Compaq ผู้ปฏิวัติวงการ PC ตัวจริงที่ถูกลืม

ถ้ากล่าวถึง brand Compaq คิดว่าหลายคนคงจะลืมกันไปแล้วว่ามี Brand นี้อยู่ในโลกด้วยหรือ แต่ถ้าย้อนไปในยุคเริ่มต้นของการกำหนดของ PC หรือ ยุคคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลนั้น ต้องถือว่า Brand Compaq เป็น Brand แรก ๆ ที่กล้ามาต่อกรกับยักใหญ่อย่าง IBM ในสมัยนั้นได้

ต้องบอกว่า Compaq นั้นมีประวัติที่น่าสนใจ ที่ไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงกันนัก ซึ่ง Campaq นั้นเกิดขึ้นในช่วงประมาณปี 1982 ซึ่งเป็นยุคตั้งไข่ของ PC พอดิบพอดี ซึ่งก่อตั้งโดยอดีตพนักงานของบริษัทยักษ์ใหญ่ในสมัยนั้นอย่าง Texus Intrument ซึ่งเหล่าผู้ก่อตั้งทั้ง 3 คนประกอบไปด้วย Rod Canion , Jim Harris และ Bill Murto

ต้องบอกว่าเป็นส่วนผสมที่ลงตัวเลยทีเดียวสำหรับการเริ่มธุรกิจ ซึ่ง Rod Canion นั้นถนัดทางด้านบริหารธุรกิจ Murto ถนัดทางด้านการตลาด ส่วน Harris นั้น จะถนัดทางด้าน Engineer แต่ต้องบอกว่า การที่ทั้งสามออกจากบริษัทยักษ์ และมั่นคงอย่าง Texus Intrument แล้วมาเริ่มธุรกิจนั้น มีแต่คนหาว่าพวกเขาบ้า แม้กระทั่งครอบครัวเองก็ตาม

เริ่มต้นจากงานอดิเรก และความคิดบ้า ๆ

มันเป็นการเริ่มต้นจากงานอดิเรก พร้อมกับความคิดบ้า ๆ ของทั้งสามคน ที่ต้องการจะก่อตั้งบริษัท ซึ่งตอนนั้นต้องบอกว่าทั้งสามไม่ได้มีเงินมากมาย รวมถึง ไม่ได้มีแหล่งเงินทุน ที่เข้าถึงง่ายอย่าง Startup ในปัจจุบัน ทั้งสามต้อง จำนองบ้าน รวมถึงขายรถ เพื่อมาเป็นทุนในการเริ่มต้นเปิดบริษัท

ในยุคนั้นต้องบอกว่า IBM นั้นถือเป็นยักษ์ใหญ่มาก ๆ ของวงการธุรกิจของอเมริกา ควบคุมทุกอย่างอย่างเบ็ดเสร็จในโลกเทคโนโลยี ทำทุกอย่างตั้งแต่ computer mainframe สำหรับองค์กร ไปจนถึง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การที่จะมาสู้กับยักษ์ใหญ่อย่าง IBM นั้นถือว่าไม่ใ่ช่เรื่องที่ควรจะทำเป็นอย่างยิ่ง

แต่อย่างไรก็ดีเหล่า 3 ผู้ก่อตั้งแห่ง Compaq นั้นได้เห็นช่องว่างทางการตลาดอย่างนึง ที่ IBM ยังครอบครองแบบไม่เบ็ดเสร็จ คือ ตลาดของ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่สามารถพกพาได้ หรือ ตลาด notebook ในปัจจุบันนั่นเอง

ถ้าย้อนกลับไปในยุคนั้น ต้องบอกว่า แม้จะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถพกพาได้ แต่ขนาดเครื่องก็มีขนาดใหญ่เทอะทะ และมีรูปร่างไม่สวย รวมถึงไม่ได้มีแบตเตอรี่ ที่รองรับการใช้งานแบบไม่ต้องเสียบปลั๊กเหมือนในยุคปัจจุบัน

การเริ่มหาทุนในการตั้งบริษัทนั้น ในขณะที่ทั้งสาม มีแต่ไอเดีย และร่างแบบคร่าว ๆ ของ คอมพิวเตอร์แบบพกพาได้นั้น ต้องบอกว่ายากที่จะหาทุนเริ่มต้นในสมัยนั้น

ทาง Rod Canion จึงได้เขียนแผนธุรกิจคร่าว ๆ ขึ้นมา และได้มีโอกาสไปพบกับ Ben Rosen โดยเริ่มลงทุนให้ 750,000 เหรียญเป็นทุนตั้งต้นในการเริ่มธุรกิจ ต้องบอกว่า Silicon Valley ในสมัยนั้นยังเป็นแค่ทุ่ง และ สวนผลไม้

ทั้งสามคน ก็ได้เริ่มว่าจ้างทีมงาน จากเงินลงทุนเริ่มต้น และเริ่มทำการผลิตตัว Compaq Portable ตัวแรกออกมา โดยใช้วิธีการ Reverse Engineer หรือ วิศวกรรมย้อนกลับจาก IBM PC  เนื่องจาก IBM ขณะนั้นประสบความสำเร็จ และขายได้ติดตลาดไปแล้ว ต้องทำทุกอย่างให้สามารถ Run Software ของ IBM ได้ทั้งหมด ก็จะเข้าถึงตลาดขนาดมหาศาลที่ IBM ได้เริ่มเปิดตลาดไว้แล้ว

การเริ่มต้นคือต้องทำการลอก Code ของ IBM ที่เป็นตัว Chip หลักที่ใช้ Control PC เพราะส่วนประกอบอื่น ๆ ของ PC นั้นสามารถหาได้ตามท้องตลาดทั่วไป สิ่งที่เป็นจุดต่างคือ Chip ที่มีรหัสพิเศษของ IBM เท่านั้น เครื่องก็จะสามารถทำงานกับ Software และ Hardware ต่าง ๆ ของ IBM ได้

ผลิตภัณฑ์ตัวแรก Compaq Portable PC

ผลิตภัณฑ์ตัวแรก Compaq Portable PC

ในทีุ่สดพวกเขาก็ทำสำเร็จ และสามารถสร้างผลิตภัณฑ์ตัวแรกอย่าง Compaq Portable PC ออกมาได้ และสามารถใช้งานได้กับ Software ของ IBM ได้ทุกอย่าง มีขนาดเบากว่า และราคาที่ถูกกว่า บริษัทได้เชิญสื่อมามากมายในวันเปิดตัวปี 1982 ใน นิวยอร์ค

จากการเปิดตัว ทำให้บริษัทเริ่มมีชื่อเสียง ผู้คนเริ่มชอบในผลิตภัณฑ์ของ Compaq ซึ่งต้องบอกว่าเค้าสร้างตัวผลิตภัณฑ์แรกมาได้อย่างดีมาก พนักงานที่ขายผลิตภัณฑ์ของ IBM อยู่แล้ว ก็ไม่ยากเลยที่จะขายผลิตภัณฑ์ของ Compaq เพราะมันสามารถทำงานได้เหมือนกัน ต้องบอกว่า สินค้าขายดีมาก และผลิตแทบจะไม่ทันกันเลยทีเดียวในปีแรกที่ออกวางจำหน่าย

แค่ปีแรก ปีเดียว Compaq สามารถขาย Portable PC ของตัวเองไปได้ถึง 53,000 เครื่อง สื่อถึงกับยกให้บริษัท Compaq นั้นเป็นบริษัทที่เติบโตได้เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา

สู้กับยักษ์ใหญ่อย่าง IBM

หลังจากนั้น IBM ก็ได้ออก Portable PC เพื่อมาตอบโต้กลับในปี 1984  โดยออกมาเพื่อจะฆ่า Compaq โดยเฉพาะ แต่สิ่งที่พวกเขาพลาดไปและมั่นใจเกินไปนั่นคือ Portable PC ของ IBM นั้นไม่สามารถรัน Software บางส่วนของ IBM PC เดิมได้ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของอุตสาหกรรม PC เลยก็ว่าได้  Compaq แทบไม่ต้องทำอะไรเลย เพราะ Portable PC นั้นสามารถ run ทุกอย่างของ IBM PC ได้ ทำให้ยอดขายยิ่งกระฉูดขึ้นไปอีก มีการขยายโรงงานการผลิต รวมถึงรับพนักงานมากจนถึงกว่า 1000 คนภายในเวลาเพียงแค่ 2 ปีเท่านั้น

สร้างวัฒนธรรมใหม่ให้กับ Silicon Valley

ถ้าถามว่า วัฒนธรรมการแจกอาหารฟรี รวมถึงบริการต่าง ๆ ที่ให้กับพนักงานได้อย่างเต็มที่ของบริษัท Startup ในปัจจุบัน นั้นใครเป็นคนริเริ่ม ก็ต้องบอกว่า Compaq นี่แหละเป็นผู้ที่สร้างวัฒนธรรมนี้ ให้กับ Silicon Valley เป็นบริษัทแรก มีการแจกอาหาร และเครื่องดื่ม ให้พนักงานได้รับประทานกันแบบฟรี ๆ ในยุคนั้นต้องบอกว่าเป็นวัฒนธรรมที่แปลกใหม่พอสมควร ทำให้คนสนใจที่จะมาทำงานกับ Compaq มากยิ่งขึ้น และ สามารถ Focus กับงานที่ทำได้อย่างเต็มที่

แล้วบริษัทอย่าง Apple หายไปไหนในช่วงนั้น

ช่วงปีต้น ๆ ของ Compaq นั้น Apple ก็ได้ออกวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของตัวเองเป็นที่เรียบร้อย แต่ก็ต้องยอมรับว่า ขนาดตลาดของ apple เมื่อเทียบกับ ขนาดตลาดของ PC ที่ IBM เป็นคนเปิดตลาดนั้น แตกต่างกันอย่างมาก ถ้าเทียบตลาดใหญ่ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลทั้งหมดนั้น apple ครองได้เพียง 4-5% เท่านั้น


และการที่ apple เป็บระบบปิด ไม่สามารถเชื่อมต่อกับใครได้ software ก็รันของตัวเอง ก็ทำให้ ครองส่วนแบ่งการตลาดได้น้อยมาก ๆ แม้จะวางจำหน่าย แมคอินทอช พร้อมระบบ Inteface ใหม่ พร้อม mouse ที่เป็นการปฏิวัติวงการในขณะนั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าสุดท้ายแล้ว apple เป็นเพียงบริษัทเล็ก ๆ ไปเลยเมื่อเทียบกับตลาด PC ที่ IBM ครองตลาดอยู่ในตอนนั้น ซึ่ง Compaq มาแย่ง market share ของ IBM ซึ่งใหญ่มาก ๆ ทำให้ Compaq แทบจะเป็นบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์การก่อตั้งบริษัทของประเทศอเมริกา

การเติบโตแบบก้าวกระโดด

ด้วยความผิดพลาดของ IBM รวมถึง apple ก็ไม่สามารถแจ้งเกิดได้กับ แมคอินทอช รวมถึง ลิซ่า ทำให้ Steve Jobs ก็ต้องถูกบีบให้ออกจาก apple ไปในที่สุด เมื่อถึงตอนนั้น ก็ไม่มีใครจะมาขัดขวางการเติบโตของ compaq ได้อีกต่อไปแล้ว ทั้งเรื่อง Technology รวมถึงการตลาด ที่เริ่มนำเอา ผู้มีเชื่อเสียง มาช่วยในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ทำให้ยอดขายของ Compaq เติบโตขึ้นเกินกว่าปีละ 100% ตลอด ในช่วงแรกเริ่ม และพุ่งไปถึง กว่า 500 ล้านเหรียญในปี 1985

จุดเปลี่ยนที่สำคัญกับการเข้ามาของ Intel Chipset 386

IBM นั้นมักจะได้สิทธิ์ Exclusive กับ Chip ของบริษัทชื่อดังอยู่เสมอ แต่ ครั้งนี้ ต้องบอกว่าเป็นครั้งแรกที่ IBM ถูกปฏิเสธโดย Intel ซึ่ง Chipset 386 นั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมครั้งใหญ่ รวมถึงเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานของ Chip ที่ ทำให้การทำงานของ PC ก้าวกระโดดไปอีกขั้น

เมื่อ Intel ไม่ได้ Exclusive ตัว Chip 386 กับ IBM แล้ว  Compaq ก็เร่งในการสร้างผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ใช้ Chipset 386 เพื่อออกสู่ตลาดให้เร็วที่สุด

ผลิตภัณฑ์อย่าง Desktop386 ขายดีสุด ๆ

ผลิตภัณฑ์อย่าง Desktop386 ขายดีสุด ๆ

ไม่เพียงแค่ Chipset Intel 386 เท่านั้น เมื่อ Compaq ออกผลิตภัณฑ์อย่าง Desktop386 นั้น ได้ร่วมมือกับ Microsoft ของ Bill Gate ที่ยอมให้ระบบปฏิบัติการของเค้าสามารถรันได้บน Compaq แบบที่ว่าไม่ต้องไปทำการ Copy Chip Code ใด ๆ จาก IBM อีกต่อไป  เป็นการเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างสิ้นเชิง และ ปลดแอ็ก จาก IBM ในที่สุด

ความสุดยอดของ Chipset 386 ทำให้ Compaq เติบโตอย่างก้าวกระโดด และเริ่มฉีกหนี IBM ออกไป และสามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดจาก IBM ไปได้อย่างมาก แม้ ตลาดองค์กร IBM จะเป็นเจ้าตลาดอยู่ก็ตาม แต่ ส่วนบุคคลนั้นต้องบอกว่า Compaq ได้ทำยอดขาย แซง IBM ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว Compaq ใช้เวลาเพียง 3 ปีก็เข้าสู่ทำเนียบ Fortune 500 ได้สำเร็จ

สามผู้ก่อตั้งต่าง ร่ำรวย จากมูลค่าหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการฉลองกันอย่างยิ่งใหญ่ พนักงานกลุ่มแรก ๆ ที่ได้หุ้น ก็ทยอยกลายเป็นเศรษฐีกันไปด้วย ต้องบอกว่า ใช้เวลาสร้างกิจการที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกา และสามารถทำยอดขายแตะ 1000 ล้านเหรียญสหรัฐได้เร็วที่สุดอีกด้วย

ความผิดพลาดซ้ำสองของ IBM

การพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของ IBM ถือเป็นครั้งแรก ๆ ในประวัติศาสตร์ของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง IBM ที่ต้องพ่ายแพ้ให้กับบริษัทที่เพิงเกิดใหม่เพียงไม่กี่ปีอย่าง Compaq

IBM ต้องเริ่มใช้การฟ้องร้อง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการละเมิดสิทธิบัตรของ Compaq โดยใช้ การ Reverse Engineer ที่ Compaq ทำมาตั้งแต่ต้น ถือว่า สุ่มเสี่ยงเหมือนกันที่ Compaq จะถูกฟ้องร้องจนต้องอาจถูกปิดบริษัทไปเลย แต่สุดท้าย Rod Canion ก็ใช้วิธีการเจรจา และ ชดใช้ค่าเสียหาย จนตกลงกันได้ที่ประมาณ 130 ล้านเหรียญสหรัฐ

IBM PS2 ความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัยของ IBM

IBM PS2 ความผิดพลาดที่ไม่น่าให้อภัยของ IBM

ความผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของ IBM คือ การต้องการออกแบบระบบใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้ Compaq สามารถลอกเลียนแบบได้ โดยออกระบบปฏิบัติการใหม่คือ PS2 ที่ยากที่คู่แข่งจะเลียนแบบ ซึ่งต้องบอกว่า IBM ต้องการฆ่าทุกคนในธุรกิจนี้เลยก็ว่าได้

แต่หารู้ไม่ การสร้างระบบปฏิบัติการใหม่ ที่ไม่สามารถเข้ากับผลิตภัณฑ์ตัวเดิมของ IBM ได้เลยนั้น ถือเป็นการฆ่าตัวตายของ IBM เอง เพราะองค์กรใหญ่หลาย ๆ องค์กรในสหรัฐนั้น ได้สั่งซื้อเครื่อง computer ของ IBM ไปเป็นจำนวนมากแล้ว ซึ่ง หากต้องการเปลี่ยน ต้องมีการเปลี่ยนแบบยกองค์กร ซึ่งต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล ทำให้องค์กรหลาย ๆ องค์กรไม่ต้องการซื้อ PS2 ของ IBM เพราะต้องมาเริ่มเรียนรู้กันใหม่หมด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่มหาศาลมาก ๆ

เหมือนยื่นดาบให้ศัตรูมาฆ่าตัวเองเลยก็ว่าได้สำหรับ IBM ชัดเจนว่า ต่อจากนี้ ตลาด PC นั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว IBM ไม่ได้เป็นผู้กำหนดตลาดอีกต่อไป มีการรวมตัวของผู้ผลิต PC ขนาดใหญ่จำนวน 9 ราย รวมถึงมีการเจรจากับ Bill Gate จาก Microsoft และพัฒนามาตรฐานของพวกเค้าเองในชื่อ EISA (Extended Industry Standard Architecture) โดยที่ไม่เกี่ยวข้องใด  ๆ กับ IBM อีกต่อไป เป็นการถีบ IBM ออกจากตลาด PC แบบถาวรเลยก็ว่าได้

เมื่อ Compaq เข้าสู่ยุคตกต่ำ

แม้จะเป็นผลดีว่าตลาดขยายขึ้น และ สามารถกำจัด IBM ออกจากตลาดได้แล้วนั้น ขนาดขององค์กรอย่าง Compaq ก็ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มยากที่จะบริหารให้ได้เหมือนตอนเริ่มต้นกิจการ

เริ่มมีการขยายตลาดไปยังยุโรป ทำให้ได้เจอกับ Eckhard Pfeiffer ที่ถนัดในเรื่องการผลิตในปริมาณมาก ๆ แต่ ตัว Rod Canion เองนั้นอยากให้ผลิตภัณฑ์นั้นยังมีคุณภาพเหมือนเดิมต่อไป  รวมถึงผู้ผลิตจากญี่ปุ่นอย่าง โตชิบ้า ก็สามารถผลิตในราคาที่ถูกกว่า ซึ่งเป็นจุดเด่นของ Compaq ในยุคแรก ๆ

ปัญหาต่าง ๆ เริ่มรุมเร้าตัว Rod Canion เอง และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เริ่มมีการตีตลาดจาก Brand นอก รวมถึงดาวรุ่งอย่าง Dell ที่สามารถผลิตสินค้าในราคาถูกกว่า Compaq ได้ ทำให้ยอดขายเริ่มตก บริษัทเริ่มปลดพนักงานออกไป Rod Canion เริ่มถูกกดดันจากกรรมการ คล้าย ๆ กรณีของ Steve Jobs ที่ถูกกดดันให้ออกจาก apple สุดท้าย Rod Canion ก็ทนกระแสกดดันไม่ไหว จนต้องยอมถอนตัวออกไป เป็นการสิ้นสุด Compaq ของยุคผู้ก่อตั้งทั้งสาม และ ให้ Eckhard Pfeiffer เข้ามาเป็น CEO แทน

สุดท้ายก็มีการรวมกิจการกับ HP เพื่อกลายเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกในปี 2002 เป็นการสิ้นสุด Brand Compaq อย่างถาวร

References : wikipedia.org

ทีเด็ด Apple ปีนี้อยู่ที่ Electrocardiogram

ต้องบอกว่าเป็นเวลาหลายปีแล้วที่ไม่ได้มานั่งฟัง Live สดการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของ Apple เพราะ โดยส่วนตัวก็ห่างจากผลิตภัณฑ์จาก Apple มาค่อนข้างนานแล้ว

ปีนี้จึงเป็นปีแรกในรอบหลาย ๆ ปีที่มีโอกาสได้ดู Live ของงาน Apple Event ต้องบอกว่าไม่มีอะไรเซอร์ไพรซ์ จากข่าวหลุดที่ออกมาก่อนหน้านี้เลย ทั้งชื่อรุ่น รูปแบบของ Iphone รวมถึง Spec ต่าง ๆ ที่หลุดออกมาก่อนหน้านี้ ต้องบอกว่า Apple ลดมนสเน่ห์ของงานนี้ลงไปมาก จากการที่ไม่สามารถจัดการข่าวที่หลุดออกไปได้ก่อนหน้า

ถ้าพูดถึงผลิตภัณฑ์เด่น ที่เปิดตัว อย่าง Iphone XS นั้น ต้องบอกว่าโดยส่วนตัวแล้ว ถือว่าน่าผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง แทบจะไม่มีอะไรว้าว ให้น่ากล่าวถึงเลยด้วยซ้ำ มีเพียงแค่การเล่นกับเรื่องเดิม ๆ ทั้งเรื่อง spec ที่เพิ่มในแบบ xเท่า ของชิ้นส่วนต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องปรกติของการ Present ของ Apple ไปเสียแล้ว

รวมถึงการอัด Spec ต่าง ๆ นาๆ ทั้ง 6 CPU เอย  4 GPU เอย ต้องบอกว่า การทำงานนั้น User ทั่วไปแทบจะมองไม่เห็นความแตกต่างอยู่แล้ว คือ Spec ในตอนนี้นั้น ต้องบอกว่า สามารถไปใช้งานเป็น Server ได้แล้วด้วยซ้ำ มันไม่ใช่ แค่สำหรับ End User ใช้งานมือถือ เท่านั้น ต้องบอกว่าเรื่อง Spec นั้นไม่ได้เป็นจุดเด่นของแต่ละเจ้าอีกต่อไป เมื่อทุกเจ้า สามารถอัดมาได้เหมือนกันหมด จึงแทบไม่เห็นความแตกต่าง ของ Android รุ่นท็อป กับ Apple รุ่นท๊อป อีกต่อไป

พระเอกของงานตัวจริง

ต้องบอกว่า แทบจะไม่มีข่าวหลุดมาเลยสำหรับตัว AppleWatch Series 4 ที่ apple ได้เปิดตัวในปีนี้  ซึ่งทำให้โดยส่วนตัวนั้น เริ่มอยากจะหามาใช้บ้างแล้ว หลังจากไม่เคยชายตามองเลยสำหรับ Apple Watch

ข้อมูลที่เหลือเชื่อมาก  ๆ คือ apple watch นั้นเป็นนาฬิกาที่ขายดีที่สุดในโลกไปแล้วในตอนนี้  ซึ่งไม่ใช่แค่ Smart Watch เท่านั้น แต่ apple ได้ส่วนแบ่งการตลาดของวงการนาฬิกาแบบดั้งเดิมไปได้มากที่สุดไปแล้ว ซึ่งตอนเปิดตัวมาตอนแรก ไม่คิดว่า apple watch จะเดินมาได้ไกลถึงขนาดนี้

ต้องยอมรับว่า apple ทำการตลาดในเรื่อง apple watch มาอย่างดี เน้นไปในเรื่องสุขภาพอย่างเห็นได้ชัด โดยอัดเซ็นเซอร์ต่าง ๆ เข้าไปมากมายให้กับผู้ใช้ ได้วัดค่าต่าง ๆ ของร่างกายได้ง่ายยิ่งขึ้น จึงกลายเป็นตลาดขนาดใหญ่ตลาดใหม่ของ apple ซึ่งก็ต้องถือว่า apple watch นั้นเป็นผลงานชิ้นแรก ของ ทิม คุ๊ก หลังจากการจากไปของ สตีฟ จ๊อป ที่สามารถประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ โดยไม่อยู่ใต้เงาของผลิตภัณฑ์ที่ สตีฟ จ๊อบ เป็นผู้สร้างมา

Electrocardiogram กับก้าวที่สำคัญของ Apple Watch

ต้องบอกว่าสิ่งที่ เซอไพรซ์ที่สุดของงานปีนี้ น่าจะเป็น เซ็นเซอร์ ตัวใหม่ของ Apple Watch ซึ่งเรียกว่า Electrocardiogram หรือในศัพท์ทางการแพทย์จริง ๆ ก็คือ การวัด ECG ที่เราใช้ตรวจคลื่นหัวใจเพื่อวัดความผิดปรกติของหัวใจ

ต้องบอกว่า มีผู้คนมากมาย ในโลกนี้ ต้องจบชีวิต ไปอย่างฉับพลัน ด้วยโรคหัวใจ บางคนต้องเสียหัวหน้าครอบครัว สูญเสียคนที่ตัวเองรัก ไปแบบฉับพลัน จากโรคหัวใจ ซึ่งต้องบอกว่าจากความเปลี่ยนแปลงของโลกเราในยุคปัจจุบัน ทั้งเรื่องรูปแบบการกิน รวมถึง รูปแบบการใช้ชีวิต ทำให้คนในรุ่นใหม่ ๆ มีความเสี่ยงกับเรื่องโรคหัวใจมากยิ่งขึ้น

การที่ apple เข้ามาเจาะในตลาด Healthcare อย่างเต็มตัว รวมถึงการเพิ่มความสามารถในส่วนการวัดค่า ECG ได้ หากอย่างที่ Apple โฆษณาจริง ๆ ต้องบอกว่า เป็น Features ที่ปฏิวัติ วงการเลยก็ว่าได้ ให้คนทั่วไปสามารถ คอยมอนิเตอร์ การเปลี่ยนแปลงของคลื่นหัวใจได้ และการทำงานร่วมกับ Apple Watch ก็สามารถทำให้ส่งสัญญาณเตือนให้กับผู้ใช้ได้ โดยหากยิ่งเป็นผู้ป่วยโรคหัวใจอยู่แล้ว ถือว่าเป็นนวัตกรรมที่ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหัวใจได้อย่างมาก

และไม่ใช่แค่ผู้ป่วยเท่านั้น ที่สนใจที่จะซื้อ apple watch เพราะบรรดาลูกหลานต่าง ๆ ที่เป็นห่วงคุณพ่อ คุณแม่ หรือ คนเฒ่า คนแก่ ก็สามารถที่จะซื้อ apple watch เพื่อคอย มอนิเตอร์ ข้อมูลด้านสุขภาพของคนที่เค้ารักเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ซึ่งจากในงานนั้น ได้มี หมอด้านหัวใจ ออกมารับรองคุณภาพของตัวเซ็นเซอร์ตัวใหม่นี้ ซึ่งคิดว่า apple คงได้ทำการทดสอบมาอย่างดีแล้ว และทีสำคัญ ได้รับการรับรองจาก FDA ของสหรัฐอเมริกา เป็นที่เรียบร้อยแล้วด้วย ซึ่งคิดว่า เมื่อมีการวางขายอย่างเป็นทางการของ Apple Watch Series 4 แล้วนั้น คงทำให้รายได้ของ apple เติบโตไปอีกก้าวอย่างแน่นอน ไม่ได้พึ่งเพียงแค่ผลิตภัณฑ์หลักอย่าง Iphone เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

References : apple.com

 

 

เมื่อ Apple ไม่ใช่ผู้นำด้าน Innovation อีกต่อไป

จบไปแล้วสำหรับงาน Apple Event ที่มีการถ่ายทอดสดผ่าน Streaming เมื่อคืนนี้ ให้สาวกชาว apple ได้นอนดึกกันอีกครั้ง ซึ่งสำหรับปีนี้นั้น ยังไม่มี Main Product ที่ทำให้ร้อง wow เหมือนตอนที่ Steve Jobs ยังอยู่อีกเช่นเคย ซึ่งเป็นสิ่งที่เคยเป็นสเน่ห์ของ apple ในอดีต รวมถึงข่าว leak ต่างที่หลุดออกมาจนไม่มีอะไรเซอร์ไพรซ์กันเหมือนในอดีตซึ่งช่วงหลังมานี้ไม่สามารถควบคุมข่าวความลับของบริษัทได้เหมือนในอดีตซึ่งทำให้ส่วนนี้ขาดเสน่ห์ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไปเป็นอย่างมากหลังจากสิ้นสุดยุค Steve Job สำหรับผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวใหม่ที่น่าสนใจจากเมื่อคืน

  • IPAD PRO

ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์เรือธงตัวใหม่ที่ apple เปิดตัวมาหลังจากมีข่าวหลุดมาก่อนหน้านี้ซักช่วงหนึ่งแล้ว สำหรับตัว ipad pro นั้นถูกพัฒนามาเพื่อให้ใช้งานสำหรับกลุ่ม enterprise หรือ มืออาชีพ มากกว่า user แบบ consumer ทั่วไป ซึ่งจะเห็นได้ว่าเปิดตัวมาราคาค่อนข้างแรงมาก start ที่ 799$ ซึ่งเป็นราคาที่ user ทั่วไปคงต้องคิดหนักที่จะซื้อมาใช้งานจริง ๆ จัง ๆ  ด้วยขนาดหน้าจอที่มีขนาดใหญ่ถึง 12.9 นิ้ว นั้น ถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเลยที่จะใช้ในการพกพาทั่วๆ ไปแบบ ipad รุ่นเดิม คิดว่าทำมาเจาะกลุ่มตลาดองค์กร หรือ enterprise user มากกว่า

  • Apple Pencil

ชัดเจนได้เลยว่ามันเป็นการขัดกับแนวทางที่ apple เคยพร่ำบอกมาตลอดว่าใครจะมาใช้ปากกา เมื่อตอน galaxy note ออกใหม่ๆ  จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าช่วงหลัง apple เป็นผู้ตามมากกว่าผู้นำ ต้องคอยนำแนวทางของคนที่ประสบความสำเร็จแล้วทำตามเสียมากกว่า ทั้ง apple pencil , หรือ keyboard รูปแบบใหม่นั้นจะเห็นได้ว่ามันควรจะมีมาตั้งนานแล้ว ดังตัวอย่างทั้งใน galaxy note และ microsoft surface  แต่ถือเป็นสิ่งที่ดีกับผู้บริโภค ที่ apple เริ่มทำในสิ่งที่ควรทำซะที

  • The new Apple TV

ถือเป็นการเดินหมายที่ถูกต้องอย่างยิ่งสำหรับ apple ที่ได้ทำการซื้อ siri เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ product main หลักเนื่องจากในอนาคต คิดว่า siri จะมีบทบาทสำคัญกับ product ของ apple แทบทุกตัว เมื่อการใช้งานด้วยเสียงนั้นเข้ามามีส่วนสำคัญกับชีวิตประจำวันเรามากยิ่งขึ้น เช่นเดียวกับ apple tv ตัวใหม่ที่เปิดตัวมา ซึ่งถือว่าเป็น product ที่ apple ออกลูกกั๊ก มานาน ไม่ค่อยพัฒนาต่อซักเท่าไหร่ แต่รอบนี้ถือว่าทำการบ้านมาได้ดีระดับหนึ่งกับการเปิดตัว home entertainment center ตัวใหม่ที่มาพร้อม siri รวมถึง remote รูปแบบใหม่ที่ทำให้ user สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการเข้าถึง casual game ต่างๆ  ที่สามารถเล่นร่วมกับ remote ได้อย่างดี ส่วนนี้คิดว่าคงเลียนแบบมากจากความประสบความสำเร็จของ Wii ยุคแรก แต่คงไม่ได้คิดจะไปต่อกรกับศึก console รุ่นใหญ่อย่าง xbox one หรือ ps4 คงเน้นเกมส์ที่เล่นเป็นครอบครัวมากกว่า ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าเป็น highlight ของงานเมื่อคืนเลยก็ว่าได้ แต่อย่างไรก็ดีหากมองในแง่ของ innovation นั้นก็แทบไม่ได้มีอะไรใหม่เหมือนเคย ถ้าคนที่ใช้ android box tv อยู่แล้วนั้นคงจะไม่มีอะไรน่า เซอร์ไพรซ์เลย เพราะทุกอย่างที่ apple tv มีนั้น แทบจะมีอยู่ทั้งหมดอยู่แล้วใน android tv box แต่หากจะหาส่วนที่เป็น key จริง ๆ ที่ทำให้แตกต่างนั้นก็คงเป็นความสามารถของ Siri ที่นำมาใช้ร่วมกับ apple tv ได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าทางฝั่ง android

  • iphone 6s

สำหรับ product สุดท้ายอย่าง iphone 6s , 6s plus นั้น จากการที่นำมาเปิดตัวหลังสุดในงานก็พอจะบอกอะไรได้หลายอย่างว่า iphone 6s นั้นก็ไม่ได้มีอะไรปรับปรุงใหม่ที่เห็นอย่างได้ชัดเจน ซึ่งก็ถือว่าเป็นรอบการพัฒนาของ apple อยู่แล้วในช่วงหลัง ๆ มาจะออก main product ปีเว้นปี  ปีที่แล้วหลังจากเปิดตัว iphone 6 อย่างยิ่งใหญ่ปีนี้ก็เป็นเพียงการ minor change บางส่วน เช่น ประสิทธิภาพของกล้อง , วัสดุใหม่ , รวมถึงเพิ่มสีใหม่เข้ามาใน line product และส่วนที่น่าสนใจคือ force touch ซึ่งสามารถรองรับน้ำหนักการ touch ที่หน้าจอที่แตกต่างกันได้ ส่วนนี้ก็คิดว่าทาง application ทั้งหลายก็ต้องมีการ update เพื่อให้ใช้งาน function force touch ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งโดยรวมนั้น ก็ถือว่า ไม่ได้มีอะไรใหม่มากมายในปีนี้สำหรับ iphone 6

สุดท้ายหากเรามองในแง่ของรายได้ของ apple นั้น ตั้งแต่ สิ้นสุดยุค Steve Job นั้นในแง่รายได้ก็ยังเติบโตอยู่เรื่อย ๆ และในปีนี้ก็เช่นกัน คงไม่มีข้อสงสัยใด ๆ ในการปฏิบัติงานในตำแหน่ง CEO ของ Tim Cook เลย ซึ่งคิดว่าผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ของ apple ก็คงพอใจการทำงานของ Tim Cook อยู่ หากแต่ว่าการสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นนวัตกรรมจริง ๆ นั้นเริ่มลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าจะให้เปรียบเทียบก็จะคล้าย ๆ ยุคของ Steve Ballmer  ของ microsoft นั้นเองซึ่งในยุคแรก ๆ หลังเปลี่ยนผ่านมาจาก bill gates นั้นก็คงไม่มีใครสงสัยในความสามารถของ Ballmer แต่อย่างใด สามารถทำรายได้ได้อย่างยอดเยี่ยมตลอดมา แต่ปัญหาจริง ๆ แล้วบริษัท it ส่วนใหญ่นั้นต้องมี innovation ใหม่ ๆ สม่ำเสมอ เพราะ Technology ในยุคนี้เป็นสิ่งที่พัฒนาได้อย่างรวดเร็วเป็นอย่างมากและการเข้ามาของคู่แข่งใหม่ ๆ นั้นก็ไม่ยากเย็นแต่อย่างใดเหมือนในอดีต ด้วยการเข้าถึง Infrastructure ที่ถูกลง

หากเรามองสถานการณ์ตอนนี้จะเห็นได้ว่า  apple นั้นก็คงยังไม่มีปัญหาอะไรมาก แต่มันเป็นเป็นปัญหาระยะยาวต่างหากที่ apple มีโอกาสที่จะประสบชะตากรรมเดียวกับ microsoft ในอดีตก็เป็นไปได้  ซึ่งโดยส่วนตัวนั้นคิดว่าตอนนี้ apple เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคใหม่ ที่ต้องให้คนที่มีประสบการณ์ในการบริหารงานสูงอย่าง Tim Cook ดูแลไปก่อนเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อยู่ แต่คนที่มีบทบาทในอนาคตจริง ๆ และแทบจะออกหน้าตลอดเวลานั้นคือ Jony Ive ต่างหากจะเห็นได้ใน Video Presentation นั้นจะมี Ive เป็นหลักเสมอมา เหมือนเป็นตัวตายตัวแทน Job ซึ่งคิดว่า CEO คนต่อไปของ apple คงจะหนีไม่พ้น Jony Ive อย่างแน่นอน หลังจาก Tim Cook สร้างความแข็งแกร่งในด้านการบริหาร และ การจัดการต่าง ๆ ที่ค่อนข้างซับซ้อนของ apple เสร็จสิ้น ผมมองว่าเขาคงจะมอบต่อตำแหน่ง CEO ให้กับ  Jony Ive อย่างแน่นอน และเมื่อนั้น apple อาจจะเปลี่ยนเป็นบริษัทที่เป็นผู้นำด้าน Innovation เหมือนยุค Steve Job ก็เป็นได้