Digital Music War ตอนที่ 5 : Music Revolution

เมื่อถึงเดือน กรกฏาคม ปี 2000 ระหว่างที่จ๊อบส์กำลังเคี่ยวเข็ญลูกทีม ให้พัฒนาซอฟท์แวร์สำหรับบริหารจัดการเพลง Apple ก็ได้ทำการเข้าซื้อกิจการของ SoundJam และพาผู้ก่อตั้งมาทำงานที่ Apple เสียเลย เป็นการลดเวลาในการพัฒนาซอฟท์แวร์ตัวใหม่

จ๊อบส์ ได้ลงมาคลุกคลี คุมการทำงานด้วยตัวเอง เพื่อเปลี่ยน SoundJam ให้เป็นผลิตภัณฑ์ของ Apple ซอฟท์แวร์ตัวนี้ อัดแน่นไปด้วยโปรแกรมทำงานนานาชนิด จึงมีหลายหน้าต่าง ยุ่งเหยิงไปหมด จ๊อบส์สั่งการให้ทีมงานออกแบบใหม่หมด ให้ดูใช้งานง่ายขึ้น สนุกขึ้น แทนที่ จะต้องให้ผู้ใช้ระบุว่าต้องการค้นหาชื่อศิลปิน หรือ ชื่อเพลง หรือ ชื่ออัลบั้ม จ๊อบส์ ให้ปรับให้เหลือช่องค้นหาเพียงกล่องเดียวเท่านั้น ให้ใช้งานง่ายที่สุด ผู้ใช้ทั่วไปสามารถใช้งานได้ทันที โดยไม่ต้องพึ่งคู่มือการใช้งาน และตั้งชื่อมันใหม่ว่า iTunes

การเปิดตัว iTunes ครั้งแรกต่อสาธารณะชน นั้นเกิดขึ้นในงาน Macworld เดือนมกราคม ปี 2001 มันเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ ดิจิตัลฮับ ของจ๊อบส์ และ ปล่อยให้ดาวน์โหลด ไปใช้งานได้ฟรี ๆ สำหรับผู้ใช้งาน Mac ทุกคน โดยใช้สโลแกน สั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “Rip. Mix. Burn.”

สว่น  iPod นั้นก็ได้เติบโตสวนทางกับ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลอย่างเครื่อง Mac ที่ยอดขายตกลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในช่วง เดือน เมษายน – มิถุนายน ปี 2003 Apple สามารถขาย iPod ได้สูงถึง 340,000 เครื่อง มากกว่าไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้าถึง 5 เท่า มันเป็นการเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างที่ไม่เคยปรากฏใน Apple มาก่อนเลยก็ว่าได้

สำหรับบริษัทที่่ก่อนหน้านี้ รายรับเกือบทั้งหมดมาจากการขายคอมพิวเตอร์ จ๊อบส์ ได้ทำการโยกเงิน 75 ล้านดอลลาร์ ที่เดิมวางไว้สำหรับการโฆษณาสำหรับเครื่อง Mac โยกมาใช้สำหรับ iPod และที่สำคัญได้เริ่มหาคนชื่อเสียงมาใช้ผลิตภัณฑ์ iPod ซึ่งเป็นวิธีเลียนแบบความสำเร็จที่ Sony เคยทำสำเร็จมาแล้วกับ Walkman นั่นเอง

Apple หันมาใช้กลยุทธ์เดียวกับ Sony เคยทำกับ Walkman สำเร็จมาแล้ว
Apple หันมาใช้กลยุทธ์เดียวกับ Sony เคยทำกับ Walkman สำเร็จมาแล้ว

และจ๊อบส์ ก็ได้ทำในสิ่งที่ไม่มีใครเคยคาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น กับการรักษา ecosystem ของตัวเองมาตลอดที่จ๊อบส์ ทำกับ Apple ตลอดมา แต่ในปี 2003 ก็ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดของ Apple ครั้งนึง นับตั้งแต่เริ่มต้นบริษัท Apple มาเลยก็ว่าได้

นั่นคือ iTunes version 2.0 ที่จะใช้ได้ทั้ง Mac และ Windows จ๊อบส์ นั้นเห็นตลาดที่ใหญ่โตของผู้ใช้งาน PC และตอนนี้ iPod มันจะไม่ถูกจำกัดแค่เพียงผู้ใช้งาน Mac อีกต่อไป iPod พร้อมจะเข้าไปเป็นสินค้าที่อยู่ในกระแสหลักแล้วด้วย iTunes บน Windows นั่นเอง

มันคือการปฏิวัติวงการดนตรีที่มีมาอย่างสิ้นเชิง เพียงแค่เดือนตุลาคมปี 2003 Apple ได้ส่วนแบ่งการตลาดของเครื่องเล่นดนตรีแบบดิจิตอลไป 70% และเมื่อถึงสิ้นปีสามารถขายเพลงในรูปแบบดิจิตอล ได้มากกว่า 25 ล้านเพลง มันคือจุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมดนตรีของจริง

iTunes จุดเปลี่ยนของวงการเพลงดิจิตอลอย่างแท้จริง
iTunes จุดเปลี่ยนของวงการเพลงดิจิตอลอย่างแท้จริง

แต่ธุรกิจดาวน์โหลดเพลงมันแค่เพียงเริ่มต้น เพราะ 25 ล้านเพลงที่ถูกดาวน์โหลด มันก็มีค่าแค่เพียง 25 ล้านดอลลาร์ ซึ่งสำหรับ Microsoft นั้นเป็นตัวเลขจิ๊บจ๊อยมาก ๆ 

ในปี 2004 iPod ขายดีมาก ๆ ช่วง 3 เดือนแรกของปี ยอดขายเพิ่มขึ้น 10 เท่าของปีก่อนหน้า ทำให้รายรับของ Apple เพิ่มขึ้น 17% จาก 2 พันล้านเหรียญ เป็น 2.35 พันล้านเหรียญ ซึ่ง iPod นั้นเป็นสินค้าที่ทำกำไรได้ง่ายดาย ส่วนร้าน iTunes ก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ และสามารถทำกำไรจากแต่ละเพลงที่ขายได้ 

ในเดือน มิถุนายน ปี 2004 iTunes ได้บุกไปยังยุโรป ทั้ง อังกฤษ เยอรมนี และ ฝรั่งเศษ มีการดาวน์โหลดอย่างมหาศาล และสามารถครองตำแหน่งผู้นำในตลาดเพลงดิจิตอลได้ในเวลาเพียงไม่กี่อาทิตย์ ทำให้ภาพรวมของ Appple ดีขึ้นทุก ๆ ทางเลยก็ว่าได้

แต่ Microsoft นั้นมักจะรู้ตัวช้าเหมือนทุก ๆ ครั้ง ซึ่ง iPod นั้นเต็มไปด้วยแรงดึงดูด ให้ผู้คนอยากได้มัน ด้วยคุณสมบัติที่พกพาได้ รูปลักษณ์ที่เท่ทันสมัย และใช้งานง่าย ล้วนเป็นเสน่ห์เกิดห้ามใจ และ iTunes ก็เปรียบเสมือนตู้เพลงออนไลน์ ซึ่งนับตั้งแต่ Microsoft สามารถเอาชนะ Apple ได้อย่างเบ็ดเสร็จในเดือน สิงหาคม 1995 ตอนเปิดตัว Windows 95 ไปทั่วโลก นี่เป็นครั้งแรกที่เหล่าผู้คนสังเกตเห็นพลังของ iPod สินค้าจาก Apple ที่ดูจะเป็นผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดมากกว่า Microsoft ไปเสียแล้ว

จะเห็นได้ว่า เมื่อถึงตอนนี้ iPod , iTunes เป็นการผสานพลังกัน ที่ทำให้ Apple กลายมาเป็น Brand ที่น่าดึงดูดใจอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ มันไม่ใช่แค่สาวกคอมพิวเตอร์เพียงเท่านั้นอีกต่อไป มันได้กลายเป็น Brand ที่คนทั่วโลกต่างกำลังคลั่งไคล้ อยากเป็นเจ้าของ อยากได้เจ้า iPod เครื่องเล่น MP3 ที่ปฏิวัติ วงการเพลงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งดูเหมือน Apple นั้นจะก้าวเข้าสู่ตลาดที่ใหญ่กว่ามาอย่าง Consumer ได้สำเร็จแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นต่อ แล้ว Microsoft ผู้รู้ตัวช้าทุกครั้ง จะพลิกเกม กลับมาได้อย่างไรในธุรกิจนี้ โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 6 : Play for Sure

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

 

Digital Music War ตอนที่ 4 : Digital Home

ต้องบอกว่า Microsoft นั้นเติบโตมากับผลิตภัณฑ์ที่เป็น Software ล้วน ๆ ไม่ว่าจะเป็น Windows หรือ Microsoft Office ที่เป็นผลิตภัณฑ์หลักคอยผลิตเงินให้กับ Microsoft ในขณะนั้น แต่อย่างไรก็ดี Microsoft นั้นก็ตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าถึงผู้บริโภคด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ 

ในขณะที่ iPod ได้ทำการออกวางตลาดกลายเป็นสินค้ายอดฮิตไปแล้วนั้น แต่ทางฝั่ง Microsoft ก็ดูเหมือนจะยังไม่ได้สนใจมากนัก เหล่าผู้บริหารต่างมองว่า การดาวน์โหลดเพลงแบบดิจิตอล ที่ Apple กำลังจะทำนั้น เป็นเรื่องเล็กน้อยในธุรกิจของบริษัทดนตรีที่มียอดขาย CD ต่อปี ราว ๆ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในขณะนั้น

ซึ่งรูปแบบแนวคิดนั้น จะคล้ายคลึงกับ Apple แต่ Focus ไปที่ความบันเทิงในบ้านใน Concept ข อง ดิจิตอลโฮม โดยจะเชื่อมโยงทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกันผ่าน Software ของ Microsoft และตอนนั้น Microsoft ได้เปิดตลาดเครื่องเกมส์อย่าง Xbox ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยในปี 1998 วิศวกร 3 คนจากทีม DirectX ของไมโครซอฟท์ ได้แก่ Kevin Bachus, Seamus Blackley, Ted Hase และผู้นำทีม DirectX ในเวลานั้นอย่าง Otto Berkes ร่วมทีมกันเพื่อทำการแกะแล็ปท็อปยี่ห้อ Dell เพื่อสร้างตัวต้นแบบของเกมคอนโซลที่มีพื้นฐานซอฟต์แวร์เป็นซอฟต์แวร์จากไมโครซอฟท์

โดยทีมนี้หวังว่าจะสามารถสร้างเกมคอนโซลที่สามารถมีอาร์ดแวร์มาตรฐานเทียบเท่ากับเกมคอนโซลตัวถัดไปจาก Sony อย่าง Playstation 2 ซึ่งพวกเขาได้ดึงนักพัฒนาบางส่วนไปจากการพัฒนาเกมบน Windows

Microsoft ต้องการสร้างเครื่องเกมส์ให้ได้มาตรฐานเดียวกับ Playstation 2 ของ Sony
Microsoft ต้องการสร้างเครื่องเกมส์ให้ได้มาตรฐานเดียวกับ Playstation 2 ของ Sony

โดยหลังจากทำการประกอบเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ทีมนี้ได้เข้าไปพบกับ Ed Fries ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายธุรกิจเกมของ Microsoft ณ เวลานั้น เพื่อนำเสนอ “DirectX Box” ตัวต้นแบบ ซึ่งเป็นเกมคอนโซลที่มีพื้นฐานมาจากเทคโนโลยี DirectX ซึ่งพัฒนาโดยกลุ่มของ Berkes โดยหลังจากได้เห็นผลิตภัณฑ์แล้ว Fries จึงได้ตัดสินใจสนับสนุนไอเดียของทีมที่จะสร้างเกมคอนโซลที่มีพื้นฐานมาจาก Microsoft DirectX

ระหว่างการพัฒนา ชื่อเดิมของเกมคอนโซลเครื่องนี้อย่าง DirectX Box ถูกย่อให้เหลือเพียง “Xbox” ทั้งนี้ฝ่ายการตลาดของ Microsoft ไม่ได้ชอบชื่อนี้และพยายามเสนอชื่ออื่นขึ้นมาทดแทน ระหว่างการทดสอบในวงจำกัด ชื่อ “Xbox” นั้นเป็นหนึ่งในรายการชื่อที่เป็นไปได้ที่จะแสดงให้เห็นว่าชื่อนี้จะไม่เป็นที่นิยมต่อผู้บริโภค แต่อย่างไรก็ตามภายหลังการทดสอบกลับพบว่าชื่อ “Xbox ” นั้นเป็นที่ต้องการมากกว่าชื่ออื่น ๆ ทำให้ชื่อ “Xbox”กลายเป็นชื่ออย่างเป็นทางการของผลิตภัณฑ์นี้

ในยุคที่เรียกได้ว่าเครื่องเล่นเกมส์ PlayStation ครองตลาดได้อย่างเหนียวแน่น Microsoft ก็ปล่อย Xbox ออกมาท้าชนกับทาง Sony ที่เป็นเจ้าตลาดในขณะนั้น  โดยได้เปิดตัวเครื่อง Xbox  อย่างเป็นทางการในปี 2002 ซึ่งถ้าเราเทียบด้านประสิทธิภาพนั้นถือว่ามีความใกล้เคียงกับ PS2 แต่เรื่องยอดขายนั้นกลับสู้เจ้าตลาดอย่าง Sony ไม่ได้เลย

บิลล์ เกตส์ เปิดตัว Microsoft Xbox รุ่นแรก ลุยสู่ธุรกิจบันเทิงแบบดิจิตอลเต็มตัว
บิลล์ เกตส์ เปิดตัว Microsoft Xbox รุ่นแรก ลุยสู่ธุรกิจบันเทิงแบบดิจิตอลเต็มตัว

Microsoft นั้นยอมขายเครื่องแบบขาดทุนด้วยซ้ำ แล้วมาเอากำไรจากค่าธรรมเนียมของผู้จำหน่ายเกมส์แทน ซึ่งคล้าย ๆ กับ Sony ที่การขายฮาร์ดแวร์ในธุรกิจเครื่องเล่นวีดีโอเกมนั้นจะขาดทุนอย่างแน่นอน เพราะกำไรมันอยู่ที่ Sofware ต่างหาก 

มันเป็นการวางกลยุทธ์ของทั้ง เกตส์ และ บอลเมอร์ ที่มีการวางให้ Microsoft มีการเข้าถึงผู้บริโภคผ่านอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีของ PC ซึ่ง เป็นการมองที่ขาดมาก เพราะ โลกนี้มีผู้บริโภคมากกว่าธุรกิจที่ Microsoft กำลัง Focus อยู่ และตลาดของผู้บริโภคเป็นตลาดที่ใหญ่โตมหาศาลกว่าตลาดธุรกิจมาก และทำการนำร่องโดยยอมขาดทุนหลายพันล้านดอลลาร์ด้วย XBox

ทั้งเกตส์และ บอลเมอร์นั้น มองไปที่ตลาดที่เป็นการผสานการทำงานกัน ระหว่าง Hardware และ Software ที่อยู่รอบ ๆ บ้าน ซึ่ง Microsoft มองไปที่ใจกลางห้องนั่งเล่นของทุกบ้าน ต้องมี Service และ บริการของ Microsoft เป็นศูนย์กลาง คล้าย ๆ กับ แนวคิด ดิจิตอลฮับ ของ Apple นั่นเอง แต่ Microsoft นั้นจะโฟกัสไปที่ความบันเทิงภายในห้องนั่งเล่นมากกว่า ผ่านการนำร่องด้วย XBox

เมื่อเข้าสู่ยุคปี 2000 เราจะเห็นได้ว่า แนวคิดของ Microsoft และ Apple นั้นเริ่มเข้ามาคล้ายคลึงกันในเรื่องการปฏิวัติความบันเทิงแบบดิจิตอล โดย Apple นั้นเลือกดนตรี สร้าง iPod ขึ้นมาเพื่อเป็นสินค้า Consumer Product ส่วน Microsoft นั้นจะเน้นความบันเทิงภายในบ้านใน Concept ของ Digital Home และได้เลือกสร้างเครื่องเล่นวีดีโอเกมส์อย่าง Xbox ขึ้นมา แน่นอนว่ามันต้องมีการ Conflict เกิดขึ้นระหว่างสองยักษ์ใหญ่อย่างแน่นอน เพราะความคล้ายคลึงกันของวิสัยทัศน์ใหม่ในยุคหลังปี 2000 แล้วการปะทะกันจริง ๆ มันจะเกิดขึ้นตอนไหน เพราะต่างฝ่าย ต่างมองไปที่สินค้า Consumer Product เหมือน ๆ กัน โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 5 : Music Revolution

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Digital Music War ตอนที่ 3 : iPod was Born

MP3 เป็นผลงานการคิดค้นของนักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันกลุ่มหนึ่งในปี 1987 คล้าย  ๆ กับการตัดไฟล์วีดีโอเพื่อให้เล่นได้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยการตัดเอา data ที่ไม่จำเป็นออกมาให้มากเท่าที่จะเป็นไปได้ มันเป็นการนำ data ออกไปโดยที่ผู้ฟังไม่ทันสังเกตเห็น 

มันทำให้ไฟล์ที่ได้รับการตัดแต่งแล้วนั้น เป็นไฟล์ที่บรรจุข้อมูลน้อยที่สุด แต่ให้ผลแสดงออกมาที่เยี่ยมสมบูรณ์แบบเมื่อมนุษย์ ได้ยิน และ ได้ฟัง เป็นไฟล์ที่มีขนาดลดลงเหลือเพียง หนึ่งในสิบสองของไฟล์ต้นฉบับ ทำให้ลดจำนวนการเก็บข้อมูลได้มากโขเลยทีเดียว และมันกำลังรอคอยให้ จ๊อบส์ มาเพิ่มพูนคุณประโยชน์ให้กับมัน

โดยหลังจากเริ่มโครงการอย่างเป็นทางการ จ๊อบส์ ก็เข้ามาคลุกคลีด้วยทุกวัน จ๊อบส์ให้ concept หลักของ iPod คือ “ทำให้ง่ายเข้าไว้!” ทุกฟังก์ชัน ต้องทำได้ภายใน 3 click ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะบางครั้งทีมงาน ต้องพยายามแก้ไขปัญหาในส่วนของ User Interface แบบไม่ได้หลับไม่ได้นอน

แต่จ๊อบส์ก็พยายามหาจุดอ่อน ไปเรื่อย ๆ และให้ทีมงานไปคิดหาวิธีแก้มา ซึ่งบางครั้งทีมงานก็คิดไม่ออกว่าจะไปถึงสิ่งที่จ๊อบส์ต้องการได้อย่างไร มันเป็นเรื่องที่บ้ามาก ๆ ในหลายเรื่องที่ทีมงานต้องมานั่งแก้ไขเพื่อให้จ๊อบส์นั้นพอใจ จนตอนนั้น มันทำให้ปัญหาเล็ก ๆ ต่าง ๆ แทบมลายหายไปเลยทีเดียว เพราะจ๊อบส์ จะเห็นรายละเอียดในทุก ๆ จุด และสั่งให้แก้ไขมันทันที

กระบวนการออกแบบ iPod นั้นเป็นการผสานความร่วมมือที่น่าทึ่ง การสร้างวงล้อเลื่อน ที่ ฟิล ชิลเลอร์ หัวหน้าฝ่ายการตลาด เป็นคนผลักดันความคิดนี้ มันเป็น idea ที่สำคัญที่สุดของ iPod ที่ทำให้แตกต่างจากเครื่องเล่น MP3 อื่น ๆ ในตลาด

ชิลเลอร์ นั้นเสนอ ล้อกลม ๆ สำหรับใช้เลือกเพลง ( trackwheel ) แค่ใช้นิ้วโป้งหมุนวงล้อ ผู้ใช้จะสามารถเลือกเพลงใน Playlist ได้ ยิ่งหมุนนาน ก็ยิ่งไล่เพลงได้เร็วขึ้น ถึงจะมีเพลงเป็นร้อยเป็นพันเพลง ก็สามารถไล่ดูได้ง่าย ซึ่งไอเดียนี้ จ๊อบส์ร้องอุทาน “นั่นแหละใช่เลย!!!” แล้วสั่งให้ฟาเดลล์ กับทีมวิศวกร ลงมือทำทันที

ฟิล ชิลเลอร์ ผู้คิดคิ้น TrackWheel การปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งานรูปแบบใหม่
ฟิล ชิลเลอร์ ผู้คิดคิ้น TrackWheel การปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้งานรูปแบบใหม่

ส่วนหน้าที่การออกแบบหลัก ๆ  ของส่วนที่เหลือเป็นหน้าที่ของโจนาธาน ไอฟฟ์ หัวหน้านักออกแบบ Concept สำคัญของ ไอฟฟ์ ในการออกแบบ iPod คือ การกำจัดทิ้ง ดังนั้น iPod จึงไม่ได้รองรับการใช้งานคลื่นเอฟเอ็ม bluetooth หรือ แม้กระทั่ง WIFI ทีมของ ไอฟฟ์ มุ่งเน้นให้ iPod รองรับประสบการณ์ที่ดีที่สุดของผู้ใช้งานเป็นหลัก

แม้การออกแบบจะดูดีมากแค่ไหน แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ กระบวนการผลิตมัน ต้องสามารถรอบรับการผลิตในทางวิศวกรรมได้ มันเป็นงานที่ยากมาก ๆ ให้ Design มาบรรจบกับหลักการทางวิศวกรรม ที่รองรับการผลิตจำนวนมาก ๆ ได้

สิ่งหนึ่งที่ ไอฟฟ์ ยึดถืออย่างมั่นคง ก็คือ ต้องไม่มีช่องว่างที่โครงสร้างด้านนอกของตัวอุปกรณ์ ไม่มีแผงใส่แบตเตอรี่ที่ถอดเปลี่ยนได้ และไม่เหลือที่ว่างใด ๆ ไอฟฟ์ ต้องการอุปกรณ์ที่หารอยต่อแทบไม่เจอ

สิ่งเดียวที่ไอฟฟ์ ยอมให้มีคือ แผ่นพลาสติกที่ดึงเปิดขึ้นมาได้ ซึ่งครอบจุดเชื่อมต่อ FireWire ด้านบนไว้ เพื่อให้ผิวสัมผัสของโลหะบริเวณนั้น ดูสะอาดอยู่เสมอนั่นเอง เขาเรียกร้องว่า จะต้องผลิตหูฟังทั้งแบบสวมหัวและแบบใส่เข้าไปในหูที่เป็นสีขาว เพื่อให้เข้ากับด้านหน้าของ iPod

แม้จะทำให้ต้นทุนสูงขึ้นก็ตาม ทำให้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นกับหัวหน้าฝ่ายฮาร์ดแวร์อย่าง รูบินสไตน์หลายครั้ง ซึ่งมองเรื่องโครงสร้างทางวิศวกรรมและเรื่องต้นทุนเป็นหลัก  และเป็นผู้รับผิดชอบบสูงสุดในการนำแบบของไอฟฟ์ไปผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์จริง ๆ ให้ได้ แต่เนื่องจากจ๊อบส์กับไอฟฟ์ กลายเป็นคู่หูรู้ใจ เพราะฉะนั้น จ๊อบส์จึงสนับสนุนแนวคิดของ ไอฟฟ์แบบเต็มที่ แม้จะทำให้หัวทีมฮาร์ดแวร์อย่าง รูบินสไตน์ หงุดหงิดก็ตาม

จ๊อบส์ เผยโฉมเครื่อง iPod ครั้งแรก เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2001 ในงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจนเป็นแบบฉบับของตัวเอง ในบัตรเชิญที่ส่งไปยังสื่อ นั้น มีข้อความยั่วยวนว่า “คำใบ้: คราวนี้ไม่ใช่ Mac” 

และเมื่อถึงเวลาเผยโฉมผลิตภัณฑ์ หลังจากบรรยายสมรรถนะทางเทคนิคแล้วจ๊อบส์ไม่ได้เดินไปเปิดผ้าคลุมกำมะหยี่บนโต๊ะ อย่างที่เคยทำในทุก ๆ ครั้งที่มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของ apple แต่เขาแค่พูดขึ้นว่า “ผมบังเอิญมีเจ้านี่อยู่ในกระเป๋า” เขาล้วงเอาอุปกรณ์สีขาววาววับออกจากกระเป๋ากางเกงยีนส์ “เจ้าเครื่องเล็ก ๆ น่าทึ่งนี่ จุเพลงได้ 1,000 เพลง และใส่กระเป๋าผมได้พอดี” เขาใส่มันกลับเข้าไปในกระเป๋า แล้วเดินลงจากเวทีท่ามกลางเสียงปรบมือเกรียวกราวจากเหล่าสาวก

iPod ได้กลายมาเป็นแก่นสำคัญของทุกอย่างที่ apple ถูกชะตาได้กำหนดมาแล้ว ทั้งบทกวี ที่เชื่อมโยงกับวิศวกรรม ศิลปะ และ ความคิดสร้างสรรค์ มาบรรจบกับเทคโนโลยี การออกแบบที่กล้าแต่เรียบง่าย การใช้งานที่ง่ายมาก ๆ ซึ่งมันเป็นผลจากการทำงานอย่างหนัก และทำอย่างบูรณาการตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่ FireWire ถึงตัวเครื่อง ซอฟต์แวร์ และการจัดการคอนเทนต์ เมื่อลูกค้าหยิบเครื่อง iPod ออกจากกล่อง มันสวยจนดูคล้ายเรืองแสงได้ เทียบกันแล้ว ดูเหมือนเครื่องเล่นเพลงยี่ห้ออื่น ๆ ถูกออกแบบและผลิตในดินแดนที่ล้าหลังเลยทีเดียว

ต้องยอมรับว่า ตอนนั้น iPod โครตที่จะสมบูรณ์แบบเลย มันแทบจะสุดยอดนวัตกรรมใหม่ ที่คนทั่วโลกต่างตื่นเต้นกับเจ้า iPod เครื่องนี้ และเพียงไม่นาน ผู้บริโภคก็ทำให้มันกลายเป็นสินค้าขายดี 

เมื่องาน Design และวิศวกรรมมาบรรจบกันอย่างลงตัว ทำให้ iPod กลายเป็นสินค้าฮิตทันทีที่วางขาย
เมื่องาน Design และวิศวกรรมมาบรรจบกันอย่างลงตัว ทำให้ iPod กลายเป็นสินค้าฮิตทันทีที่วางขาย

และมันส่งผลชัดเจนในเรื่องตัวเลข  ยอดขายในไตรมาสแรก หลังจากวางตลาดนั้นสูงถึง 250,000 เครื่อง และอีกสิบแปดเดือนต่อมา ยอดขายก็ทะยานเพิ่มขึ้นมากกว่า 800,000 เครื่อง ส่งผลให้ iPod เป็นเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลกทันที

มาถึงตอนนี้ ต้องบอกว่า iPod ได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ ปลุก Apple ให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และพร้อมจะก้าวเข้าไปท้าทายอำนาจที่ยิ่งใหญ่ของ Microsoft อย่างเต็มตัว หลังจากพ่ายแพ้มาอย่างหมดรูปในศึกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล การกลับมาของจ๊อบส์ในคำรบที่สองนี้ ได้มาเปลี่ยนแปลง Apple จากบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ เข้าสู่ตลาดที่ใหญ่กว่าอย่าง Conssumer Product ที่มี iPod เป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นแรก แล้ว iPod จะพา Apple พลิกสถานการณ์กลับมายิ่งใหญ่ได้อย่างไร แล้ว Microsoft จะเอะใจกับความสำเร็จครั้งนี้ของ Apple หรือไม่ โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 4 : Digital Home

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Digital Music War ตอนที่ 2 : The Secret Source

เมื่อจ๊อบส์ ได้เปิดวิสัยทัศน์ใหม่ของ apple คือ Digital Hub เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น ตอนนี้มันก็ถึงเวลาที่ Apple ต้องสร้างอะไรบางอย่าง เพื่อให้ Mac สามารถขายได้มากขึ้น เพราะสถานการณ์ของ Apple กำลังดำดิ่งจากยอดขายของเครื่อง Mac ที่ลดถอยลงไปเรื่อย  ๆ

ในต้นปี 2001 เหล่าผู้บริหารก็ได้ระดมความคิดกันว่า ตอนนี้ต้องทำอะไร ผู้คนต้องการอะไรเพื่อตอบโจทย์ชีวิตเขาในช่วงเวลานั้น และที่สำคัญมันต้องเป็นอุปกรณ์พิเศษ ที่สามารถดึงดูดให้คนมาใช้งาน Mac เพิ่มมากขึ้น โดยต้องติดกับ Platform และต้องไม่ทำงานบน Windows และจะกลายมาเป็น Ecosystem ของ Mac นั่นเอง

ในเดือน กุมภาพันธ์ ปี 2001 ในงานแสดง Macworld ณ กรุงโตเกียวประเทศญี่ปุ่น รูบินสไตน์ผู้บริหารด้าน Hardware ของ Apple ได้พบกับวิศวกรของโตชิบา 

ซึ่ง วิศวกรของโตชิบา ได้นำเอาฮาร์ดไดร์ฟ ขนาดจิ๋ว ให้ รูบินสไตน์ดู ซึ่งเขามองออกทันทีว่าเจ้า ฮาร์ดไดร์ฟ จิ๋ว ตัวนี้สามารถนำไปต่อยอดเพื่อสร้างเครื่องเล่นเพลงได้ โดยทำการเชื่อมกับ Mac และทำให้ Digital Hub เกิดประโยชน์สูงสุด

ฮาร์ดไดร์ฟขนาดจิ๋วของ โตชิบา
ฮาร์ดไดร์ฟขนาดจิ๋วของ โตชิบา

เขาจึงรีบไปพบจ๊อบส์ เพื่อ ของบในการสร้างอุปกรณ์เสริมอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับผู้บริโภคที่ยิ่งใหญ่ชิ้นแรกให้กับ Apple 

ซึ่งเมื่อพิจารณาจากคู่แข่งในตลาดในขณะนั้น ในตลาดเครื่องเล่น MP3 แบบพกพานั้น มีแต่คู่แข่งที่ไม่เอาไหน สินค้าที่มีในตลาดในขณะนั้นมันดูน่าเกลียดไปหมด ไม่ใหญ่เทอะทะ ก็รูปร่างประหลาดแบบสุด ๆ รวมถึงข้อจำกัดอีกมากมาในเรื่องของหน่วยความจำ

ความเชื่องช้าของการถ่ายโอนข้อมูลเป็นปัจจัยสำคัญอย่างนึง ซึ่งการที่จะถ่ายโอนข้อมูลขนาด 1 กิกะไบต์ในเวลานั้น ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมง และฮาร์ดไดร์ฟ ขนาดใหญ่ก็สูบพลังของแบตเตอรี่จนน่าเกลียด ทำให้แบตหมดภายในระยะเวลาไม่ถึงชั่วโมง

Apple หาวิธีแก้ปัญหาความเร็วในการถ่ายโอนโดยใช้เทคโนโลยี FireWire ที่ Apple พัฒนาขึ้นมาเอง 

FireWire เป็นซีเรียลพอร์ต ที่สามารถจะถ่ายโอนข้อมูลขนาดใหญ่ เช่น ไฟล์ วีดีโอ จากอุปกรณ์หนึ่ง ไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่งด้วยความเร็วสูง ซึ่งในตอนนั้น ผู้ผลิตกล้องหลายรายในญี่ปุ่น เลือกจะนำเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้ และ จ๊อบส์ นั้นก็ได้ตัดสินใจที่จะบรรจุ FireWire Port นี้ไปในเครื่อง iMac เวอร์ชั่น ที่จะออกตลาดในเดือน ตุลาคม ปี 1999

ซึ่งเทคโนโลยี FireWire นี่เอง ที่สามารถถ่ายโอนวีดีโอจากกล้องถ่ายภาพยนต์ดิจิตอล แบบมืออาชีพได้ และทำงานเร็วกว่า USB 1.1 ถึง 30 เท่า

FireWire เทคโนโลยีสำคัญในการสร้างเครื่องเล่น MP3 ของ Apple
FireWire เทคโนโลยีสำคัญในการสร้างเครื่องเล่น MP3 ของ Apple

รูบินสไตน์ หัวหน้าโครงการ iPod (อุปกรณ์เล่นเพลงพกพาที่ Apple กำลังจะสร้างขึ้น) ได้ทำงานอย่างเร่งด่วน โดยมีวิศวกรที่ชื่อ โทนี่ ฟาเดลล์ มาช่วย ซึ่งฟาเดลล์ นั้นได้เร่ขายความคิดเกี่ยวกับเครื่องเล่นเพลงแบบมือถือใน Silicon Valley มาทั่วแล้ว

ฟาเดลล์ นั้น เคยตั้งบริษัท ถึง 3 แห่งสมัยเรียนอยู่มหาวิทยาลัย มิชิแกน พอเรียนจบก็ได้เข้าไปทำงานที่ General Magic ผู้ผลิตอุปกรณ์อเล็กทรอนิกส์แบบพกพา แล้วย้ายข้ามห้วยไปยัง Philips บริษัทยักษ์ใหญ่ทางด้าน อิเล็กทรอนิค ระดับโลก

ฟาเดลล์ นั้นมีไอเดียอย่างแรงกล้า ที่จะทำเครื่องเล่นเพลงที่ดีกว่าเครื่องที่มีขายอยู่ในท้องตลาด เขาเคยไปนำเสนอ idea ที่ RealNetwork , Sony และ Philips แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

และ Apple ได้ลงนามกับสุดยอดเทคโนโลยีลับ คือ ฮาร์ดไดร์ฟขนาดจิ๋วของโตชิบา เพื่อให้ได้สิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในการใช้ฮาร์ดไดร์ฟดังกล่าว และไม่ให้ใครสามารถเลียนแบบได้นั่นเอง ถึงตอนนี้เราจะเห็นได้ว่า Apple ได้สุดยอดเทคโนโลยีทั้งสองไม่ว่าจะเป็น FireWire ที่ Apple เป็นเจ้าของเอง รวมถึง ฮาร์ดไดร์ฟ ขนาดจิ๋วจากโตชิบา ที่ตอนนั้นก็ยังไม่มีใครคาดคิดว่าจะนำไปใช้ประโยชน์อะไร แต่ตอนนี้ Apple ได้เห็นเส้นทางที่จะกลับสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับ Apple ต่อจากนี้ แล้ว Microsoft ที่ตอนนั้นยังแทบไม่สนใจตลาดด้านนี้เลยด้วยซ้ำ จะมาข้องเกี่ยวกับ ธุรกิจนี้ได้อย่างไร โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 3 : iPod was Born

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Digital Music War ตอนที่ 1 : Digital Hub

Apple เริ่มไตรมาสแรก หลังจากการกลับมาของ สตีฟ จ๊อบส์รอบที่สอง ด้วยการขาดทุนอย่างยับเยิน ยอดขายคอมพิวเตอร์ที่ลดลง ถึง 1 ใน 3 ของปีก่อนหน้า ซึ่งปัจจัยหลักของความล้มเหลวที่เกิดขึ้นทุกฝ่ายมองตรงกันว่าเกิดจากการขาดไดร์ฟ Burn CD ที่กำลังกลายเป็นที่นิยมในขณะนั้น แต่ Apple ไม่ได้ใส่ลงไปในคอมพิวเตอร์ของพวกเขา

ตอนนั้น การปฏิวัติด้านดนตรีดิจิตอล ได้เริ่มขึ้นแล้ว Napster บริการแชร์ไฟล์เพลงแบบผิดกฏหมาย กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างยิ่ง มีการแชร์ไฟล์เพลงกันมากมายทั่วโลก หากต้องการนำมาฟังในรถ หรือ เครื่องเล่น CD ผู้ใช้ก็แค่ Burn เพลงเหล่านี้ลง CD ได้ทันที

จ๊อบส์ เริ่มรู้ตัวว่าเขาเดินเกมส์ผิดพลาด และตกขบวนรถไฟของ ไดร์ฟ Burn CD ไปแล้ว แต่ก็พยายามแก้ไขปัญหาโดยเร็วที่สุด ซึ่งมันเป็นตัวอย่างชัดเจนของวัฒนธรรมภายในของ Apple ที่กำลังแตกเป็นเสี่ยง ๆ ก่อนที่จ๊อบส์จะเข้ามา เพราะตอนนั้น Apple แทบจะไม่ฟังเสียงของผู้บริโภค 

ซึ่ง พีซี ที่ Burn CD ได้นั้นได้กลายเป็นสินค้า Top Hits ติดตลาดในปีนั้น ซึ่ง จ๊อบส์เอง นั้นก็เป็นหนึ่งในคนที่ตัดสินใจผิดพลาดในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน ที่ไม่ยอมใส่เจ้า ไดรฟ์ Burn CD ไปเพราะมันไม่สวยงาม จ๊อบส์ต้องการใส่ Drive แบบทันสมัยที่มีวิธีการแบบดูดแผ่นเข้าไปเพื่อยกระดับสินค้าของ Apple 

ซึ่งในบรรดาเครื่องคอมพิวเตอร์ของ Apple ทั้งหมดที่ได้วางจำหน่ายในปี 2000 นั้นมีเพียงรุ่นเดียวที่สามารถ Burn CD ได้แต่ก็ขายได้น้อยมาก เพราะคนแห่กันไปใช้ PC ที่มีราคาถูกกว่าและสามารถ Burn CD ได้เช่นเดียวกัน

Burn Drive ที่ Apple มีในบางรุ่นเท่านั้น
Burn Drive ที่ Apple มีในบางรุ่นเท่านั้น

จากความผิดพลาดดังกล่าวทำให้เหล่าผู้บริหาร Apple กลับมาคิดทบทวนใหม่ พวกเขาจึงได้ตัดสินใจที่จะเน้นไปที่ด้านดนตรี เพราะเป็นสิ่งที่คนนิยมมากที่สุดในยุคนั้น ซึ่งนิยมมากกว่ากล้องถ่ายรูป และดูแล้วมีศักยภาพที่จะเติบโตได้สูง ซึ่งขั้นตอนแรก Apple ได้ไปซื้อผลิตภัณฑ์ที่ชื่อ SoundJam ที่เล่น MP3 และสามารถ Burn CD ได้มาปรับปรุง

และจ๊อบส์ ก็ได้เปิดวิสัยทัศน์ใหม่ โดย จะแปลงโฉม apple โดยทำการปรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้กลายเป็นศูนย์กลางของกิจกรรมดิจิตอล หรือ “ดิจิตอลฮับ” มันจะปรับหน้าที่ของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ให้คอยประสานงานอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่เป็น ดิจิตอล ตั้งแต่เครื่องเล่นเพลง กล้องวิดีโอ ไปจนถึง กล้องถ่ายรูป โดยให้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเป็นศูนย์กลาง ให้อุปกรณ์ต่างๆ  เหล่านี้เข้ามาเชื่อมต่อ

คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล จะกลายเป็นอุปกรณ์ ที่คอยจัดการเพลง แสดงภาพ วีดีโอ หรือ ข้อมูลทางดิจิตอลต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่จ๊อบส์ เรียกมันว่า “ไลฟ์สไตล์แบบดิจิตอล” ซึ่งจะเป็นรากฐานที่สำคัญของ apple ในยุคต่อไป

apple นั้นจะไม่เป็นเพียงแค่บริษัทคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป โดยจ๊อบส์ ได้ตัดคำว่า คอมพิวเตอร์ ออกจากชื่อบริษัทด้วย โดยเครื่อง Mac นั้นจะผันตัวเองมาเป็นศูนย์กลางสำหรับอุปกรณ์ใหม่ ๆ อีกหลากหลาย รูปแบบ 

กลยุทธ์ใหม่ที่ จ๊อบส์ ให้ Apple  เป็นคือ Digital Hub
กลยุทธ์ใหม่ที่ จ๊อบส์ ให้ Apple เป็นคือ Digital Hub

มันมีหลายสาเหตุ ที่ทำให้จ๊อบส์ นั้นสามารถมองเห็น และอ้าแขนรับยุคใหม่แห่งการปฏิวัติ ดิจิตัล ได้ดีกว่าคนอื่น ๆ จ๊อบมีทั้งส่วนประกอบของศิลปศาสตร์และเทคโนโลยี เขารักเสียงเพลง รูปภาพ วีดีโอ และยังรักคอมพิวเตอร์อีกด้วย

ซึ่งหัวใจของวิสัยทัศน์ใหม่ของจ๊อบส์ ในเรื่อง ดิจิตอลฮับ คือ การเป็นตัวเชื่อมความนิยมชมชอบที่เขามี กับ ความคิดสร้างสรรค์ทั้งทางศิลปะและงานวิศวกรรม ที่มีการหลอมรวมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ในตอนท้ายของการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ทุก ๆ ครั้ง จ๊อบส์ จะฉายสไลด์ เป็นรูปจุดที่มีการบรรจบระหว่างความเป็น “ศิลปศาสตร์” กับ “เทคโนโลยี” และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงคิดเรื่องดิจิตอลฮับได้ก่อนใครเพื่อน และเขาจะกำลังจะนำพา apple ก้าวไปยังจุดนั้นให้ได้

และด้วยความที่จ๊อบส์ นั้นเป็นคนที่รักในความสมบูรณ์แบบ เขาจึงรู้ว่า ต้องมีการบูรณาการทุกแง่มุมของผลิตภัณฑ์ เข้าด้วยกัน ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ คอนเทนต์ และ การตลาด ซึ่งจะทำให้ apple เป็นฝ่ายได้เปรียบ ในโลกยุค ดิจิตอลฮับ เพราะ เขาสามารถ control ทุกอย่างได้ใน ecosystem ของเขา ข้อมูล หรือ คอนเทนต์ ในอุปกรณ์พกพาต่าง ๆ จะถูกควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ของ apple ได้อย่างแนบเนียนแบบไม่สะดุด

ต้องบอกว่า มันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมมากจริง ๆ สำหรับ apple ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ กำลังชะลอการลงทุนในผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ มันเป็นช่องว่างที่สำคัญ ที่จะทำให้ apple กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง และ นั่นเป็นที่มาของการสร้างนวัตกรรม ที่จะเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของความยิ่งใหญ่ของ apple ที่จะเกิดขึ้นในยุคหลังจากนั้น เพราะจ๊อบส์กำลังที่จะสร้าง อุปกรณ์เล่นเพลงแบบพกพา ที่ตอนนั้นแทบทุกยี่ห้อล้วนมีปัญหาใช้งานยาก และมี user interface ที่ซับซ้อน  แล้วจ๊อบส์นั้น จะสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาได้อย่างไร วิสัยทัศน์ เรื่อง ดิจิตอลฮับนั้น จะเปลี่ยนแปลง apple ไปได้แค่ไหน โปรดติดตามตอนต่อไป

–> อ่านตอนที่ 2 : The Secret Source

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol