World Economic Forum คือใคร? ถอดรหัส Davos สโมสรลับที่กุมชะตาโลกมากว่า 50 ปี

หลายคนน่าจะรู้จักชื่อของ World Economic Forum (WEF) ซึ่งต้องบอกว่าเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่สิ่งที่คนทั่วไปอาจไม่รู้จักเท่าไหร่ ก็คือคนที่อยู่เบื้องหลังองค์กรนี้คือ Klaus Schwab

เรื่องราวของเขาเริ่มต้นในปี 1938 ที่เมือง Ravensburg ประเทศเยอรมนี ช่วงเวลานั้นเยอรมนีอยู่ภายใต้การปกครองของ Adolf Hitler พ่อของเขา Eugen Wilhelm Schwab อพยพมาจากสวิตเซอร์แลนด์และได้เป็นผู้อำนวยการบริษัท Escher Wyss AG ที่ผลิตอาวุธให้กับกองทัพนาซี

ตอนเด็ก Klaus โตมาในครอบครัวที่เน้นเรื่องวิศวกรรม พ่อของเขาอยากให้เขาเป็นวิศวกร แต่ลึกๆ แล้ว Klaus สนใจเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองมากกว่า

ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ครอบครัวส่งเขาไปเรียนที่สวิตเซอร์แลนด์ ที่นั่นเขาได้เรียนวิศวกรรมตามที่พ่อต้องการ แต่เขามองว่าความรู้ด้านวิศวกรรมสามารถประยุกต์ใช้กับการจัดการสังคมและเศรษฐกิจได้

การสร้างอาณาจักรแห่งอำนาจ

หลังเรียนจบ Klaus ไปศึกษาต่อที่ Harvard ที่นั่นเขาได้เจอกับ Henry Kissinger อาจารย์ผู้มีอิทธิพลต่อความคิดของเขามาก Kissinger สอนให้เขาเข้าใจเรื่อง realpolitik หรือการเมืองที่เน้นผลประโยชน์จริงๆ มากกว่าอุดมการณ์

Klaus กลับมาทำงานที่บริษัท Solzer Escher Wyss-AG ในสวิตเซอร์แลนด์ ที่นี่เขาพัฒนาแนวคิด stakeholder capitalism ที่มองว่าธุรกิจควรดูแลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่ผู้ถือหุ้น

ปี 1971 เขาจัดประชุมที่เมือง Davos ครั้งแรก มีคนมาร่วม 400 คน ซึ่งถือว่าเยอะมากสำหรับคนที่ยังไม่มีชื่อเสียง แนวคิดที่จะรวมนักธุรกิจ นักการเมือง และนักวิชาการมาคุยกันเป็นเรื่องใหม่มากในยุคนั้น

แม้จะเจอปัญหาตอนแรกเพราะวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ Klaus ก็ไม่ย่อท้อ เขาชวนคนดังๆ มาร่วมงาน เช่น Dom Helder Camara บาทหลวงที่ทำงานช่วยคนจน ทำให้งานมีชื่อเสียงมากขึ้น

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นตอนที่นักธุรกิจใหญ่ Hanns Martin Schleyer ถูกฆ่าในปี 1977 Klaus ต้องเพิ่มการรักษาความปลอดภัยที่ Davos อย่างหนัก กลายเป็นสถานที่แบบป้อมปราการ แต่กลับทำให้คนมองว่าเป็นสถานที่พิเศษสำหรับคนสำคัญระดับโลก

ผลงานชิ้นโบว์แดงและความท้าทาย

ความสำเร็จครั้งใหญ่ของ Klaus คือการใช้ Davos เป็นที่เจรจาสันติภาพระหว่างกรีซกับตุรกีในปี 1987 ตอนนั้นทั้งสองประเทศเกือบจะทำสงครามกัน แต่เขาจัดการเจรจาลับจนได้ข้อตกลงสันติภาพ

หลังจากนั้น เขาเปลี่ยนชื่อองค์กรเป็น World Economic Forum ในช่วงทศวรรษ 1990 WEF มีบทบาทสำคัญในการเมืองโลก โดยเฉพาะในรัสเซีย มีการรวมตัวของเศรษฐีรัสเซียที่เรียกว่า Davos Pact เพื่อช่วยให้ Boris Yeltsin ชนะเลือกตั้ง

เข้าสู่ยุค 2000 Klaus ริเริ่มโครงการใหญ่ๆ เช่น GAVI ที่ช่วยให้ประเทศยากจนเข้าถึงวัคซีน และแนวคิด Great Reset ในช่วง COVID-19 ที่เสนอให้ปรับระบบเศรษฐกิจโลกใหม่

แต่ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น คนมองว่า WEF เป็นกลุ่มชนชั้นสูงที่ควบคุมโลก มีการประท้วงครั้งใหญ่ที่เมลเบิร์นในปี 2000 โดยกลุ่มต่อต้านโลกาภิวัตน์

ปี 2024 Klaus เจอปัญหาใหญ่ มีคนกล่าวหาว่าเขาคุกคามทางเพศและเลือกปฏิบัติในองค์กร สุดท้ายเขาต้องประกาศลาออกจากตำแหน่งในปี 2025

แม้ Klaus จะลาออก แต่ WEF ยังทรงอิทธิพลมาก ควบคุมเงินกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ผ่านมาตรฐาน ESG แต่ก็มีคนวิจารณ์มากขึ้น รวมถึง Elon Musk ที่บอกว่า WEF เป็นภัยต่อเสรีภาพของประชาชน

ถึงตอนนี้ หลายคนสงสัยว่าแนวคิด “โลกเดียวกัน” ของ Klaus จะอยู่รอดในยุคที่ผู้คนต้องการความเป็นอิสระของแต่ละประเทศมากขึ้นหรือไม่ แต่ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาได้สร้างองค์กรที่มีอิทธิพลต่อโลกมากที่สุดแห่งหนึ่งขึ้นมา

Geek Story EP280 : World Economic Forum คือใคร? ถอดรหัส Davos สโมสรลับที่กุมชะตาโลกมากว่า 50 ปี

บนเทือกเขาแอลป์อันสูงตระหง่านของสวิตเซอร์แลนด์ มีสถานที่แห่งหนึ่งที่ถูกขนานนามว่าเป็น “ป้อมปราการแห่งอำนาจ” ที่นี่คือที่ตั้งของ World Economic Forum (WEF) องค์กรที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดทิศทางของโลกมากว่าครึ่งศตวรรษ

ผู้ก่อตั้งองค์กรนี้คือ Klaus Schwab ชายผู้มีวิสัยทัศน์อันยิ่งใหญ่และความสามารถในการรวบรวมผู้มีอำนาจจากทั่วทุกมุมโลก

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/2draxj4u

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/2c4j5ar5

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/327sznva

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/Y5ckq_gl-Qc

Larry Fink : มหาเศรษฐีที่คุณอาจไม่เคยได้ยินชื่อ แต่มีอิทธิพลต่อเงินในกระเป๋าคุณ

ในโลกของการเงินและการลงทุน มีชื่อบริษัทหนึ่งที่เรียกได้ว่าโดดเด่นเหนือใคร นั่นก็คือ BlackRock บริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารกว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ BlackRock ไม่เพียงแต่เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในวงการเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้กำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลกอีกด้วย

แต่ BlackRock ไม่ได้เกิดขึ้นมาในชั่วข้ามคืน เบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้ คือเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล และความมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลงโลกการลงทุนให้ดีขึ้น

จุดเริ่มต้นของปรมาจารย์ด้านการเงิน

Lawrence Douglas Fink หรือที่รู้จักกันในชื่อ Larry Fink เกิดเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 1952 ในเมืองเล็กๆ ชื่อ Van Nuys รัฐแคลิฟอร์เนีย ห่างไกลจากศูนย์กลางทางการเงินของประเทศ Larry เติบโตมาในครอบครัวชนชั้นกลาง ที่ปลูกฝังค่านิยมเรื่องความขยันและความซื่อสัตย์ให้กับเขาตั้งแต่เด็ก

ในวัยเรียน Larry แสดงให้เห็นถึงความฉลาดและความสามารถในการจัดการระบบที่ซับซ้อน เขาเลือกเรียนรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส (UCLA) ก่อนที่จะต่อปริญญาโทบริหารธุรกิจ (MBA) เน้นด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาสนใจโลกการเงินอย่างจริงจัง

หลังจบการศึกษา Larry เริ่มงานที่ First Boston ในแผนกหลักทรัพย์จำนอง ที่นี่เอง ที่ความสามารถทางการเงินของเขาเป็นที่ประจักษ์ เขาสามารถพลิกโฉมแผนกให้มีกำไรถึง 1 พันล้านดอลลาร์ แต่ความสำเร็จนี้ก็มาพร้อมกับบทเรียนราคาแพง เมื่อ Larry ต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งใหญ่จากการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป

เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของ Larry ทำให้เขาตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดที่จะสร้างบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใช้เทคโนโลยีเป็นหัวใจสำคัญในการจัดการความเสี่ยง

การก่อตั้ง BlackRock

ด้วยประสบการณ์และบทเรียนที่ได้รับ Larry ตั้งปณิธานที่จะสร้างบริษัทลงทุนที่สามารถทนทานต่อความผันผวนของตลาด โดยใช้เทคโนโลยีและการบริหารความเสี่ยงอย่างเข้มงวด เขาต้องการให้ BlackRock เป็นเสมือนเกาะแห่งความมั่นคงในมหาสมุทรการเงินที่แปรปรวน

ในปี 1988 Larry และผู้ร่วมก่อตั้งได้เริ่มต้น BlackRock อย่างเป็นทางการ โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะปฏิวัติวงการจัดการการลงทุน ด้วยการใช้เทคโนโลยีและการบริหารความเสี่ยงที่เหนือชั้น แม้จะเผชิญกับความท้าทายมากมาย เช่น การระดมทุนและการสร้างความเชื่อมั่นในแนวทางใหม่ๆ แต่ Larry และทีมก็ไม่ย่อท้อ

BlackRock เริ่มต้นด้วยการเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ และได้พัฒนาแพลตฟอร์มบริหารความเสี่ยงที่เรียกว่า Aladdin ซึ่งเป็นระบบที่ช่วยให้มองเห็นภาพรวมของพอร์ตการลงทุนทั้งหมด นับเป็นนวัตกรรมครั้งแรกในตลาด ที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถวิเคราะห์และจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 Larry ก่อตั้ง BlackRock โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะปฏิวัติวงการจัดการการลงทุน ด้วยการใช้เทคโนโลยีและการบริหารความเสี่ยง (CR:crainsnewyork)
Larry ก่อตั้ง BlackRock โดยมีวิสัยทัศน์ที่จะปฏิวัติวงการจัดการการลงทุน ด้วยการใช้เทคโนโลยีและการบริหารความเสี่ยง (CR:crainsnewyork)

การเติบโตและความสำเร็จ

ด้วยแนวคิดที่แตกต่างและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี BlackRock เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่จุดพลิกผันสำคัญเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 เมื่อ BlackRock ได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของระบบบริหารความเสี่ยง และกลายเป็นที่ปรึกษาให้กับสถาบันการเงินและรัฐบาลต่างๆ ในการจัดการสินทรัพย์ที่มีปัญหา

ความสามารถในการนำพาลูกค้าผ่านพ้นวิกฤตได้อย่างปลอดภัย ทำให้ชื่อเสียงของ BlackRock พุ่งทะยาน บริษัทได้รับความไว้วางใจจากนักลงทุนทั่วโลก และเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ปี 2009 BlackRock ได้เข้าซื้อกิจการ Barclays Global Investors ซึ่งเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ที่ทำให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้นำในตลาด ETF การเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มขนาดของ BlackRock เท่านั้น แต่ยังเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และบริการ ทำให้บริษัทสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างครอบคลุมมากขึ้น

การเข้าซื้อกิจการ Barclays Global Investors ทำให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลก (CR:Wikimedia Common)
การเข้าซื้อกิจการ Barclays Global Investors ทำให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นผู้จัดการสินทรัพย์รายใหญ่ที่สุดในโลก (CR:Wikimedia Common)

BlackRock ในปัจจุบัน

ปัจจุบัน BlackRock บริหารสินทรัพย์มูลค่ากว่า 10 ล้านล้านดอลลาร์ มีลูกค้าทั้งนักลงทุนสถาบัน บริษัท นักลงทุนรายย่อย และรัฐบาลจากทั่วโลก บริษัทยังคงมุ่งเน้นนวัตกรรมทางเทคโนโลยีและการลงทุนอย่างยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) มากขึ้น

BlackRock ไม่เพียงแต่เป็นผู้จัดการสินทรัพย์เท่านั้น แต่ยังเป็นผู้มีอิทธิพลในการกำหนดทิศทางของตลาดการเงินโลก บริษัทมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้บริษัทต่างๆ ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและการกำกับดูแลกิจการที่ดี

อย่างไรก็ตาม ด้วยขนาดและอิทธิพลที่มหาศาล BlackRock ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายและการตรวจสอบมากขึ้นเช่นกัน บริษัทถูกวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นเรื่องการผูกขาดและอำนาจที่มากเกินไปในตลาดการเงิน

นอกจากนี้ ยังต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ เช่น ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของตลาด และผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19

แม้จะมีอุปสรรคมากมาย แต่ BlackRock ก็ยังคงยึดมั่นในวิสัยทัศน์ดั้งเดิมของ Larry Fink ที่ต้องการสร้างความสำเร็จทางการเงินควบคู่ไปกับการสร้างประโยชน์ให้กับสังคม บริษัทได้แสดงบทบาทเชิงรุกในการจัดการกับปัญหาระดับโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการกำกับดูแลกิจการและปัญหาในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาพภูมิอากาศ

บทสรุป

การศึกษาเรื่องราวของ BlackRock และ Larry Fink นั้นให้บทเรียนสำคัญ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าความสำเร็จของ BlackRock เกิดจากการมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การใช้นวัตกรรมเทคโนโลยี และการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นหลักการที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับธุรกิจในทุกระดับ

ซึ่งในท้ายที่สุด เรื่องราวของ BlackRock และ Larry Fink ไม่เพียงแต่เป็นตำนานแห่งความสำเร็จในวงการการเงินเท่านั้น แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ที่กำลังเริ่มต้นธุรกิจ ว่าด้วยวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน ความมุ่งมั่น และความกล้าที่จะคิดนอกกรอบ เราสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกได้ แม้จะเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ก็ตาม

References :
https://en.wikipedia.org/wiki/Larry_Fink
https://youtu.be/toAzSWBqPjA?si=QGa7Jt1PzH6tmp_L
https://en.wikipedia.org/wiki/BlackRock
https://medium.com/@EntrepreneurLife_yt/the-untold-story-how-larry-fink-built-blackrock-the-worlds-biggest-investment-company-8be48f4ad43a