NetScape Time ตอนที่ 8 : Break The Law

ช่วงที่ Mosaic Communication ได้ทำการปล่อยโปรแกรม NetScape เป็นครั้งแรกนั้น เป็นช่วงเวลาเดียวกัน กับที่ Jim กำลังอยู่ในช่วงของการเดินทางพบสื่อมวลชน ที่ประกอบด้วยนิตยสารและหนังสือพิมพ์ที่โด่งดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Rolling Stone , Playboy , The Tribune Company , Time-Mirror และอีกมากมาย

เพียงแค่ 9 วันหลังจากเผยแพร่โปรแกรม มีบทความตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ชื่อดังมากมาย เกี่ยวการปรากฏตัวขึ้นของโปรแกรม NetScape มีการกล่าวขานกันอย่างเป็นวงกว้างว่า NetScape จะกลายเป็นประตูที่สำคัญในการเป็นสื่อกลางของการช็อปปิ้ง ระบบธนาคาร และแหล่งรวมบริการอีกมากมายหลายประเภทที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

แต่ในตอนนั้นต้องบอกว่า Mosaic ดั้งเดิมที่ Spyglass ได้ลิขสิทธิ์ไปครอบครองนั้น สามารถกอบโกยผู้ใช้งานไปแล้วนับแสน ๆ ราย ในขณะที่ NetScape เพิ่งถูกเปิดตัวเป็นครั้งแรก

แม้ตัวโปรแกรม NetScape ที่ได้เผยแพร่ออกไปนั้น เป็นการพัฒนาโปรแกรมขึ้นมาใหม่ โดยไม่นำโปรแกรมเดิมมาเป็นต้นแบบแม้แต่น้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่ Marc และทีมงานต้องการทำมาตั้งแต่ต้น เพื่อพิสูจน์ตัวเองครั้งใหม่

แต่ก็ยังมีรายงานจากหลาย ๆ แห่ง ที่ได้เริ่มกล่าวหาว่า NetScape เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ของโปรแกรม Mosaic จากศูนย์ NCSA ซึ่งทำให้สถานการณ์ของบริษัท เริ่มเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้อง หรือ ถูกมองในแง่ลบจากสาธารณชน

Jim จึงได้พยายายามติดต่อ Larry Smarr ที่เป็นผู้อำนวยการศูนย์ NCSA ทันที เพื่อเคลียร์เรื่องดังกล่าวให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะเป็นปัญหา เพราะลูกค้าอาจจะเข้าใจผิดว่า Mosaic Communication ขโมยผลงานของผู้อื่นมาขาย ซึ่งเป็นเรื่องที่เสียหายเป็นอย่างยิ่ง

Larry Smarr ผู้อำนวยการศูนย์ NCSA และทีมงาน
Larry Smarr ผู้อำนวยการศูนย์ NCSA และทีมงาน

ซึ่งทาง Jim ทำการยื่นข้อเสนอ เพื่อให้ Larry Smarr มาเป็นสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาทางด้านเทคโนโลยีของบริษัท และทำการมอบหุ้นจำนวนหนึ่งให้กับ Smarr และทางมหาลัย โดย Jim หลีกเลี่ยงในเรื่องการขอใช้ลิขสิทธิ์จาก NCSA เหมือนที่ Spyglass ทำ เพราะเขาคิดว่า NetScape เป็นงานที่รังสรรค์ขึ้นใหม่ทั้งหมดโดย Marc และ ทีมงานนั่นเอง

แต่ดูเหมือน Larry Smarr นั้นจะสงวนท่าที่ กับข้อเสนอดังกล่าวที่ Jim เสนอให้ และสื่อก็เริ่มระแคะระคายกับสิ่งที่เกิดขึ้น จึงได้เริ่มมีการขุดคุ้ยเรื่องราวของ Mosaic และ Marc Andreessen จนทำให้สุดท้าย Jim ต้องจ้างทนายมาจัดการเรื่องดังกล่าว

และวันเวลา มันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อถึงเดือนกันยายน ปี 1994 ก็ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนจาก Smarr และ NCSA ตอบกลับมา เหล่าลูกค้าของ Jim ก็เริ่มรู้สึกกังวล เพราะลูกค้าเริ่มหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ Jim จึงได้ตัดสินใจ ส่ง Note ไปยังอธิการบดีของมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์อีกครั้ง ด้วยข้อเสนอที่เขาคิดว่า คงไม่อาจจะปฏิเสธได้

โดย Jim เสนอให้ทางมหาลัยเข้ามาดู Source Code ของโปรแกรม NetScape และอนุญาติให้ผู้เชี่ยวชาญภายนอกเข้ามาพิสูจน์ว่ามีส่วนใดที่มีการลอกเลียนแบบ Mosaic ของศูนย์ NCSA หรือไม่ ซึ่งจะเป็นการยุติปัญหาเรื่องทรัพย์สินทางปัญหาได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

แต่เพียงแค่ 1 อาทิตย์หลังจากนั้น ในวันที่ 12 ตุลาคม 1994 Jim ได้รับจดหมายจากอธิการบดีมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ ที่แจ้งว่าการกระทำของพวกเขานั้นถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ และทรัพย์สินทางปัญญา และให้ไปขอลิขสิทธิ์ที่ถูกต้องกับบริษัท Spyglass

Jim จึงได้เดินทางไปคุยกับ Spyglass โดยทางฝั่ง Spyglass นั้นเสนอให้ Mosaic Communication เปลี่ยนชื่อบริษัท และ จ่ายค่าลิขสิทธิ์โดยคิดต่อการดาวน์โหลดแต่ละครั้งที่ราคา 50 เซนต์ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วสำหรับ Jim เพราะเขาตั้งใจที่จะปล่อยให้ NetScape นั้นดาวน์โหลดได้ฟรี เพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาดให้ได้เร็วที่สุด

เมื่อถึงช่วงสิ้นเดือนตุลาคม สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย เมื่อ Larry Smarr ผู้อำนวยการศูนย์ NCSA ให้สัมภาษณ์กับสื่อ ว่าต้องการฟ้องร้องเพื่อบังคับ Mosaic Communication ในเรื่องลิขสิทธิ์ และเครื่องหมายการค้า เพราะตอนนั้นมีกว่า 20 บริษัทแล้วที่ได้รับลิขสิทธิ์และจ่ายเงินอย่างถูกต้องให้กับมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์

สถานการณ์ก็เริ่มบีบคั้น Jim และทีมงานขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว ความเห็นของเหล่านักกฏหมายที่ Jim ทำการจ้างมาก็แบ่งเป็นสองฝ่าย เพราะปัญหาเรื่อง Source Code บางอย่างที่ทีมงานของ Marc ใช้นั้นอาจจะมีปัญหา

Source Code บางอย่างที่ Marc และทีมงานของเขาใช้อาจจะมีปัญหา
Source Code บางอย่างที่ Marc และทีมงานของเขาใช้อาจจะมีปัญหา

ธุรกิจในฝั่งประเทศญี่ปุ่น ก็เริ่มหยุดชะงักลงทันที เนื่องจากเหล่าลูกค้า เกรงจะเกิดปัญหาด้านลิขสิทธิ์ และ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และสถานการณ์ในตอนนั้น ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็เริ่มสูงขึ้น มีพนักงานเพิ่มเข้ามาอยู่ตลอดเวลา และหากเรื่องดังกล่าวไม่เคลียร์ มันก็ยิ่งสูญเสียโอกาสมากขึ้นเท่านั้น และกระทบต่อการระดมทุนรอบต่อไปของบริษัทอีกด้วย

มีการนัดเจรจากันเกิดขึ้น ระหว่างทีมกฏหมายของทั้งสอง เพื่อหาทางออก โดย Jim นั้นได้เตรียมแผนสำรองไว้ หากการเจรจาไม่บรรลุผล โดยจะทำการฟ้องร้อง โดยเป็นการร้องขอให้มีการตรวจสอบโปรแกรม เพื่อให้ศาลตัดสินว่าทาง Mosaic Communication นั้นมีการละเมิดลิขสิทธิ์อย่างที่ถูกกล่าวหาหรือไม่

ซึ่งในโต๊ะเจรจา ที่มีนักกฏหมายจากทั้งสองฝั่งต่างถกเถียงในเรื่องของประเด็นกฏหมาย ว่าทีมงานของ Marc นั้นละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาจริงหรือไม่ มีการกล่าวอ้างถึงการที่ข้อมูลที่ Marc และทีมงานนำไปสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่นั้น มันก็มาจากข้อมูลในหัวของเขาที่ได้รับไปจากมหาวิทยาลัย เรียกได้ว่าเป็นการถกเถียงกันเรื่องข้อกฏหมายที่ดุเดือดครั้งหนึ่งเลยทีเดียว

สุดท้าย ก็เจรจาตกลงหาข้อสรุปกันไม่ได้ระหว่างทีมกฏหมายของทั้งสอง และสุดท้าย Jim ก็ได้สั่งให้ทีมงานจัดการยื่นฟ้องศาลให้ตัดสินเรื่องนี้ให้จบเสียที โดยจะมีระยะเวลา 40 วันที่จะดำเนินการพิจารณาคดี หรือ ถอนฟ้อง เรียกได้ว่าเป็นทางเลือกสุดท้ายของพวกเขาเพื่อจัดการเรื่องนี้ให้สิ้นสุดเสียที

มาถึงตอนนี้ สิ่งที่ Jim คิดไว้ตั้งแต่แรกนั้น ดูเหมือนจะกลายเป็นจริง ในเรื่องของปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาที่กำลังมีปัญหาต่อธุรกิจของ Mosaic Communication อย่างชัดเจน แล้วพวกเขา จะผ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปได้อย่างไร โปรดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 9 : Move On

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Billion Dollar Company *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : https://www.businessnewsdaily.com/6043-intellectual-property-tips.html

NetScape Time ตอนที่ 6 : True Leader

ผู้นำที่ดีในธุรกิจด้านเทคโนโลยีไฮเทค นั้น คนที่มารับตำแหน่งดังกล่าว จะต้องมีความสามารถในการแก้ปัญหาที่มีความซับซ้อนสูง เพราะงานที่ต้องการความรวดเร็ว ความคล่องตัว และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ที่มีความแตกต่างจากบริษัทในอุตสาหกรรมอื่น ๆ

ผู้นำในธุรกิจนี้ จะต้องสรรหาแนวทางใหม่ ๆ ช่วยกระตุ้นให้พนักงานสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และมีความน่าเชื่อถือสูง

แน่นอนว่า คนที่มีพื้นฐานทางด้าน Computer Science นั้น จะมีบุคลิกลักษณะการแต่งตัวและวิธีการทำงานในรูปแบบของพวกเขาเอง มีความ indy สูง ซึ่งมักจะแตกต่างจากคนที่จบการศึกษาจากสายงานด้านธุรกิจ

หลังจากที่เข้าสู่ช่วงเดือนที่ 2-3 หลังจากก่อตั้งบริษัท สำนักนักงานของ Mosaic Communication ก็เริ่มวุ่นวายพอสมควร เพราะโปรแกรมเมอร์แต่ละคนมีความเป็นเด็กค่อนข้างมาก สภาพห้องการทำงานที่ดูเหมือนหอพัก แต่เพราะนั่นเป็นวิธีการที่พวกเขาใช้ชีวิต และพวกเขารู้ว่าเป้าหมายของบริษัทคืออะไร

Jim ก็เริ่มคิดถึงการหาผู้บริหารสูงสุด มาคอยดูแลบริษัท แน่นอนว่า การนำเอาผู้บริหารจากสายงานอื่นเข้ามาบริหารบริษัทเทคโนโลยีไฮเทค อาจจะนำไปสู่ความล้มเหลว เพราะไม่สามารถที่จะเรียนรู้งานได้เร็วพอ แต่การหาผู้นำที่เหมาะสมสำหรับบริษัทที่ก่อตั้งใหม่ในสายเทคโนโลยีไฮเทค ก็เป็นเรื่องที่ยากมากเช่นกัน

Jim ต้องการผู้นำที่มีส่วนผสมของ วิศวกร นักการตลาด คนที่มีความคิดก้าวไกล มีวิสัยทัศน์ก้าวไกล ชอบความเสี่ยง สามารถดูแลความเรียบร้อยของเหล่าโปรแกรมเมอร์ เนิร์ด ๆ ทั้งหลาย มีจิตใจที่เป็นนักสู้ มีความสามารถในการขาย และมีความเป็นศิลปินในคนเดียวกัน

และช่วงเวลาดังกล่าว Jim ใช้เวลาส่วนใหญ่ ในการคัดสรรคนเข้ามาทำงานในฝ่ายขายและการตลาด จนไม่มีเวลามากพอที่จะคิดถึงเรื่องการหาผู้นำในตำแหน่งบริหารสูงสุด เขาจึงได้ว่าจ้างพนักงานฝ่ายบุคคล เพื่อให้จัดการเรื่องดังกล่าว

หลังจากนั้น Jim ก็ได้รายชื่อของคนที่เหมาะสมในตำแหน่งนี้จำนวนหนึ่ง ซึ่งคนที่โดดเด่นที่สุดน่าจะเป็น James Barksdale ซึ่งขณะนั้นเป็นประธานและผู้บริหารระดับสูงฝ่ายปฏิบัติการของ บริษัทแมคคอว์เซลลูลาร์คอมมูนิเคชั่น

James Barksdale ผู้บริหารที่ Jim ต้องการที่สุด
James Barksdale ผู้บริหารที่ Jim ต้องการที่สุด

และหลังจากที่ แมคคอว์เซลลูลาร์คอมมูนิเคชั่น ควบรวมเข้ากับ AT&T ตัว James เองก็ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของ AT&T ในแผนกโทรคมนาคมไร้สายที่เมือง ซีแอตเติล

เมื่อถึงช่วงฤดูร้อน ปี 1994 ถึงเวลาที่ Jim ต้องค้นหาผู้บริหารสูงสุดจริงๆ จัง ๆ เสียที จึงได้ร่วมเดินทางไปพร้อมกับ John Doerr คณะกรรมการคนใหม่ทันทีเพื่อไปให้ James ที่เมือง ซีแอตเติล

และทั้งสองฝ่าย ก็คุยกันอย่างถูกคอ ต้องบอกว่า Jim นั้นประทับใจในตัว James Barksdale เป็นอย่างมาก เพราะเขาวางตัวแบบสบาย ๆ พูดจานุ่มนวล แต่มีความเข้มแข็งในการบริหาร ที่สามารถดูผลงานได้จากในอดีตที่ผ่านมาของเขา และที่สำคัญเขาเคยถูกชักชวนจาก Microsoft ให้ไปเป็นผู้บริหาร แต่ก็ปฏิเสธไป

แต่ James Barksdale นั้นต้องการที่เคลียร์ภาระในการควบรวมบริษัทให้เรียบร้อยเสียก่อน จึงยังไม่พร้อมที่จะตัดสินใจ แน่นอนว่า Jim ก็ไม่อยากที่จะปล่อยเขาให้หลุดมือไป จึงได้ชักชวนให้มารับตำแหน่งคณะกรรมการของบริษัท Mosaic Communication ชั่วคราวก่อนในขณะที่ทำงานอยู่ ณ ที่เก่า

แต่อย่างไรก็ตาม Barksdale เองนั้น ก็เป็นคนประเภทที่ว่า จะยังไม่ยอมตัดสินใจใด ๆ ถ้าเห็นว่างานที่รับผิดชอบยังไม่แล้วเสร็จ จน Jim ต้องถึงกับเสนอเงื่อนไขที่เย้ายวนที่สุด โดยจะให้ Barksdale ได้รับหุ้นส่วนครึ่งหนึ่งของที่ Jim ถืออยู่ และจะมอบให้ทันทีเมื่อเขาเข้ามาร่วมงานกับ Mosaic Communication ซึ่งถือเป็นการเสี่ยงเดิมพันครั้งสำคัญอีกครั้งของ Jim Clark

แน่นอนว่าในตอนนั้น ตัว Jim เองก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ธุรกิจใหม่ของเขานั้นจะประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด สิ่งที่เขาทำได้คือ พยายามในทุก ๆ สิ่งอย่างเต็มที่โดยเฉพาะเรื่องของคนที่มีความสามารถเช่น James Barksdale และ Marc Andreessen

ซึ่งแน่นอนว่าการจัดการธุรกิจที่กำลังเติบโตเป็นงานที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง และต้องมีทีมงานผู้บริหารที่ชาญฉลาด และมีความคิดสร้างสรรค์ และต้องสามารถนำทีม และผลักดันลูกทีมทั้งหมดให้ร่วมงานกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งถือเป็นหน้าที่หลักของผู้บริหารสูงสุดของทุกองค์กรนั่นเอง

Barksdale มีเรื่องที่ต้องชั่งใจอยู่นาน และมีสิ่งที่ต้องสะสางจัดการอีกเยอะในส่วนที่เขาทำอยู่ แต่สิ่งที่ Jim และ John Doerr ได้เสนอไป และ โอกาสที่จะเข้ามาควบคุมบริษัทเทคโนโลยีเกิดใหม่ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงโลก เป็นสิ่งที่ท้าทายและดึงดูดเขาไม่ใช่น้อย

และถือเป็นโชคดีที่ Barksdale เป็นคนที่ชอบความท้าทายเหล่านี้เสียด้วย ในช่วงปลายเดือน สิงหาคม ปี 1994 เขาจึงได้ส่งสัญญาณว่าจะมาร่วมงานทันทีที่เสร็จงานที่ทำอยู่ และนี่เองเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอีกครั้งของ Mosaic Communication ที่กำลังได้แม่ทัพ ผู้บริหารระดับมืออาชีพ มาเสริมทัพองค์กร ให้ทะยานไปข้างหน้าแบบไม่กลัวใครอีกต่อไป แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อ กับ Mosaic Communication โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 7 : Into The New World

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Billion Dollar Company *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

Refereces Image : https://www.cnet.com/news/netscape-sets-source-code-free/

NetScape Time ตอนที่ 5 : The Investor

แม้ในช่วงแรก ๆ นั้น Jim จะพยายามจัดการเรื่องเงินลงทุนให้เพียงพอกับการดำเนินธุรกิจได้ตามแผนงานที่เขาตั้งไว้ เพื่อที่จะยังไม่จำเป็นต้องไปร้องขอเงินทุนก้อนใหม่จากเหล่าบริษัท Venture Capital

แต่ด้วยสถานการณ์หลาย ๆ อย่างที่เกินความคาดหมาย ตอนนี้บริษัทได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการคือ Mosaic Communication ส่วนตัวโปรแกรมแม้จะยังไม่เสร็จเรียบร้อยดีนัก แต่ ก็มีลูกค้าหลาย ๆ รายสนใจที่จะมาใช้บริการเสียแล้ว รวมถึง การจ้างงานที่เริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจจะเกิดหายนะกับภาระทางด้านการเงินได้ หากไม่จัดเรื่องเงินลงทุนให้เรียบร้อย

และดูเหมือนตัวเลือกแรก ๆ ของ Jim สำหรับการระดมทุนรอบสอง นั่นก็คือ กองทุน Mayfield  แม้จะเคยมีปัญหากันบ้างในบริษัทแรกของเขาอย่าง SGI ที่ Mayfield เข้าถือหุ้นถึงกว่า 40%

แต่ดูเหมือนเมื่อติดต่อทาง Mayfield ไปนั้น ก็แทบจะไม่ได้รับคำตอบจากพวกเขาอีกเลย จากนั้น Jim ก็ได้ลองพยายามหาบริษัทลงทุนใหม่ ๆ เช่น กองทุน NEA แต่ก็ได้รับการตอบสนองด้วยความระมัดระวัง ซึ่ง Jim เองนั้นก็ยังไม่ค่อยพอใจกับท่าทีจากบริษัทลงทุนทั้งสอง

ดังนั้นเขาจึงคิดว่ากองทุนอื่นที่ไม่เคยรู้จักเขา น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า โดยเฉพาะในแง่ที่เขาเคยเป็นผู้ก่อตั้งของ SGI และรู้ไส้รู้พุง นักลังทุนกลุ่มนี้หมดแล้ว และที่สำคัญในยุคนั้นบริษัทกองทุนร่วมทุน มีอยู่เต็มไปหมดใน Silicon Valley เขาไม่จำเป็นต้องแคร์ในเรื่องการถูกปฏิเสธแต่อย่างใด เพราะมีทางเลือกอื่น ๆ อีกมากมาย พร้อมโอกาสใหม่ ๆ อีกเพียบ

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในอดีต ก็คือ Arthur Rock ที่เคยถูกปฏิเสธกว่า 30 ครั้ง ในช่วงที่กำลังมองหาเงินลงทุน ในช่วง ปี 1960 เพื่อที่จะก่อตั้งบริษัท Fairchild Semiconductor แต่สุดท้ายความพยายามของพวกเขาก็สำเร็จเมื่อเขาได้ร่วมมือกับ Robert Noyce และ Gordon Moore ก่อตั้ง intel ให้ยิ่งใหญ่อย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

Arthur Rock ตำนานแห่ง Silicon Valley ผู้เคยถูกปฏิเสธกว่า 30 ครั้ง
Arthur Rock ตำนานแห่ง Silicon Valley ผู้เคยถูกปฏิเสธกว่า 30 ครั้ง

จนเขาได้ติดต่อไปยัง John Doerr แห่งกองทุน KPCB ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนักลงทุนยุคใหม่ที่น่าจับตา และมีบทบาทที่ค่อนข้างสำคัญมาก ๆ ในยุคปฏิวัติข้อมูลข่าวสาร และประสบความสำเร็จมาแล้วในหลากหลายอุตสาหกรรมที่ได้เข้าไปลงทุน

โดย John นั้นจบการศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า และ ในสาขาบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เขาเป็นหนึ่งในผู้ถือครองลิขสิทธิ์ของการประดิษฐ์ หน่วยความจำของเครื่องคอมพิวเตอร์ (RAM) และเป็นคนที่เข้าใจเทคโนโลยีไฮเทคใหม่ ๆ เหล่านี้ได้อย่างลึกซึ้ง และเข้าใจสิ่งที่ Jim และ Marc กำลังสรรค์สร้างขึ้นมาได้อย่างเต็มที่

ซึ่ง Jim ได้พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว พบว่า ข้อเสนอของ John จาก KPCB นั้นดูจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบริษัท ซึ่งมีเหตุผลหลัก ๆ อยู่ 2 ประการก็คือ

หนึ่ง John นั้นมักจะกล่าวอยู่เสมอว่าไม่ต้องการเข้าไปก่อตั้งบริษัทใหม่อีกแล้ว แต่มีความต้องการที่จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมาทั้งหมด และสิ่งที่ Jim และ Marc กำลังทำอยู่นั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งในอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งน่าจะตรงกับ concept การลงทุนของ John มากที่สุด

ohn Doerr อีกหนึ่งตำนานนักลงทุนแห่ง Silicon Valley
John Doerr อีกหนึ่งตำนานนักลงทุนแห่ง Silicon Valley

ส่วนประการที่สอง ก็คือ John มักเข้าไปมีส่วนอย่างยิ่งสำหรับการคัดเลือกพนักงานในธุรกิจใหม่ ๆ นี้ และที่สำคัญเขายังมีความสามารถอย่างยิ่งในการหาผู้บริหารที่เหมาะสมกับงาน ซึ่งการมีคนอย่าง John มาช่วยเหลือในเรื่องนี้ ถือว่าส่งผลดีอย่างยิ่งต่อบริษัท

ซึ่ง John ก็คงมองออกเหมือนกับสิ่งที่ Jim และ Marc มองเห็นในขณะนั้น หากพวกเขาสามารถยึดครองส่วนแบ่งทางการตลาดสำหรับโปรแกรม Browser ในการเข้าถึง internet ได้สำเร็จ มันก็จะตามมาด้วยเงินจำนวนมหาศาลนั่นเอง

ซึ่ง Deal สุดท้ายของ KPCB นั้น จะทำการลงทุนด้วยเงินจำนวน 5 ล้านเหรียญสหรัฐ และตัว Jim จะเพิ่มการลงทุนเข้าไปอีก 2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อรักษาส่วนแบ่งของเขาไม่ให้ถูกลดทอนลงไปนั่นเอง และให้ John เข้ามาเป็นกรรมการของบริษัทในที่สุด

ต้องบอกว่าสถานการณ์ ณ ตอนนี้ โปรแกรม Browser ของพวกเขาก็พร้อมใกล้เสร็จสมบูรณ์เต็มที่แล้ว และที่สำคัญยังได้เงินทุนระลอกใหม่จาก KPCB และ ชายผู้มีวิสัยทัศน์ที่ยอดเยี่ยมอย่าง John Doerr เข้ามาเป็นกรรมการบริษัท ก็ต้องมาตามกันต่อว่า เมื่อผลิตภัณฑ์ออกมาได้สำเร็จจริง ๆ มันจะเป็นไปตามแผนที่พวกเขาวาดไว้หรือไม่ โปรดติดตามต่อตอนหน้าครับผม

–> อ่านตอนที่ 6 : True Leader

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Billion Dollar Company *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***