Geek Daily EP34 : เมื่อ AI Jesus สามารถเทศน์ได้ แต่คุณจะเข้าใจหรือไม่?

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณฝึก AI โดยใช้พระคัมภีร์คิงเจมส์ แล้วสามารถที่จะสร้าง “AI Jesus” ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่อธิบายหัวข้อต่างๆ เช่นเดียวกับที่พระเยซูจากพระคัมภีร์ใหม่ฉบับคิงเจมส์เคยทำ 

การมุ่งเน้นโดยเฉพาะของเทคโนโลยี Neural Network ในทุกคำของพระคัมภีร์นั้นเหนือกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงในพระคัมภีร์จากของบาทหลวงทั้งหมดที่เคยมีมา

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://bit.ly/3jIR1AF

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://apple.co/2lEqPPg

🎧 ฟังผ่าน Google Podcast : 
http://bit.ly/2kxHtQ3

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://spoti.fi/2QPl3WM

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/BlKPb5Pd-KM

References : https://www.livescience.com/news/new-ai-jesus-can-deliver-a-sermon-but-will-you-understand-it.html
https://thenextweb.com/neural/2020/08/28/ai-jesus-will-help-you-embrace-the-apocalypse/

เมื่อ AI สามารถสร้างชุดความคิดของมนุษย์ขึ้นใหม่จากคลื่นสมองได้แบบเรียลไทม์

นักวิจัยจาก บริษัท ของรัสเซีย Neurobotics และสถาบันฟิสิกส์และเทคโนโลยีแห่งมอสโกได้ค้นพบวิธีการแสดงภาพสมองของคน ๆ หนึ่ง โดยเลียนแบบสิ่งที่พวกเขาสังเกตเห็นได้แบบเรียลไทม์ 

ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยในการสร้างอุปกรณ์การฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการผ่าตัดที่ควบคุมโดยสัญญาณสมอง ทีมนักวิจัยได้ตีพิมพ์ผลงานวิจัยลงบน bioRxiv และโพสต์วิดีโอออนไลน์โดยแสดงระบบ “อ่านใจ” ได้สำเร็จ

ในการพัฒนาอุปกรณ์ที่ควบคุมโดยสมอง และวิธีการรักษาโรคทางปัญญาและการฟื้นฟูสมรรถภาพหลังการทำ neurobiologists ซึ่งต้องมีความเข้าใจว่าสมองเข้ารหัสข้อมูลอย่างไร สิ่งสำคัญคือการศึกษากิจกรรมสมองของผู้คนที่รับรู้ข้อมูลภาพ ตัวอย่างเช่น ขณะพวกเขากำลังดูวิดีโอ เป็นต้น

โซลูชันที่มีอยู่สำหรับการแยกภาพที่สังเกตได้จากสัญญาณสมองนั้นอาจใช้คลื่น MRI หรือวิเคราะห์สัญญาณที่ได้รับผ่านการปลูกถ่ายโดยตรงจากเซลล์ประสาท ทั้งสองวิธีมีการใช้งานที่ค่อนข้าง จำกัด ในการปฏิบัติทางคลินิกและในชีวิตประจำวัน

โดยอินเตอร์เฟซคอมพิวเตอร์กับสมองที่พัฒนาโดย MIPT และNeurobotics อาศัย เทคโนโลยี Neural Network และสัญญาณ EEG ซึ่งเป็นเทคนิคในการบันทึกคลื่นสมองผ่านขั้วไฟฟ้าที่วางไว้บนหนังศีรษะ โดยการวิเคราะห์กิจกรรมของสมองระบบจะสร้างภาพที่เห็นโดยบุคคลผ่านข้อมูล EEG แบบเรียลไทม์

การสร้างภาพจากสมองได้แบบเรียลไทม์
การสร้างภาพจากสมองได้แบบเรียลไทม์

“ เรากำลังทำงานในโครงการ Assistive Technologies ของ Neuronet ใน National Technology Initiative ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ส่วนต่อประสานระหว่างคอมพิวเตอร์และสมองที่ช่วยให้ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดใช้ในการควบคุมแขน เพื่อการฟื้นฟูระบบประสาท หรือผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต  

เป้าหมายสูงสุดคือการเพิ่มความแม่นยำของการควบคุมระบบประสาทสำหรับบุคคลที่มีสุขภาพดีเช่นเดียวกัน” Vladimir Konyshev หัวหน้าห้องปฏิบัติการ Neurorobotics ที่ MIPT กล่าว

ในส่วนแรกของการทดลองนักประสาทวิทยาได้ขอให้อาสาสมัครที่มีสุขภาพดีชม 20 นาทีของวิดีโอ YouTube  โดยทีมนักวิจัยได้เลือกวิดีโอ 5 หมวดหมู่ : รูปที่เป็นแบบนามธรรม น้ำตก ใบหน้ามนุษย์ กลไกการเคลื่อนไหว และกีฬาแข่งรถ 

จากการวิเคราะห์ข้อมูล EEG นักวิจัยแสดงให้เห็นว่ารูปแบบคลื่นสมองนั้นแตกต่างกันสำหรับวิดีโอแต่ละประเภท สิ่งนี้ทำให้ทีมวิเคราะห์การตอบสนองของสมองต่อวิดีโอได้แบบเรียลไทม์

ในขั้นตอนที่สองของการทดสอบจะมีการสุ่มหมวดหมู่สามหมวดหมู่จากหมวดหมู่เดิมทั้ง 5 หมวดหมู่ นักวิจัยได้พัฒนาโครงข่ายประสาทเทียม (Neural Network) สองเครือข่าย หนึ่งสำหรับสร้างภาพเฉพาะหมวดหมู่แบบสุ่มจาก “สัญญาณรบกวน” และอีกรูปแบบหนึ่งสำหรับสร้าง “เสียงรบกวน” ที่คล้ายกันจาก EEG จากนั้นทีมได้ทำการ Training ผ่าน Neural Network ให้ทำงานร่วมกันในลักษณะที่เปลี่ยนสัญญาณ EEG ให้เป็นภาพจริงคล้ายกับที่ผู้ทดสอบกำลังเฝ้าสังเกต

ลกอริทึมการทำงานของระบบสมองและคอมพิวเตอร์ (BCI) เครดิต: Anatoly Bobe / Neurobotics และ@tsarcyanide / MIPT Press Office
ลกอริทึมการทำงานของระบบสมองและคอมพิวเตอร์ (BCI) เครดิต: Anatoly Bobe / Neurobotics และ@tsarcyanide / MIPT Press Office

ในการทดสอบความสามารถของระบบในการมองเห็นการทำงานของสมอง ผู้เข้าร่วมจะถูกแสดงวิดีโอที่มองไม่เห็นจากหมวดหมู่เดียวกันก่อนหน้านี้ ซึ่งขณะที่พวกเขาดู ข้อมูล EEGs จะถูกบันทึกและส่งไปยังเครือข่ายประสาท ระบบผ่านการทดสอบและสามารถสร้างภาพที่น่าเชื่อถือซึ่งสามารถแบ่งได้อย่างง่ายดายอย่างที่เราเห็นในรูปข้างล่าง

แต่ละคู่นำเสนอเฟรมจากวิดีโอที่ดูโดยผู้ทดสอบและภาพที่สร้างขึ้นโดยเครือข่ายประสาทเทียม เครดิต: Grigory Rashkov / Neurobotics
แต่ละคู่นำเสนอเฟรมจากวิดีโอที่ดูโดยผู้ทดสอบและภาพที่สร้างขึ้นโดยเครือข่ายประสาทเทียม เครดิต: Grigory Rashkov / Neurobotics

“ อิเลคโทรนิคฮาโลแกรม คือ ชุดของสัญญาณสมองที่บันทึกจากคลื่นสมอง นักวิจัยเคยคิดว่าการศึกษากระบวนการทางสมองผ่าน EEG นั้นเหมือนกับการหาโครงสร้างภายในของเครื่องจักรไอน้ำโดยการวิเคราะห์ควันที่ตกค้างจากรถไฟไอน้ำ”  Grigory Rashkov ผู้ร่วมเขียนบทความวิจัยจาก MIPT และโปรแกรมเมอร์ที่ Neurobotics “เราไม่ได้คาดหวังว่าจะมีข้อมูลเพียงพอที่จะสร้างภาพที่บุคคลสังเกตได้ แต่มันกลับกลายเป็นว่าเป็นไปได้ดีทีเดียว”

“ ยิ่งไปกว่านั้นเราสามารถใช้สิ่งนี้เป็นพื้นฐานสำหรับอินเทอร์เฟซคอมพิวเตอร์กับสมองได้แบบเรียลไทม์ ภายใต้เทคโนโลยียุคปัจจุบัน อินเทอร์เฟซสำหรับระบบประสาทที่สร้างโดย Elon Musk เผชิญกับความท้าทายของการผ่าตัดที่ซับซ้อนและการเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วเนื่องจากกระบวนการทางธรรมชาติ

ทีมนักวิจัยหวังว่าในที่สุดเราจะสามารถออกแบบส่วนต่อประสานประสาทราคาไม่แพงซึ่งไม่ต้องใช้การฝังแบบผ่าตัดเข้าไปในสมองจริง ๆ ” นักวิจัยกล่าวเสริม

เราได้เห็นเทคโนโลยี ที่มีการเชื่อมต่อสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์ (Brain Machine Interface) ที่มีการวิจัยเรื่องราวเหล่านี้เป็นจำนวนมากในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงโครงการ NeuralLink ของ Elon Musk ด้วยเช่นกัน

เช่นเดียวกับเทคโนโลยี Brain Machine Interface เทคโนโยโลยีอย่างที่เราเห็นในบทความนี้ นั้นก็ใช้รูปแบบคล้าย ๆ กัน ซึ่งมุ่งเน้นไปที่ส่วนต่อประสานระหว่างคอมพิวเตอร์และสมองที่ช่วยให้ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดใช้ในการควบคุมแขน เพื่อการฟื้นฟูระบบประสาท หรือผู้ป่วยที่เป็นอัมพาต  

ซึ่งผมก็เชื่อว่า เราจะเห็นเทคโนโลยีเหล่านี้ ที่กำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหากับอวัยวะต่าง ๆ ของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นดวงตา แขนขา ที่พิการ หรือ อื่น ๆ ได้อีกมากมายในอนาคตอย่างแน่นอนครับ

References : https://mipt.ru/english/news/neural_network_reconstructs_human_thoughts_from_brain_waves_in_real_time

AI สามารถช่วยให้แพทย์ตรวจจับอาการเลือดออกในสมองได้เร็วขึ้น

เทคโนโลยี AI ในปัจจุบันนั้น มีความสามารถในการค้นพบเงื่อนไขทางการแพทย์ที่มีความแม่นยำสูงอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ตามภาวะเลือดออกในสมองนั้นยังมีความท้าทายเป็นพิเศษสำหรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหล่านี้

ซึ่งอัลกอริธึมที่มีการคำนวนผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ในขณะที่ผู้ป่วยมีอาการเลือดออกทางสมองนั้น ก็อาจทำให้พวกเขาถึงตายได้ แต่อย่างไรก็ตามงานวิจัยใหม่ด้าน AI จาก UC Berkeley และ University of California San Francisco (UCSF) อาจพร้อมสำหรับใช้งานกับผู้ป่วยที่มีอาการเลือดออกในสมองแล้ว

นักวิจัยจาก UC Berkeley และ UCSF ได้สร้างอัลกอริทึมที่ตรวจจับภาวะเลือดออกในสมองด้วยความแม่นยำ ที่มีประสิทธิภาพกว่านักรังสีวิทยาสองในสี่คนจากการทดสอบครั้งล่าสุด ซึ่งกุญแจสำคัญคือข้อมูล ที่ได้รับการ Training อย่างละเอียดของอัลกอริทึมตัวใหม่นี้

กระบวนการนี้อาศัยเทคโนโลยี Neural Network ที่ทำหน้าที่สแกนภาพถ่าย CT มากกว่า 4,396 ภาพ แม้จะดูเหมือนเป็นจำนวนตัวอย่างที่ค่อนข้างน้อย แต่ความผิดปกติของ case ที่นำมาทำการ training ข้อมูลเหล่านี้นั้นมีรายละเอียด “ในระดับพิกเซล” ตามรายงานที่ UCSF กล่าว

อีกนัยหนึ่งคือพวกเขามีโอกาสน้อยมากที่จะตีความผิดพลาดของอาการที่เกิดจากเลือดออกในสมอง เทคนิคนี้ยังมีการฝึกอบรม AI ในส่วนของภาพ โดยใช้เวลามากกว่าเทคนิคอื่น ๆ ที่มักจะเน้นความเร็วเป็นหลัก ซึ่งมันเป็นการลดโอกาสที่จะทำให้เกิดความผิดพลาดได้เป็นอย่างมาก

เช่นเดียวกับระบบตรวจจับที่ใช้ AI อื่น ๆ แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่สามารถแทนที่แพทย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่พวกมันสามารถใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาทีในการรายงานผล และสามารถจำแนกประเภทอาการเลือดออกในสมองได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นตัวช่วยคัดกรองสำหรับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้อย่างดีเยี่ยม

สิ่งเหล่านี้ช่วยประหยัดเวลาอันมีค่าของแพทย์ในกรณีที่เกิดเคสฉุกเฉิน และยังสามารถมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะพบอาการที่เกี่ยวกับภาวะเลือดออกในสมองที่หายากที่อาจถึงแก่ชีวิตได้ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของผู้ป่วยได้

ในขณะที่นักวิทยาศาสตร์ยังคงทำการทดสอบอัลกอริธึมเพื่อเปรียบเทียบกับผลการสแกน CT จากหน่วยงานด้านรังสีที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจมีสักวันหนึ่งที่มันจะถูกใช้ในการช่วยคัดกรองผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว และช่วยให้แพทย์มุ่งเน้นไปที่การช่วยชีวิตผู้ป่วยแทนได้นั่นเอง

References : https://www.engadget.com/2019/10/23/ai-detects-brain-hemorrhages-ucsf/ https://cdn.neow.in/news/images/uploaded/2019/10/1571887142_f2.large_story.jpg

Facebook AI กับการช่วยเลือกสิ่งที่คุณควรจะสวมใส่

เมื่อคุณคิดว่านักวิจัยได้ค้นพบการใช้งานที่แปลกประหลาดที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้สำหรับการใช้งานเทคโนโลยี Neural Network ซึ่งพบว่าในขณะนี้ มีการนำเอา AI ใหม่ ๆ ของ Facebook ไปสู่วงการแฟชั่น

และมันเกิดขึ้นแล้ว เมื่อ ตอนนี้ AI ตัวใหม่ของ Facebook เป็นโปรแกรมที่จะช่วยให้คุณกลายเป็น Fashionista ตัวยง

Facebook ได้ทำการทดลองฝึกอบรมในงานด้านแฟชั่น โดยได้มีการใช้ภาพหลายพันชุดที่ถือว่าเป็นรูปแบบ style ของชุดที่ “ทันสมัย” ที่สุดและให้ AI ทำการ Training ผ่านข้อมูลเหล่านี้ 

ซึ่งสิ่งที่เป็นนวัตกรรมใหม่เกี่ยวกับ AI ของ Facebook ในด้าน Fashion ก็คือ มันมีข้อเสนอแนะทางด้านการแต่งตัวที่ถือว่ามีความละเอียด ในเรื่อง style ของการแต่งตัวที่เหมาะกับคุณที่สุด

เมื่อ AI ใหม่ของ Facebook บุกวงการ Fashion
เมื่อ AI ใหม่ของ Facebook บุกวงการ Fashion

ตัวอย่างเช่น จะไม่แนะนำให้คุณออกไปซื้อชุดใหม่ทั้งหมด แต่จะแนะนำให้สลับหนึ่งหรือสองรายการของชุดที่คุณมีอยู่ และอาจมีข้อเสนอแนะที่ละเอียดยิ่งขึ้น เช่น แนะนำให้คุณสวมเสื้อหรือ พับแขนเสื้อ จะทำให้คุณดูดีกว่า 

นอกจากนี้ AI ตัวใหม่ดังกล่าวนั้นยังใช้เวลากับงานที่เป็นงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์สูงมากอย่างงานด้าน Fashion  โดย บริษัทได้จินตนาการถึง AI ในวันหนึ่งที่จะช่วยนักออกแบบแฟชั่นในการสร้างรูปลักษณ์ใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ผ่านความฉลาดของการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี AI นั่นเอง

References : https://www.engadget.com

AI ของ Google รู้ได้ว่าคุณจะตายเมื่อไหร่?

AI รู้ว่าคุณจะตายเมื่อไหร่ แต่มันจะแตกต่างจากในภาพยนตร์ไซไฟอย่างแน่นอน เพราะข้อมูลเหล่านี้นั้นอาจช่วยชีวิตคนได้ก่อนที่เขาจะตาย!!!

โดยงานวิจัยใหม่จาก Google นั้นแสดงให้เห็นว่าการป้อนข้อมูลสุขภาพที่เป็นรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยการใช้เทคโนโลยี Deep Learning สามารถปรับปรุงความแม่นยำของผลลัพธ์ที่คาดการณ์ไว้ได้เป็นอย่างมาก 

ซึ่งในการทดลองใช้ข้อมูลจากโรงพยาบาลสองแห่งในสหรัฐอเมริกานักวิจัยสามารถแสดงให้เห็นว่าอัลกอริธึมเหล่านี้สามารถทำนายระยะเวลาการพักฟื้นและยังสามารถทำนายช่วงเวลาแห่งความตายของพวกเขาได้เช่นเดียวกัน

เทคโนโลยี Neural Network ที่อธิบายในการศึกษาวิจัยดังกล่าว โดยข้อมูลจำนวนมหาศาล เช่น คำวินิจฉัยทางการแพทย์ และประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วย เพื่อคาดการณ์ ซึ่งอัลกอริธึมใหม่เรียงลำดับเหตุการณ์ก่อนหน้าของบันทึกของผู้ป่วยแต่ละรายให้เป็นไทม์ไลน์

หลังจากนั้นจะให้โมเดล Deep Learning สามารถทำนายผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตรวมถึงช่วงเวลาแห่งความตาย โดย Neural Network ยังมีข้อมูลบันทึกย่อ ที่มีการเขียนด้วยลายมือรวมถึงความคิดเห็นต่าง ๆ จากแพทย์ด้วย

สมาคมการแพทย์อเมริกันยอมรับในคำแถลงว่า การทำงานร่วมกันระหว่าง AI กับแพทย์ที่เป็นมนุษย์นั้นสามารถก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย แต่เครื่องมือ AI นั้นต้อง“ มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติตามเกณฑ์สำคัญหลายประการรวมถึงต้องมีความโปร่งใสตรวจสอบได้และปราศจากอคติ” 

หากไม่มีกรอบการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพที่ส่งเสริมความโปร่งใสในสหรัฐอเมริกา มันก็ไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะทำให้บริษัทเหล่านี้รับผิดชอบหากเกิดปัญหาขึ้นมากับผู้ป่วย ซึ่งขึ้นอยู่กับบริษัทเอกชนว่าเทคโนโลยี AI จะส่งผลกระทบต่อการดูแลสุขภาพที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยไม่ใช่ประโยชน์เฉพาะบริษัทเองเท่านั้น

References : 
https://futurism.com