ควันหลงแดงเดือด

เวียนมาบรรจบอีกครั้งสำหรับ ศึกแดงเดือด ที่พลาดไม่ได้ทั้งปวงของสาวก แมนยู และ ลิเวอร์พูล ซึ่งนัดนี้มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับ Steven Gerrard เพราะจะเป็น match สุดท้ายที่จะได้เล่นศึกแดงเดือดที่เกาะอังกฤษ ก่อนที่จะย้ายไปเล่นในอเมริกาในปีหน้า

นัดนี้ถือว่ามาเจอกันได้ถูกที่ ถูกเวลาเสียจริง ๆ เพราะทั้งสองทีมนั้น ผลงานเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะ ลิเวอร์พูลที่มาแรงมากตั้งแต่ขึ้นปี 2015 ขึ้นมายังไม่พบกับความพ่ายแพ้ทีมใดเลย ส่วนแมนยูนั้น ก็เพิ่งถล่ม สเปอร์มาในนัดที่แล้ว ก็ถือได้ว่าเรียกความมั่นใจได้พอสมควรสำหรับการแข่งขันนัดนี้ ซึ่งเดิมพันก็สำคัญไม่แพ้กัน คือ โอกาสของตั๋วไปแชมเปี้ยนลีคในปีหน้า ซึ่งจะทำให้ได้เงินเข้าสโมสรอีกมากโข

รูปเกมส์นั้น แมนยูถือว่าวางแท็กติก มาได้ดีกว่ามาก ๆ  เหมือนกับจะพบชุดที่ลงตัว ซึ่งเป็นชุดเดียวกับเกมส์ถล่ม สเปอร์ ไป 3-0 ส่วน ลิเวอร์นั้น กำลังใจดีขึ้นเรื่อย ๆ หลังจากผ่านปีใหม่มา  แต่มาในเกมส์นี้นั้นเล่น เหมือน กล้า ๆ กลัว ๆ ยังไม่ไม่รู้ ไม่ค่อยลุยไปข้างหน้าซักเท่าไหร่ การครอบครองเป็นของแมนยูซะมากกว่า จนได้ประตูนำไปได้ในครึ่งแรก ซึ่งก็ถือว่าสมควร เพราะแมนยูเป็นฝ่ายเล่นดีกว่าจริง ๆ

กลับมาในครึ่งหลัง แบรนดอน รอดเจอร์ ปรับเกมส์ส่ง Gerrard เข้ามาหวังจะกระตุ้นทีมให้คึกคัก สู้กับแมนยู แต่เหตุการณ์กลับหักมุมอย่างเหลือเชื่อ Gerrard ลงไปได้แค่ 38 วินาที  แล้วก็โดยใบแดงไล่ออกจากสนามไปเฉย ๆ  ซึ่งคิดว่าคนที่ดูแมตช์ นี้คงจะอึ้งกันทุกคน  นักเตะเก๋าเกมส์อย่าง Gerrard นั้นอารมณ์หลุดไปได้ในไงในเกมส์ที่มีความสำคัญขนาดนี้ ซึ่งก็ตามคาดหลังจากเหลือผู้เล่นเพียงแค่ 10 คนนั้น ก็แทบจะสู้ไม่ได้ และโดยนำไปอีกเป็น 2-0 ช่วงท้ายเกมส์ แมนยูก็เริ่มถอยลงไปตั้งรับเน้นผลการแข่งขัน  และ ลิเวอร์พูลเหมือนจะกลับมาเมื่อได้ประตูตีไข่แตกมากได้ แต่ก็ไม่ทันในที่สุดก็พ่ายไป 2-1  ซึ่งถือว่าตามรูปเกมส์ แมนยู นั้นสมควรเป็นผู้ชนะอย่างไม่ต้องสงสัย

เกมส์นี้มีเก็บตกหลังเกมส์ค่อนข้างเยอะ ทั้ง เรื่อง Gerrard โดนไล่ออก  ,  การกลับมาฟอร์มยอดเยี่ยมอีกครั้่งของ Mata รวมถึงการยิงจุดโทษไม่เข้าของ รูนี่ย์  ซึ่งเหล่านี้ ล้วนเป็นเสน่ห์ที่สำคัญของฟุตบอลอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ได้รับความนิยมอย่างมากมายในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าการดูบอลพรีเมียลีคนั้น จะมีเหตุการณ์ drama อยู่ตลอดเวลา ทั้งในเกมส์ เล็ก ๆ หรือ เกมส์ใหญ่ ซึ่งจะต่างจากลีค อื่น ๆ ในยุโรป ที่ไม่ค่อยจะมีเหตุการณ์ น่าระทึก หรือ ทำให้ตื่นเต้นเท่าไหร่ ซึ่งนี่คงเป็นเสน่ห์ที่สำคัญ ที่ทำให้ให้ลีก อังกฤษ มีความมันส์กว่าลีคอื่น ๆ ในยุโรป

เมื่อแมนยูเล่นบอลโยน

คืนวันอาทิตย์ มีโอกาสได้ดู match ที่ แมนยู เสมอกับ เวสต์แฮม 1-1 ซึ่งแมนยูสามารถมาตีเสมอได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ รอดตายไปอย่างหวุดหวิด ตามรูปเกมส์ เวสต์แฮม ก็ค่อนข้างเล่นได้ดี โดยมีโอกาส เข้าทำประตู หลายครั้งที่น่าจะเข้า ดีที่ยังมี เด เค อา ช่วยเซฟไว้หลายครั้ง ทำให้ไม่ถูกนำห่างไป

ได้ลองสังเกตมาหลายเกมส์แล้วว่า เกมส์ของแมนยูนั้นเริ่มเปลี่ยนไปในยุคของฟานกาล ในช่วงหลัง ๆ โดยเล่นลูกกลางอากาศมากขึ้นกว่าเดิมมาก การต่อบอลเท้าสู่เท้าจะน้อยลงไปกว่ายุคของ เดวิด มอยส์  ซึ่ง ผลการแข่งขันในหลายนัดถือว่าดี แต่ถ้าไม่ชนะ นี่ก็จะถูกด่าตามกันมา ๆ ดูจากผลงานถือว่าไม่ได้ดีไปกว่า เดวิด มอยส์ ในฤดูกาลที่แล้วแต่อย่างใด ถ้าเทียบคะแนน ต่อ คะแนน แต่ที่อันดับอยู่สูงนั้นน่าจะมาจาก ทีมอื่นนัดกันฟอร์มตกมากกว่า ทั้งอาเซน่อล ลิเวอร์พูล ต่างผลงาน ดร็อปลงไปเยอะจากปีที่แล้วทำให้ แมนยู ยังติดอยู่ใน 4 อันดับแรก แต่ถ้าเทียบตัวผู้เล่นจริง ๆ แมนยู ควรจะเป็นทีมที่ลุ้นแชมป์มากกว่า 2 ทีมที่กล่าวข้างต้น เนื่องจากไม่มีเกมส์ในสนามยุโรปให้เล่น เหมือนทีมอื่น ๆ ผมมองว่า ฟาน กาลนั้น ผลงานก็ไม่ได้ดีไปกว่า มอยส์แต่อย่างใด ปีที่แล้ว เดวิด มอยส์ นั้นต้องพาทีมลงสนามในเกมส์ยุโรป ด้วย จึงมีปัญหากับในลีกมากกว่า ยุคฟานกาล ซึ่งถ้าพิจารณาฟอร์มการเล่น โดยรวม ก็ถือว่าไม่ได้ดีเด่นซักเท่าไหร่ รูปเกมส์ นั้น ก็ไม่ค่อยตื่นเต้นเร้าใจเหมือนสมัยก่อน แท็กทิค ก็ดูโบราณยังไงชอบกล เหมือนฟานกาล จะมั่นใจในตัวเองสูงอยู่เหมือนกัน ที่พยายามใช้ แท็กทิค ที่ไม่ work อยู่หลายนัด จนต้องมาถอยในช่วงหลัง ๆ  ปรับมาใช้ระบบ 4-4-2 เหมือนเดิม

โดยส่วนตัวมองว่า แมนยู ไม่น่าจะได้ติด 4 อันดับแรกหากบอลยังคงรูปแบบการเล่นแบบนี้ ทีมที่ไล่มา ก็ฟอร์มร้อน แรง ทั้งนั้น ทั้ง สเปอร์ อาเซน่อล หรือ ลิเวอร์พูล จะได้เปรียบตรงที่ แมนยู ไม่ต้องลงเล่นถ้วย ยุโรปเหมือนสามทีมข้างต้นเท่านั้น สุดท้ายก็ต้องมาดูกันว่า สิ้นฤดูกาลผลจะเป็นอย่างไรสำหรับ แมนยู