระแสหลักของตลาดได้สำเร็จ และเป็นกำลังหลักในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเฟื่องฟู รวมถึงการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของ SolarCity จึงมีโอกาสที่บริษัทจะผงาดขึ้นเป็นบริษัทสาธารณูปโภคขนาดยักษ์ และเป็นผู้นำในตลาดพลังงานแสงอาทิตย์

แล้ว SpaceX ล่ะ มันเป็นความตื่นเต้นของมนุษยชาติมากที่สุดเลยก็ว่าได้ SpaceX น่าจะจัดเที่ยวบินขนส่งมนุษย์และสัมภาระขึ้นสู่อวกาศได้ทุกสัปดาห์ และการเดินทางไปยังดาวอังคารคงไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากอีกต่อไปในอนาคต

ซึ่งถ้าทุกสิ่งเกิดขึ้นตามนี้ มัสก์ ซึ่งตอนนั้นจะอยู่ในวัยห้าสิบกลางๆ ก็จะกลายเป็นชายผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และอยู่ในหมู่คนที่มีอิทธิพลมากที่สุดทันที เขาจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทมหาชนสามแห่ง

ซึ่งจริงอยู่ที่ว่า อนาคต นั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน บริษัททั้งสามก็กำลังผจญกับปัญหาแตกต่างกันไป แต่มัสก์ ก็ได้เดิมพันครั้งยิ่งใหญ่กับการประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์และความสามารถของพลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ รวมถึงเทคโนโลยีการบินและอวกาศ มันเป็นความเสี่ยงที่มัสก์นั้นพร้อมที่จะรับตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะเป้าหมายของเขามันยิ่งใหญ่ เกินกว่าที่ใครจะคาดถึงนั่งเอง

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ Elon Musk จาก Blog Series ชุดนี้

ก่อนหน้านี้ผมได้เขียน Blog Series มามากมาย ที่เกี่ยวกับเหล่านักธุรกิจ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ต่าง ๆ แต่เมื่อได้เรียนรู้จากทุกคนนั้นจะพบว่า มัสก์ เป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง

มัสก์มองปัญหาใหญ่ ๆ ของโลกเราเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงานทดแทน หรือ การเดินทางในอวกาศ ซึ่งล้วนแล้วต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการสร้างฝันของเขาให้สำเร็จขึ้นมาได้

ทั้ง SpaceX , Tesla หรือ SolarCity นั้น เป็นบริษัทที่ล้วนอยู่ในอุตสาหกรรมที่มี Impact ต่อโลกเราอย่างมหาศาล ทุกสิ่งที่เขาทำนั้นมีหลายคนเคยปรามาสว่าเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน และไม่มีทางเป็นไปได้ แต่มัสก์ ก็ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าแม้จะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ หรือ ยากเย็นเพียงใด เขาก็สามารถทำมันให้เห็นผลเป็นประจักษ์ได้สำเร็จ

เขาจับอุตสาหกรรมอย่างยานอวกาศ และ รถยนต์ ที่อเมริกาเหมือนจะถอดใจไปแล้ว และพลิกโฉมจนมันกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ได้สำเร็จ ซึ่งหัวใจหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้คือทักษะของมัสก์ในฐานะผู้สร้างซอฟต์แวร์และความสามารถในการประยุกต์มันเข้ากับเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ตอนนี้ มัสก์ ยังไม่มีสินค้ายอดฮิตในหมู่ผู้บริโภคเหมือนอย่าง iPhone หรือเข้าถึงคนมากกว่าพันล้านคนเหมือนอย่าง facebook ทำได้ แต่สิ่งที่เขาทำล้วนเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่น้อยคนนักจะกล้าเข้ามาเสี่ยงทำเหมือนที่เขากำลังทำอยู่

อีลอน มัสก์ เป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการในซิลิกอน วัลเลย์ ที่ทำให้เห็นถึงอุตสาหกรรมใหม่ของเทคโนโลยี ทั้งของประเทศอเมริกาเอง รวมถึง ของโลกเราในอนาคต เขาไม่ใช่พวกที่แค่มัวไล่ตามหุ้นไอพีโอ เหมือนคนอื่นๆ  เพราะสิ่งเหล่านั้นมันไมใช่เรื่องยากเลยสำหรับเขา เมื่อพิจารณาถึงความอัจฉริยะของเขา แต่เขามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก

การหลอมรวมกันอย่างกลมกลืนของซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุล้ำสมัย และประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ มันคือพรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ของมัสก์ ที่ยากจะหาใครเทียบได้ในยุคปัจจุบัน 

เขาคือนักประดิษฐ์ นักธุรกิจ และนักอุตสาหกรรมที่มีไอเดียยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสินค้าที่ยิ่งใหญ่ได้ เขาเป็นนักคิดที่แหวกแนว  นักอุตสาหกรรมที่ก้าวล้ำที่สุดของอเมริกา หรืออาจจะเป็นก้าวล้ำที่สุดของโลกเราแล้วก็ว่าได้ในตอนนี้

มัสก์ เป็นนักประดิษฐ์ ที่เทียบเคียงได้กับผู้ยิ่งใหญ่อย่าง โทมัส เอดิสัน
มัสก์ เป็นนักประดิษฐ์ ที่เทียบเคียงได้กับผู้ยิ่งใหญ่อย่าง โทมัส เอดิสัน

และโดยส่วนตัวผมก็มั่นใจว่า เขาจะกลายเป็นบุคคลสำคัญที่สุด ที่โลกของเราต้องจารึกไว้ ในฐานะนักนวัตกรรม ไม่ต่างจากที่เราเคยเทิดทูน โทมัส เอดิสัน , นิโคลา เทสลา หรือ เฮนรี่ ฟอร์ด และที่สำคัญ มัสก์ ถือเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่าผู้คน หันมาสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ๆ และช่วยกันแก้ปัญหาของโลกเราใน Scale ที่ใหญ่ขึ้นเหมือนสิ่งที่มัสก์กำลังทำ ซึ่งเขาทำสิ่งที่ต้องการ และเขาจะไม่รามือกับมัน เพราะนั่นแหละคือโลกของชายที่ชื่อ อีลอน มัสก์  
และคงจะไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่าเขาคือ The Real Iron Man ผู้ซึ่งเป็น โทนี่ สตาร์กในโลกแห่งความจริงนั่นเอง

–> อ่านตอนพิเศษ : Difficult and Painful

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Sand Hill Road *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

รวม Blog Series ที่มีผู้อ่านมากที่สุดรวม Blog Series ที่มีผู้อ่านมากที่สุด

Credit แหล่งข้อมูลบทความ

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

ประวัติ Elon Musk ตอนที่ 14 : A Burning Man

พี่น้องตระกูลไรฟ์ ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของมัสก์นั้นคือเหล่าเด็กหนุ่มกลุ่มเดียวกันที่โตมาในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งพวกเขามีสิ่งบางอย่างที่เหมือนกัน คือ เป้าหมายในการสร้างสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งพวกเขาเหล่านี้คิดมาตั้งแต่เยาว์วัย แม้ในช่วงทศวรรษ 1990 นั้นพวกเขาจะเป็นเพียงแค่เด็กที่ไร้เดียงสา ที่เดินไปตามถนนเพื่อถามร้านต่าง ๆ ในเมืองว่าต้องการให้ช่วยจัดการเรื่องระบบคอมพิวเตอร์หรือไม่

เช่นเดียวกับมัสก์ พี่น้องตระกูลไรฟ์ ได้ใช้ความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ มาสร้างระบบงานมาตรฐานหลายอย่างให้สามารถทำงานได้แบบอัติโนมัติ ภายใต้บริษัท Everdream นำโดย ลินดอน ไรฟ์ ผู้เป็นพี่ใหญ่ ร่วมกับ ปีเตอร์ และ รัสส์ ไรฟ์ ได้กลายมาเป็นเศรษฐีดอทคอม คนหนึ่งใน ซิลิกอน วัลเลย์ เหมือน ๆ กับที่มัสก์สามารถทำได้สำเร็จ ในยุคแรกเริ่มกับ Zip2 

ลินดอน ไรฟ์ กับพี่น้อง สร้าง Everdream จนประสบความสำเร็จ
ลินดอน ไรฟ์ กับพี่น้อง สร้าง Everdream จนประสบความสำเร็จ

โดยในปี 2004 ลินดอน กับ น้องชาย ปีเตอร์ และ รัสส์ ต้องการความท้าทายใหม่ ๆ  พวกเขาได้เช่ารถบ้านหนึ่งคัน และเดินทางร่วมกันมัสก์ ไปยังทะเลทราย แบล็กร็อก และชมความบ้าคลั่งของงานเทศกาลศิลปะ เบิร์นนิ่งแมน ที่ ๆ มัสก์ มักจะไปเป็นประจำอยู่แล้วในทุก ๆ ปี

มันเป็นทริป ที่ใช้ในการผ่อนคลาย สำหรับพวกเขาหลังจากที่เคยออกผจญภัยอยู่สม่ำเสมอในวัยเด็กที่ประเทศ แอฟริกา มันเป็นทริปย้อนรำลึกความหลังของพวกเขา และเป็นการถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ของอดีตเพื่อนในวัยเยาว์

เทศกาล เบิร์นนิ่งแมน กลางทะเลทราย
เทศกาล เบิร์นนิ่งแมน กลางทะเลทราย

และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ มันเป็นการระดมสมองเรื่องธุรกิจ ที่ พี่น้องตระกูล ไรฟ์ ต้องการความท้าทายใหม่ ๆ ในชีวิต ซึ่งระหว่างทริปนี้ นี่เอง ที่มัสก์ได้แนะนำลินดอน ให้ลองไปดูตลาดพลังงานแสงอาทิตย์ มันเป็น ไอเดียที่เจ๋งมากสำหรับ ลินดอน ที่ต้องการความท้าทายใหม่ ๆ ในชีวิตอยู่แล้ว

จากการจุดประกายของมัสก์ ในครั้งนี้ มันทำให้ หลังจากกลับจากงานเบิร์นนิ่งแมน ทำให้พวกเขาต่างไฟลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง พี่น้องไรฟ์ ตัดสินใจอย่างทันทีทันใดว่าจะกระโจนเข้าสู่อุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ และได้ทำการศึกษามันอย่างจริงจัง ผ่านข้อมูลต่าง ๆ ทั้งหนังสือ รวมถึงข้อมูลออนไลน์ และองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ในตอนนั้น มีผู้ผลิตแผงพลังงานแสงอาทิตย์อยู่ไม่กี่ราย ที่ส่วนใหญ่จะมาจากประเทศจีน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้คิดอยู่อย่างเดียวคือ การรอให้ราคาแผงพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง เพื่อดึงดูดให้คนเข้ามาใช้งานพลังงานทดแทนตัวนี้เพิ่มมากขึ้น มันเป็นการแข่งขันกันเรื่องราคาเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

มันไร้ซึ่ง ไอเดียใหม่ ๆ สิ้นดี  การติดตั้งแผงโซล่าเซลล์ นั้นเป็นเรื่องยุ่งยาก เต็มไปด้วยกระบวนการมากมาย  ทั้งที่มันเป็นพลังงานแห่งอนาคตชัด ๆ 

นี่เองเป็นสาเหตุสำคัญให้พี่น้องไรฟ์ ได้ตัดสินใจตั้งบริษัท SolarCity ขึ้นในปี 2006  แนวคิดหลักแรกที่ทำการตั้ง SolarCity ขึ้นมานั้น พวกเขาจะไม่ผลิตแผงโซล่าร์เซลล์เอง แต่จะจัดการ Ecosystem ทั้งหมดในการติดตั้งแผงพลังงานนี้แทน โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยเหลือให้ได้มากที่สุด ซึ่งเป็นงานที่พวกเขาถนัดอยู่แล้ว

ตั้ง SolarCity ขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีในการช่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ตั้ง SolarCity ขึ้นมาโดยใช้เทคโนโลยีในการช่วยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในช่วงเริ่มต้นนั้น มัสก์ ได้ลงทุนในตอนเริ่มต้นเป็นเงินกว่า 10 ล้านเหรียญเพื่อเริ่มต้นบริษัทในการจ้าง นักการตลาด นักวิจัย และเหล่านักพัฒนาให้มาคิดโมเดลใหม่ ๆ รวมถึงหาลู่ทางในการทำธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้าให้แตกต่างไปจากที่มีอยู่เดิม

พวกเขาได้ใช้ความรู้ทางด้านเทคโนโลยี มาสร้างซอฟท์แวร์ สำหรับวิเคราะห์บิลค่าพลังงานปัจจุบันของลูกค้า และตำแหน่งบ้านรวมถึงปริมาณแสงแดดที่ได้รับเพื่อให้ลูกค้าได้ตัดสินใจว่า การลงทุนติดแผงโซล่าร์เซลล์นั้น จะคุ้มหรือไม่

พวกเขาได้คิด โมเดล ธุรกิจขึ้นมาใหม่ โดยให้ลูกค้าเช่าแผงโซล่าร์เซลล์ เป็นรายเดือนแทน โดยแทบจะไม่ต้องมีการลงทุนล่วงหน้าเลย จากการคำนวณผ่าน ซอฟต์แวร์ที่พวกเขาได้พัฒนาขึ้น และที่สำคัญยังสามารถอัพเกรดเป็นแผงรุ่นใหม่ ๆ ได้ทันที ไม่ต้องลงทุนใหม่ทั้งระบบ

ซึ่งมัสก์ ก็เป็นตัวตั้งตัวตีในการสร้าง SolarCity นี้ขึ้นมา อีกทั้งกลายมาเป็นประธานบริษัทและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุด

และเพียงแค่ หกปีให้หลัง SolarCity ได้กลายมาเป็นผู้ติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์รายใหญ่ที่สุดของประเทศ เป็นการปฏิวัติวงการติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ ทำให้เป็นเรื่องง่าย ไม่ยุ่งยากเหมือนในอดีตอีกต่อไป 

ไม่ใช่แค่ลูกค้าทั่วไปเท่านั้น พวกเขายังขยายตลาดไปยังลูกค้าที่เป็นองค์กรขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Intel , Walgreens , Wal-Mart ได้มีการเซ็นสัญญาติดตั้งกับ SolarCity แทบจะทั้งสิ้น ทำให้ในปี 2012 SolarCity ได้กลายเป็นบริษัทมหาชน และ มูลค่าหุ้นก็พุ่งสูงติดเพดาน ในปี 2014 SolarCity กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ากว่า 7,000 ล้านเหรียญ

กลายมาเป็นผู้ผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์รายใหญ่ในที่สุด
กลายมาเป็นผู้ผลิตพลังงานจากแสงอาทิตย์รายใหญ่ในที่สุด

แม้ซิลิกอน วัลเลย์ จะได้ทุ่มเงินไปมากมายกับเทคโนโลยีสีเขียว แต่ส่วนใหญ่นั้นก็จะล้มไม่เป็นท่าเสียเป็นส่วนมาก นักลงทุนชื่อดังหลายราย สูญเสียเงินมากมาาย กับ Trend ที่เรียกว่าเทคโนโลยีสีเขียว ไม่ว่าจะเป็น ฟิซเกอร์ หรือ เบทเทอร์เพลซ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเทคโนโลยีที่ดีต่อโลกจริง แต่เป็นไปได้ยากในทางธุรกิจ

มีเพียงชายที่ชื่อ อีลอน มัสก์ เท่านั้น ที่เป็นผู้รอดเหลือจากธุรกิจเหล่านี้มาได้ ซึ่งเขาเป็นคนที่ค้นพบวิธีในการ บาลานซ์ กันระหว่างโลกธุรกิจ กับ เรื่องของแนวคิดของเทคโนโลยีสีเขียว มัสก์ มีบริษัทเทคโนโลยีสะอาดที่ประสบความสำเร็จด้วยดี ถึงสองแห่ง

ซึ่ง SolarCity ก็เหมือน ๆ กับการลงทุนอย่างอื่นของมัสก์ มันได้แสดงให้เห็นศักยภาพทางด้านธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จตั้งแต่แรก นักลงทุนต่างบ่ายหน้าหนี เหมือนทุก ๆ ครั้ง แต่มัสก์ เชื่อโดยสนิทใจว่า พลังงานแสงอาทิตย์นั้นมีความสมเหตุสมผล เพราะแสงอาทิตย์ นั้นได้ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะกลายเป็นพลังงานที่ดีกว่าของมนุษยชาติในอนาคต

ซึ่งเหล่าผู้สังเกตการณ์ SolarCity อย่างใกล้ชิด นั้นได้มองเห็นภาพอย่างชัดเจนว่า บริษัทได้กลายมาเป็นหน่วยงานสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเลยก็ไม่อาจจะกล่าวเกินไปนัก เพราะ SolarCity ได้สร้างเครือข่ายระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้อยู่ภายใต้การควบคุมทั้งหมด

โดยบริหารจัดการด้วยซอฟต์แวร์อัจฉริยะ ที่พวกเขาสร้างขึ้นมา ซึ่งในปี 2015 มีการประเมินว่า SolarCity นั้นจะติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ ได้เทียบเท่าพลังงานไฟฟ้า 2 กิกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าได้ถึงปีละ 2.8 เทราวัตต์ต่อชั่วโมง ซึ่งจะทำให้ SolarCity นั้นกลายเป็นหนึ่งใน ซัพพลายเออร์พลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ

และไม่ใช่เพียงแค่เรื่องธุรกิจเพียงเท่านั้น องค์กรการกุศล Musk Foundation ที่อีลอน มัสก์ได้ก่อตั้งขึ้นมานั้น ได้ช่วยเหลือในเรื่องการสร้างแหล่งพลังงาน ให้กับผู้ประสบภัยจากทั้ง พายุ เฮอริเคน แคทาริน่า ในปี 2005 รวมถึงในเหตุการณ์วิกฤติ Deepwater Horizon Oil การรั่วไหลของน้ำมันครั้งใหญ่ ในปี 2010 อีกด้วย

และยิ่งไปกว่านั้น SolarCity เป็นส่วนประกอบสำคัญของทฤษฏีสนามรวมของ อีลอน มัสก์ ธุรกิจแต่ละอย่างของเขานั้นเกี่ยวโยงกันทั้งในระยะสั้นและระยะยาว Tesla สร้างชุดแบตเตอรี่ให้ SolarCity นำไปขายให้กับผู้บริโภคปลายทางได้ 

ส่วน SolarCity นั้นเป็นตัวส่งพลังงานแสงอาทิตย์ให้สถานีซุเปอร์ชาร์จของ Tesla ซึ่งช่วยให้ Tesla นั้นให้บริการชาร์จใหม่ฟรีให้กับเหล่าลูกค้าของ Tesla ซึ่งกลายเป็นข้อได้เปรียบอย่างสำคัญของ Tesla ที่เหมือนมีปั๊มน้ำมันของตัวเองแต่ใช้พลังงานจากแสดงอาทิตย์แทน

SolarCity ให้พลังงานแสดงอาทิตย์แก่ SuperCharger ของ Tesla
SolarCity ให้พลังงานแสดงอาทิตย์แก่ SuperCharger ของ Tesla

รวมถึงการช่วยเหลือกันของ ทั้ง SpaceX และ Tesla เช่นเดียวกัน เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ต่าง ๆ ในด้านการผลิต หรือวัตถุดิบต่าง ๆ ที่ส่วนใหญ่แล้วจะเริ่มต้นมาจากศูนย์ และสุดท้ายมันก็ได้ทำให้เครือข่ายธุรกิจของมัสก์แข็งแกร่งเกินกว่าที่ใครจะล้มได้ง่าย ๆ ในที่สุดนั่นเอง

–> อ่านตอนที่ 15 : Idea Overload

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Sand Hill Road *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

Credit แหล่งข้อมูลบทความ

ประวัติ Elon Musk ตอนที่ 11 : Tesla’s Macintosh

มันคงไม่ใช่คำพูดเกินหลายหากจะบอกว่า โรดส์เตอร์ รถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรกนั้น ก็เปรียบเสมือน เครื่องคอมพิวเตอร์ apple II ของบริษัท Apple เพราะฉะนั้น วิสัยทัศน์ของมัสก์ สำหรับรถยนต์คันที่สองที่ Tesla จะทำการสร้างขึ้นมานั้น มันก็คือ Apple’s Macintosh ของ Tesla ดี ๆ นั่นเอง

ปัญหาใหญ่ของ โรดส์เตอร์นั้น คือเรื่องการ Design เพราะมัสก์ไม่อยากที่จะเริ่มต้นการผลิตรถยนต์จากศูนย์ใหม่ ซึ่งแน่นอน ข้อดีคือมันช่วยลดต้นทุนให้ Tesla เป็นอย่างมากใน Model แรกอย่าง โรดส์เตอร์

แต่คันที่สองมันต้องไม่เหมือนคันแรก มันต้องเป็นการสร้างสรรค์ใหม่ตั้งแต่ต้นจาก Tesla เท่านั้น มันต้องมีจุดเด่นที่ใคร ๆ เห็นว่ารถคันนี้คือผลิตโดย Tesla เหมือนที่เราเห็นรถยนต์ Benz , BMW , Ferrari , Audi ที่รู้ได้ทันทีว่าแต่ละคันคือ แบรนด์ไหนออกแบบมา

Tesla จึงได้ทำการสร้าง Design Studio เพื่อรองรับการออกแบบรถยนต์รุ่นใหม่โดยเฉพาะ ในโรงงานของ SpaceX ที่ลอสแอนเจลลิส แต่ปัญหาคือ เขาต้องการมือดีด้านนี้มาทำงานที่เป็นเอกลักษณ์ให้สำหรับ Tesla โดยเฉพาะ และต้องเป็น ดีไซต์ที่ไม่ซ้ำรถยนต์อื่น ๆ ในตลาด เพื่อให้ทุกคนเห็นแล้วรู้ทันทีว่านี่คือ Tesla

และในที่สุด มัสก์ และ Tesla ก็ได้คนที่ต้องการ von Holzhausen Designer ชื่อดังในอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่ผ่านงานมาทั้ง Volkswagen , Audi , GM และ Mazda โดยมัสก์ยื่นข้อเสนอมให้มาร่วมงานที่ยากจะปฏิเสธ

มัสก์ ได้มือดีอย่าง von Holzhausen มาช่วย Design Model S
มัสก์ ได้มือดีอย่าง von Holzhausen มาช่วย Design Model S

มัสก์ต้องการให้ Holzhausen นั้น ปฏิวัติการดีไซต์ของรถซีดานใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นที่มาของการสร้างรถยนต์คันที่ 2 ของ Tesla ซึ่งก็คือ Model S นั่นเอง สำหรับ Holzhausen นั้นงานดีไซต์ รถยนต์แบบปรกติทั่วไปที่ใช้น้ำมัน กับ การ ดีไซต์รถยนต์ไฟฟ้าให้กับ Tesla นั้นมันเป็นอะไรที่แตกต่างกันอยู่พอสมควร  รถยนต์ไฟฟ้านั้นมีพื้นที่ว่างให้ใส่ไอเดียต่าง ๆ เข้าไปมากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันแบบปรกติ

สิ่งสำคัญอีกส่วนนึงก็คือเรื่องของเสียง เนื่องจากความแตกต่างของเสียงเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมัน กับ ไฟฟ้า โดยรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้านั้น จะมีเสียงที่เงียบกว่า เพราะฉะนั้น ต้องมีการ ดีไซต์เรื่องการลู่ลมของรถยนต์ให้ดีเพื่อไม่ให้มีเสียงดังมาขัดใจผู้ขับขี่

Model S นั้นถูกใช้วัสดุจากอะลูมิเนียมชนิดพิเศษ แบบเดียวกับที่ใช้ในจรวดของ SpaceX แทบจะทั้งคัน ซึ่งจะแตกต่างจาดรถยนต์ทั่วไปที่ใช้เหล็กเป็นส่วนประกอบหลัก

ความเจ๋งอีกอย่างหนึ่งของ Model S ก็คือหน้าจอขนาดยักษ์ 17 นิ้ว ที่เป็นแบบ Touch Screen ที่ดูคล้าย ๆ Ipad ขนาดยักษ์ ซึ่งติดตั้งไว้ที่ Console ของรถยนต์ Model S ทุกคัน และลูกค้าทุกคนก็หลงรักเจ้าจอขนาดยักษ์นี้ทันที่ มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดอย่างนึงของทีมที่ออกแบบส่วนของภายในรถยนต์ Model S

จอยักษ์ขนาด 17 นิ้ว อีกหนึ่งทีเด็ดของ Model S
จอยักษ์ขนาด 17 นิ้ว อีกหนึ่งทีเด็ดของ Model S

แต่ก็มีบางเรื่องที่เหล่าทีม Design ของ Holzhausen นั้นคิดผิดไป รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างไฟสำหรับอ่านหนังสือตรงที่นั่งด้านหลังนั้น เหล่าทีม Design คิดกันว่า คนในยุคนี้นั้นแทบจะไม่อ่านหนังสือกันแล้ว ส่วนใหญ่จะอ่าน ebook กัน ซึ่งทำให้ไม่จำเป็นต้องไปติดไฟส่องสว่างสำหรับที่นั่งด้านหลัง

แต่เชื่อหรือไม่ว่า มัสก์ นั้นเป็นคนค้นพบจุดบกพร่องนี้ด้วยตัวเอง ในระหว่างช่วงทดสอบรถซึ่งเขามักจะทดสอบด้วยตัวเองนั้น ลูกของเขาต้องการที่จะอ่านหนังสือเมื่อนั่งตรงด้านหลัง แต่มองไม่เห็นสวิตช์ไฟ ถึงกับอุทานออกมาต่อหน้าพ่ออย่างมัสก์ ผู้เป็น CEO ของ Tesla ว่า “มันเป็นรถยนต์ที่งี่เง่าที่สุดในโลก” เลยทีเดียว และสุดท้ายก็ต้องทำการติดไฟสำหรับอ่านหนังสือให้กับ Model S ทุกคันในที่สุด

และในที่สุด ตัว prototype ของ model S ก็พร้อมออกมาให้ยลโฉมกันในเดือนมีนาคม ปี 2009 แม้หลาย ๆ คนจะยังไม่ประทับใจกับมันนักก็ตาม เหล่านักวิจารณ์ก็มองมันเหมือนเป็นของเล่นของมัสก์ เท่านั้น มันยังไม่ใช่รถยนต์ไฟฟ้าจริง ๆ แบบที่เขาได้เคยประกาศไว้ก่อนหน้านี้ หลาย ๆ สื่อเริ่มวิจารณ์บริษัท Tesla

มีการทดสอบตัว prototype โดยวิ่งไปในเมือง Palo Alto และมีผู้คนสามารถที่จะถ่ายรูปเจ้า Model S ให้หลุดออกไปใน  internet ได้ ซึ่งความจริง Tesla อยากให้เรื่องเหล่านี้เป็นความลับอยู่

แต่มันได้กระจายไปทั่วแล้ว หลาย ๆ คนต่างผิดหวังกับ Design ของ รถยนต์รุ่นใหม่ของ Tesla และหวังว่ามันคงไม่ใช่รถยนต์ที่ผลิตโดย Tesla จริงตามข่าว มันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะขายรถยนต์หน้าตาแบบนี้ในราคาสูงถึง 50,000 หรือ 60,000 เหรียญ ซึ่งผู้บริโภคมีทางเลือกอื่น ๆ อีกมากมายกับ มูลค่าที่สูงขนาดนั้น

Model S ถูกนำไปเทียบกับ Ford Probe รถยุก 80 เลยทีเดียวในช่วงแรกก่อนการเปิดตัวจริง
Model S ถูกนำไปเทียบกับ Ford Probe รถยุก 80 เลยทีเดียวในช่วงแรกก่อนการเปิดตัวจริง

หลาย ๆ คนเปรียบเทียบมันกับ รถยนต์โบราณสุดเห่ยอย่าง Ford Probe ที่เป็นรถยนต์ในยุค 80’s เลยด้วยซ้ำ และที่สำคัญ สถานการณ์ของบริษัทของมัสก์ ก็เริ่มซวนเซ ไม่ว่าจะเป็น SpaceX รวมถึง Tesla เองก็ตามที

ในปี 2008 ทั้ง SpaceX และ Tesla เกือบจะไปไม่รอด SpaceX ล้มเหลวในการปล่อยจรวดถึง 3 ครั้ง และเหลือเงินทุนพอที่จะปล่อยจรวดได้อีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น SpaceX ประสบความสำเร็จในการปล่อยจรวดครั้งที่ 4 โดยสมบูรณ์

ก่อนหน้าการปล่อยครั้งที่ สามนั้น มัสก์ลงมามีส่วนร่วมแบบถึงลูกถึงคนตามสไตล์ของเขา มัสก์จะติดตามคนที่ต้องรับผิดชอบแต่ละส่วนอย่างไม่ลดละ มันคือเส้นทางวิกฤติของ SpaceX เลยก็ว่าได้ มันเหลือโอกาสอีกไม่มากสำหรับ SpaceX ที่จะทำให้ฝันของมัสก์นั้นเป็นจริง

ในการปล่อยครั้งที่สี่ ความต้องการและความคาดหวังนั้นพุ่งสูงจนถึงระดับที่คนทำงาน เริ่มทำผิดพลาดแบบโง่ๆ  มันเต็มไปด้วยความกดดัน มัสก์เช่าเครื่องบินบรรทุกของทหารพาลำตัวจรวดบินไปจากลอสแอนเจลิส ไปยัง ควาจ สถานที่ปล่อย

เหมือนจะเป็นควมคิดที่ดี แต่วิศวกร SpaceX ลืมไปว่า ปัจจัยในเรื่องของเครื่องบินอัดความดันอากาศจะทำอะไรกับจรวดซึ่งหนาไม่ถึง 1/8 นิ้วเท่านั้น และมันก็เกิดปัญหาขึ้นจนได้ จรวดที่เหมือนกับขวดน้ำเปล่าเวลาอยู่บนเครื่องบิน เมื่อแรงกดอากาศดันเข้ากับด้านข้างขวดทำให้มันบู้บี้

และจรวดก็เช่นกัน ลำตัวจรวดนั้นยุบลงไปหลายจุด และเกิดปัญหาอีกหลายอย่างขึ้น มัสก์ต้องให้ลูกทีมซ๋อมแซมมันโดยด่วน และเพียงสองสัปดาห์ต่อมาจรวดก็ได้รับการซ่อมแซมภายในโรงเก็บเครื่องบนชั่วคราวที่ ควาจ

การปล่อยครั้งที่สี่ และอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายของ SpaceX เกิดขึ้นในวันที่ 28 กันยายน 2008 พนักงาน SpaceX ทำงานกันต่อเนื่องไม่หยุดภายใต้ความกดดัน กว่า 6 สัปดาห์  โดยทั้งความฝัน และความหวังของพวกเขากำลังอยู่บนเส้นด้าย

และในที่สุด ช่วงบ่ายแก่ ๆ ของวันที่ 28 ทีม SpaceX ได้ยก ฟัลคอน 1 ขึ้นตั้งบนตำแหน่งปล่อยจรวด ครั้งนี้ SpaceX ได้ถ่ายทอดผ่านเว๊บ เพื่อให้สาธารณะชนได้เห็นการสร้างที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้

ซึ่งคราวนี้ ฟัลคอน 1 นั้นไม่ได้ขนสัมภาระจริง ๆ จรวดลำนี้ได้ขนสัมภาระหลอกขนาด 360 ปอนด์แทน เมื่อจรวดเริ่มทำงาน ไต่สูงขึ้น ต่างได้รับเสียงตะโกนและเป่าปากจากผู้ที่กำลังเฝ้าดู

เมื่อท่อนแรกร่วงลงมา ท่อนสองก็ติดเครื่องประมาณ 90 วินาทีของการบิน เครื่องยนต์ลุกแดงและเริ่มเผาไหม้นาน 6 นาที จนท่อนสองเคลียร์เรียบร้อยแล้ว โครงสร้างภายนอกของจรวดเปิดออกที่ราว ๆ ตำแหน่งสามนาที และร่วงกลับลงมาสู่พื้นโลก และ ในที่สุด รางนาทีที่ 9 ของการเดินทาง ฟัลคอน 1 ก็ดับเครื่องตามแผนและไปถึงวงโคจรโลกได้สำเร็จ

การปล่อยครั้งที่ 4 ของ ฟัลคอน 1 เป็นไปได้อย่างราบรื่น
การปล่อยครั้งที่ 4 ของ ฟัลคอน 1 เป็นไปได้อย่างราบรื่น

และนี่คือเครื่องจักรกลเอกชนชิ้นแรกที่บรรลุความพยายามอันยากลำบากได้สำเร็จ มันใช้เวลาถึง 6 ปีในการเดินทางผ่านอุปสรรคต่างๆ  มามากมาย ซึ่งมากกว่าที่มัสก์เคยวางแผนไว้ถึง 4 ปีครึ่ง กับคนห้าร้อยคนในการสร้างปาฏิหาริย์แห่งธุรกิจ และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ให้เกิดขึ้นได้

และหลังจากการประสบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ องค์กรแห่งหนึ่งก็เริ่มเห็นความสำคัญของ SpaceX และเสี่ยงลงทุนกับ Spacex ด้วยเงิน $1,600 ล้าน องค์กรแห่งนั้นก็คือ NASA ในขณะที่บริษัท Tesla เองก็ประสบวิกฤติด้านการเงินอย่างรุนแรง และเสี่ยงที่จะล้มละลายอีกครั้ง แต่บริษัทก็สามารถผ่านพ้นวิกฤติมาได้โดย ได้รับเงินลงทุนเพิ่มจากบริษัท Daimler ผู้ผลิตรถยนต์ Mercedes Benz เป็นเงิน $50 ล้าน ทำให้ทั้ง 2 บริษัทต่างก็รอดตายอย่างหวุดหวิดจากวิกฤติทางด้านการเงินของอเมริกาที่ร้ายแรงที่สุดครั้งนึงเลยก็ว่าได้

–> อ่านตอนที่ 12 : Rocket Launcher

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Sand Hill Road *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

Credit แหล่งข้อมูลบทความ

ประวัติ Elon Musk ตอนที่ 9 : The Electric Stars

ต้นปี คศ.1991 บริษัทรถยักษ์ใหญ่ของอเมริกาคือ GM ประกาศที่จะพัฒนารถไฟฟ้าขึ้นมาด้วยเหตุผลสาม ประการคืออย่างแรก คือต้องการที่จะ ลดมลภาวะทางอากาศที่เกิดจากเครื่องยนต์ อย่างที่สองคือ เป็นการคาดการณ์ตลาดรถไฟฟ้าและเตรียม พร้อมเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดรถ เพราะหลายๆ รัฐสนใจที่จะใช้นโยบาย Zero Emission Vehicle (ZEV)  mandate มาแก้ปัญหามลพิษทางอากาศ

โดยเฉพาะเมืองใหญ่อย่าง California มีแผนที่จะเริ่มบังคับใช้ในปี คศ.1997 เหตุผลสุดท้ายก็คือเป็นความหวังที่จะยึดส่วน แบ่งตลาด รถคืนมาหลังจากที่พลาดท่าให้กับผู้ผลิตรถจากญี่ปุ่น

เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง GM ประกาศทุ่มสุดตัวจะเอาตลาดกลับคืนมาให้ได้ด้วยศักยภาพของ IMPACT CONCEPT CAR อย่าง EV1 โครงการที่คุ้นหูกันดีในแวดวงรถไฟฟ้า โดย GM ผลิต  CONCEPT CAR ออกมา 30 คันเมื่อปี คศ.1993 เพื่อทดสอบและเก็บข้อมูลและเมื่อมาถึงปลายปี คศ.1996 มีการทำตลาด กันอย่างชัดเจน โดยตั้งราคาขายไว้ที่ 33,955 เหรียญ โดยหวังที่จะยึดครองตลาดใหญ่ๆให้ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน California
คือเป้าหมายที่สำคัญ

EV1 รถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าของ GM
EV1 รถขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าของ GM

แน่นอนในยุคแรกเริ่มของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าปัญหาอยู่ที่แบตเตอรี่แม้ใน EV1 ของ GM แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จแม้ว่าใน EV1 รุ่นแรกๆ แบตเตอรี่เมื่อประจุเต็มนั้นจะ วิ่งได้เพียง 45 ไมล์ แถมแบตเตอรี่อายุสั้นมีปัญหามากระหว่างการใช้งานจริง ๆ 

จนเมื่อ GM พัฒนาแบตเตอรี่ใหม่เป็น NiMH ที่วิ่งได้มากกว่า 100 ไมล์ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และสามารถที่จะชาร์จไฟเข้าแบตได้จากไฟในบ้านที่เรียกกันว่า Plug in ในขณะที่ GM ประสบความสำเร็จกับแบตเตอรี่ รุ่นใหม่ โตโยต้า และ ฮอนด้า นิสสัน และ มิตซูบิชิ ก็พบกับความสำเร็จจากแบตเตอรี่ NIMH เช่นเดียวกัน

ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะเป็น โตโยต้า RAV4 EV ที่เป็นที่ติดใจของผู้ที่ได้ใช้มัน รวมทั้ง GM EV1 ที่เปลี่ยนแบตเตอรี่ไปใช้เป็น NiMH แล้ว

EV1 ของ GM นั้น ให้ประชาชนเช่าใช้เดือนละ 400-500 เหรียญ โดยทำสัญญาเช่าสามปี แทบจะไม่มีขายขาด ที่มีให้เช่าเท่านั้น เนื่องจากจำเป็นต้องบำรุงรักษาเป็นพิเศษจาก GM โดยเฉพาะ เพราะ เป็นเทคโนโลยีใหม่มาก จนไม่รู้จะให้ช่างที่ไหนซ่อมมันได้ หากเกิดปัญหา จุดเด่นของมันคือผู้ใช้แทบไม่ต้องเติมน้ำมันเลย กลับบ้านไปแค่เสียบปลั๊กอย่างเดียว ใช้งานได้เหมือนรถยนต์ปกติ ขับออกทางหลวง ขึ้นทางด่วนได้สบาย หายห่วง

แต่แล้วในที่สุด ในราวปี 2002 GM ก็เรียกรถคืนทั้งหมด แล้วเอามาทุบทิ้ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่สงสัยกันอย่างมาก ทำไมโครงการรถยนต์ไฟฟ้าที่ GM วิจัยนับสิบปีจนผลิตออกมาใช้งานได้จริง ถึงหยุดพัฒนาไปเฉยๆ และเก็บรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอยู่รุ่นเดียวไปทำลาย จน Toyota เข็น Prius ที่เป็น Hybrid car ออกมาขายให้คนอเมริกันได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันครองตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไปแทน กลายยักษ์ใหญ่ของอเมริกัน แพ้ ให้กับบริษัทญี่ปุ่นแบบไม่ควรแพ้เสียด้วยซ้ำ

GM เรียกคืน แล้วทุบทิ้งทั้งหมดแบบงงกันทั้งประเทศ
GM เรียกคืน แล้วทุบทิ้งทั้งหมดแบบงงกันทั้งประเทศ

และในปีเดียวกันนั้นเองมันได้เริ่มศักราชใหม่ของรถยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยไฟฟ้าของอเมริกา โดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่หลงไหลในแนวคิดเรื่องพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า ปี 2002 เจ.บี. สตรอเบิล ที่อาศัยอยู่ในเมืองลอสแอนเจลิส ผู้ซึ่งได้ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ที่ตอนนั้นเขายังไม่ได้งานที่โดนใจนัก เขาพยายามเปลี่ยนงานเพื่องานที่ใช่สำหรับเขา  สุดท้ายเขาได้เลือก Rosen Motors บริษัทที่สร้างหนึ่งในยานพาหนะไฮบริดคันแรก ๆ ของโลก เป็นรถที่เอาล้อตุนกำลังและกังหันก๊าซออก แล้วให้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อแทน

และที่นี่ ทำให้เขาได้รู้จักกับ แฮโรลด์ โรเซน สุดยอดวิศวกร จาก Rosen Motors ที่ทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งเครื่องบินที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า แนวคิดที่ชัดเจนที่สุดของ สตรอเบิล ที่เขาคิดมาตั้งแต่สมัยเรียนที่สแตนฟอร์ด ก็คือ เขารู้ซึ่งว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไออน อย่างเช่นที่อยู่ในรถ ซึ่งใช้พลังงานแสงอาทิตย์นั้น มีดีกว่าที่ใครหลายคนคิด

แบบที่สตรอเบิลคิดคือ ยานพาหนะซุปเปอร์แอโรไดนามิกซึ่ง 80% ของมวลทั้งหมดทำจากแบตเตอรี่ เขาต้องการที่จะสร้างยานพาหนะเพื่อพิสูจน์แนวคิดให้คนนึกถึงพลังงานของแบตเตอรี่ ลิเทียมไออนเสียมากกว่าการตั้งบริษัทรถยนต์ขึ้นมาเอง

แต่ปัญหาเดียว คือ แทบจะไม่มีใครที่จะสนใจแนวคิดของ สตรอเบิล เลยด้วยซ้ำ นักลงทุนที่ได้ฟังแนวคิดนี้ ล้วนแล้วปฏิเสธเขา คนแล้วคนเล่า จนเขาเริ่มท้อ

สตรอเบล ผู้คลั่งไคล้ รถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ ผู้มีบทบาทสำคัญ
สตรอเบิล ผู้คลั่งไคล้ รถยนต์ไฟฟ้าขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ ผู้มีบทบาทสำคัญ

แต่ไม่รู้เพราะโชคชะตาฟ้าลิขิตหรือว่าอย่างไรที่ทำให้เขาไปพบกับชายที่ชื่อ อีลอน มัสก์ ตอนนั้น แฮโรลด์ โรเซน ที่รู้จักกับมัสก์ เป็นการส่วนตัวนั้น ได้นัดทานมื้อกลางวันที่ร้านอาหารใกล้สำนักงานใหญ่ของ SpaceX ใน ลอสแอนเจลิส

แต่ตอนนั้น โรเซน ต้องการคุยเรื่องแนวคิดของเครื่องบินไฟฟ้า ซึ่ง มัสก์ นั้นไม่ค่อยซื้อไอเดียดังกล่าว สตรอเบิล จึงได้เสนอเรื่องโปรเจครถยนต์ไฟฟ้า ด้วยแนวคิดบ้า ๆ เรื่องแบตเตอรี่ลิเทียมไออนของเขาที่ไม่มีใครสนใจให้กับมัสก์ฟัง

แต่นี่มันเป็นการกระตุกความฝันอีกอย่างของมัสก์ เรื่องพลังงานทดแทน มัสก์นั้นคิดเรื่องยานพาหนะไฟฟ้ามาหลายปีแล้ว แต่เขาต้องหยุดมันไว้ชั่วคราวเนื่องจากภาระงานของ SpaceX นั้นทำให้เขาแทบจะไม่มีเวลาที่จะมาคิดถึงเรื่องนี้

แม้นักลงทุนทุกคนจะคิดว่า สตรอเบิล นั้นบ้ากับความคิดของเขา แต่ไม่ใช่กับมัสก์ เขาเสนอให้เงิน 10,000 เหรียญทันที ซึ่งจากจำนวนเงินกว่า 100,000 เหรียญที่เขาต้องการที่จะฝานฝันโปรเจคของสตรอเบิล สิ่งที่มัสก์ต้องการนั่นคือรถพื้นฐานสมรรถนะสูงและรบบส่งกำลังไฟฟ้า และให้สตรอเบิล เดินไปทิศทางดังกล่าวให้ได้

แต่ในเวลาเดียวกันนั้น มีคู่หูธุรกิจ คู่หนึ่งที่ตกหลุมรักแนวคิดสร้างรถพลังงานไฟฟ้าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเช่นเดียวกัน ทั้งคู่คือ มาร์ติน เอเบอร์ฮาร์ด และ มาร์ค ทาร์เพนนิง ผู้ที่ร่ำรวยมาจากการขายกิจการ StartUp ที่ชื่อ Rocket eBook ให้กับเจมสตาร์ ซึ่งเป็นเจ้าของ ทีวีไกด์ และเทคโนโลยีนำทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยได้รับเงินมากว่า 187 ล้านเหรียญ

ซึ่งเงินจำนวนมากโขนี้ นี่เอง ทำให้ทั้งคู่สามารถที่จะมาสานฝันของตัวเองในเรื่องการสร้างรถพลังงานไฟฟ้า  ในปี 2003 ทั้งคู่ได้เปิดบริษัท Tesla Motors ขึ้นมา ซึ่งชื่อนี้ก็เพื่อยกย่องนักประดิษฐ์และผู้บุกเบิกมอเตอร์ไฟฟ้าอย่าง นิโคลา เทสลา นั่นเอง

สองคู่หูผู้ตกหลุมรักรถยนต์ไฟฟ้า
สองคู่หูผู้ตกหลุมรักรถยนต์ไฟฟ้า

ซึ่งเมื่อพวกเขาได้ศึกษาอุตสาหกรรมรถยนต์อย่างลึกซึ้งแล้วนั้น พบว่าไม่ง่ายเลยในการเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า บริษัทใหญ่ ๆ อย่าง ฟอร์ด GM หรือ BMW แทบจะไม่ได้ผลิตชิ้นส่วนต่าง ๆ เองอีกต่อไปแล้ว สิ่งที่พวกเขาควบคุมไว้ มีเพียงแค่เรื่องการวิจัยสันดาปภายใน การขายและการตลาด รวมถึงการประกอบในขั้นสุดท้ายเพียงเท่านั้น

เช่นเดียวกับ สตรอเบิล พวกเขาหานักลงทุนที่จะมาสนใจในอุตสาหกรรมนี้ยากมาก ๆ และมัสก์ คือคำตอบสุดท้ายอีกเช่นเคย เมื่อทั่งคู่ได้มีโอกาสได้พบเจอกับมัส์ และรู้ว่ามัสก์นั้นก็มีแนวคิดเรื่องพลังงานทดแทน และยานพาหนะที่ใช้ไฟฟ้าขับเคลื่อนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

เอเบอร์ฮาร์ด กับ ไรท์ ก็บินไปพบมัสก์ ที่ลอสแอนเจลิส ทันที่ และ ด้วยคำถามเพียงไม่กี่ข้อจากมัสก์เกี่ยวกับโมเดลธุรกิจ และโมเดลด้านการเงิน และไม่นาน มัสก์ ก็โอเค ตกลง และพร้อมจะลุยกับ Tesla Motors ด้วย

การได้เจอนักลงทุนอย่างมัสก์ ซึ่งมีวิสัยทัศน์เดียวกันนั้น มันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเงินลงทุน เท่านั้น แต่มันกลายเป็นเป้าหมายใหม่ที่เหมือน ๆ กัน คือการใช้พลังงานทดแทน และ หยุดการเสพติดน้ำมันของสหรัฐอเมริกา และด้วยเงินทุน ที่มัสก์ให้มา 6.5 ล้านเหรียญนั้น มันได้ทำให้ มัสก์กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Tesla และประธานบริษัทในภายหลัง

ส่วนสตรอเบิลนั้น มัสก์ก็ให้เข้ามาร่วมทีม Tesla ทันที และตอนนี้ Tesla ก็กลุ่มคนที่เรียกว่าบ้าที่สุดมารวมกัน เพื่อจะเปลี่ยนโลกใบนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

แต่ปัญหาคือ การสร้างรถยนต์ มันไม่เหมือน การสร้าง application ที่เหล่า startup ในซิลิกอน วัลเลย์ นั้นสามารถหาวิศวกรระดับเทพได้ไม่ยาก แต่การจะหาคนในอุตสาหกรรมรถยนต์นั้นมันไม่ง่ายเลยทีเดียว

แต่ด้วย connection ของ สตรอเบิล ที่ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ก็ได้ดึงมือดี ที่ได้วิจัยงานที่เกียวข้องกับรถพลังงานแสงอาทิตย์มาร่วมทีมได้ และดึงดูดเอาเหล่าอัจฉริยะแต่ละสาขามาร่วมกันสร้างรถยนต์แห่งอนาคต ที่ตอนนั้นพวกเขาตั้งชื่อโค้ดเนมว่า โร้ดส์เตอร์

ดึงเหล่านักวิจัยจากสแตนฟอร์ดที่เคยทำวิจัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่มาแล้ว
ดึงเหล่านักวิจัยจากสแตนฟอร์ดที่เคยทำวิจัยเกี่ยวกับแบตเตอรี่มาแล้ว

และมันก็ถึงเวลาต้องหา โรงงานจริง ๆ จัง  ๆ เพื่อจะได้ทำการวิจัยได้ดียิ่งขึ้น พวกเขาได้เจอกับอาคารเก่าที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรมมาก่อน กว้างขนาด 10,000 ตารางฟุต ซึ่งเป็นพื้นที่พอที่จะสร้างห้องวิจัย รวมถึงแผนกต่าง ๆ รวมถึงที่สำหรับประกอบรถยนต์ในขั้นตอนสุดท้ายให้สำเร็จ

แผนแรกของรถยนต์ต้นแบบนั้น พวกเขา จะใช้ชิ้นส่วนจากผู้ผลิตภายนอกเป็นส่วนใหญ่ทั้ง ชุดเกียร์ จากบริษัทในอเมริกา ชิ้นส่วนอื่นๆ จากเอเชีย วิศวกรเทสลานั้นจะโฟกัสไปที่การพัฒนาระบบชุดแบตเตอรี่ เดินสายไฟในรถ รวมทั้งการตัดและเชื่อมโลหะที่จำเป็นเพื่อประกอบทุกส่วนเข้าด้วยกันเท่านั้น

รถคันแรกนั้นเสร็จอย่างรวดเร็ว ใช้วิศวกรเพียงแค่ 18 คนเท่านั้นในการสร้างมันขึ้นมา แต่พวกเขายังต้องนำมาทดสอบเพื่อวิจัยปัญหาของแบตเตอรี่เพิ่มเติม เป้าหมายของมัสก์คือต้องการที่จะวางจำหน่ายรถยนต์รุ่นแรกอย่างโรดส์เตอร์ให้ผู้บริโภคในช่วงต้นปี 2006 ให้ได้

โรดส์เตอร์ รุ่นแรกที่มัสก์ ต้องการวางจำหน่ายในปี 2006
โรดส์เตอร์ รุ่นแรกที่มัสก์ ต้องการวางจำหน่ายในปี 2006

แต่ปัญหาคือ หลังการทดสอบ ทีมวิศวกรได้พบข้อบกพร่องต่าง ๆ มากมาย ปัญหาใหญ่คือหากแบตเตอรี่ในรถติดไฟขึ้นมา แล้วมันระเบิด มันสามารถทำลายผู้ขับจนไม่เหลือซากได้เลยกับแบตเตอรี่ที่จะใส่ในรถรุ่นแรกอย่างโรดส์เตอร์

มันคงเป็นฝันร้ายน่าดู หากมีข่าวว่ารถของพวกเขานั้น เหล่า Celeb ชื่อดังหรือคนรวย ๆ ที่ต้องการรถ ถูกย่างสดจากไฟคลอกรถ พวกเขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อพัฒนาวิธีจัดวางเพื่อไม่ให้ไฟลามจากแบตเตอรี่ไปยังอีกก้อน เพื่อไม่ให้มันระเบิดขึ้นพร้อม ๆ กัน 

ซึ่งหลังจากพวกเขาแก้ปัญหานี้ได้นั้น ก็ถือได้ว่าพวกเขาได้ทิ้งห่างคู่แข่งไปอีกหลายปี ซึ่งมันเป็นความพยายามที่คุ้มค่าสำหรับพวกเขาเป็นอย่างมาก และนี่เป็นหมุดหมายสำคัญของความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ของเทสลา ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

ในกลางปี 2007 เทสลาเติบโตขึ้นจนมีพนักงานกว่า 260 คน และดูเหมือนว่ากำลังจะทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้สำเร็จขึ้นมาจริง ๆ เทสลาจะกลายเป็นนวัตกรรมใหม่ของอุตสาหกรรมรถยนต์ สร้างรถยนต์ไฟฟ้าที่สวยงาม และมีประสิทธิภาพ และสามารถวิ่งได้เร็วที่สุดในโลก แต่สิ่งที่ท้าทายที่สุดในการผลิตรถยนต์ คือ การผลิตรถในจำนวนมากนั่นเอง

และปัญหาใหญ่อย่างนึง มันก็เกิดขึ้นในบ้านเราที่ประเทศไทยนี่เอง เทสลาต้องการตั้งโรงงานแบตเตอรี่ขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเทสลาได้ตกลงเป็นคู่ค้ากับหุ้นส่วนผู้ผลิตที่กระตือรือร้น และมีความทะเยอทะยานมากที่สุดคนหนึ่ง แล้วเทสลาจะเจอกับปัญหาอะไรในประเทศไทย หุ้นส่วนผู้กระตือรือร้นคนนั้นจะเป็นใครหนอ? การผลิตในจำนวนมากนั้นเทสลาจะต้องเจอกับอะไรอีกบ้าง โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 10 : The Show Musk Go On

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Sand Hill Road *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

Credit แหล่งข้อมูลบทความ

ประวัติ Elon Musk ตอนที่ 1 : Sand Hill Road

อีลอน มัสก์ ถูกเปรียบเทียบดั่ง สตีฟ จ๊อบส์ แห่ง apple แต่เขาเป็นคนที่สนใจปัญหาใหญ่ ๆ ของโลกเรา หากจะให้อธิบายสิ่งที่เขากำลังทำนั้นต้องใช้คำสั้้น ๆ ว่า เขาต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงโลกด้วยนวัตกรรมต่าง ๆ ที่เขากำลังสร้างขึ้นมา ซึ่งชายคนนี้ เป็นชายที่โลกเรากำลังต้องการอย่างยิ่ง

โลกเรานั้นได้ถูกขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเป็นหลัก ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้นกับทั่วโลก เพราะน้ำมันนั้นเป็นสิ่งที่จะหมดไปภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นมนุษย์เรานั้นต้องการเทคโนโลยีที่ต้องไม่ขึ้นอยู่กับน้ำมันอีกต่อไป เพราะมันเป็นแหล่งพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัด

ซึ่งหนึ่งในคนที่แคร์ปัญหาใหญ่ ๆ ของโลกเรา คน ๆ นั้นไม่ใช่ใคร เขาก็คือ อีลอน มัสก์ นั่นเอง เขาเป็นคนที่คิดสิ่งที่ยิ่งใหญ่ Tesla Motor คือแนวคิดที่รถยนต์ในอนาคต จะต้องไม่พึ่งพาน้ำมันอีกต่อไป ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องน้ำมันเขายังคิดถึงเรื่อง การย้ายอพยพถิ่นฐานไปยังดาวอังคาร หากในอนาคตเกิดอะไรที่ไม่แน่นอนขึ้นกับโลกของเรา น้ำอาจจะท่วมโลก หรือ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย

แนวคิดอพยพไปดาวอังคารของ Elon Musk
แนวคิดอพยพไปดาวอังคารของ Elon Musk

หรือเกิดภัยพิบัติ ครั้งรายแรงทำให้เราไม่สามารถอาศัยอยู่ในโลกได้อีกต่อไป อีลอน มัสก์ เป็นคนคิดการณ์ไกลขนาดนั้น มันไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อ หากดูจาก สภาพภูมิอากาศของโลกเราในปัจจุบัน มันมีความเสี่ยง มันอาจจะถึงจุดจบของมนุษย์โลกก็ได้หากไม่มีการเตรียมการไว้ก่อน

ทุก ๆ บริษัทที่ อีลอน มัสก์ สร้างขึ้นมา ทั้ง Tesla Motor , SpaceX หรือ SolarCity มันเพื่อจุดประสงค์ต่าง ๆ เหล่านี้แทบจะทั้งสิ้น เขาสนใจแต่ปัญหาใหญ่  ๆ ของโลกเราแทบจะทั้งหมด

ในวัย 28 ปี มัสก์ ต้องการที่จะซื้อรถคันใหม่ เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาในขณะนั้น ที่เพิ่งขายบริษัท Zip2 ธุรกิจแรกของเขา ได้เงินกว่า 22 ล้านเหรียญ ในโรงรถของมัสก์ มีรถ Jaguar Series 1 E-type ปี 1967 ซึ่งเป็นรถที่ขึ้นชื่อว่ามีดีไซต์สวยที่สุดคันหนึ่งของโลกอยู่แล้ว

แต่ตอนนี้เขาต้องการรถที่เร็วที่สุด เพื่อมาเติมเต็มโรงรถของเขา McLaren F1 เป็นรถที่ตอบโจทย์เรื่องความเร็วที่เขาต้องการได้ ตอนนั้น บริษัท McLaren F1 จากอังกฤษ ได้ผลิตรถรุ่นที่สามารถวิ่งบนท้องถนนได้ โดยสามารถทำความเร็วได้สูงสุดถึง 231 mph (372 km/h) ซึ่งมันได้สร้างสถิติเป็นรถยนต์ที่เร็วที่สุดในโลกได้ในปี 1998 ซึ่งสามารถทำความเร็ว 0-100 km/h ได้ในเวลาเพียง 3.2 วินาทีเพียงเท่านั้น

มันเป็นรถในฝันของ มัสก์ เลยก็ว่าได้ มี celebrity ระดับโลกต้องการรถคนนี้หลายคน และรถรุ่นนี้ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 106 คันเท่านั้น โดย มัสก์ สามารถซื้อได้ทันก่อนที่ แฟชั่น ดีไซต์เนอร์ชื่อดังอย่าง Ralph Lauren จะซื้อทันเพียง 1 ชม.เท่านั้น

มันเป็นรถราคากว่า 1 ล้านเหรียญ ซึ่งราคาในตอนนี้นั้นพุ่งไปสูงถึงกว่า 4 ล้านเหรียญไปแล้ว ทุกคนจะมีหมายเลขกำกับ โดยคันที่ มัสก์ ได้มาคือหมายเลข 67

ตอนนั้น มัสก์ ก็เริ่มมีชื่อเสียงระดับหนึ่งใน silicon valley แล้ว มัสก์ ดีใจเป็นอย่างมาก ถึงกับกระโดดโลดเต้นหลังจาก รถบรรทุกมาส่งที่บ้านของเขา มันเป็นความฝันหนึ่งของมัสก์ ซึ่งเมื่อย้อนกลับไป 3 ปีก่อนหน้า เขายังต้องนอนอยู่ชั้นล่างของออฟฟิส ตัวเองเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้เขาสามารถซื้อรถยนต์ มูลค่ากว่าล้านเหรียญได้สำเร็จ

McLaren รถในฝันของ อีลอน มัสก์
McLaren รถในฝันของ อีลอน มัสก์

มัสก์ ซึ่งตอนนั้นกำลังพัฒนา X.com ที่กำลังจะรวมกับ Paypal ของ ปีเตอร์ ธีล โดย Sand Hill Road เป็นถนนที่ มัสก์นั้น ชอบมาขับรถ McLaren คันโปรดของเขา  มัสก์ มีความสุขอย่างมากกับรถคันนี้

ถนน Sand Hill Road นั้นเปรียบเสมือน WallStreet ในนิวยอร์ก ที่นี่เต็มไปด้วยบริษัทด้านการลงทุนมากมาย และยังสามารถเชื่อมต่อไปยังมหาลัยชื่อดังอย่าง Stanford University รวมถึง Silicon Valley ได้อีกด้วย

มูลค่าอสังหาริมทรัพย์บริเวณ Sand Hill Road นั้นสูงลิบลิ่ว ซึ่งในยุคนั้นอาจจะพูดได้ว่าเป็นถนนที่แพงที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ แต่ก็อย่างที่รู้ ๆ กันว่าเรื่องเงินไม่ใช่ปัญหาของมัสก์ ในตอนนั้น Silicon Valley กำลังบูม ทุกคนเข้ามาเพื่อแสวงหาเงินจากเหล่านักลงทุน เพื่อสร้าง startup ของตัวเอง

วันหนึ่ง เขาได้ชวน ปีเตอร์ ธีล ให้มาลองนั่ง McLaren ของเขา แต่วันนั้นได้เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น มัสก์ ไม่สามารถบังคับเจ้า McLaren ได้เหมือนเคย ด้วยความเร็ว มัสก์ไม่สามรถที่จะ control รถได้ จนไปชนเข้ากับขอบทาง และ แรงกระแทกทำให้รถหลุดออกไปนอกถนน พลิกคว่ำสภาพแน่นิ่งอยู่ข้างทาง

หลังจากฝุ่นได้จางหายไป ปีเตอร์ ธีล ได้ยินเสียง มัสก์ หัวเราะกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งคู่ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่หนักแต่อย่างใด เนื่องจากรถเป็นรถที่มีคุณภาพสูง แม้รถจะสภาพเละน่าดู หลังจากมีหน่วยฉุกเฉินมาช่วย ทั้งคู่ ก็ต้องโบกรถเพื่อกลับไปประชุมนัดสำคัญให้ทัน

สภาพรถที่ยับเยินหลังอุบัติเหตุ
สภาพรถที่ยับเยินหลังอุบัติเหตุ

และเจ้า McLaren นี่เอง มันทำให้มัสก์ ได้มองเห็นบางอย่างเกี่ยวกับเรื่องปัญหาทางด้านสิ่งแวดล้อม McLaren นั้นสูบน้ำมันเป็นว่าเล่น เป็นรถที่ใช้น้ำมันเปลืองอย่างมาก ในปี 2007 นั้น เขาจำใจต้องขายเจ้า McLaren สุดรักคันนี้ของเขา

มันถึงเวลาที่เขาต้องการที่จะปรับภาพลักษณ์ ด้านสิ่งแวดล้อมของเขาเสียที แม้ McLaren นั้นจะเป็นรถที่ดีมาก แต่มันไม่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ที่เป็นปัญหาใหญ่ของโลกที่เขากำลังสนใจอยู่ และมันเป็นที่มาของการลงทุนครั้งใหญ่กับธุรกิจใหม่ในอนาคตของเขา

หลังจากขาย paypal ให้กับ ebay ได้สำเร็จในปี 2002 ซึ่งสามารถทำเงินได้มากกว่า 1,500 ล้านเหรียญ เขาได้ทุ่มเงิน 100 ล้านเหรียญให้กับ SpaceX   70 ล้านเหรียญให้กับ Tesla Motor และ 10 ล้านเหรียญให้กับ SolarCity ทุก ๆ บริษัทที่เขาลงทุนใหม่นั้น จะสร้างสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมาใหม่โดยเริ่มต้นจากศูนย์ เขาจะเป็นอัจฉริยะผู้หมกมุ่นกับการเสาะแสวงหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อน แล้วแนวคิดต่าง ๆ ของ มัสก์ นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร Blog Series ชุดนี้ จะพาไปทำความรู้จัก กับตัวตนของ อีลอน มัสก์ ให้มากขึ้นครับ โปรดอย่าพลาดติดตามในตอนต่อ ๆ ไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 2 : Lost Cities

Credit แหล่งข้อมูลบทความ