เมื่อผมกลายเป็นสาวก Lazada

ต้องบอกตรง ๆ เลยว่าเมื่อก่อนไม่ใช่คนที่จะชอปปิ้ง online บ่อยซักเท่าไหร่เลย นาน ๆ ซื้อที ก็ซื้อตามร้านค้า online ทั่วไป จนมาเปลี่ยนประสบการณ์การชอปปิ้งอย่างสิ้นเชิงเมื่อการเข้าเข้ามาของ lazada.co.th มาเปิดในไทย

ซึ่งตอนเข้ามาใหม่ ๆ lazada จะมี คูปองลดราคามายั่วใจบ่อย ๆ ทำให้เผลอ ช๊อปในสินค้าบางอย่างที่เราอาจจะไม่อยากได้ในตอนนั้นเลย แต่พลั้งเผลอมือไปกดสั่งซื้อทุกทีไป

ผมเริ่มช็อป lazada ช่วงแรกในสินค้าราคาหลักไม่เกิด 1000 บาท เป็นสินค้าชิ้นเล็ก ๆ ที่คงไม่มีปัญหาในการจัดส่ง หรือไม่แตกระหว่างทางเท่านั้น ต้องยอมรับว่าช่วงแรก ๆ นั้น กระแส lazada ใน pantip นั้นไม่ค่อยดีเลย พบแต่ปัญหาเยอะมาก ๆ จนใครหลายคน ไม่กล้าที่จะสั่งซื้อสินค้าผ่าน lazada

แต่เหมือนกับว่า lazada เริ่มตั้งตัวติด เริ่มที่จะมีปัญหาน้อยลงจากที่เข้ามาใหม่ ๆ มีการปรับปรุงการบริการที่ดีขึ้น เริ่มส่งเก็บเงินปลายทางที่ราคาขั้นต่ำเพียง 100 บาทเท่านั้น ซึ่งถือเป็นจุดเด่นเลยที่ผมกลายเป็นขาประจำกับ lazada เพราะเราสั่งสินค้า อาจจะราคาแค่ 100 กว่าบาท เค้าก็เก็บเงินปลายเหมือนกัน คิดว่าเค้าทำได้อย่างไรในสินค้าราคาขนาดนี้ คิดว่าไม่สามารถมี margin ไปทำกำไรได้

แต่เหมือนโดนเวทย์มนต์สะกด หลังจากนั้น ผมก็เริ่มสั่งซื้อสินค้าที่ชินใหญ่ขึ้น อย่างทีวี จอ 55 นิ้ว ผมก็สั่งผ่าน lazada หรือ เครื่องทำน้ำอุ่น ซึ่งเป็นสินค้า ที่คิดว่าไม่น่าจะมาซื้อ online ก็สั่ง online หมด จนตอนหลังผมมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในการซื้อสินค้าทุกชนิด ต้องเช็คราคา ผ่าน lazada ก่อนทุกครั้ง ซึ่งถือเป็นความโรคจิตอย่างนึง แม้กระทั่งเดินในห้าง ก็จะคอยเช็คราคากับ lazada ทุกครั้งหากเราอยากได้อะไรขึ้น  ผ่านมาปีเดียว ผมก็ซื้อสินค้า ผ่าน lazada กว่า 100 รายการ ทั้งสินค้าราคาแพง ระดับ ครึ่งแสน หรือ สินค้า ราคาหลักร้อย ก็ซื้อผ่าน lazada ทั้งหมด ซึ่งมีของที่เราต้องการแทบทุกหมวดหมู่

เมื่อก่อนนั้นอาจจะซื้อแค่สินค้าที่มี review ดีเท่านั้น แต่ปัจจุบันผมแทบไม่สนใจแล้ว เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมานั้น เคยมีสินค้าที่มีปัญหาเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น จาก 100 รายการที่ทำการสั่งซื้อมา จึงค่อนข้างมั่นใจกับ lazada ได้แล้ว และ นโยบายการคืนเงินของ lazada ก็สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว หรือการเคลมสินค้า ก็ไม่เคยมีปัญหาใด ๆ ในการชอปปิ้งเท่าที่ผ่านมาของผม

ก็อยากจะแนะนำให้ลองมาใช้ lazada กันเยอะ ๆ  ตอนนี้ถือได้ว่า lazada สามารถยกระดับการบริการให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาใด ๆ อีกแล้ว หากจะซื้อสินค้า online ซึ่งผมคิดว่าในอนาคต ก็จะมีใคร หลาย ๆ คนที่มีอาการเหมือนผม คือ ซื้อแต่สินค้าผ่าน online เนื่องจากรับประกันเรื่องราคา รวมถึง คุณภาพก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าการซื้อในห้างสรรพสินค้าแต่อย่างใด

เมื่อธุรกิจต้องเจ๊งเพราะเสียภาษีตามกฏหมาย

ได้มีโอกาสอ่านกระทู้ใน pantip ที่มีท่านเจ้าของธุรกิจท่านหนึ่งมา post ไว้ ในกระทู้ “ธุรกิจผมกำลังจะเจ๊งเพราะทำตามกฏหมาย” แล้วก็สะเทือนใจกับวัฒนธรรมทางด้านการเสียภาษีของคนไทยเป็นอย่างมากปรกตินั้นภาษีมูลค่าเพิ่มที่รัฐเก็บนั้นมักจะได้จากห้างร้านหรือธุรกิจที่มีการจดทะเบียนอย่างถูกกฏหมาย โดยเฉพาะเจ้าใหญ่ ๆ อย่าง 7eleven , Macro , Lotus , Big C หรือห้างใหญ่ ๆ ทั่วฟ้าเมืองไทยเราก็สามารถจัดเก็บภาษีจากส่วนตรงนี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย คิดว่าคงจะหลีกเลี่ยงได้ยากสำหรับธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และจดทะเบียนถูกต้องตามกฏหมาย

ในกระทู้ นั้นแสดงให้เห็นว่า เจ้าของกระทู้นั้นพยายามทำสิ่งที่ถูกต้องตามกฏหมายโดยเจ้าของกระทู้เปิดร้านค้าส่งขายของ ซึ่งต้องมีการตัดราคากันค่อนข้างสูง และ ตัวเลข margin กำไรนั้นค่อนข้างน้อย เมื่อตัวเองโดนสรรพากรบังคับให้จ่ายค่าภาษีมูลค่าเพิ่มก็ทำให้แทบจะไม่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้ทันที

โดยที่สรรพากรนั้นทำการสุ่มตรวจโดยไม่บังคับใช้กับทุก ๆ ร้านที่เป็นคู่แข่งโดยตรงกับร้านของเจ้าของกระทู้ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งได้อีกต่อไปเนื่องจาก Vat 7% ที่เป็นต้นทุนที่ต้องแบกรับเพิ่มเติม ซึ่งนี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของความไม่เท่าเทียมของสังคมไทยในเรื่องการเสียภาษี  ซึ่งมีคนที่ได้ประโยชน์จากตรงจุดนี้เป็นจำนวนมาก

ถ้าเรามองพิจารณากันให้ละเอียดจะพบว่า หากรัฐบาลสามารถเก็บภาษีตามกฏหมายได้ทุกบาททุกสตางค์ จากทุกกลุ่มชนชั้นในประเทศไทย ตัวอย่างเช่น พ่อค้า แม่ค้า หาบเร่ หรือ รถเข็นขายของต่างๆ

เหล่าหาบเร่แผงลอย ที่บางคนรวยเป็นเศรษฐี

เหล่าหาบเร่แผงลอย ที่บางคนรวยเป็นเศรษฐี

ซึ่งตรงส่วนนี้นั้น มีมูลค่ามหาศาลในระบบเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่เฉพาะ ในห้างใหญ่ ๆ เท่านั้นที่กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ความจริงถึงเวลาที่เราต้องมาเก็บเงินภาษีจากส่วนนี้ให้จริงจังได้แล้วเสียที ไม่ควรที่จะมีมาตรการลดหย่อน เพราะเป็นการเอาเปรียบผู้เสียภาษีคนอื่นๆ  มาโดยตลอด

ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าหากเราสามารถเก็บได้หมดนั้น เดิมทีที่เราสามารถเก็บภาษีเข้ารัฐเพื่อมาใช้เป็นงบประมาณในการพัฒนาประเทศจากประมาณ 2 ล้านล้าน บาท อาจจะเพิ่มกลายเป็น 3-4 ล้านล้าน บาทเลยก็ได้ทำให้ประเทศเราสามารถพัฒนาไปได้อีกเยอะ จะสร้างรถไฟความเร็วสูงก็อาจจะไม่ต้องกู้เงินมาก็ได้

เราแค่ตามเก็บภาษีจากทุกคนให้เสมอภาคกัน รัฐก็จะได้ทั้งภาษีเงินได้จาก Vat และ ภาษีเงินได้บุคคล หรือ นิติบุคคล ที่รายย่อยทั้งหลายต้องเข้าสู่ระบบที่ถุกต้องตามกฏหมาย ผมมองว่าประเทศเราคงพัฒนาไปได้ไกลกว่านี้อีกมากหากสามารถสร้างความเท่าเทียมกันทางด้านภาษีนี้สำเร็จ

Img Ref : prosoftmyaccount.com
References : http://m.pantip.com/topic/34266620

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Book Review : Yellow Cabby แท็กซี่ นิวยอร์ก

หนังสือ Yellow Cabby แท็กซี่ นิวยอร์ก นี้เป็นเล่มที่ผมเห็นวางขายมานานแล้ว และ ในเล่มที่ผมได้อ่านนั้นเป็นเล่มที่พิมพ์ครั้งที่ 6 และเป็นชนิดปกแข็ง ซึ่งเป็น Limited Edition ผมเพิ่งจะมาได้อ่านในเดือนนี้ หลังจากซื้อดองไว้นานพอดู  ซึ่งเท่าที่ได้หาข้อมูลมาหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องเล่าที่เคยโด่งดังใน website pantip ซึ่งผู้เขียนได้ไปตั้งกระทู้ไว้ และมีคนติดตามอ่านมากมาย จนต้องนำมาเขียนเป็นหนังสือ และยังเป็นหนังสือที่มียอดขายที่สูงระดับนึง

เนื้อหาในหนังสือนั้นเป็นเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับประสบการณ์การขับแท็กซี่ในเมืองนิวยอร์ก ของประเทศสหรัฐอเมริกา ของผู้เขียน ซึ่ง มีทั้งเรื่องที่ สนุก ตื่นเต้น รวมถึงเรื่องเลวร้าย ที่เกิดขึ้นในการขับแท็กซี่ ซึ่งต้องเจอผู้คนมากมายในเมืองอย่างนิวยอร์ก สำหรับภาษาการเขียนเป็นเรื่องเล่าที่สามารถอ่านได้ง่ายและลุ้นไปกับเหตุการณ์ที่จะต้องเผชิญในบทต่าง ๆ ได้อย่างดี ซึ่งทำให้อ่านได้สนุกมากเหมาะแก่การหาซื้อมาอ่านอย่างยิ่งครับ แนะนำเลยสำหรับหนังสือเล่มนี้

 

เก็บตกจากหนังสือ

  • เมืองใหญ่อย่างนิวยอร์คก็มีความอันตรายไม่ต่างจากเมือง ๆ  ใหญ่ ๆ อื่น ๆ ของโลกเหมือนกัน
  • กฏหมายที่นั่นเข้มงวดมาก  ๆ เหมือนกัน
  • ขับแท็กซี่ในนิวยอร์ก รายได้ไม่ใช่น้อย ๆ
  • ประสบการณ์ในเหตุการณ์ 911