การใช้เทคโนโลยี VR ช่วยศัลแพทย์ผ่าตัดสมอง

เมื่อศัลยแพทย์วางแผนในการผ่าตัดสมองของผู้ป่วยนั้น การใช้ เทคโนโลยี VR หรือ Virtual Reality ผ่านการ Render 3D ทำให้การวางแผนผ่าตัดนั้นทำได้ง่ายขึ้น

ซึ่ง เทคโนโลยี VR นี้ถูกเรียกว่า SNAP (The Surgical navigation advance platform) ซึ่งถูกพัฒนาโดย บริษัท Surgical Theater
โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นการ รวบรวมภาพจาก 2D MRI และ CT Scan เพื่อทำการสร้าง 3D Model ของสมองคนไข้

โดยศัลยแพทย์สามารถที่จะ สำรวจส่วนต่าง ๆ ของสมองผ่าน แว่น VR ของคนไข้ได้จริง ๆ

ซึ่ง สำหรับคนไข้แล้วนั้น เทคโนโลยี VR เหล่านี้ จะช่วยให้ สามารถอธิบายสิ่งที่ซับซ้อนภายในสมองคนไข้ ให้คนไข้สามารถเข้าใจได้อย่างเห็นภาพ และเข้าใจถึงกระบวนการในการผ่าตัดของหมอได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

เทคโนโลยี VR ยังช่วยให้ ศัลยแพทย์ สามารถทดสอบ การผ่าตัดในแนวทางต่าง ๆ ได้ โดยการทดลองผ่าน VR และยังช่วยเลือกวิธีการที่ดีที่สุดในการผ่าตัดสมอง เพื่อลดความผิดพลาดให้มากที่สุด และเป็นประโยชน์ที่สุดกับคนไข้

จากการใช้งาน ผลิตภัณฑ์นี้ ของศัลย์แพทย์ชั้นนำพบว่า สามารถที่จะช่วยเหลือในการผ่าตัดให้เร็วขึ้น และ ง่ายขึ้น ลดความผิดพลาดกับคนไข้ได้จริง ๆ ผ่านการทดลองกับคนไข้จริง ๆ มาแล้ว

ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี รวมถึงเครื่องมือเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาช่วยเหลือแพทย์ในการทำงาน ทั้งทางด้านการวิเคราะห์โรค หรือ ช่วยเหลือในการผ่าตัดอย่างการใช้ VR ของ SNAP

โดยเทคโนโลยีเหล่านี้นั้นจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในอนาคตในการช่วยเหลือแพทย์ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญนั้นยังเป็นการลดการสูญเสียจากการผ่าตัดแบบเดิม ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะ VR นั้นสามารถทำให้แพทย์ได้ทดลองกับชิ้นส่วนร่างกายที่เหมือนของจริงมากที่สุด ก่อนที่จะลงมือทำการผ่าตัดจริง ซึ่งหากเป็นในอดีตนั้นคงไม่สามารถทำอย่างนี้ได้แน่นอน ซึ่งสุดท้าย การร่วมมือกันระหว่างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีทีมีประสิทธิภาพนั้น ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการลดความสูญเสียที่ไม่จำเป็นอีกต่อไปนั่นเอง

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

5 ตัวอย่างกับการใช้ AI ในอุตสาหกรรม Healthcare อย่างมีประสิทธิภาพ

อุตสาหกรรมทางการแพทย์ นั้น อุตสาหกรรมหนึ่งเลยที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง ที่จะนำเอา AI เพื่อมาเพิ่มประสิทธภาพการทำงานของทั้งตัวหมอเอง รวมถึง เพิ่งประสิทธิภาพของโรงพยาบาลให้ดีขึ้น

แม้ทางการแพทย์นั้น จะยุ่งเกี่ยวกับความเป็นความตายขอคนไข้ ซึ่งการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้นั้น ก็ต้องคำนึงถึงหลาย ๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลคนไข้  , เรื่อง privacy ของคนไข้ รวมถึง ความ error ต่าง ๆ ของการนำเอาเทคโนโลยี มาใช้ เพราะล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของคนไข้แทบจะทั้งสิ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ Sensitive กว่า Domain อื่น ๆ อยู่มาก

มาดูกันว่า 5 ตัวอย่างของการใช้ AI ในอุตสาหกรรมการแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพนั้นมีอะไรกันบ้าง

1.AI-assisted robotic surgery

ในวงการศัลยแพทย์ นั้น ได้เริ่มมีการนำหุ่นยนต์ เข้ามาใช้ช่วยเหลือ ศัลยแพทย์เป็นเวลาช่วงหนึ่งแล้ว โดย AI นั้นสามารถที่จะช่วยได้ตั้งแต่การ วิเคราะห์ข้อมูล ของคนไข้ เพื่อ Guide ให้ศัลยแพทย์ ได้ใช้เครื่องไม้ เครื่องมือ ที่ถูกต้องกับคนไข้ เป็นการลดเวลาในการเตรียมความพร้อมในการผ่าตัดไปได้มาก ซึ่งหุ่นยนต์ผ่าตัดนั้น สามารถที่จะช่วยเหลือศัลยแพทย์ ให้ผ่าตัดในจุดที่มีความเสียหายกับร่างกายน้อยที่สุด ไม่ต้องมีการผ่าตัดในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ทำให้แผลผ่าตัดนั้น มีขนาดเล็กลง

ด้วยความสามารถของ AI  ทำให้หุ่นยนต์ผ่าตัดนั้น สามารถที่จะเรียนรู้จากการผ่าตัดครั้งก่อน ๆ หน้า เพื่อปรับเทคนิคในการผ่าตัดครั้งตอไปให้กับคนไข้ได้  ซึ่งมี Case Study ที่นำเอา AI มาช่วยเหลือหมอผ่าตัดกระดูกและข้อ ซึ่งสามารถลดจำนวนการผ่าตัดได้ถึง 5 เท่า หากเทียบกับ ให้หมอ Orthopedic ได้ทำการวิเคราะห์ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว

Da Vinci

สำหรับการผ่าตัดในจุดที่มีความละเอียดค่อนข้างสูงอย่างการผ่าตัดตานั้น หุ่นยนต์ผ่าตัดชื่อดังอย่าง Da Vinci ก็สามารถที่จะช่วยเหลือแพทย์ในส่วนที่ซับซ้อนที่ยากต่อการเข้าถึงได้ดีกว่า การผ่าตัดแบบเดิม ๆ อย่างมาก ทำให้สามารถผ่าตัดในส่วนที่เข้าถึงยาก และมีความซับซ้อน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้กระทั่งในการผ่าตัดอวัยวะที่สำคัญที่สุดของมนุษย์อย่างการผ่าตัดหัวใจก็เช่นกัน หุ่น Heartlander หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดด้านหัวใจ ก็สามารถที่จะเปิดแผลที่มีขนาดเล็กมากบริเวณหน้าอก เพื่อเข้าถึงการรักษาบริเวณเนื้อเยื่อของหัวใจคนไข้ได้ โดยไม่ต้องใช้การผ่าตัดแบบเปิดผลขนาดใหญ่เหมือนที่เคยทำมา สำหรับการผ่าตัดหัวใจ

2. Virtual nursing assistants

ในด้านการพยาบาลก็เช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงส่วนนึง ของอุตสาหกรรม Healthcare ในอเมริการนั้น ประเมินได้ว่า หากมีการนำระบบ Vitual nursing มาใชนั้น สามารถลดรายจ่ายไปได้กว่า สองหมื่นล้านเหรียญในแต่ละปี ซึ่ง งานบางงานที่ต้องทำอะไรซ้ำ ๆ นั้น สามารถที่จะใช้ Robot หรือ AI มาช่วยเหลือได้

ซึ่งคล้าย ๆ กับ ระบบ Chatbot ที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ การมีผู้ช่วยเหลืออย่าง Virtual Nursing นั้น สามารถที่จะทำงานได้ตลอด 24 ชม. โดยไม่ต้องมีการพักเปลี่ยนเวร แต่อย่างใด รวมถึง ได้ประสิทธิภาพบางอย่างที่ดีกว่าด้วย สามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วกว่าการใช้มนุษย์เป็นอย่างมาก หากเป็นคำถามที่ซ้ำ ๆ ที่ AI สามารถที่จะเรียนรู้ได้

แถมยังช่วบลดความไม่จำเป็นในการเข้ามาที่โรงพยาบาลได้อีกด้วย ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของ Virtual Assistant เช่น Care Angel’s ที่มีความสามารถทีช่วยเช็คสุขภาพเบื้องต้นของผู้ป่วยผ่านทางการสื่อสารด้วยเสียง และความสามารถของ AI ที่จะช่วยคัดกรองคนไข้ เพื่อไม่ต้องเข้ามาที่โรงพยบาลหากไม่ใช่เรื่องจำเป็นจริง ๆ

3. Aid clinical judgement or diagnosis

ในปัจจุบันมีหลาย use case ที่น่าสนใจในการนำ AI เข้ามาร่วมในการวินิจฉัยผลของคนไข้  ตัวอย่างนึงที่น่าสนใจคือทาง มหาวิทลัย Standford ได้ทำการทดสอบ AI Algorithm ในการตรวจมะเร็งผิวหนัง โดยมีการเปรียบเทียบกับ หมอผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง แล้วพบว่า ผลของการวินิจฉัยด้วย AI นั้น มีความสามารถเทียบเท่ากับการใช้หมอผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในการวินิจฉัย แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ เวลา ที่ใช้ในการวินิจฉัยต่างกันอย่างมาก AI สามารถทำได้ภายในระยะเวลาไม่กี่นาที ต่างกับ หมอผู้เชี่ยวชาญที่ต้องใช้เวลาหลายชม. ในการวิเคราะห์ผล

งานวิจัยอีกชิ้นที่น่าสนใจของ Danish AI software นั้น ได้ทำการทดสอบ algorithm ในการฟังเสียงสนทนา เมื่อมีการโทรศัพท์ฉุกเฉินเข้ามาในโรงพยาบาล กรณีผู้ป่วยในโรคหัวใจ โดยการดักฟังโทนเสียงของผู้ป่วย รูปแบบการพูด พบว่าสามารถคัดกรองผู้ป่วยที่มีโอกาสที่จะมีอาการหัวใจวายได้ถึง 93% ซึ่งสูงกว่ารูปแบบปรกติที่ใช้มนุษย์คัดกรองที่ทำได้เพียงแค่ประมาณ 73% เท่านั้น

ส่วนทางฝั่งยักษ์ใหญ่ Search Engine จากจีนอย่าง Baidu Research นั้น ก็ได้ทำการทดสอบ Deep learning algorithm ที่สามารถที่จะระบุถึงการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านม ได้ดีกว่าการวิเคราะห์จากมนุษย์

ส่วนทางด้านประเทศอังกฤษ นายกรัฐมนตรี Theresa May ก็ได้ประกาศวาระสำคัญของชาติ คือ AI Revolution ซึ่งจะช่วยเหลือ National Health Service (NHS) ซึ่งคงคล้ายๆ  สปสช. ของบ้านเรา ในการช่วยทำนายผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดโรคมะเร็ง โดยการวิเคราะห์จาก ข้อมูลทางด้านสุขภาพ พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และยังวิเคราะห์จากข้อมูลทางด้าน พันธุกรรมของคนไข้ เพื่อช่วยทำนายว่า คนไข้ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ โดยใช้ AI และข้อมูลจาก NHS

4. Workflow and administrative tasks

งานด้านเอกสารหรือธุรการต่าง ๆ ภายใน workflow ของระบบโรงพยาบาลนั้นก็เป็นต้นทุนสำคัญอย่างนึงของโรงพยาบาล ซึ่ง ประมาณได้ว่า ในปี ๆ หนึ่ง ๆ ในประเทศอเมริกา หากสามารถนำ AI มาช่วยงานเหล่านี้ได้นั้น สามารถที่จะลดต้นทุนไปได้กว่า 18,000 ล้านเหรียญ สหรัฐเลยทีเดียว

ซึ่ง AI สามารถที่จะช่วยเหลือในงานต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็น voice-to-text transcriptions หรือการแปลงจากเสียงมาเป็นtext  งานด้านเอกสารกำกับยา หรืองานที่เกี่ยวข้องกับ chart notes

ซึ่งตัวอย่างนึงที่ใช้ AI ในการช่วยเหลืองานด้าน Admin คือการร่วมมือกันระหว่าง Cleveland Clinic และ IBM โดยมีการนำเอา IBM’s Watson มาช่วยในการวางแผนการรักษาให้กับแพทย์ โดยทำการวิเคราะห์จากข้อมูล medical record โดยใช้เทคโนโลยี Natural language processing เพื่อช่วยวางแผนการรักษาให้กับแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

5. Image analysis

ต้องบอกว่าเป็นงานที่สำคัญอย่างหนึ่งเลยสำหรับการวิเคราะห์ภาพเช่นในการ ทำการ X-RAY , MRI หรือ Ultrasound ซึ่ง effect โดยตรงต่อผู้ป่วย เพราะเป็นการวิเคราะห์ ให้เจอสาเหตุของโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย

ซึ่งโดยปรกติแล้วนั้นงานทางด้าน Image Analysis โดยผู้เชี่ยวชาญนั้น เป็นงานที่ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์เป็นอย่างมาก

ตัวอย่างสำคัญในการวิเคราะห์ที่ทำให้ process เหล่านี้ทำได้รวดเร็วขึ้น คือ ในงานวิจัยของ MIT ได้ทำการพัฒนา machine learning algorithm ที่สามารถจะวิเคราะห์ภาพ Scan 3D จากการถ่าย MRI , CT-SCAN โดยสามารถที่จะวิเคราะห์ได้เร็วกว่าผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ถึง 1000 เท่า ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจเลยทีเดียว

ซึ่ง AI นั้นจะมาช่วยเหลืออย่างมากกับงานด้านรังสีแพทย์ เพราะเป็นงานที่ AI สามารถทำงานได้ดีที่สุด เนื่องจากเป็นการใช้ประสบการณ์การเรียนรู้จากข้อมูลในอดีต หากมีคลังข้อมูลที่มากพอ ก็ทำให้ AI มีผลการวิเคราะห์ที่แม่นยำกว่ารังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียอีก

รวมถึงการที่ AI สามารถมาช่วยเหลืองานด้าน Telemedicine ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งคนไข้สามารถที่จะใช้ Smartphone ในการถ่ายภาพเบื้องต้น ของบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ หรือ ต้องการรักษา ซึ่ง AI สามารถที่จะช่วยเหลือในการวิเคราะห์อาการเบื้องต้นจากภาพถ่ายเหล่านี้ได้ และสามารถ guide แนวทางการรักษาเบื้องต้นให้กับผู้ป่วยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้

AI จะเข้ามาช่วยเหลือหรือแย่งงานจากคนในอุตสาหกรรม Healthcare

ต้องบอกว่าด้วยพื้นฐานทางเทคโนโลยีในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นด้าน AI , Machine Learning รวมถึงเทคโนโลยีทางด้านหุ่นยนต์ กล้อง รวมถึงเซ็นเซอร์อัจฉริยะ ต่าง ๆ นั้น ถึงแม้จะยังไม่ผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาช่วยเหลือแพทย์ได้ทุกแขนงในปัจจุบัน หรือยังเป็นงานวิจัยอยู่ก็ตาม เราต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ได้ไปไกลเกินความสามารถของเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ในปัจจุบันแล้ว

ซึ่งต้องยอมรับเช่นกันว่าเครื่องมือเหล่านี้ล้วนมาช่วยเหลือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างมาก จนหลาย ๆ งานสามารถที่จะเข้าไปทดแทนงานของมนุษย์ได้จริง แต่งานที่เกี่ยวข้องกับคนไข้นั้นยังไง ผู้ป่วยย่อมจะไม่ยอมรับผลการรักษา 100% จาก AI แน่นอนอยู่แล้ว

แต่อย่างไรก็ดีในอนาคตอันใกล้ หากเทคโนโลยีเหล่านี้พัฒนาจนเป็นที่ยอมรับของมนุษย์ได้ 100% จริง ๆ เหมือนที่ใครจะคิดว่าจะมีรถยนต์อัตโนมัติ มาวิ่งให้เรานั่งได้กันแบบสบาย ๆ  ซึ่งก็เช่นเดียวกัน ในวงการอุตสาหกรรม Healthcare นั้น ต่อไปเราก็อาจจะได้เห็น ทุก process ที่เกี่ยวกับคนไข้ สามารถทำได้โดยผ่าน AI หรือ Robot ได้จริง ๆ ตั้งแต่ การเตรียมข้อมูลคนไข้ ไปจนถึงงานระดับยาก ๆ อย่างการผ่าตัดหัวใจ หรือสมอง ซึ่งผมเชื่อว่า หากมีการแข่งขันกันจริง ระหว่างมนุษย์กับผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าสาขาใด ๆ แม้จะงานยากขนาดไหนก็ตาม ก็จะพบจุดจบเดียวกันกับที่ Alpha go สามารถชนะ Lee Sedol มนุษย์ที่เล่นเกมโกะได้เก่งที่สุดในโลก เพราะตอนนี้เราต้องยอมรับว่า AI มีขีดความสามารถเกินกว่าที่มนุษย์เราจะทำได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

References : www.forbes.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Blog Series : JT 8704 Flight เปลี่ยนชีวิต

สำหรับ Blog Series ชุดนี้จะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผมตลอด 1 ปีที่ผ่านมาหลังจากขึ้นเครื่องบิน Flight JT 8704 เพื่อเดินทางไปร่วมงานแต่งานเพื่อนที่เชียงราย แต่ก็ไม่คาดคิดว่า Flight ที่เหมือนเป็นการเดินทางที่ปรกติของผม Flight นี้จะทำให้ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

ตอนที่ 0 : ปฐมบท

ตอนที่ 1 : จุดเริ่มต้น

ตอนที่ 2 : การเดินทางที่แสนทรมาน

ตอนที่ 3 : เที่ยวให้เต็มที่สิ

ตอนที่ 4 :

ตอนที่ 5 :

ตอนที่ 6 :

ตอนที่ 7 :

ตอนที่ 8 :

ตอนที่ 9 :

ตอนที่ 10 : ประสบการณ์ MRI ครั้งแรก

ตอนที่ 11 : วันลุ้นผล MRI

 

JT 8704 ตอนที่ 11 : วันลุ้นผล MRI

จาก blog ประสบการณ์ MRI ครั้งแรกเมื่อเดือนที่ผ่านมา ในที่สุดก็ถึงวันที่ต้องไปรับฟังผล โดยเนื่องจากเป็นโรงพยาบาลรัฐ และทางคุณหมอได้นัดไว้ในวันศุกร์ จึงต้องออกแต่เช้าประมาณ 6.30 น. เพื่อไปให้ทันรับ คิว แรก ๆ โดยไปถึงราว ๆ 7 โมงครึ่งเหมือนเช่นเคย และ เป็นที่น่า Surprise ว่าได้บัตรคิวหมายเลข 5 เหมือนกับที่มาในครั้งแรกเป๊ะ ๆ

เนื่องจากหมอจะเข้าตรวจในเวลา 9 โมงตรง ซึ่งคนไข้ก็เริ่มเข้ามาเยอะแล้ว ก็ได้แต่นั่งรออีกประมาณ 1 ชม.ครึ่ง และเมื่อใกล้เข้าสู่เวลา 9 โมงเช้า หมอท่านอื่น ๆ ก็เริ่มเข้ามา ผ่านไปเกือบ 30 นาทีหมอที่เป็นเจ้าของไข้ของผมเองนั้นก็ยังไม่มา ซักพักพยาบาลก็มาเปลี่ยนป้ายที่หน้าห้องตรวจเป็นชื่อหมอท่านอื่น และแจ้งให้ผู้ป่วยทราบว่าวันนี้หมอติดราชการไม่สามารถเข้าตรวจได้และจะมีหมอท่านอื่นก็มาตรวจแทน ก็คิดในใจว่าต้องเล่าเรื่องราวของเราใหม่อีกครั้งหรือไม่กับหมอท่านใหม่

หลังจากเริ่มเรียกคิวแรก ก็รออีกประมาณ 20 นาทีก็ถึงคิวที่ 5 ของผมเอง เดินเข้าไปพบเป็นหมอที่หนุ่มกว่าหมอเจ้าของไข้ตัวจริง น่าจะเป็นหมอที่เพิ่งจบเฉพาะทางมา แต่ที่นี่รับรองเป็นหมอที่เชี่ยวชาญด้านระบบสมองทุกคน โดยก่อนจะเข้าก็ได้เริ่ม search ข้อมูลของชื่อหมอที่จะตรวจ ก็ถือว่ามี profile ที่เป็นหมอเฉพาะทางด้านสมองเหมือนหมอเจ้าของไข้ของผมตัวจริงที่ติดราชการในวันนี้ นั่งซักพักหมอก็เริ่มพลิกอ่านข้อมูลในแฟ้มประวัติคนไข้ ก่อนจะถามข้อมูลเบื้องต้นเพิ่มเติม ผมก็ได้อธิบายไปตามที่เคยบอกไปกับหมอคนแรก ต่อจากนั้นก็เริ่มดูผลของ Ekg  ผลออกมาเป็นปรกติ ส่วนผล MRI ที่ต้องลุ้นหนักนั้น ก็ต้องรอหมอเปิดระบบเพื่อดูภาพ X-ray ผ่านคอมพิวเตอร์

หมอพยายามคลิกเปิด-ปิด โปรแกรมอยู่หลายรอบ ก็ไม่สามารถเปิดได้จึงเรียกพยาบาลเข้ามาช่วย ก็ไม่สามารถเปิดได้เช่นกัน ช่วงนั้นก็ถือว่าตื่นเต้นมาก ๆ เพราะกลัวว่าจะเป็นอะไรหนักหรือป่าวเนื่องจากการตรวจ MRI นั้นเป็นการตรวจแบบละเอียด และคิดในใจกับตัวเองตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาว่าน่าจะเกี่ยวกับสมองแน่ๆ  เนื่องจากเป็นอาการที่ไม่หายมา 6 เดือนแล้ว หลังจากนั้นหมอก็เดินไปดูผลตรวจอีกห้องนึงเนื่องจากระบบคอมพิวเตอร์ในห้องตรวจที่ผมอยู่ใช้ไม่ได้ หมอเข้าไปประมาณ 15 นาทีก่อนจะเดินเข้ามาที่ห้องด้วยสีหน้าเรียบเฉย ฉิบหายแล้วตูจะเป็นอะไรร้ายแรงหรือป่าวววะ !

“ผลก็ปรกติดีนี่”  เหมือนเสียงสวรรค์จากหมอ แต่ก็ถือว่า เป็นผลที่ทำให้ตัวผมนั้นคิดหนักเพราะต่อจากนี้มันคืออะไรกับอาการที่เราเจอมาตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งทรมานกับการใช้ชีวิตกับมันมาก ๆ  หลังจากนั้นหมอก็ถามเรื่องอาการอีกครั้ง ให้อธิบายอาการให้ละเอียด ผมก็แจ้งไป หลังจากนั้น หมอก็บอกว่าอาการคุณปรกติดี ไม่เกี่ยวกับหัวใจและสมอง ( คิดในใจว่าอ้าวแล้วมันเกิดจากอะไรครับหมอ)  หมอก็นิ่งอยู่พักนึงก่อนบอกว่า ลองไปปรึกษาคลินิกจิตเวชมั๊ย อาการมันไม่น่าจะใช่ อาการทางร่างการแล้วนะ มันมีอาการที่ใกล้เคียงคือ panic คุณจะตรวจที่นี่เลยก็ได้ถ้าสะดวก มีคลินิกอยู่ข้าง  ๆ  เดี๋ยวหมอจะ consult ไปให้

Blog Series : JT8704 Flight เปลี่ยนชีวิต

Img Ref : wisegeekhealth.com

 

JT 8704 ตอนที่ 10 : ประสบการณ์ MRI ครั้งแรก

เนื่องด้วยปัญหาสุขภาพส่วนตัวที่มีปัญหากับอาการวูบ หน้ามืด คล้ายจะเป็นลมมาตลอดในระยะเวลา 6 เดือน และได้ทำการรักษาทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนมาหลายที่ก็ไม่เจอสาเหตุของอาการ สุดท้ายได้รับคำแนะนำให้มาที่สถาบันประสาทวิทยา ตรงบริเวณ รพ.รามาธิบดี ที่มีหมอเชี่ยวชาญด้านสมองอยู่มาก และ ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์หมอที่มีความเชี่ยวชาญด้านสมองโดยตรง จึงขอคุณหมอให้ request MRI สมองเลยเนื่องจากมีอาการมาค่อนข้างนานแล้วและหาสาเหตุไม่เจอซักที

ตอนแรกก็ไม่ได้ศึกษาข้อมูลการทำ MRI มาเลย โดยมาในวันนัดโดยไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาทั้งสิ้น เพราะเหมือนเราได้ดูจากละครหรือหนังมา ก็ไม่น่าจะมีอะไรมาก แต่ดันลืมบอกอาการกลัวที่แคบที่เป็นโรคส่วนตัวที่มาพร้อมกับอาการหน้ามืด และอาการวูบในระยะ 6 เดือนหลัง เจ้าหน้าที่ที่ทำการตรวจก็ไม่ได้ซักประวัติอะไรมาก คงเห็นว่าเรายังหนุ่มแน่น และอาการเบื้องต้นก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก ต่างจากคนไข้คนอื่น ๆ ที่อาการค่อนข้างหนักพอสมควรที่จะมาทำ MRI เพื่อตรวจสอบอย่างละเอียด

หลังจากเปลี่ยนเสือผ้าเรียบร้อยก็รอคิวเพื่อเข้าห้องสแกน รอคนก่อนหน้า ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนานมาก ๆ ประมาณ 40 นาที เห็นเค้าเดินออกมาก็ไม่ได้มีอาการอะไร หรือ วิตกกังวลใด  ๆ ก็คงไม่มีอะไร หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็เข้ามาบอกรายละเอียดว่า จะมีเสียงดังจากเครื่องมือ แต่ไม่ได้น่ากลัวอะไร เราก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เข้าห้องแล้วเจ้าหน้าที่ให้สำลีมาอุดหู 1 อัน แต่ตอนนอนลงที่เครื่อง เหมือนมันจะหลุดออกไป หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ให้สัญญาณ เครื่องเริ่มทำงาน

วินาทีที่เข้าไปในอุโมงค์ ตอนแรก ฉิบหายแล้ว อากาศเหมือนจะไม่ค่อยมี เหมือนจะหายใจไม่ค่อยออก ( หลังจากป่วยก็มีปัญหากับที่แคบ หรือ ใน ลิฟท์ หรือในรถยนต์แคบ ๆ จะมีปัญหาชอบหายใจไม่ออก)  แต่พอเริ่มตั้งสติได้ ก็พอเริ่มหายใจได้บ้าง รู้สึกค่อนข้างโอเค แต่แล้ว เมื่อเครื่องเริ่มทำงาน เสียงนรกก็เริ่มทำงานทันที มันเป็นเสียงที่โดยส่วนตัวถือว่าหลอนมาก ไม่แน่ใจว่าเนื่องจากเป็นเพราะอาการกลัวที่แคบหรือป่าว หลังจากเสียงแรกมาจนเราเริ่มโอเคปรับตัวได้ นั่นไงมันเปลี่ยนเสียง หลอนใหม่อีกรอบ และทำอย่างงี้ไปเรื่อย ๆ ในช่วงทำตลอด 30-40 นาทีโดยที่ขยับตัวไม่ได้

ใจนึงก็อยากจะตะโกนหาเจ้าหน้าที่บอกว่าผมไม่ไหวแล้วหลายครั้ง พอเริ่มไม่ไหวเสียงก็หยุดพักพอดี แล้วเปลี่ยนเป็นเสียงใหม่ สลับอยู่อย่างงี้ไปเรื่อย ๆ ซึ่งถือว่าทรมานมาก ๆ ในช่วงเวลา 30-40 นาทีดังกล่าว ซึ่งผมคิดว่า เป็นเฉพาะกับคนที่กลัวที่แคบเท่านั้น คนที่ปรกติ ก็คงไม่มีปัญหาอะไรกับเสียงดังกล่าวและเนื่องจากเราห้ามขยับตัวใด ๆ โดยเฉพาะส่วนหัวด้วยทำให้ยิ่งวิตกกังวลไปเรื่อย ๆ ในระหว่างทำนั้นก็พยายามทำหลาย ๆ อย่างเพื่อให้ out focus จากเสียงดังกล่าว ทั้งสวดมนต์ พยายามคิดถึงเรื่องงาน ( ที่ไม่น่าคิดเท่าไหร่ในตอนนั้น) แต่ก็พยายามทำทุกอย่างให้ out focus จากเสียงนี้ให้ได้ จนตอนหลังไม่ไหวมาก ๆ ก็ใช้เล็บกดตามนิ้วต่าง ๆ เพื่อให้เจ็บ จะได้ out focus จากเสียง

เสียงสวรรค์จากเจ้าหน้าที่ก็เข้ามา พร้อมเปิดห้องเข้ามาและบอกว่าเรียบร้อยแล้วครับน้อง OMG กว่าจะผ่านนรกนี้ไปได้เราก็เกือบจะจิตหลุดไปหลายรอบเหมือนกัน เกือบที่จะตะโกนเรียกเจ้าหน้าที่ให้หยุดแล้ว คิดว่าถ้านานกว่านี้อีกซัก 10-15 นาทีเราคงไม่สามารถทำให้เสร็จสิ้นได้อย่างแน่นอน ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่กับเจ้าเครื่อง MRI ตัวนี้

Blog Series : JT8704 Flight เปลี่ยนชีวิต

Img Ref :  radio.md.chula.ac.th