11.11 กับคลื่นวัฒนธรรมช็อปปิ้งใหม่จากจีนที่กำลังกลืนกินพฤติกรรมคนไทย

ต้องบอกว่าเป็นกระแสที่มาแรงมาก ๆ กับมหกรรมช็อปปิ้ง 11.11 วันคนโสดจีน ที่กำลังกลายมาเป็นวัฒนธรรมใหม่ของการช็อปปิ้งในประเทศไทย ที่ตอนนี้ยอดขายในเทศกาลดังกล่าวกำลังเติบโตแบบต่อเนื่องในทุก ๆ ปี

ซึ่งแน่นอนว่า มันมีทั้งทีส่งผลดี และส่งผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าชาวไทย หลังจากการบุกเข้ามาอย่างหนักของสินค้าจีน และ พ่อค้าแม่ค้าชาวจีน ที่แห่กันมาเปิดร้านในแพล็ตฟอร์มเหล่านี้เป็นว่าเล่น

รวมถึงการที่รัฐบาลไทยได้ส่งเสริมนโยบายด้วยการ ให้ผู้ประกอบการใหญ่จากจีน มาจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าขึ้นในไทย ซึ่งกำลังส่งผลกระทบมาก ๆ ต่อพ่อค้าแม่ค้าชาวไทยในขณะนี้

แน่นอนว่าการเกิดขึ้นของกิจกรรม เทศกาลต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นผลดีต่อผู้บริโภคชาวไทย ที่ได้ใช้สินค้าราคาถูกมาก ๆ ซึ่งถูกจนเหลือเชื่อในสินค้าบางรายการ ที่เรียกได้ว่าเป็นการ สปอยล์ ผู้ใช้งานชาวไทย ด้วยการลดราคาแบบกระหน่ำ โดยแบกรับภาระต่าง ๆ ด้วยตัวของแพล็ตฟอร์มเอง

ซึ่งเราจะได้เห็นถึงผลประกอบการอย่างที่รู้ ๆ กันว่า พวกเขายิ่งโต ก็ยิ่งขาดทุน และขาดทุนเพิ่มขึ้นจำนวนมหาศาล ผ่านการอัดฉีดเม็ดเงินในการโฆษณา และ จัดแคมเปญ อย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างนิสัยใหม่ให้คนไทยมาซื้อสินค้าผ่าน แพล็ตฟอร์มออนไลน์ของพวกเขา เหมือนที่ทำสำเร็จในประเทศจีนมาแล้วนั่นเอง

และสินค้าจากประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น โรงงานผลิตสินค้าของโลก​ ไปแล้ว ก่อนหน้านี้ หลายธุรกิจทั่วโลกต่างพากันสั่งสินค้าจากจีนมาขายในประเทศของตน แล้วเพิ่มกำไรเข้าไป และทำกำไรได้อย่างมหาศาล

แต่ตอนนี้พ่อค้าแม่ค้าที่ไปนำสินค้าจากจีนมาขาย กำลังจะค่อยๆ หายไป เพราะตอนนี้ หลายๆ ธุรกิจและผู้ผลิตของจีน ได้เริ่มรุกคืบ เปิดตลาดการค้าของตน ขายตรงไปยังผู้บริโภคทั่วโลกผ่านทางแพล็ตฟอร์มออนไลน์เหล่านี้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งดีลเลอร์หรือพ่อค้าคนกลางอีกต่อไป

หรือแม้กระทั่งยังส่งผลกระทบไปยังธุรกิจ Retail เองก็ตาม โดยเฉพาะในสินค้าบางหมวดหมู่ที่ตอนนี้ พฤติกรรมของผู้ซื้อได้เปลี่ยนไป เราเพียงแค่ไปจับ ไปทดลองในห้าง แล้วมาสั่งซื้อสินค้าจริง ๆ ผ่าน online โดยเฉพาะหมวดสินค้า Gadgets IT หรือ เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ตอนนี้มาลดกระหน่ำบนแพล็ตฟอร์มออนไลน์ที่มีต้นทุนในการบริหารสินค้าที่ถูกกว่าร้านค้า Retail ที่เป็น physical จริง ๆ

และที่น่าสนใจ ผมเป็นคนหนึ่งที่เข้าไป join group ที่เป็นกลุ่มพ่อค้าในแพล็ตฟอร์มต่าง ๆ เหล่านี้ พบว่าตอนนี้แพล็ตฟอร์มเหล่านี้ เริ่มบีบพ่อค้าต่าง ๆ ในแพล็ตฟอร์มมากขึ้น เพื่อดึงเงินคืนเข้าสู่ระบบ ไม่ว่าจะเป็นการบังคับเข้าร่วม โปรโมชั่นต่าง ๆ เช่น ส่งฟรี ซึ่งเป็นการผลักภาระไปให้กับพ่อค้าที่กำไรแทบจะน้อยนิดอยู่แล้ว หรือ การเริ่มลดการมองเห็นสินค้า เพื่อให้ต้องมีการลงโฆษณากับแพล็ตฟอร์มเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งเราจะเห็นบทเรียนจากช่วงก่อนหน้านี้ที่กระแส Social Commerce มาแรงนั้น Facebook ก็ได้ทำในลักษณะเดียวกัน คือการลด Reach และ บีบให้พ่อแม่ค้ามาลงโฆษณา ที่ดูเหมือนต้นทุนค่าโฆษณาจะแพงขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะไม่เหลือกำไรให้อยู่รอดกันอีกต่อไปแล้ว สำหรับพ่อค้าหลาย ๆ รายที่พึ่งพา facebook เป็นแพล็ตฟอร์มหลัก

ซึ่งในระยะยาว นั้นต้องบอกว่า แพล็ตฟอร์มเหล่านี้ เหล่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ต่าง ๆ ต้องมองเป็นหนึ่งในช่องทางการขายเพียงเท่านั้น ไม่ใช่ช่องทางการขายหลัก ต้องกระจายความเสี่ยงออกไปในหลาย ๆ ทางเพิ่มมากขึ้น และหาพยายามสร้างเว๊บไซต์ของตัวเองเพื่อให้เป็นฐานหลักที่เราสามารถ control ทุกอย่างได้โดยไม่ต้องรอลุ้นว่าใครจะปรับอะไรของเราได้ในอนาคตนั่นเองครับ

Zero to Hero บทเรียนกลยุทธ์ด้านการตลาดออนไลน์ของ Shopback

ในช่วงแรกของการสร้างธุรกิจ โดยเฉพาะ Startup ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับวิธีในการค้นหาผู้ใช้งานก่อน และรับฟังความคิดเห็นเพื่อแสดงถึงความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจ 

แน่นอนว่าเราอาจเคยเห็นบล็อกจำนวนมากที่กล่าวถึงกลยุทธ์การซื้อของลูกค้าในทางทฤษฎี แต่โดยทั่วไปมักจะยากที่จะทำซ้ำโดยที่ไม่เข้าใจบริบทเหล่านี้

บทความนี้เรามาดูวิธีการของ Shopback ในการสร้างการเติบโตอย่างรวดเร็วภายใน 1 ปี จาก Shanru Lai หัวหน้าฝ่ายการตลาดของ ShopBack ว่าพวกเขามีวิธีการอย่างไร

กลยุทธ์ทางการตลาดจาก Shanru Lai ของ Shopback
กลยุทธ์ทางการตลาดจาก Shanru Lai ของ Shopback

ทำไมต้อง ShopBack

ผู้ก่อตั้ง ShopBack, Henry Chan และ Joel Leong ได้กลายมาเป็นผู้ประกอบการครั้งแรก แต่พวกเขาสามารถสร้างฐานลูกค้าขนาดใหญ่ได้ภายในหนึ่งปีหลังจากเปิดตัว ซึ่งเริ่มในเดือนสิงหาคม 2014

ShopBack ได้สร้างรายการธุรกรรมลูกค้ากว่า 100,000 รายการ ในเว๊บไซต์อีคอมเมิร์ซยอดนิยมทั้งในสิงคโปร์และต่างประเทศภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 เดือน ShopBack ให้ผู้ซื้อออนไลน์ได้รับเงินคืนสูงถึง 30% เมื่อซื้อสินค้าออนไลน์กว่า 300 แบรนด์ในเอเชียและอเมริกาเหนือ 

หมวดหมู่สินค้านั้น มีตั้งแต่แฟชั่นไปจนถึงอาหารและเครื่องดื่ม การท่องเที่ยวและสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และยังสามารถใช้งาน Shopback ได้ในเหล่าผู้นำอีคอมเมิร์ซหรือค้าปลีกที่รู้จักกันดีเช่น Zalora, ASOS และ Groupon

ประการแรกระบุกลุ่มตลาดของคุณ

การสร้างสรรค์แคมเปญการตลาดที่ประสบความสำเร็จเริ่มต้นที่จุดเริ่มต้นโดยคำนึงถึงจุดสิ้นสุด ShopBack ระบุตลาดเป้าหมายของพวกเขาว่าเป็นใครก็ตามที่ซื้อสินค้าออนไลน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และอายุระหว่าง 18 ถึง 45 ปี 

โดย Shanru แบ่งปันว่าสิ่งนี้ช่วยให้พวกเขามุ่งเน้นไปที่การเลือกช่องทางการตลาดซึ่งตลาดเป้าหมายของพวกเขามีส่วนร่วมบ่อยครั้ง ซึ่งได้แก่ Facebook, Instagram และ Blog เธอยืนยันว่าไม่มี Social Network ใดที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด

ลูกค้าบางคนไม่ได้ใช้งานบน Facebook แต่เป็นผู้ใช้ SnapChat ที่หนักหน่วง ดังนั้น ShopBack จึงต้องการสื่อที่มีความผสมผสาน แต่อย่างไรก็ตามพฤติกรรมเหล่านี้ขึ้นอยู่กับตลาดและที่ตั้งของผู้ใช้ด้วยเช่นกัน

กลยุทธ์แจกโบนัสสำหรับผู้ใช้รายใหม่

ในขณะที่การตลาดแบบ Cashback นั้นทำงานได้ดีมากสำหรับบริษัทอีคอมเมิร์ซ แต่ทั้งหมดนี้กลับกลายเป็นกลยุทธ์ง่ายๆ ส่งมอบคุณค่าที่แท้จริงให้กับลูกค้า เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ ShopBack อาศัยโฆษณาบน Facebook การมีส่วนร่วมกับโซเชียลมีเดียและบล็อกอื่น ๆ

ขั้นตอนแรกคือการสร้างงบประมาณรายวันสำหรับโฆษณา Facebook ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายรายเดือน การปรับภาพเนื้อหาและเวลาของการปรับให้เหมาะสมเป็นงานต่อเนื่อง 

โดย Shanru กลั่นกรองข้อมูล และมีการวิเคราะห์เป็นประจำเพื่อระบุแนวโน้มหรือยืนยันสมมติฐานบางอย่าง เช่น เวลาที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการโพสต์ Facebook เพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วม เนื้อหาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในหมู่ผู้ใช้ ShopBack

โปรโมชั่นราคาโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อส่วนลดสามารถรับ Cashback เป็นเงินสดกลับไปยังผู้ใช้ กุญแจสำคัญคือการหาสัดส่วน 80/20 เมื่อมาถึงการเลือกโปรโมชั่นการขายของพันธมิตรแบรนด์เพื่อส่งเสริมการขาย 

ต้องบอกว่า การรู้จักแบรนด์ออนไลน์ชั้นนำที่ทำให้เกิดการแปลงสูงสุดหรือมีอัตราการเข้าชมเว็บไซต์สูงที่สุดทำให้ ShopBack สามารถจัดลำดับความสำคัญของแบรนด์เพื่อเน้นในการทำการตลาดเป็นหลักได้

สำหรับ Startup รายใหม่ ๆ ที่ไม่มีประวัติของข้อมูล Shanru แนะนำว่า สามารถเริ่มต้นได้โดยการสังเกตเนื้อหาและเวลาของการโพสต์บนหน้า Facebook ของคู่แข่งรายใหญ่แล้วปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม

แต่งานยังไม่สิ้นสุดหลังจากได้ลูกค้าใหม่ เนื่องจากยังคงต้องชักชวนลูกค้าหรือผู้ใช้งานทำธุรกรรมหรือมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการทำธุรกรรมซ้ำๆ เพื่อให้กลายมาเป็นลูกค้าประจำ

โดยกลยุทธ์ของ Shanru คือ การทำการตลาดผ่านอีเมล เพื่อให้ได้อัตราการคลิกที่สูง ShopBack นำเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงานฝีมือพร้อมตัวอย่างที่น่าดึงดูดใจและการออกแบบที่ได้รับการปรับแต่งให้เหมาะสม 

ผ่านการวิเคราะห์อีเมลที่เธอได้ทำ Shanru ตระหนักดีว่ามักจะมีประสิทธิภาพในการดึงดูดลูกค้าใหม่หรือผู้ที่ไม่ได้ทำธุรกรรมล่าสุดโดยการส่งโบนัสพิเศษในการซื้อครั้งต่อไป

นอกจากนี้ Shanru แบ่งปันว่าบล็อกของพวกเขามีบทบาทสำคัญในการนำเข้าสู่การเข้าชมเว็บไซต์และแปลงไปสู่ยอดขาย โดยพวกเขาจะแบ่งปันโปรโมชั่นที่ดีจากพันธมิตรแบรนด์ของพวกเขาในบล็อก

ซึ่งสิ่งนี้ยังทำให้พวกเขาสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับแคมเปญการตลาดที่พวกเขาทำกับเหล่าพันธมิตร นี่เป็นวิธีการมอบคุณค่าที่แท้จริงให้กับลูกค้าของพวกเขา สำหรับ Startup หน้าใหม่ ข้อกังวลอย่างหนึ่งอาจเป็นวิธีการดูแลทีมบล็อกให้มีความยั่งยืน ShopBack เริ่มต้นจากการทำงานกับ freelance และใช้ทีมงานของบริษัทบางส่วนเท่านั้นในการจัดการและแก้ไขโพสต์

บางเวลา Shanrun ก็พบว่ามันมีประสิทธิภาพในการดึงดูดแฟน ๆ ด้วยวิธีที่สนุกและแตกต่างกัน พวกเขาใช้การแข่งขันบน Facebook และบล็อกของพวกเขาเดือนละครั้งในรูปแบบของการจับรางวัลหรือแจกของบัตรกำนัล หรือผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ที่เฉพาะเจาะจงเพื่อดึงดูดผู้ใช้งาน

หวังว่ามันจะเป็นไวรัลในที่สุด

Shanru ยืนยันว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นยังคงเป็นคำพูดของการตลาดแบบปากต่อปาก แต่แน่นอนว่าจะต้องใช้เวลาระยะหนึ่งก่อนที่ธุรกิจจะถึงจุดนั้น เนื่องจากจำนวนลูกค้าที่ต้องไปถึงระดับหนึ่งก่อนที่จะมีการเพิ่มแบบ exponential 

ต้องบอกว่าโปรแกรมการอ้างอิง (referral programs) ควรเริ่มมีตั้งแต่วันแรก ๆ ของการเปิดบริการ และควรตั้งค่าระบบการอ้างอิงที่เรียบง่ายและน่าเชื่อถือเพื่อให้ลูกค้าในพื้นที่ของคุณแบ่งปันเกี่ยวกับเว็บไซต์ของคุณได้แบบง่าย ๆ  

referal program อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของ Shopback
referal program อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญของ Shopback

ทุกๆไตรมาสนอกเหนือจากแคมเปญโซเชียลมีเดียแล้ว Shanru จะจัดทำแคมเปญอ้างอิงโบนัสพิเศษเพื่อลูกค้าจะได้รับแรงจูงใจมากขึ้นในการแบ่งปันในช่วงเดือนนั้น ๆ ที่มีการจัดโปรโมชั่นเพิ่มเติมขึ้นนั่นเอง

บทสรุป

ต้องบอกว่าถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับ Shopback ที่ใช้เวลาเพียง 1 ปี เติบโตแบบก้าวกระโดด จนสามารถบุกไปในหลาย ๆ ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน

ถือเป็นการใช้พลังงานของการตลาดออนไลน์ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ด้วยทีมงานจำนวนไม่มาก แต่สร้างการเติบโตได้แบบก้าวกระโดด จนเป็นที่สนใจของเหล่านักลงทุนในท้ายที่สุด ซึ่งถือเป็น Case Study ที่น่าสนใจสำหรับเหล่าบริษัท Startup ในไทย ที่ต้องการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรกของการก่อตั้งได้อย่างดีเลยครับ

References : https://vulcanpost.com/174511/steady-silent-and-deadly-inside-singapores-hidden-gem-startup-shopback/
https://www.asianentrepreneur.org/singapore-start-up-shopback-pays-you-to-shop-online/
https://www.techinasia.com/talk/hero-12-months-shopback

กล่องพัสดุ ที่ไม่ได้แกะ

ต้องบอกว่า ตอนนี้พฤติกรรมของผู้บริโภค ในการจับจ่ายใช้สอย ได้เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ผ่าน platform online ต่าง ๆ ที่รายล้อมอยู่รอบตัวเรา ตั้งแต่ตื่นนอน จน เข้านอนเมื่อสิ้นสุดวัน

platform online เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น Social Network อย่าง Facebook หรือ Instragram หรือ platform ecommerce อย่าง shopee , lazada หรือน้องใหม่อย่าง jd.com กำลังเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยของพวกเราไปอย่างสิ้นเชิง

แน่นอนว่า platform ไหนที่สามารถช่วงชิงเวลาเราไปได้มากที่สุด ก็มีโอกาสที่จะเสนอสินค้า หรือ บริการให้เราสูงสุดด้วยเช่นกัน เนื่องจากพฤติกรรมการเสพติดมือถือของมนุษย์เรา ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเด็ก ไปจนถึงคนแก่สูงอายุ ซึ่งก็แทบจะเหมือนกันหมดแล้วในยุคนี้

แน่นอนว่า สินค้า และ บริการเหล่านี้ มันสามารถทำให้เราเข้าถึงได้ง่ายกว่าเดิมมาก ๆ จากเมื่อก่อนที่เราต้องเสียเวลาไปเดินตามห้างสรรพสินค้า หรือ ตลาด เพื่อไปจับจ่ายใช้สอยสินค้าที่เราอยากได้ หรือ สินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

แต่ตอนนี้ มันถูกอัด ทั้งโปรโมชั่น campaign การตลาดมากมาย ทำให้เราได้หลงไปอยู่ในวังวนของสินค้าและบริการเหล่านี้ และ ซื้อมันได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งบางครั้ง สิ่งของเหล่านี้ เราอาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่าจะไปใช้ทำอะไร แต่ขอซื้อไว้ก่อน เนื่องจาก โปรโมชั่น ราคา ที่ดึงดูดใจ ที่ส่งผ่านมาทาง platform online เหล่านี้ ที่ติดอยู่กับเราแทบจะ 24 ชั่วโมง

ซึ่งเราก็จะได้เห็นพฤติกรรมในหลาย ๆ ครอบครัว ที่มีพัสดุ มาส่งถึงหน้าบ้าน แทบจะทุกวัน แล้วเกิดคำถามขึ้นหลายครั้ง มันคืออะไร?

ซึ่งคำถามนี้ หลาย ๆ คนน่าจะเคยเจอกัน ว่าเราสั่งอะไรมา? ของข้างในคืออะไร? เพราะพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของเรานั่นเอง ที่สั่งซื้อสินค้าเหล่านี้ ได้ง่ายดายยิ่งขึ้น และคิดน้อยลงยิ่งขึ้นมาก ๆ ในยุคปัจจุบัน ในการที่จะซื้อสินค้าสักชิ้น

และสุดท้าย กล่องพัสดุที่มาส่งเหล่านี้ บางครั้ง ก็ถูกวางไว้ อย่างงั้น โดยที่เราแทบจะไม่ได้แกะมันออกมาดูเลยด้วยซ้ำ ว่าเราได้พลาด หรือ เผลอ สั่งอะไรไป เพราะเมื่ออีกวันผ่านพ้นไป กล่องพัสดุใบใหม่ ก็ถูกส่งมาที่หน้าบ้านเราอีกแล้ว นั่นเองครับ

References Image : https://www.flickr.com/photos/158301585@N08/46085930691

Geek Talk EP3 : ต้นกำเนิด Single Day 11.11

เทศกาลชอปปิ้งวันคนโสด มันเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญแห่งการเปลี่ยนโฉมหน้าของเศรษฐกิจจีน และจะเป็นศึกใหญ่ระหว่างเศรษฐกิจใหม่ โมเดลการทำธุรกิจแบบใหม่ กับ รูปแบบธุรกิจแบบเดิม ๆ 

ซึ่งมันส่งผลให้พ่อค้าแม่ขายที่ใช้ แพลตฟอร์มของอาลีบาบานั้นได้รู้ว่า ตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว และรูปแบบของการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซมันจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : http://bit.ly/2pUvnmw

ฟังผ่าน Apple Podcast :   https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast :  http://bit.ly/2rlhJcu

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/32yVCMC

ฟังผ่าน Youtube :    https://youtu.be/LMCfISS2lZ8

References : https://encrypted-tbn0.gstatic.com https://cdn2.ettoday.net/images/808/d808070.jpg

ข้อคิดสำคัญสำหรับพ่อค้าแม่ค้า Online ชาวไทย

พอดีผมได้มีโอกาสนั่งอ่าน กระทู้แนะนำใน Pantip.com ในเรื่อง “Shopee ประเทศไทย เริ่มเอาสินค้าที่ขายด้วยร้านอื่นๆ ออก แล้วนำมาขายเอง”

ซึ่งต้องมองตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่บริษัทพวกนี้ยอมขาดทุนมหาศาลทุก ๆ ปี แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องการ Data จากพฤติกรรมผู้บริโภคของเรา ว่าชอบซื้อสินค้าแบบไหน มูลค่าเท่าไหร่ หรือช่วงเวลาใด

ด้วยการอัดโปรโมชั่นมากมายทำให้พ่อค้าแม่ค้า เข้าไป join ใน platform เหล่านี้ แน่นอนว่า ยอดขายกระฉูด หากเจอโปรโมชั่นที่ดี ๆ ของ Shopeee ซึ่งมองแล้วเหมือนได้ประโยชน์กันหมดทั้งพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงลูกค้าเองก็ตาม

แต่บริษัทเหล่านี้ ไม่ใช่นักบุญแน่นอน มาหว่านเงินแจกเล่น พวกเขาเอาข้อมูลไปวิเคราะห์อยู่แล้ว ซึ่งสุดท้าย สินค้าพวกนี้ที่พ่อค้าแม่ค้าชาวไทยหามานั้น เขาก็สามารถหาได้ในราคาที่ถูกกว่า และสุดท้ายก็นำมันมาขายเอง เหมือนที่ amazon ยักษ์ใหญ่ Ecommerce จาก อเมริกาทำนั่นแหละ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงเหล่าลูกค้าเองด้วย ที่ควรทำ platform กับเหล่านี้ คือ รีบโกยมาให้มากที่สุด ให้เร็วที่สุด ส่วนพ่อค้าแม่ค้านั้น ควรมีร้านค้าของตัวเองที่เป็น website ส่วนตัวเป็น platfrom หลักที่เราสามารถ control ทุกอย่างได้ เพราะยังไงบ้านตัวเองก็ไม่มีใครสามารถมาเปลี่ยนอะไรเราได้อยู่แล้ว

แล้วเปลี่ยนมุมมองกับพวก platform ต่าง ๆ ที่เรากำลังพึ่งพานั้นเป็นเพียงการกระจายช่องทางการตลาดเพิ่มเติมเพียงเท่านั้นให้เราเท่านั้น อย่ามองเป็นช่องทางทำรายได้หลักเด็ดขาด เพราะวันนึง เค้าจะเปลี่ยนนโยบายอะไรก็ได้ เราไม่สามารถที่จะ control ได้เลย ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายแล้วที่อยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยน policy เพื่อให้เราเสียตังค์เพิ่มสุดท้าย ก็อยู่ไม่ได้อย่างเช่นใน facebook , shopee , lazada หรือ อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งสุดท้ายพวกนี้เค้าก็ต้องหาเงินจากเราอยู่ดีนั่นเองครับ

References : 
https://pantip.com/topic/39047751