Paypal Mafia ตอนที่ 9 : Keith Rabois

Keith Rabois นั้นเป็นหนึ่งในทีมงานของ paypal ที่จัดการเรื่องการกำหนดนโยบายที่สำคัญ ๆ ของบริษัท โดยเขาสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย stanford ในสาขารัฐศาสตร์ ต่อด้วยการเรียนจบทางด้านกฏหมายที่ Harvard Law School สถาบันด้านกฏหมายอันดันหนึ่งของอเมริกา

หลังจากเรียนจบด้านกฏหมายจาก Harvard เขาก็ได้เข้ามาทำงานในสำนักงานกฏหมายชื่อดังอย่าง Sullivan & Cromwell โดยเน้นไปทางด้านคดีที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญา

หลังจากนั้นเขาก็ได้มาทำงานด้านการเมือง โดยเป็นคนช่วยในการร่างสุนทรพจน์ของรองประธานาธิบดี Quayle รวมถึงงานด้านสื่อคอยตตอบข้อซักถามของสื่อเกี่ยวกับนโยบายของรองประธานาธิบดี

หลังจากทำงานด้านการเมืองได้เพียงปีเดียวเท่านั้น เขาก็เข้าสู่แวดวงธุรกิจอีกครั้งที่ Voter.com บริการเว๊บท่าที่เกี่ยวข้องกับการเมือง โดยเขามีบทบาทสำคัญในการปรับรูปแบบธุรกิจของ Voter.com จากเว๊บท่า ไปสู่การทำการตลาดผ่าน email 

และในปี 2000 เขาได้เข้ามาร่วมงานกับ paypal ในตำแหน่ง Business Development เพื่อเพิ่มกลยุทธ์ในการแข่งขันกับ ebay , VISA และ MasterCard รวมถึงการจัดการเรื่องกฏระเบียบทางการเงินต่าง ๆ ที่มีอยู่ในขณะนั้น ทำหน้าที่ในการล็อบบี้เหล่าสมาชิกสภาคองเกรสกว่า 70 คน รวมถึงการประสานกับเหล่าวุฒิสมาชิก 20 คนในการจัดการเรื่องกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับด้านการเงินให้ paypal สามารถเติบโต และสามารถทำกำไรได้ในที่สุด

หลังจาก paypal ถูกขายให้ ebay ในปี 2002 แล้วนั้น Rabois ก็ได้ย้ายมาทำงานกับ LinkedIn ที่เป็น Social Network ของมืออาชีพ โดยเขาเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้ LinkedIn นั้นมีผู้ใช้งานเติบโตขึ้นจาก 1.5 ล้านคนไปจนถึง 10 ล้านคนในช่วงปี 2007

ย้ายไปร่วมงานกับ LinkedIn
ย้ายไปร่วมงานกับ LinkedIn เครือข่ายสังคมออนไลน์ของมืออาชีพ

Rabois ถูกยกย่องว่าเป็นผู้นำแนวคิดในการทำการตลาดโฆษณาออนไลน์ ที่ล้ำสมัยที่สุดคนหนึ่ง และยังเป็นคนที่กำหนดแนวคิดสำคัญในเรื่อง Premium Subscriptions ซึ่งเป็นโมเดลการทำงานอย่างนึงของ LinkedIn โดยยังเป็นแหล่งรายได้หลักของ LinkedIn มาจวบจนถึงปัจจุบัน

หลังจากการทำงานที่ LinkedIn เขาก็ได้เข้าร่วมงานกับ Jack Dorsey ที่กำลังสร้างผลิตภัณฑ์ชำระเงินรูปแบบใหม่อย่าง Square โดยรับตำแหน่ง COO (Chief Operating Officer)  เขาได้เข้าร่วมงานกับ Square ในช่วงตั้งไข่ของบริษัท ตั้งแต่มีลูกค้าทดลองใช้งานเพียงแค่ 841 ราย โดยขณะนั้น Square มีพนักงานรวมทั้งสิ้นแค่ 24 คนเท่านั้น

เขาได้ช่วย Jack Dorsey ในการขยายตลาดของ Square อย่างรวดเร็ว จนพนักงานมีถึงกว่า 440 คน ทำให้ Square มีการใช้บริการผ่านอุปกรณ์ของ Square เป็นจำนวนเงินมากกว่า 12 พันล้านเหรียญ ซึ่งทำให้มูลค่าของ Square เพิ่มจาก 40 ล้านเหรียญจนกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากกว่า 3.6 พันล้านเหรียญ

เข้าร่วมงานกับ Square จนมูลค่าบริษัทสูงขึ้นถึง 3.4 พันล้านเหรียญ
เข้าร่วมงานกับ Square จนมูลค่าบริษัทสูงขึ้นถึง 3.6 พันล้านเหรียญ

สำหรับงานด้านการลงทุน เขายังเข้าร่วมงานกับ Khosla Ventures ในตำแหน่ง Managing Director และเข้าร่วมในฐานะคณะกรรมการของบริษัท Scribd หลังจากที่ Khosla Ventures ได้กลายเป็นบริษัทลงทุนหลักของ Scribd

ในปี 2014 Rabois เขาได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้ง Opendoor ซึ่งเป็น Marketplace ของ การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ 

และเขายังเป็นนักลงทุนในสเตจแรกของหลาย ๆ ธุรกิจเกิดใหม่ชื่อดัง โดยเป็น Angel Investor ของทั้ง Youtube , Airbnb , Palantir , Eventbrite , Lyft ,Quora , Yammer , Skybox, Counsyl , Weebly , Wish รวมถึง Eventbrite

–> อ่านตอนที่ 10 : Reid Hoffman

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Jawed Karim *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

มุมมองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วต่อ Cryptocurrency

ถ้าเราได้เห็นข่าวที่มีต่อ cryptocurrency ชื่อดังอย่าง Bitcoin ในช่วงที่ผ่านมานั้น เราก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงมีความเห็นออกเป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจนระหว่างฝั่งสายการเงินการลงทุน กับ ฝั่งสายเทคโนโลยี ที่มีมุมมองตรงข้ามกันอย่างชัดเจน  ซึ่งเมื่อเรามาไล่เรียงดู timeline ของข่าวในช่วงปีที่ผ่านมาจะพบว่า

มุมมองที่แตกต่างอย่างสุดขั้วของเหล่า influences สายการเงิน และ เหล่า influences สาย technology ผ่านการพาดหัวข่าวจากสื่อต่าง ๆ 

1.สายการเงิน

2.สาย Technology

เราเห็นอะไรในข่าวที่ได้จากเหล่าผู้มีอิทธิพลทั้งสายการเงิน และ สายเทคโนโลยี จะเห็นได้ว่ามุมมองต่อ cryptocurrency ของฝั่งการเงินนั้นมองในแง่ลบเกือบแทบจะทั้งหมด น้อยคนนักที่จะกล่าวถึง bitcoin หรือ cryptocurrency ในด้านบวก แม้กระทั่งนักวิชาการชาวไทยเองก็ตามหลาย ๆ ท่านถ้าติดตามด้านความเห็น ที่ส่วนใหญ่จะเป็นความเห็นจากนักวิชาการทางด้านการเงินหรือนักเศรษฐศาสตร์นั้นจะมอง bitcoin ในด้านลบอยู่เสมอ แต่ทำไมฝั่ง technology กลับมองเป็นด้านบวกล่ะ

ต้องบอกว่าความซับซ้อนของระบบการเงินโลกนั้นที่มีการเชื่อมโยงกัน และการอ้างอิงมูลค่าต่าง ๆ ที่สายการเงินกล่าวอ้างกันนั้น เป็นทฤษฏีที่ใช้กันมาเนิ่นนานกว่า 100 ปีแล้ว และทฤษฏีเหล่านี้ ก็ถูกถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่นผ่านตำราเรียนต่าง ๆ ที่แทบจะเหมือนกันทั่วโลก แล้วเมื่อมีคนคิดระบบใหม่อย่าง cryptocurrency ขึ้นมาก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เหล่าผู้มีอิทธิพล หรือ นักวิชาการด้านการเงินการลงทุนนั้นจะกล่าวถึงเรื่องนี้คล้าย ๆ กัน และเป็นคำพูดที่ซ้ำ ๆ กันเช่น ฟองสบู่ เสี่ยงโชค ฟอกเงิน ว่างเปล่า ไม่มีมูลค่าอะไรเลย

จะเห็นได้ว่าหลาย ๆ ข่าว เราก็ได้ยินคำซ้ำ ๆ กันเพราะพวกเขาเหล่านี้นั้นมองรูปแบบของเทคโนโลยีทางด้านการเงินใหม่เหล่านี้ แทบจะเหมือนกันซึ่งก็ต้องบอกว่าเป็นความเห็นที่น่ารับฟัง เพราะ สุดท้ายแล้วคนเหล่านี้ก็ยังมีอิทธิพลต่อโลกการเงินการลงทุนของเราอยู่ดี ไม่ว่าเทคโนโลยีของโลกเรานั้นจะก้าวไกลไปขนาดไหนก็ตาม

ต่างจากสาย technology ที่เติบโตมากับนวัตกรรมอยู่แล้วเป็นทุนเดิม ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่มีแนวทางที่่สนับสนุนนวัตกรรมใหม่ ๆ อยู่ตลอดไม่เว้นแม้แต่นวัตกรรมทางด้านการเงินอย่าง cryptocurrency ซึ่งเหล่าคนสายเทคโนโลยีนั้น เข้าใจถึง concept ต่างๆ ของ cryptocurrency ได้เร็วกว่าฝั่งสายการเงินเป็นส่วนมากอยู่แล้ว เพราะมันเกิดจากนวัตกรรมทางด้าน it และกลุ่มผู้สร้างกลุ่มแรก ๆ นั้นเป็นคนฝั่ง it ซะเป็นส่วนใหญ่ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นคนทางฝั่งเทคโนโลยีหรือ IT นั้นมองนวัตกรรมเหล่านี้ในแง่บวก

เพราะนวัตกรรมหลาย ๆ อย่างจากฝั่ง it ในช่วงไม่กี่ปีมานั้นเปลี่ยนวิถีชีวิตของมนุษย์ทั่วโลกไปอย่างสิ้นเชิงไม่ว่าจะเป็น มือถือ , social network , search engine สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มี impact ต่อการดำรงชีวิตของเราเป็นอย่างมากโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี ซึ่ง หลาย ๆ คนจากฝั่งเทคโนโลยี ก็น่าจะมองเห็นอนาคตของ cryptocurrency ไม่ต่างกันว่าจะมาปฏิวัติระบบการเงิน และปรับรูปแบบการเงินที่มีมายาวนานกว่า 100 ปี ของมนุษย์เราได้อีกครั้งหนึ่ง แต่มันจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่นั้น เราก็ต้องมาดูกันต่อไปครับผม

Reference Image : images.readwrite.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol