จีนเริ่มควบคุมการใช้เทคโนโลยี Facial Recognition ในโรงเรียน

รัฐบาลจีนกล่าวว่ามีแผนที่จะควบคุมการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าและแอพอื่น ๆ ภายในโรงเรียน โดยเป็นการส่งสัญญาณมาจาก Lei Chaozi ผู้อำนวยการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของกระทรวงศึกษาธิการของจีน

ซึ่งตามรายงานของมหาวิทยาลัยในประเทศจีนกำลังทดลองเทคโนโลยีเพื่อติดตามการเข้าร่วมและพฤติกรรมของนักเรียนในชั้นเรียน

โครงการนำร่องได้พบกับคำวิจารณ์ออนไลน์อย่างมากมายในเรื่องความเป็นส่วนตัว ซึ่งตัวอย่างการใช้งานในมหาวิทยาลัย China Pharmaceutical (CPU) ในหนานจิงมณฑลเจียงซูโดยใช้เทคโนโลยีที่ประตูโรงเรียนและหอพักของนักศึกษาเพื่อติดตามพฤติกรรมของนักศึกษา

ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมีเครือข่ายของอุปกรณ์ที่คอยสอดส่องนักเรียน ซึ่งสามารถแจ้งเตือนพฤติกรรมนักเรียนได้แบบเรียลไทม์เกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียน ซึ่งได้มีการติดตั้งที่โรงเรียนมัธยมในเมืองหางโจว

Mr Lei บอกกับเว็บไซต์ thepaper.cn ว่าการใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าในมหาวิทยาลัยทำให้เกิดความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัว

“เราต้องระวังให้มากเมื่อพูดถึงข้อมูลส่วนบุคคลของนักเรียน” Lei กล่าว (ภาษาจีน) “อย่าเก็บข้อมูลเหล่านี้ถ้ามันไม่จำเป็นและพยายามเก็บข้อมูลของนักเรียนนักศึกษาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้”

กระทรวงศึกษาธิการออกแถลงการณ์ใหม่เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาเกี่ยวกับการใช้แอปทุกประเภทที่ผู้ให้บริการด้านการศึกษาใช้ในการติดตามนักเรียน

โดยมีการแนะนำหน่วยงานด้านการศึกษาและโรงเรียนให้สอบถามความคิดเห็นของผู้ปกครองนักเรียนและครูก่อนจะนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้งานจริง

โดยแอปที่ใช้งานทั้งหมดจะต้องลงทะเบียนภายในสิ้นปีนี้ เพื่อสร้างฐานข้อมูลเพื่อการควบคุมที่ดีขึ้นรายงานกล่าว

เทคโนโลยีที่มีการถกเถียงกันอยู่ในตอนนี้นั้นรวมถึง”เครื่องแบบอัจฉริยะ” เพื่อตรวจสอบพิกัดของนักเรียนในโรงเรียนซึ่งตอนนี้มีการใช้งานอยู่ในโรงเรียนหลายแห่งในประเทศจีน รายงานจาก The Global Times

ประเทศจีนได้กลายเป็นผู้บุกเบิกในการใช้การจดจำใบหน้าและเทคโนโลยีการเฝ้าระวังอื่น ๆ ในโรงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างมากว่า จะช่วยยกระดับการศึกษาของจีนได้จริงหรือไม่ เมื่อเทียบกับการต้องสูญเสียความเป็นส่วนตัวของนักเรียนที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในโลกออนไลน์ในขณะนี้นั่นเอง

References : https://www.bbc.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Geek Monday EP16 : JD.Com กับการใช้ AI , Big Data & Robotics ปฏิวัติการค้าปลีก

JD.Com ไม่เพียง แต่ลงทุนในเทคโนโลยีแห่งอนาคตเท่านั้น แต่พวกเขายังนำเทคโนโลยีของวันนี้ไปใช้ในการดำเนินงานในหลาย ๆ ด้านตั้งแต่คลังสินค้าอัจฉริยะไปจนถึงการส่งมอบด้วยโดรน และนี่เป็นตัวอย่างที่ JD.Com ใช้ AI ,Big Data และ หุ่นยนต์ในการดำเนินงานในปัจจุบัน: 

คลังสินค้าอัตโนมัติ: คลังสินค้าของ JD.Com ตอนนี้พวกเขากำลังดำเนินการเพื่อทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้โดยอัตโนมัติ   

หุ่นยนต์: หุ่นยนต์ที่ก้าวหน้าที่สุดของบริษัท ทำงานในคลังสินค้ากว่า 500 แห่ง ซึ่งพวกมันสามารถวางสินค้าบนชั้นวาง และแพ็คสินค้า รวมถึงจัดส่งสินค้าเพื่อส่งไปยังผู้บริโภค  

Drone : JD Com ใช้โดรนเพื่อส่งมอบสินค้าไปทั่วประเทศจีนตั้งแต่เดือนมีนาคม 2016 พวกเขาใช้โดรนที่มีรูปร่างและขนาดต่าง ๆ และปัจจุบันพวกเขากำลังทำงานเพื่อสร้างโดรนที่สามารถบรรทุกได้มากถึงห้าตัน  

Facial Recognition : บริษัทกำลังทดสอบซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าที่สำนักงานใหญ่ ซึ่งจะอนุญาตให้ผู้ซื้อนำสินค้าออกจากร้านโดยไม่ต้องหยุดจ่าย ซึ่งการชำระเงินจะถูกควบคุมผ่านการจดจำใบหน้านั่นเอง       

Big Data : JD คอมสร้างโมเดลจากข้อมูลผู้บริโภคที่มีการสร้างโปรไฟล์ของทุกคนที่ติดตามแบรนด์โปรด สถานะการสมรส และอื่น ๆ พวกเขาใช้ข้อมูลที่รวบรวมเพื่อแจ้งกลยุทธ์การตลาดในอนาคต และสร้างประสบการณ์การช็อปปิ้งที่เป็นส่วนตัวสำหรับลูกค้ามากยิ่งขึ้น   

JD ดอทคอมเติบโตอย่างมากเป็นและมีแผนการดำเนินการให้กลายเป็นตลาดค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก อย่างไรก็ตามในฐานะที่ JD เป็นหนึ่งในผู้นำของอีคอมเมิร์ซ พบว่า ต้องมีการคิดล่วงหน้าเพื่อพัฒนาโซลูชันที่ถูกสร้างขึ้นโดยใช้นวัตกรรมทางเทคโนโลยีล่าสุด และด้วยการลงทุนของบริษัท ในการวิจัยและพัฒนาและผลักดันให้ JD กลายเป็นผู้ค้าปลีกอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดและดีที่สุดนั่นเองครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ    

ฟังผ่าน Podbean : 
https://tharadhol.podbean.com/e/geek-monday-ep16-jd-com-ai-big-data-robotics-retails/

ฟังผ่าน Spotify : https://open.spotify.com/episode/2JZEzRkAwhqmYJBd30k1vM

ฟังผ่าน Youtube :
https://youtu.be/U-ZtcIYOXvA

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Facial Recognition กับการตรวจจับความกลัวของมนุษย์

เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า (Facial Recognition) ของ Amazon Web Services ‘Rekognition สามารถตรวจจับความกลัวของมนุษย์ได้แล้วในขณะนี้

ซึ่งตามที่ Amazon ได้เปิดเผยออกมาล่าสุด แต่เนื่องจากเทคโนโลยีได้รับทดสอบแล้วว่าไม่แม่นยำอย่างที่ Amazon ได้กล่าวอ้าง จึงทำให้มันเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าความสามารถที่ประกาศใหม่ใช้งานได้จริงตามที่โฆษณาไว้หรือไม่

เมื่อวันจันทร์ Amazon Web Services (AWS) เผยแพร่บล็อกโพสต์ซึ่งมีรายละเอียดการอัปเดตหลายอย่างเกี่ยวกับความสามารถใหม่ของเทคโนโลยี Facial Recognition ที่มีการถกเถียงในเรื่องของความแม่นยำที่เพิ่มขึ้น ในการตรวจจับ 7 อารมณ์บนใบหน้าของบุคคล 

บริษัท ยังอ้างว่าได้ปรับปรุงความสามารถของ Rekognition ในการตรวจจับเพศ และ อายุของบุคคล ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าวเช่นกัน

ซึ่งการที่ต้องมีการอัพเดทเพื่อปรับปรุงการทำงานนั้น ก็เนื่องมาจากการถูกวิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างหนาหู โดยเฉพาะ Corey Quinn นักเศรษฐศาสตร์ ด้าน Cloud Computing ซึ่งสังเกตว่าข้อมูลบ้างอย่างนั้นไม่น่าเชื่อถือ จาก Features ของ Rekognition ที่มีการเปิดเผยล่าสุด

“AWS ตกอยู่ภายใต้การถกเถียงที่ร้อนแรงในโลกออนไลน์ สำหรับการที่จะมาขาย Rekognition ให้กับรัฐบาลสหัรฐ ซึ่งในทางกลับ คือ มันเหมือนการสร้างค่ายกักกันสำหรับเด็กหรือบุคคลทั่วไป ซึ่งต้องคอย Monitor พวกเขาเหล่านี้อยู่ตลอดเวลานั่นเอง ‘และ ทำการ ‘ตรวจสอบความกลัว’ จากผู้คนเหล่านี้ด้วยเทคโนโลยีดังกล่าว คล้าย ๆ กับที่จีนทำกับเด็กนักเรียนของพวกเขา 

นอกจากนี้ยังมีความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยีนั้นยังไม่สามารถใช้งานได้จริง  แต่สิ่งสำคัญมันคือการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งต้องมีการออกหมายเพื่อละเมิดความเป็นส่วนตัวดังกล่าวของบุคคลทั่วไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากในประเทศเสรีประชาธิปไตยอย่างอเมริกา

การทดสอบหลาย ๆ ครั้งของ  Rekognition ได้เปิดเผยข้อบกพร่องของเทคโนโลยี และวันหนึ่งหลังจาก AWS เผยแพร่โพสต์บล็อกใหม่ สหภาพด้านเสรีภาพพลเรือน แห่งแคลิฟอร์เนียตอนเหนือ ได้จัดงานแถลงข่าวเพื่อประกาศผลการทดสอบอีกครั้ง คราวนี้ Rekognition มีความผิดพลาดในการ จับคู่ ของรูปถ่ายบุคคลที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐแคลิฟอร์เนีย จำนวนถึงห้าคนเลยทีเดียว

ฟิล ติงหนึ่งในฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐแคลิฟอร์เนีย กล่าวระหว่างการแถลงข่าวว่า “ เทคโนโลยีนี้ มันอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการหางานของคุณได้ และมันยังส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสามารถในการหาที่อยู่อาศัยของคุณ และจะมีหลาย ๆ คนที่อาจมีผลกระทบอย่างแท้จริงหากนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้”

และความจริงที่ว่า AWS ดูเหมือนจะไม่ลังเลที่จะประกาศการอัปเดตใหม่ ๆ ของ Features ดังกล่าว ต่อไปอีก แม้ยังไม่ได้แก้ปัญหาในปัจจุบัน ซึ่ง บริษัท Amazon ก็จะยังคงผลักดันผลิตภัณฑ์ตัวนี้ออกไปให้กับทุกคนที่ยินดีที่จะซื้อมันนั่นเอง

References : 
https://www.businessinsider.com/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

จีนนำเทคโนโลยี Facial Recognition มาระบุตัวตนของหมีแพนด้า

แพนด้าสัตว์ตัวยักษ์เป็นที่จดจำได้ทันทีว่าเป็นสายพันธุ์อะไร แต่สีดำและสีขาวของพวกมันก็ไม่สามารถที่จะระบุได้ว่ามันเป็นแพนด้าตัวไหน ซึ่งสายตามนุษย์นั้นไม่สามารถแยกออกได้

ตอนนี้นักวิจัยในประเทศจีนได้พัฒนาแอปจดจำใบหน้าที่ใช้เทคโนโลยี AI ซึ่งสามารถระบุแพนด้าแบบเฉพาะตัวได้

แอพสามารถเข้าไปดูได้ที่ ฐานการวิจัยการเพาะพันธุ์หมีแพนด้ายักษ์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งผู้เข้าชมจะสามารถใช้แอปนี้เพื่อระบุตัวตนของแพนด้ายักษ์ และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพวกมัน ผู้สร้างแอพนี้หวังว่าซอฟต์แวร์จะเป็นประโยชน์สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถใช้มันเพื่อติดตามหมีแพนด้าในป่าได้

“ แอพและฐานข้อมูลจะช่วยให้เรารวบรวมข้อมูลที่แม่นยำและรอบรู้เกี่ยวกับข้อมูลประชากร การกระจายตัวของพวกมัน อายุ เพศ อัตราส่วนการเกิดและการตายของแพนด้า ในป่าที่อาศัยอยู่ในภูเขาลึกและยากต่อการติดตาม” เฉินเป็ง นักวิจัยผู้ร่วมวิจัย บอกกับสำนักข่าว XinhuaNews

“ มันจะช่วยให้เราปรับปรุงประสิทธิภาพในการอนุรักษ์และจัดการสัตว์ป่าได้อย่างแน่นอน” เฉินกล่าว

ความพยายามในการอนุรักษ์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาได้เพิ่มจำนวนประชากรแพนด้าในป่า แต่จำนวนทั้งหมดยังน้อยอยู่มาก  ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่า 2,000 ตัว ซึ่งทั้งหมดพบในภูมิภาคที่เป็นภูเขาของจีน

แอพจะใช้องค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อระบุหมีแพนด้ารวมถึงรูปร่างของหูและสัญลักษณ์ของตา
แอพจะใช้องค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อระบุหมีแพนด้ารวมถึงรูปร่างของหูและสัญลักษณ์ของตา

เช่นเดียวกับระบบจดจำใบหน้าอื่น ๆ แอพนี้ถูกสร้างขึ้นโดยใช้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของรูปภาพแพนด้า มีการใช้รูปภาพ 120,000 และ วิดีโอนับหมื่นคลิป เพื่อทำการ Train อัลกอริทึม ซึ่งจะดูที่องค์ประกอบสำคัญหลายประการรวมถึงรูปร่างของปาก ขนาดของหู และเครื่องหมายรอบดวงตาเพื่อระบุตัวหมีแพนด้า

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าได้รับการพัฒนาสำหรับสัตว์  มีการใช้เครื่องมือที่คล้ายกันนี้ในการอนุรักษ์หมีและค่าง และเทคโนโลยีก็ถูกนำเข้าสู่ฟาร์มด้วยเช่นกัน ซอฟต์แวร์ที่สามารถระบุหมู แกะ และวัว เป็นรายตัวนั้นกำลังถูกใช้เพื่อตรวจสอบสุขภาพและกิจกรรมของสัตว์เหล่านี้

ที่ฐานการวิจัยของการเพาะเลี้ยงหมีแพนด้ายักษ์ ตัวซอฟต์แวร์จะถูกใช้เพื่อติดตามตารางการให้อาหารของแพนด้าแต่ละตัวรวมถึงลำดับวงศ์ศาคณาญาติของพวกมัน

ตามรายงานของ  The Washington Post นักวิจัยคนหนึ่งที่ช่วยสร้างแอปดังกล่าวบนเว็บไซต์เครือข่ายสังคม Weibo ว่าแอพนี้จะช่วยให้ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับแพนด้าดีขึ้น :“ ซึ่งแน่นอนว่า คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการทำให้แพนด้าโกรธ ด้วยการเรียกชื่อพวกเขาผิดนั่นเอง”

References : 
https://www.theverge.com/2019/5/21/18633787/facial-recognition-app-panda-china-chengdu-conservation

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Startup จีนสร้าง AI ตามหาสุนัขที่หายไปด้วยภาพของจมูก

Megvii เป็น Startup ด้าน AI ของจีนที่สร้างซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าสำหรับโปรแกรมการเฝ้าระวังของรัฐบาลจีน กำลังขยายเทคโนโลยีให้มากกว่าที่จะใช้ในมนุษย์เพียงเดียว โดยมีการสร้างระบบเพื่อจดจำใบหน้าสัตว์เลี้ยงที่แตกต่างกัน 

ตามรายงานของ Abacus News โปรแกรมใหม่ของ Megvii ได้รับการฝึกฝนให้รู้จักสุนัขด้วยการรูปแบบของจมูก ซึ่งเป็นการเลียนแบบการระบุตัวตน เหมือนกับที่มนุษย์ใช้ลายนิ้วมือในการระบุตัวตนแต่ละบุคคลได้นั่นเอง

การใช้แอพ Megvii นั้น ทางบริษัท บอกว่าสามารถลงทะเบียนสุนัขของคุณได้ง่ายๆเพียงสแกนจมูกด้วยกล้องในโทรศัพท์ของคุณ เช่นเดียว กับที่โทรศัพท์ลงได้สร้างระบบจดจำลายนิ้วมือของคุณเพื่อปลดล็อคนั่นเอง ซึ่งแอพจะขอให้คุณถ่ายรูปจมูกสุนัขของคุณจากหลายมุม

โดยทาง Megvii กล่าวว่ามันมีอัตราความแม่นยำในการระบุตัวสุนัขได้สูงถึง 95 เปอร์เซ็นต์และตอนนี้ได้รวมตัวฐานข้อมูลสัตว์เลี้ยงจำนวนกว่า 15,000 ตัว ผ่านแอพดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

การจดจำใบหน้าสำหรับสัตว์เลี้ยงเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แนวคิดที่ได้รับการใช้งานโดยนักวิจัยเพื่อการอนุรักษ์สัตว์ป่า ในสหรัฐอเมริกา แอปที่ชื่อว่า Finding Rover ก็ได้ใช้เทคโนโลยีการจดจำใบหน้าเพื่อค้นหาแมวและสุนัขที่ถูกรายงานว่าหายไปเช่นเดียวกัน

แต่ในประเทศจีน Megvii กล่าวว่าแอปนี้จะใช้งานได้มากกว่าแค่ใช้ในการค้นหาสัตว์เลี้ยงที่หายไป ด้วยความสัมพันธ์ที่มีอยู่กับรัฐบาล ทางบริษัทได้กล่าวว่าแอพนี้สามารถใช้ในการตรวจสอบ “การดูแลสุนัขที่ไม่ดี” สำหรับเหล่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ ไม่มีจิตสำนึกในสาธารณะ ซึ่งอาจจะเป็นการปล่อยให้สัตว์เลี้ยงไปถ่ายเรี่ยราดตามที่สาธารณะได้นั่นเอง

References : 
https://www.theverge.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol