Bill Gates , Mark Zuckerberg กับความเชื่อผิด ๆ ที่ไม่ต้องเรียนในชั้นมหาวิทยาลัยก็ประสบความสำเร็จได้

หลายท่านอาจจะเคยได้เห็นคำคม หรือ บทความใด ๆ ที่มักยกตัวอย่างการเรียนไม่จบมหาวิทยาลัยของสองตำนานนักธุรกิจอย่าง Mark Zuckerberg และ Bill Gates ที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยกลางคัน เพื่อมาทำตามความฝันของตัวเอง

ใช่แล้ว ทั้ง Zukcerberg และ Bill Gates นั้น ต่างลาออกจากมหาวิทยาลัย แต่น้อยคนนักที่จะเป็นได้เป็นแบบพวกเขา แม้ว่าพวกเขาจะไม่จบการศึกษา แต่ประสบการณ์ในมหาวิทยาลัย ก็ยังคงมีส่วนสำคัญในความสำเร็จของพวกเขา

Zuckerberg นั้นได้สร้าง Facebook ในมหาวิทยาลัย จนกลายเป็นกระแสในหมู่นักศึกษา เพราะมันได้สร้างขึ้นจากความต้องการที่แท้จริงในมหาวิทยาลัย

ส่วน Gates นั้นใช้เวลา 3 ปี ในการเรียนคณิตศาสตร์ และ การเขียนโปรแกรมที่ Harvard อย่างเข้มข้น ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นสร้างบริษัทตัวเองอย่าง Microsoft ขึ้นมา และที่มหาวิทยาลัยนี่เองที่เขาได้พบกับ Steve Ballmer ชายที่เข้ามากุมบังเหียนของ Microsoft ในอีก 4 ทศวรรษต่อมา

ต้องบอกว่ามีสถานที่ล้ำค่าไม่กี่แห่งในโลก และช่วงเวลาในชีวิตเรา ที่อยู่รายล้อมไปด้วย ความกระตือรือร้น พลังผลักดันอันแรงกล้า ในช่วงชีวิตในมหาวิทยาลัย

การไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ทำให้เราได้เรียนรู้มากกว่าเพียงแค่ในห้องเรียน และใน case ที่ร้ายแรงที่สุดอย่างน้อย เราก็ได้ตีตรา ว่าผ่านการจบสถาบันการศึกษาในมหาวิทยาลัยมาแล้ว ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุดของเราในการเริ่มต้นชีวิตทำงาน

แผนกทรัพยากรบุคคลในบริษัทยักษ์ใหญ่ส่วนใหญ่ ยังมีความคิดที่ยากจะเปลี่ยนแปลงไปในเร็ว ๆ วันนี้ พวกเขายังคัดคนจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปเป็นสิ่งแรก แม้จะมีตัวเลือกระดับเทพมากมายที่อาจจะเรียนรู้เฉพาะทางจากโลกที่เปิดการเรียนรู้อย่างมากมายในปัจจุบัน

ตัวอย่างในประเทศอเมริกา แม้จะไม่มีใครเชื่อ แต่ต้องยอมรับจริง ๆ ว่า อเมริกานั้น มีระบบชั้นวรรณะ ที่เรียกว่า มหาวิทยาลัย เมื่อถึงจุดสูงสุดของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ อัตราการว่างงานในกลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยมีน้อยกว่า 5% ในขณะที่ผู้ที่จบเพียงชั้นมัธยมปลายนั้น มีอัตราว่างงานสูงถึง 15% และระดับความสำเร็จในชีวิตคุณนั้นจะแบ่งตามมหาวิทยาลัยที่คุณเข้าเรียน ซึ่ง ตรงนี้ คงไม่ต่างจากในประเทศไทยสักเท่าใดนัก

ตอนนี้มีความเข้าใจผิดมาก ๆ ที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่า บริษัท เทคโนโลยีเฉพาะ ที่เป็นยักษ์ใหญ่ใน Silicon Valley นั้น กำลังปฏิวัติการศึกษาในแบบแผนเดิม ที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องรับคนที่จบมหาวิทยาลัยเข้าทำงาน

แต่ในทางกลับกันนั้น Harvard, Yale , MIT และ Stanford กลับกลายเป็นมหาวิทยาลัยรายการโปรด ตัวเลือกแรก ๆ ในการรับเข้าทำงานของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้

ต้องบอกว่าในมหาวิทยาลัยชั้นนำ เพียงแค่ชื่อ หรือ แบรนด์ของมหาวิทยาลัยนั้นไม่ใช่สิ่งเดียว ที่เราจะได้รับนอกเหนือจากเรื่องของการศึกษา Connection คือสิ่งสำคัญมาก ๆ ที่ได้รับจากมหาวิทยาลัยระดับท็อปเหล่านี้

ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะกลายเป็นเครือข่าย Connection ที่่สำคัญ ในการทำงานในอนาคตนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อเราเติบโตขึ้น เราไม่ได้ประสบความสำเร็จด้วยตัวเองเพียงคนเดียวอีกต่อไป ส่วนใหญ่แล้วบุคคลในระดับสูงที่ประสบความสำเร็จก็มักจะมีส่วนช่วยที่สำคัญจากที่ปรึกษา หรือ พันธมิตรทางธุรกิจ ที่เราได้รับจาก Connection เมื่อครั้งยังเรียนในระดับมหาวิทยาลัยนั่นเองครับ

References : https://www.wired.com/story/playing-monopoly-what-zuck-can-learn-from-bill-gates/
หนังสือ The Four The Hidden DNA of Amazon, Apple, Facebook, and Google

Bionic Eye กับอุปกรณ์เชื่อมต่อสมองโดยตรงเพื่อช่วยเหลือคนตาบอด

Bernardeta Gómez ผู้ซึ่งตาบอดมาเป็นเวลา 16 ปีแล้ว แต่ด้วยการใช้ดวงตาไบโอนิค (Bionic Eye) ที่พัฒนาโดยนักประสาทวิทยาชาวสเปน Eduardo Fernandez เธอก็สามารถมองเห็นได้อีกครั้งโดยไม่ต้องใช้ดวงตาเดิม ๆ ของเธออีกเลย

ระบบซึ่งจะสร้างโดย Fernandez ที่มหาวิทยาลัยของมิเกลเอร์นานเด ซึ่งห้องแล็บของเขาที่ได้สร้าง Bionic Eye ขึ้นมานั้น ประกอบด้วยชิ้นส่วนที่แตกต่างกันไม่กี่ชิ้น ที่มีการแสดงรายละเอียดที่เพิ่งได้รับการตีพิมพ์ ใน MIT Technology Review

อย่างแรก คือ แว่นที่ติดตั้งกล้องที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์จะทำการแปลฟีดวิดีโอสด ๆ ของกล้องให้เป็นสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ สัญญาณเหล่านั้นจะถูกส่งผ่านสายเคเบิลไปยังพอร์ตที่ Fernandez ทำการผ่าตัดฝังไว้ที่ด้านหลังของกะโหลกศีรษะของ Gómez  ซึ่งพอร์ตนั้นเชื่อมต่อกับอวัยวะเทียมในสมองส่วนมองเห็นของ Gómez

ถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาหกเดือนแล้ว ที่ Fernandez ได้รับการอนุมัติให้ทดสอบดดวงตาไบโอนิคกับ Gómez

อย่างไรก็ตามในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา Gómez ได้กลับมาที่แล็บสี่ครั้งต่อสัปดาห์ โดยระบบดวงตาไบโอนิคนั้นสามารถมองเห็นโลกที่มีความละเอียดต่ำที่อยู่รอบตัวเธอ แม้ว่าสิ่งที่เธอเห็นนั้นมีอะไรมากกว่าจุดส่องแสงเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ยังเพียงพอที่จะทำให้เธอสามารถระบุตัวอักษรและผู้คนได้

โดยเธอยังสามารถเล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่คล้ายกับ Pac-Man อย่างง่าย ๆ ที่ส่งตรงไปยังสมองของเธอ 

เมื่อ Fernandez ได้รู้ว่าดวงตาไบโอนิคของเขาสามารถทำงานได้จริง เขากำลังมองไปข้างหน้าเพื่อก้าวต่อไป สิ่งเหล่านี้จะรวมถึงวิธีการทดสอบผลกระทบที่มากขึ้น และทดสอบระบบทั้งหมดกับผู้คนจำนวนมากขึ้น

“ Gómez เป็นผู้ป่วยรายแรกของเรา แต่ในช่วงสองสามปีข้างหน้าเราจะติดตั้งอุปกรณ์นี้ในอีกผู้ป่วยอีก 5 ราย” เขาบอกกับ MIT Tech Review  “ เราทำการทดลองที่คล้ายคลึงกันในสัตว์ แต่ปัญหาคือ แมวหรือลิงไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เห็นได้เหมือนกับการทดลองในมนุษย์”

Fernandez ไม่ใช่นักวิจัยเพียงคนเดียวที่พัฒนาดวงตาไบโอนิคที่สามารถคืนการมองเห็นให้กับผู้ป่วยได้ และวิธีการใหม่นี้อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนคนตาบอดมากขึ้นในอนาคต ให้พวกเขามีความหวังในการกลับมามองเห็นอีกครั้ง

“ ก่อนหน้านี้ความพยายามทั้งหมดในการสร้าง ‘ดวงตาไบโอนิค’ จะมุ่งเน้นไปที่การฝังเข้าไปในดวงตา” Alex Shortt ศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลจักษุ Optegra บอกกับ The Daily Mail ในเดือนกรกฎาคม ปี 2019 โดยการทำงานของ ดวงตาไบโอนิคของเขานั้น จะมีระบบที่ทำงานคล้ายกับของ Fernandez  เพราะสุดท้ายความผลลัพธ์ที่สูงสุดของการวิจัยเหล่านี้คือ ต้องการให้ผู้ป่วยมีดวงตาที่ทำงานได้ , ประสาทตาที่ใช้งานได้ และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยตาบอด คนอื่น ๆ อีกมากมาย ในอนาคตด้วยเทคโนโลยีนี้นั่นเอง”

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

เราได้เห็นเทคโนโลยี ที่มีการเชื่อมต่อสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์ (Brain Machine Interface) ที่มีการวิจัยเรื่องราวเหล่านี้เป็นจำนวนมากในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงโครงการ NeuralLink ของ Elon Musk ด้วยเช่นกัน

เช่นเดียวกับเทคโนโลยี Brain Machine Interface เทคโนโยโลยีอย่าง Bionic Eye นั้นก็ใช้รูปแบบคล้าย ๆ กัน คือทำการเชื่อมต่อข้ามไปยังสมองโดยตรง ให้ผู่ป่วยตาบอดสามารถรับรู้ และมองเห็นได้เหมือนคนปรกติ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ดวงตาแบบเดิม ๆ อีกต่อไป

ซึ่งผมก็เชื่อว่า เราจะเห็นเทคโนโลยีเหล่านี้ ที่กำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหากับอวัยวะต่าง ๆ ของพวกเขาไม่ว่าจะเป็นดวงตา แขนขา ที่พิการ หรือ อื่น ๆ ได้อีกมากมายในอนาคตอย่างแน่นอนครับ

References : https://www.technologyreview.com/s/615148/a-new-implant-for-blind-people-jacks-directly-into-the-brain/ https://medicalfuturist.com/future-of-vision-and-eye-care/

งานวิจัยใหม่ของ MIT ที่ทำให้สามารถมองเห็นอวัยวะภายในของคุณได้จากระยะไกล

นักวิทยาศาสตร์ได้พัฒนาระบบเลเซอร์แบบใหม่ที่สามารถตรวจสอบภายในร่างกายมนุษย์ได้เช่นเดียวกับเครื่องมือทางการแพทย์อย่างอัลตร้าซาวด์ แต่มันสามารถทำได้จากระยะไกล

ระบบสามารถสร้างภาพขึ้นมาได้อย่างถูกต้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในร่างกายของคน โดยสามารถฉายภาพในระดับความลึกประมาณหกเซนติเมตรตามที่แถลงข่าวจาก MIT แม้ว่าอาจจะดูเหมือนไม่มากนัก แต่ก็ถือเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาที่พบในการสแกนอัลตร้าซาวด์เนื่องจากบางครั้งนั้น การใช้อัลตร้าซาวด์แบบเดิม ๆ นั้นอาจจะทำให้เกิดความแปรปรวนในการอ่านผลของแพทย์ได้

ซึ่งระบบที่ได้อธิบายในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Light: Science & Applications เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาโดยจะมีการใช้เลเซอร์สองเครื่อง: อันแรกคือการสร้างคลื่นเสียงที่กระทบไปมาภายในร่างกายของผู้ป่วย

แม้ในเรื่องของความถูกต้องของข้อมูลที่ได้นั้นถือว่ายังไม่ใกล้เคียงกับเครื่องอัลตราซาวนด์ของจริง ตามรายงานของ Gizmodo แต่ต้องบอกว่า ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่ว่าระบบเลเซอร์ดังกล่าวสามารถมองเข้าไปในร่างกายของผู้ป่วยได้จากระยะไกลโดยไม่ต้องทำการฉายเลเซอร์เข้าไปที่ผิวหนังหรือดวงตาของพวกเขา ซึ่งเป็นขั้นตอนทางการแพทย์ที่สำคัญในอนาคตที่จะไม่กระทบต่อผู้ป่วยได้นั่นเอง

“ เราอยู่ที่จุดเริ่มต้นของสิ่งที่เราสามารถทำได้ด้วยเครื่องอัลตราซาวด์แบบเลเซอร์” วิศวกรของ MIT Anthony Brian กล่าวในการแถลงข่าว “ ลองจินตนาการว่าเราไปถึงจุดที่เราสามารถทำทุกอย่างด้วยอัลตร้าซาวด์ได้แล้ว แต่สำหรับการมองข้อมูลเหล่านี้จากระยะไกล นี่ถือเป็นวิธีใหม่ในการมองอวัยวะภายในร่างกายและกำหนดคุณสมบัติของเนื้อเยื่อภายในได้โดยแทบจะไม่ต้องสัมผัสกับผู้ป่วยนั่นเอง”

ความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้เขียน

ถือเป็นเทคโนโลยีที่น่าสนใจมาก ๆ กับความก้าวหน้าครั้งใหม่ของการ สแกนร่างกายของผู้ป่วย แม้จะดูเหมือนจะอยู่ในเฟสการวิจัยอยู่ แต่เป็นการคิดค้นรูปแบบใหม่ได้น่าสนใจกับการ ทำให้สามารถที่จะทำงานได้จากระยะไกลจากงานวิจัยนี้

แน่นอนว่าหากสำเร็จได้จริงนั้น ก็จะทำให้ไม่ต้องไปรุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งในบางครั้งก็อาจจะเป็นประเด็นที่สำคัญกับอวัยวะบางส่วนของผู้ป่วยนั่นเอง และตอนนี้ Trend ของตลาดด้านนี้กำลังมาแรงมาก ๆ ตัวอย่างเช่นการเกิดขึ้นของ Mobile Ultrasound ที่สามารถ scan ผ่าน Device ขนาดเล็กและเชื่อมต่อกับ smartphone เป็นต้น ถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่และน่าสนใจมาก ๆ หากงานวิจัยนี้สามารถทำได้เสร็จสิ้นพร้อมใช้งานจริง ๆ ในอนาค

References : https://futurism.com/neoscope/mit-scientists-look-insides-distance-ultrasound

Bill-E กับนวัตกรรมใหม่ของหุ่นยนต์ช่างก่อสร้าง

ความก้าวหน้าของวิทยาการหุ่นยนต์แบบใหม่สามารถปฏิวัติวิธีการที่เราสร้างทุกสิ่งตั้งแต่เครื่องบินไปจนถึงสะพานและแม้แต่โครงสร้างขนาดใหญ่ ทีมนักวิจัยที่ศูนย์เทคโนโลยี Bits & Atoms ของ Massachusettes ได้สร้างหุ่นยนต์รูปแบบใหม่ขึ้นมา

หุ่นยนต์ที่ถูกเรียกว่า BILL-E ซึ่งย่อมาจาก Bipedal Isotropic Lattice Locomoting Explorer – และมันตั้งชื่อตาม WALL-E ซึ่งแต่ละตัวดูเหมือนมีแขนขนาดเล็กโดยมีบานพับอยู่ตรงกลางซึ่งทำให้หุ่นยนต์เดินย่างก้าวเหมือนตัวหนอน โดยที่ปลายทั้งสองของแขน BILL-E มีเครื่องมือสำหรับยึดโครงสร้างที่เรียกว่า “voxels” 

“คุณไม่สามารถแยกหุ่นยนต์ออกจากโครงสร้างได้ – พวกเขาทำงานร่วมกันเป็นระบบ” หนึ่งในนักวิจัยที่เกี่ยวข้องในโครงการ ศาสตราจารย์ Neil Gershenfeld กล่าว่า สิ่งที่ voxels สามารถทำได้นั้นคือ การสำรวจพื้นที่แบบ 3D โดยมีระบบที่ซับซ้อนของกล้องเซ็นเซอร์และอัลกอริทึมทางคอมพิวเตอร์ 

โดยมันสามารถติดตามตำแหน่งของมันได้โดยการเรียงลำดับขั้นตอนของโครงสร้างที่มันได้รับมอบหมายในการสร้าง ซึ่งเจ้า BILL-E จะมีส่วนร่วมกับการสร้างสิ่งต่าง ๆ ในส่วนของโครงสร้างได้ นอกจากนี้ยังทำให้มันราคาไม่แพงมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับหุ่นยนต์เฉพาะด้านที่เราเห็นในโรงงานขนาดใหญ่

ยิ่งไปกว่านั้นระบบนำทางของ BILL-E นั้นสามารถปรับขนาดได้อย่างง่ายดาย ซอฟต์แวร์นี้อนุญาตให้เจ้า BILL-E ทำงานในหลาย ๆ โครงสร้างร่วมกันได้ ข้อดีอีกอย่างของระบบคือการซ่อมแซมที่ทำได้ง่าย 

วิธีการก็คือแทนที่ voxels ที่ชำรุดหรือเสียหายด้วยอันใหม่ได้ทันที ความสามารถนี้ทำให้หุ่นยนต์มีความเหมาะสมสำหรับสิ่งต่าง ๆ เช่น ในสถานีอวกาศและยานอวกาศ เนื่องจากเจ้า BILL-E หลาย ๆ ตัวนั้นสามารถอยู่บนโครงสร้างที่สามารถเคลื่อนย้ายเพื่อซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ได้ตามความต้องการ

เช่นเดียวกับเทคโนโลยีใหม่อื่น ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้เราอาจจะได้เห็น BILL-E กำลังประกอบอาคารขึ้นมาจริง ๆ  ซึ่งตอนนี้โครงการนี้ได้รับความสนใจจากหลาย ๆ องค์กรแล้ว ยกตัวอย่างเช่น NASA ที่จะร่วมมือกับหุ่นยนต์ Bill-E และอีกหนึ่งในบริษัทที่ให้การสนับสนุนทางการเงินของโปรเจคนี้ คือ Airbus ผู้ผลิตเครื่องบินยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมการบินนั่นเอง

References : https://www.engadget.com

AI ใหม่ของ MIT กับการปรับปรุงการถ่ายภาพเด็กในครรภ์

รกในเด็กนั้นถือเป็นส่วนประกอบหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการตั้งครรภ์: ซึ่งมีหน้าที่ในการเชื่อมต่อทารกในครรภ์กับระบบเลือดของมารดา แต่ในปัจจุบันนั้นการประเมินถึงภาวะสุขภาพของรกเป็นเรื่องยากเพราะเทคนิคการถ่ายภาพที่ทันสมัยที่สุดในปัจจุบันนั้นยังให้ข้อมูลที่จำกัดมาก ๆ

นักวิจัยจากคณะวิทยาการคอมพิวเตอร์และห้องปฏิบัติการปัญญาประดิษฐ์ ( CSAIL ) ของ MIT คิดว่าพวกเขาอาจสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นได้โดยใช้อัลกอริธึม AI รูปแบบใหม่ที่ใช้เทคนิคของ volumetric mesh-based algorithm

แม้ว่าภาพถ่ายจากเครื่อง MRIs จะมีพื้นผิวโค้งของมดลูกทำให้ภาพของรกนั้นนำมาวิเคราะห์ได้ยาก การใช้อัลกอริธึมใหม่นี้ทีม CSAIL สามารถสร้างแบบจำลองของรกโดยไม่ต้องมีส่วนโค้งเหล่านั้น อัลกอริทึมแรกจำลองรูปร่างของรกเด็ก โดยแบ่งย่อยมันเป็นปิรามิดเล็ก ๆ หลายพันอัน เรียกว่าเตตราฮัดรา จากนั้นจะนำเอาปิรามิดเหล่านี้ใส่ลงในเทมเพลตที่มีลักษณะแบนราบคล้ายกับรกที่นำออกมานอกร่างกาย

ผลที่ได้คือภาพที่ใกล้เคียงกับรกจริง ๆ มากขึ้นหลังการคลอด และอาจช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยและรักษาปัญหารกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โดยก่อนหน้านี้ในการตั้งครรภ์ สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่เด็กอาจประสบเช่นการเจริญเติบโตแบบผิดปรกติ รวมถึงความผิดปกติของระบบประสาท และช่วยลดความเสี่ยงของภาวะครรภ์เป็นพิษในครรภ์แม่ นอกจากนี้ยังสามารถช่วยพัฒนาการวิจัยเกี่ยวกับการดูแลมารดาที่ตั้งครรภ์ในอนาคต

ทีม CSAIL จะนำเสนอสิ่งนี้ในเอกสารในการประชุมนานาชาติเรื่องการประมวลผลภาพทางการแพทย์โดยใช้อัลกอริธึมทางคอมพิวเตอร์มาช่วย (MICCAI) ที่เมืองเซินเจิ้นประเทศจีนในวันที่ 14 ตุลาคม นี้ 

จากนั้นพวกเขาวางแผนที่จะทำงานร่วมกับโรงพยาบาลเด็กบอสตันและโรงพยาบาลแมสซาชูเซตส์เพื่อเปรียบเทียบภาพในมดลูกกับภาพหลังคลอดในรูปแบบเดียวกัน “ ในขณะนี้เป็นเพียงขั้นตอนแรกเราคิดว่าวิธีการเช่นนี้มีศักยภาพที่จะกลายเป็นวิธีการถ่ายภาพมาตรฐานสำหรับนักรังสีวิทยาในอนาคต” Mazdak Abulnaga ผู้เขียนบทความกล่าว

Refernces : https://www.engadget.com