Stitch Fix ค้าปลีกแฟชั่น กับการใช้งานที่น่าทึ่งของเทคโนโลยี AI

Stitch Fix ก่อตั้งขึ้นในปี 2011 ในซานฟรานซิสโก และได้ทำให้อุตสาหกรรมค้าปลีกแฟชั่นถึงจุดเปลี่ยน ด้วยข้อมูลจากลูกค้าและการทำงานร่วมกันระหว่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) และสไตลิสต์ที่เป็นมนุษย์ของบริษัท

Stitch Fix เป็นสไตลิสต์ส่วนตัวบริการที่จัดส่งเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่คัดมาทีละรายการโดยคิดค่าธรรมเนียมการจัดการเพียงครั้งเดียว 

ลูกค้าสามารถกรอกแบบสำรวจออนไลน์เกี่ยวกับสไตล์ที่ชอบ สไตลิสต์ของบริษัทจะทำการเลือกสินค้าห้าชิ้นเพื่อส่งให้ลูกค้า สไตลิสต์เลือกสินค้าตามคำตอบแบบสำรวจของลูกค้าและข้อมูลจากช่องทางโซเชียลมีเดียของพวกเขา

จากนั้นลูกค้ากำหนดวันรับสินค้า เมื่อได้รับการจัดส่งแล้วลูกค้ามีเวลาสามวันในการเลือกว่าจะเก็บสินค้าไว้หรือส่งคืนบางส่วนหรือทั้งหมด หากลูกค้าเก็บสินค้าไว้อย่างน้อยหนึ่งชิ้นค่าธรรมเนียมจะเริ่มต้นและจะถูกรวมเข้ากับราคาของสินค้า

นอกเหนือจากค่าธรรมเนียมการจัดแต่งสไตล์แล้ว หากลูกค้าตัดสินใจที่จะเก็บสินค้าทั้งห้าชิ้นไว้ลูกค้าจะได้รับ 25% จากค่าใช้จ่ายทั้งหมดของสินค้า ลูกค้าสามารถเลือกความถี่ในการจัดส่ง เช่น ทุกสองสัปดาห์เดือนละครั้งหรือทุกสองเดือน 

โดย บริษัท ยังสนับสนุนการทำงานร่วมกับบอร์ดชื่อดังอย่าง Pinterest ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถเพิ่มรูปภาพแฟชั่นที่พวกเขาชอบได้ สไตลิสต์ Stitch Fix ก็จะเข้ามาดูบอร์ดเหล่านี้ด้วยเช่นกัน

ซึ่งบริการสมัครสมาชิกสไตล์ลิสต์ออนไลน์ช่วยลดความจำเป็นที่ลูกค้าจะต้องออกไปข้างนอก และทำให้พวกเขาสามารถเลือกซื้อเสื้อผ้าหรือแม้แต่ท่องเว็บออนไลน์ของ Stitch Fix ได้ เนื่องจากทาง Stitch Fix มีบริการให้คำแนะนำส่วนบุคคลได้โดยตรงนั่นเอง

โดยข้อเสนอแนะดังกล่าวได้รับการป้อนข้อมูลลงในฐานเก็บข้อมูลของ บริษัท เพื่อทำให้อัลกอริทึม Machine Learning ของบริษัท ทำงานได้ดียิ่งขึ้น ในการกำหนดรูปแบบที่ต้องการสำหรับลูกค้าแต่ละคน หรือแม้แต่ใช้ในการระบุแนวโน้มของ Trend สินค้าที่จะเกิดขึ้น 

ในปี 2018 บริษัท มีรายได้แตะ 1 พันล้านดอลลาร์ และมีลูกค้าที่ใช้งานอยู่ 3.4 ล้านราย แต่คู่แข่งอย่าง Amazon และ Trunk Club ต่างกำลังเลียนแบบสไตล์การค้าปลีกของพวกเขา 

ต่อไปนี้เป็นวิธีที่น่าสนใจที่สุดที่ Stitch Fix ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ร่วมกับสไตลิสต์ที่เป็นมนุษย์เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจของพวกเขา

การปรับแต่งเสื้อผ้าและเครื่องประดับในแบบของคุณ

Stitch Fix ได้รวมความเชี่ยวชาญของสไตลิสต์ส่วนตัวเข้ากับข้อมูลเชิงลึกและประสิทธิภาพของปัญญาประดิษฐ์เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับเทรนด์ของแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็น คำติชมของลูกค้า และความพึงพอใจ ข้อมูลเหล่านี้ถูกนำมาใช้ร่วมกับสไตลิสต์ที่เป็นมนุษย์ ด้วยคำแนะนำที่เป็นไปได้ สิ่งนี้ช่วยให้ บริษัท สามารถให้คำแนะนำสไตล์ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์และงบประมาณแก่ลูกค้าแต่ละรายได้

ปรับปรุงอัตราความพึงพอใจของลูกค้า

ยิ่งสไตลิสต์ของ Stitch Fix ที่มีการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และเครื่องจักร ในการจัดหาผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาชื่นชอบให้กับลูกค้าก็จะยิ่งทำให้การดำเนินธุรกิจของพวกเขามีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในขณะที่พวกเขาลงทุนในสินค้า พวกเขาก็รู้ว่าลูกค้าจะชื่นชอบอะไร ยิ่งพวกเขาเสียพื้นที่ในคลังสินค้าน้อยลง ค่าใช้จ่ายในการคืนสินค้า และการบริจาคสิ่งของที่ไม่ได้ขายก็ลดลงไปด้วย

ขณะที่ Eric Colson หัวหน้าเจ้าหน้าที่อัลกอริทึมของ Stitch Fix กล่าวว่า “ธุรกิจของเรากำลังนำข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับแฟชั่นมาสู่มือของลูกค้าได้อย่างตรงเป้าหมายมากที่สุด”

วงจรพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่

ย้อนกลับไปในปี 2012 Stitch Fix มีอัลกอริธึม Machine Learning เพียงอย่างเดียวแต่ในปัจจุบันมีหลายร้อยเทคโนโลยีที่บริษัทกำลังใช้อยู่ 

โดยบริษัทกำลังออกแบบรูปแบบของตัวเองที่เรียกว่า Hybrid Designs โดยใช้ข้อมูลที่รวบรวมมาอย่างยาวนาน พวกเขาคิดว่า แต่ละสไตล์เป็นชุดของคุณลักษณะต่าง ๆ เช่น สีความยาวแขน ขอบเสื้อ หรือ สิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่น  

จากนั้นพวกเขาจะดูความคิดเห็นที่ได้รับจากลูกค้าสำหรับแต่ละคุณลักษณะเหล่านี้ ด้วยการรวมแอตทริบิวต์ใหม่ และแม้กระทั่งการปรับเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ เล็กน้อย เพื่อพัฒนาสินค้ารูปแบบใหม่ออกมาให้ตรงตามความต้องการลูกค้า

Stitch Fix สามารถสร้างการออกแบบใหม่เพื่อแบ่งปันกับนักออกแบบที่เป็นมนุษย์เพื่อตรวจสอบรูปแบบสุดท้าย ก่อนที่จะเข้าสู่สินค้าคงคลังของตน จากนั้นอัลกอริธึม AI จะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ไปสู่มือของลูกค้า และเมื่อพวกเขาแบ่งปันความคิดเห็น วงจรของของการพัฒนาสินค้า ก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง

การทำความรู้จักลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

Stitch Fix ไม่เพียง แต่ขอให้ลูกค้ากรอกข้อมูลสไตล์เพื่อกำหนดสไตล์ ขนาด และความชอบของลูกค้าเพียงเท่านั้น แต่ยังบันทึกทุกจุดที่มีการ connect กับลูกค้า รวมถึงการพิจารณาถึงสถานะของลูกค้าแต่ละรายในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เช่น ช่วงเพิ่งเริ่มงานใหม่ หรือ เหตุการณ์พิเศษที่ต้องผ่านการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่น การหย่าร้าง

เนื่องจากอัลกอริทึมระบุการเปลี่ยนแปลงในสถานะเหล่านี้ได้ จึงสามารถช่วยให้ Stitch Fix ส่งมอบสินค้าที่เกี่ยวข้องมากที่สุด และในที่สุดก็ให้ข้อมูลเพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าของพวกเขา

ปรับปรุงการดำเนินงาน

ปัญญาประดิษฐ์ทำงานผ่านทุกด้านของคลังสินค้าและระบบการจัดส่งของ Stitch Fix เมื่อมีการร้องขอให้มีการจัดส่งสินค้า อัลกอริทึมจะทำการกำหนดให้กับคลังสินค้าโดยพิจารณาจากตำแหน่งของลูกค้าและสินค้าคงคลังของคลังสินค้า และการจับคู่กับสไตล์ของลูกค้า

รวมถึงพิจารณาถึงสิ่งอื่น ๆ โดยเมื่อมีการเลือกสินค้าสำหรับการจัดส่ง อัลกอริทึมจะปรับเส้นทางการรับสินค้าให้เหมาะสมเพื่อเติมเต็มช่องว่างของการขนส่ง และสร้างสินค้าแนะนำที่เป็นไปได้ซึ่งจะทำให้ลูกค้าสามารถหยิบสินค้าได้ในเวลาเดียวกันนั่นเอง

การจัดการสินค้าคงคลัง

Stitch Fix เกี่ยวข้องกับการจัดการสินค้าคงคลังเช่นเดียวกับร้านค้า Physical แบบดั้งเดิม เมื่อลูกค้าสั่งซื้อสินค้า พวกเขาจำเป็นต้องเติมสต๊อกสินค้าคงคลังเพื่อให้สไตลิสต์มีสินค้าคงคลังมากพอที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า

พวกเขาต้องทำการค้นหาว่าลูกค้าจะซื้อกี่สไตล์เพื่อให้ตรงตามความต้องการของพวกเขา ซึ่งบริษัท ใช้อัลกอริทึม AI เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพเหล่านี้ และแก้ไขปัญหาการจัดการสินค้าคงคลังที่มีความซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ

แม้ว่า Stitch Fix อาจไม่ได้ใช้อัลกอริทึมได้ง่ายในอนาคต แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่มีความชัดเจนสำหรับพวกเขา คือ บริษัท ได้แสดงให้เห็นว่าการทำงานร่วมกันระหว่าง AI และมนุษย์ โดยทั้งสองทำสิ่งที่พวกเขาทำได้ดีที่สุด  โดยแม้จะมี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่มนุษย์ก็มีความสำคัญในกระบวนการนี้ แต่เมื่อพวกเขาทำงานร่วมกันผลลัพธ์ที่ได้จะมีผลผลิต และประสิทธิภาพที่ดีที่สุดนั่นเองครับ

References : https://www.stitchfix.com/
https://www.forbes.com/sites/laurengensler/2017/10/19/stitch-fix-files-for-an-ipo/?sh=31deafdc130b
https://www.idginsiderpro.com/article/3067264/at-stitch-fix-data-scientists-and-ai-become-personal-stylists.html
https://www.standard.co.uk/tech/thread-vs-stitch-fix-reviews-2019-ai-fashion-stylists-a4247041.html