หมอเตรียมตกงาน เมื่อ AI สามารถตรวจวินิจฉัยมะเร็งได้แม่นกว่าหมอ

นักวิจัยที่ Northwestern University ในรัฐอิลลินอยส์และ Google หวังว่าเทคโนโลยีด้าน AI และ Machine Learning สามารถเพิ่มประสิทธิภาพของการตรวจคัดกรองมะเร็ง

การค้นหาเนื้องอกในระยะแรก ควรจะทำให้ง่ายต่อการรักษา ซึ่งทีมวิจัย กล่าวว่า AI จะมีบทบาทใหญ่ ในอนาคตของยาและการรักษาโรค แต่ซอฟต์แวร์ปัจจุบันยังไม่พร้อมสำหรับการใช้งานทางคลินิกจริง ๆ 

การศึกษามุ่งเน้นไปที่โรคมะเร็งปอดซึ่งคร่าชีวิตผู้คนมากกว่า 1.8 ล้านคนต่อปีซึ่งสูงกว่ามะเร็งชนิดอื่น ๆ และ นี่คือเหตุผลว่าทำไมสหรัฐฯจึงแนะนำให้คนที่มีความเสี่ยงสูงมาตรวจคัดกรองหากมีการสูบบุหรี่มาเป็นระยะเวลายาวนาน

อย่างไรก็ตามการตรวจคัดกรองอาจ ส่งผลให้มีการตรวจชิ้นเนื้อลุกลาม สำหรับผู้ที่กลายเป็นมะเร็ง ซึ่งการศึกษาใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อดูว่าการวิเคราะห์การสแกนสามารถนำมาช่วยได้หรือไม่

ขั้นตอนแรกคือการฝึกอบรมซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ด้วยการสแกนปอด 42,290 CT จากผู้ป่วยเกือบ 15,000 ราย นักวิจัยไม่ได้บอก AI ว่าต้องมองหาสิ่งใดจากการวิเคราะห์โดยคอมพิวเตอร์ เพียงแค่คัดกรองผู้ป่วยคนที่จะเป็นมะเร็งและไม่ได้เป็นเท่านั้น

นำฐานข้อมูลมาให้ Machine Learing ทำการเรียนรู้เพื่อวิเคราะห์
นำฐานข้อมูลมาให้ Machine Learing ทำการเรียนรู้เพื่อวิเคราะห์

AI นั้นได้รับการทดสอบกับทีมนักรังสีวิทยาหกคนซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์การสแกน CT ซึ่งผลที่ได้ AI มีประสิทธิภาพมากกว่านักรังสีวิทยาเมื่อตรวจสอบ CT scan เพียงครั้งเดียวและมีประสิทธิภาพเท่าเทียมกันเมื่อแพทย์มีการสแกนหลายดูหลาย ๆ ครั้ง

ผลการวิจัยใน Nature Medicineแสดงให้เห็นว่า AI สามารถเพิ่มการตรวจหามะเร็งได้ 5% ในขณะที่ยังลดการตรวจที่ผิดพลาด(ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งแต่ความจริงไม่ได้เป็น) ถึง 11%

ดร. Mozziyar Etemadi จาก Northwestern University บอกกับ BBC ว่า: “ขั้นตอนต่อไปคือการใช้กับผู้ป่วยในรูปแบบของการทดลองทางคลินิก” 

ดร. Etemadi กล่าวว่า AI และแพทย์ที่ทำงานเคียงข้างกันจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นและ AI นั้นก็กำลังจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในวงการการแพทย์

Rebecca Campbell จาก Cancer Research UK กล่าวว่า: “มันเป็นสิ่งที่ดีที่ได้เห็นนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ที่วันหนึ่งสามารถช่วยเราในการตรวจหามะเร็งปอดในช่วงต้นเช่นเดียวกับที่เราเรียนรู้จากประสบการณ์ของแพทย์ ซึ่งการใช้เทคนิค Deep Learning ในการทำแบบเดิมซ้ำ ๆ นั้นก็เพื่อช่วยปรับปรุงความแม่นยำให้มีมากขึ้นนั่นเอง

“การตรวจหามะเร็งตั้งแต่เนิ่น ๆ มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในการรักษา ซึ่งมันเป็นวิธีที่ทรงพลังที่สุดในการช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น และการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ซึ่งจะมาทำงานาร่วมกับแพทย์จริง ๆ จะมีบทบาทสำคัญในอนาคตอย่างแน่นอน

“ขั้นตอนต่อไปคือการทดสอบเทคโนโลยีนี้เพิ่มเติมเพื่อดูว่าสามารถใช้กับคนจำนวนมากได้อย่างแม่นยำจริง ๆ หรือไม่”

AI เอาชนะมนุย์ได้หรือยัง ???

สำหรับโดยส่วนตัวผมมองว่าเทคโนโลยีในด้านที่ AI สามารถจำลองการทำงานได้ เช่น รังสีแพทย์ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ผลจากการถ่าย X-RAY ไม่ว่าจะเป็น Ultrasound , MRI , CT-Scan เพื่อใช้ในการวิเคราะห์โรคร้ายต่าง ๆ

ซึ่งหมอเล่านี้นั้น ต้องใช้การเรียนรู้ + ประสบการณ์ในการ วิเคราะห์ภาพที่ได้จากเครื่อง X-RAY ชนิดต่าง ๆ ซึ่ง ไม่ยากเลยสำหรับ AI ที่จะเรียนรู้แบบหมอได้ และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในปัจจุบัน

ลองจินตนาการ สมมติว่ามีการแข่งขัน ให้หมอที่เก่งที่สุดด้านนี้ มาแข่งกับ AI ผลน่าจะไม่ต่างจากเกมส์โกะ ที่ Alpha Go ที่สามารถเอาชนะแชมป์โลกโกะไปได้อย่างไม่ยากเย็น แต่ก็อยู่ที่ว่ามนุษย์เรานั้นจะสามารถยอมรับได้หรือไม่

หากต่อไป นั้น เราจะถูกวินิจฉัยโดย AI ซึ่งไม่ใช่หมอ เช่นเดียวกับ ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะยอมรับได้มั๊ยว่า รถแบบขับเคลื่อนอัตโนมัตินั้น จะเป็นรถปรกติที่วิ่งบนถนนเดียวกับเรา ซึ่ง ยังไงอัตราการเกิดอุบัติเหตุจาก AI เหล่านี้ ก็น่าจะน้อยกว่ามนุษย์อยู่แล้ว เพราะความแม่นยำที่สามารถตรวจสอบได้ และขีดจำกัดหลาย ๆ อย่างของมนุษย์นั้น จะไม่สามารถทำงานได้เทียบเท่า AI อีกต่อไป

References : 
https://www.bbc.com/news/health-48334649

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

การใช้เทคโนโลยี VR ช่วยศัลแพทย์ผ่าตัดสมอง

เมื่อศัลยแพทย์วางแผนในการผ่าตัดสมองของผู้ป่วยนั้น การใช้ เทคโนโลยี VR หรือ Virtual Reality ผ่านการ Render 3D ทำให้การวางแผนผ่าตัดนั้นทำได้ง่ายขึ้น

ซึ่ง เทคโนโลยี VR นี้ถูกเรียกว่า SNAP (The Surgical navigation advance platform) ซึ่งถูกพัฒนาโดย บริษัท Surgical Theater
โดยเทคโนโลยีดังกล่าวจะเป็นการ รวบรวมภาพจาก 2D MRI และ CT Scan เพื่อทำการสร้าง 3D Model ของสมองคนไข้

โดยศัลยแพทย์สามารถที่จะ สำรวจส่วนต่าง ๆ ของสมองผ่าน แว่น VR ของคนไข้ได้จริง ๆ

ซึ่ง สำหรับคนไข้แล้วนั้น เทคโนโลยี VR เหล่านี้ จะช่วยให้ สามารถอธิบายสิ่งที่ซับซ้อนภายในสมองคนไข้ ให้คนไข้สามารถเข้าใจได้อย่างเห็นภาพ และเข้าใจถึงกระบวนการในการผ่าตัดของหมอได้อย่างง่ายดายยิ่งขึ้น

เทคโนโลยี VR ยังช่วยให้ ศัลยแพทย์ สามารถทดสอบ การผ่าตัดในแนวทางต่าง ๆ ได้ โดยการทดลองผ่าน VR และยังช่วยเลือกวิธีการที่ดีที่สุดในการผ่าตัดสมอง เพื่อลดความผิดพลาดให้มากที่สุด และเป็นประโยชน์ที่สุดกับคนไข้

จากการใช้งาน ผลิตภัณฑ์นี้ ของศัลย์แพทย์ชั้นนำพบว่า สามารถที่จะช่วยเหลือในการผ่าตัดให้เร็วขึ้น และ ง่ายขึ้น ลดความผิดพลาดกับคนไข้ได้จริง ๆ ผ่านการทดลองกับคนไข้จริง ๆ มาแล้ว

ซึ่งจะเห็นได้ว่าในปัจจุบัน เริ่มมีการใช้เทคโนโลยี รวมถึงเครื่องมือเซ็นเซอร์ต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาช่วยเหลือแพทย์ในการทำงาน ทั้งทางด้านการวิเคราะห์โรค หรือ ช่วยเหลือในการผ่าตัดอย่างการใช้ VR ของ SNAP

โดยเทคโนโลยีเหล่านี้นั้นจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในอนาคตในการช่วยเหลือแพทย์ในการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และที่สำคัญนั้นยังเป็นการลดการสูญเสียจากการผ่าตัดแบบเดิม ๆ ที่เกิดขึ้น เพราะ VR นั้นสามารถทำให้แพทย์ได้ทดลองกับชิ้นส่วนร่างกายที่เหมือนของจริงมากที่สุด ก่อนที่จะลงมือทำการผ่าตัดจริง ซึ่งหากเป็นในอดีตนั้นคงไม่สามารถทำอย่างนี้ได้แน่นอน ซึ่งสุดท้าย การร่วมมือกันระหว่างแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเทคโนโลยีทีมีประสิทธิภาพนั้น ถือเป็นก้าวที่สำคัญในการลดความสูญเสียที่ไม่จำเป็นอีกต่อไปนั่นเอง

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

5 ตัวอย่างกับการใช้ AI ในอุตสาหกรรม Healthcare อย่างมีประสิทธิภาพ

อุตสาหกรรมทางการแพทย์ นั้น อุตสาหกรรมหนึ่งเลยที่มีความน่าสนใจอย่างยิ่ง ที่จะนำเอา AI เพื่อมาเพิ่มประสิทธภาพการทำงานของทั้งตัวหมอเอง รวมถึง เพิ่งประสิทธิภาพของโรงพยาบาลให้ดีขึ้น

แม้ทางการแพทย์นั้น จะยุ่งเกี่ยวกับความเป็นความตายขอคนไข้ ซึ่งการนำเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้นั้น ก็ต้องคำนึงถึงหลาย ๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลคนไข้  , เรื่อง privacy ของคนไข้ รวมถึง ความ error ต่าง ๆ ของการนำเอาเทคโนโลยี มาใช้ เพราะล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายของคนไข้แทบจะทั้งสิ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ Sensitive กว่า Domain อื่น ๆ อยู่มาก

มาดูกันว่า 5 ตัวอย่างของการใช้ AI ในอุตสาหกรรมการแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพนั้นมีอะไรกันบ้าง

1.AI-assisted robotic surgery

ในวงการศัลยแพทย์ นั้น ได้เริ่มมีการนำหุ่นยนต์ เข้ามาใช้ช่วยเหลือ ศัลยแพทย์เป็นเวลาช่วงหนึ่งแล้ว โดย AI นั้นสามารถที่จะช่วยได้ตั้งแต่การ วิเคราะห์ข้อมูล ของคนไข้ เพื่อ Guide ให้ศัลยแพทย์ ได้ใช้เครื่องไม้ เครื่องมือ ที่ถูกต้องกับคนไข้ เป็นการลดเวลาในการเตรียมความพร้อมในการผ่าตัดไปได้มาก ซึ่งหุ่นยนต์ผ่าตัดนั้น สามารถที่จะช่วยเหลือศัลยแพทย์ ให้ผ่าตัดในจุดที่มีความเสียหายกับร่างกายน้อยที่สุด ไม่ต้องมีการผ่าตัดในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไป ทำให้แผลผ่าตัดนั้น มีขนาดเล็กลง

ด้วยความสามารถของ AI  ทำให้หุ่นยนต์ผ่าตัดนั้น สามารถที่จะเรียนรู้จากการผ่าตัดครั้งก่อน ๆ หน้า เพื่อปรับเทคนิคในการผ่าตัดครั้งตอไปให้กับคนไข้ได้  ซึ่งมี Case Study ที่นำเอา AI มาช่วยเหลือหมอผ่าตัดกระดูกและข้อ ซึ่งสามารถลดจำนวนการผ่าตัดได้ถึง 5 เท่า หากเทียบกับ ให้หมอ Orthopedic ได้ทำการวิเคราะห์ด้วยตัวเองเพียงคนเดียว

Da Vinci

สำหรับการผ่าตัดในจุดที่มีความละเอียดค่อนข้างสูงอย่างการผ่าตัดตานั้น หุ่นยนต์ผ่าตัดชื่อดังอย่าง Da Vinci ก็สามารถที่จะช่วยเหลือแพทย์ในส่วนที่ซับซ้อนที่ยากต่อการเข้าถึงได้ดีกว่า การผ่าตัดแบบเดิม ๆ อย่างมาก ทำให้สามารถผ่าตัดในส่วนที่เข้าถึงยาก และมีความซับซ้อน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้กระทั่งในการผ่าตัดอวัยวะที่สำคัญที่สุดของมนุษย์อย่างการผ่าตัดหัวใจก็เช่นกัน หุ่น Heartlander หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดด้านหัวใจ ก็สามารถที่จะเปิดแผลที่มีขนาดเล็กมากบริเวณหน้าอก เพื่อเข้าถึงการรักษาบริเวณเนื้อเยื่อของหัวใจคนไข้ได้ โดยไม่ต้องใช้การผ่าตัดแบบเปิดผลขนาดใหญ่เหมือนที่เคยทำมา สำหรับการผ่าตัดหัวใจ

2. Virtual nursing assistants

ในด้านการพยาบาลก็เช่นเดียวกัน ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงส่วนนึง ของอุตสาหกรรม Healthcare ในอเมริการนั้น ประเมินได้ว่า หากมีการนำระบบ Vitual nursing มาใชนั้น สามารถลดรายจ่ายไปได้กว่า สองหมื่นล้านเหรียญในแต่ละปี ซึ่ง งานบางงานที่ต้องทำอะไรซ้ำ ๆ นั้น สามารถที่จะใช้ Robot หรือ AI มาช่วยเหลือได้

ซึ่งคล้าย ๆ กับ ระบบ Chatbot ที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ การมีผู้ช่วยเหลืออย่าง Virtual Nursing นั้น สามารถที่จะทำงานได้ตลอด 24 ชม. โดยไม่ต้องมีการพักเปลี่ยนเวร แต่อย่างใด รวมถึง ได้ประสิทธิภาพบางอย่างที่ดีกว่าด้วย สามารถตอบคำถามได้อย่างรวดเร็วกว่าการใช้มนุษย์เป็นอย่างมาก หากเป็นคำถามที่ซ้ำ ๆ ที่ AI สามารถที่จะเรียนรู้ได้

แถมยังช่วบลดความไม่จำเป็นในการเข้ามาที่โรงพยาบาลได้อีกด้วย ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของ Virtual Assistant เช่น Care Angel’s ที่มีความสามารถทีช่วยเช็คสุขภาพเบื้องต้นของผู้ป่วยผ่านทางการสื่อสารด้วยเสียง และความสามารถของ AI ที่จะช่วยคัดกรองคนไข้ เพื่อไม่ต้องเข้ามาที่โรงพยบาลหากไม่ใช่เรื่องจำเป็นจริง ๆ

3. Aid clinical judgement or diagnosis

ในปัจจุบันมีหลาย use case ที่น่าสนใจในการนำ AI เข้ามาร่วมในการวินิจฉัยผลของคนไข้  ตัวอย่างนึงที่น่าสนใจคือทาง มหาวิทลัย Standford ได้ทำการทดสอบ AI Algorithm ในการตรวจมะเร็งผิวหนัง โดยมีการเปรียบเทียบกับ หมอผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนัง แล้วพบว่า ผลของการวินิจฉัยด้วย AI นั้น มีความสามารถเทียบเท่ากับการใช้หมอผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังในการวินิจฉัย แต่สิ่งที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน คือ เวลา ที่ใช้ในการวินิจฉัยต่างกันอย่างมาก AI สามารถทำได้ภายในระยะเวลาไม่กี่นาที ต่างกับ หมอผู้เชี่ยวชาญที่ต้องใช้เวลาหลายชม. ในการวิเคราะห์ผล

งานวิจัยอีกชิ้นที่น่าสนใจของ Danish AI software นั้น ได้ทำการทดสอบ algorithm ในการฟังเสียงสนทนา เมื่อมีการโทรศัพท์ฉุกเฉินเข้ามาในโรงพยาบาล กรณีผู้ป่วยในโรคหัวใจ โดยการดักฟังโทนเสียงของผู้ป่วย รูปแบบการพูด พบว่าสามารถคัดกรองผู้ป่วยที่มีโอกาสที่จะมีอาการหัวใจวายได้ถึง 93% ซึ่งสูงกว่ารูปแบบปรกติที่ใช้มนุษย์คัดกรองที่ทำได้เพียงแค่ประมาณ 73% เท่านั้น

ส่วนทางฝั่งยักษ์ใหญ่ Search Engine จากจีนอย่าง Baidu Research นั้น ก็ได้ทำการทดสอบ Deep learning algorithm ที่สามารถที่จะระบุถึงการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านม ได้ดีกว่าการวิเคราะห์จากมนุษย์

ส่วนทางด้านประเทศอังกฤษ นายกรัฐมนตรี Theresa May ก็ได้ประกาศวาระสำคัญของชาติ คือ AI Revolution ซึ่งจะช่วยเหลือ National Health Service (NHS) ซึ่งคงคล้ายๆ  สปสช. ของบ้านเรา ในการช่วยทำนายผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดโรคมะเร็ง โดยการวิเคราะห์จาก ข้อมูลทางด้านสุขภาพ พฤติกรรมการใช้ชีวิต รวมถึงพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และยังวิเคราะห์จากข้อมูลทางด้าน พันธุกรรมของคนไข้ เพื่อช่วยทำนายว่า คนไข้ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็งหรือไม่ โดยใช้ AI และข้อมูลจาก NHS

4. Workflow and administrative tasks

งานด้านเอกสารหรือธุรการต่าง ๆ ภายใน workflow ของระบบโรงพยาบาลนั้นก็เป็นต้นทุนสำคัญอย่างนึงของโรงพยาบาล ซึ่ง ประมาณได้ว่า ในปี ๆ หนึ่ง ๆ ในประเทศอเมริกา หากสามารถนำ AI มาช่วยงานเหล่านี้ได้นั้น สามารถที่จะลดต้นทุนไปได้กว่า 18,000 ล้านเหรียญ สหรัฐเลยทีเดียว

ซึ่ง AI สามารถที่จะช่วยเหลือในงานต่าง ๆ ได้ไม่ว่าจะเป็น voice-to-text transcriptions หรือการแปลงจากเสียงมาเป็นtext  งานด้านเอกสารกำกับยา หรืองานที่เกี่ยวข้องกับ chart notes

ซึ่งตัวอย่างนึงที่ใช้ AI ในการช่วยเหลืองานด้าน Admin คือการร่วมมือกันระหว่าง Cleveland Clinic และ IBM โดยมีการนำเอา IBM’s Watson มาช่วยในการวางแผนการรักษาให้กับแพทย์ โดยทำการวิเคราะห์จากข้อมูล medical record โดยใช้เทคโนโลยี Natural language processing เพื่อช่วยวางแผนการรักษาให้กับแพทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

5. Image analysis

ต้องบอกว่าเป็นงานที่สำคัญอย่างหนึ่งเลยสำหรับการวิเคราะห์ภาพเช่นในการ ทำการ X-RAY , MRI หรือ Ultrasound ซึ่ง effect โดยตรงต่อผู้ป่วย เพราะเป็นการวิเคราะห์ ให้เจอสาเหตุของโรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย

ซึ่งโดยปรกติแล้วนั้นงานทางด้าน Image Analysis โดยผู้เชี่ยวชาญนั้น เป็นงานที่ต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์เป็นอย่างมาก

ตัวอย่างสำคัญในการวิเคราะห์ที่ทำให้ process เหล่านี้ทำได้รวดเร็วขึ้น คือ ในงานวิจัยของ MIT ได้ทำการพัฒนา machine learning algorithm ที่สามารถจะวิเคราะห์ภาพ Scan 3D จากการถ่าย MRI , CT-SCAN โดยสามารถที่จะวิเคราะห์ได้เร็วกว่าผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ถึง 1000 เท่า ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจเลยทีเดียว

ซึ่ง AI นั้นจะมาช่วยเหลืออย่างมากกับงานด้านรังสีแพทย์ เพราะเป็นงานที่ AI สามารถทำงานได้ดีที่สุด เนื่องจากเป็นการใช้ประสบการณ์การเรียนรู้จากข้อมูลในอดีต หากมีคลังข้อมูลที่มากพอ ก็ทำให้ AI มีผลการวิเคราะห์ที่แม่นยำกว่ารังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียอีก

รวมถึงการที่ AI สามารถมาช่วยเหลืองานด้าน Telemedicine ในพื้นที่ห่างไกล ซึ่งคนไข้สามารถที่จะใช้ Smartphone ในการถ่ายภาพเบื้องต้น ของบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ หรือ ต้องการรักษา ซึ่ง AI สามารถที่จะช่วยเหลือในการวิเคราะห์อาการเบื้องต้นจากภาพถ่ายเหล่านี้ได้ และสามารถ guide แนวทางการรักษาเบื้องต้นให้กับผู้ป่วยที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้

AI จะเข้ามาช่วยเหลือหรือแย่งงานจากคนในอุตสาหกรรม Healthcare

ต้องบอกว่าด้วยพื้นฐานทางเทคโนโลยีในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นด้าน AI , Machine Learning รวมถึงเทคโนโลยีทางด้านหุ่นยนต์ กล้อง รวมถึงเซ็นเซอร์อัจฉริยะ ต่าง ๆ นั้น ถึงแม้จะยังไม่ผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาช่วยเหลือแพทย์ได้ทุกแขนงในปัจจุบัน หรือยังเป็นงานวิจัยอยู่ก็ตาม เราต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีเหล่านี้ได้ไปไกลเกินความสามารถของเหล่าผู้เชี่ยวชาญที่เป็นมนุษย์ในปัจจุบันแล้ว

ซึ่งต้องยอมรับเช่นกันว่าเครื่องมือเหล่านี้ล้วนมาช่วยเหลือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างมาก จนหลาย ๆ งานสามารถที่จะเข้าไปทดแทนงานของมนุษย์ได้จริง แต่งานที่เกี่ยวข้องกับคนไข้นั้นยังไง ผู้ป่วยย่อมจะไม่ยอมรับผลการรักษา 100% จาก AI แน่นอนอยู่แล้ว

แต่อย่างไรก็ดีในอนาคตอันใกล้ หากเทคโนโลยีเหล่านี้พัฒนาจนเป็นที่ยอมรับของมนุษย์ได้ 100% จริง ๆ เหมือนที่ใครจะคิดว่าจะมีรถยนต์อัตโนมัติ มาวิ่งให้เรานั่งได้กันแบบสบาย ๆ  ซึ่งก็เช่นเดียวกัน ในวงการอุตสาหกรรม Healthcare นั้น ต่อไปเราก็อาจจะได้เห็น ทุก process ที่เกี่ยวกับคนไข้ สามารถทำได้โดยผ่าน AI หรือ Robot ได้จริง ๆ ตั้งแต่ การเตรียมข้อมูลคนไข้ ไปจนถึงงานระดับยาก ๆ อย่างการผ่าตัดหัวใจ หรือสมอง ซึ่งผมเชื่อว่า หากมีการแข่งขันกันจริง ระหว่างมนุษย์กับผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าสาขาใด ๆ แม้จะงานยากขนาดไหนก็ตาม ก็จะพบจุดจบเดียวกันกับที่ Alpha go สามารถชนะ Lee Sedol มนุษย์ที่เล่นเกมโกะได้เก่งที่สุดในโลก เพราะตอนนี้เราต้องยอมรับว่า AI มีขีดความสามารถเกินกว่าที่มนุษย์เราจะทำได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

References : www.forbes.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

AI สามารถรู้ได้ว่าคุณจะตายเมื่อไหร่

ต้องบอกว่าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ซะแล้ว สำหรับงานวิจัยชิ้นล่าสุดจาก University of Adelaide ซึ่งพัฒนา AI ให้สามารถบอกได้ว่าคุณกำลังที่จะตายหรือไม่ โดยการวิเคราะห์ผ่าน CT Scan จากผู้ป่วย 48 ราย ด้วยวิธี Deep Learning Algorithms ซึ่งสามารถที่จะ predict ได้ว่าผู้ป่วยเหล่านั้นจะตายภายใน 5 ปี ด้วยความแม่นยำถึง 69% ซึ่งใกล้เคียงกับการวิเคราะห์จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ซึ่งการทำนายดังกล่าวนั้นอาจจะช่วยให้แพทย์สามารถหาวิธีป้องกันไม่ให้เสียชีวิตก่อนได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการช่วยแพทย์ปรับวิธีการรักษาให้กับคนไข้แต่ละรายได้อย่างเหมาะสม ซึ่ง Dr. Luke Oakden-Rayner จาก University of Adelaide นั้น ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “แทนที่แพทย์จะมุ่งเน้นไปที่การค้นหาโรคร้ายแรงจากผู้ป่วย ระบบอัติโนมัติเหล่านี้สามารถที่จะช่วยเหลือแพทย์ที่อาจจะไม่ได้รับการฝึกฝนมามากพอ เช่น กลุ่มแพทย์ที่จบใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีความเชี่ยวชาญในการค้นหาโรคร้ายแรงจากผู้ป่วยได้ ซึ่งระบบอัติโนมัติเหล่านี้นั้นผ่านการ trained มาจากข้อมูลจำนวนมหาศาล และตรวจจับรูปแบบ pattern ที่ซับซ้อนของการเกิดโรคได้ดีกว่าแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียอีก” 

ซึ่งในการศึกษาครั้งนี้นั้น ระบบได้มองหาสิ่งต่าง ๆ ที่อาจจะเป็นเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้เช่น ภาวะของอวัยวะหัวใจที่ขยายตัว หรือ ภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ซึ่ง ระบบ Deep Learning นั้นถูก train ด้วยข้อมูลกว่า 16,000 ภาพ ซึ่งสามารถที่จะบ่งบอกถึงสัญญาณโรคในอวัยวะดังกล่าวได้ ซึ่งเครื่องมืออัตโนมัติเหล่านี้ ได้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องดังกล่าวได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่ต้องอาศัยการฝึกอบรมอย่างยาวนาน ถึงจะมีความสามารถเทียบเท่า AI เหล่านี้

AI can pick problems in the heart and lungs (at left) that might lead to an early death.

สำหรับงานวิจัยดังกล่าวนั้นไม่ได้สร้างมาเพื่อวิเคราะห์เฉพาะข้อมูลผู้ป่วยย้อนหลังเท่านั้น แต่ทางทีมวิจัยกำลังมองหาวิธีในการสร้างรากฐานในการพัฒนาอัลกอริทึม ที่สามารถวินิจฉัยสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วยมากกว่าเพียงแค่การจำแนกโรคเพียงอย่างเดียว ซึ่งการที่จะทำได้อย่างที่กล่าวนั้น ก็ต้องอาศัยฐานข้อมูลที่มีคุณภาพเช่นภาพ scan ที่มีความละเอียดที่สูงขึ้น เพื่อปรับปรุงผลการตรวจวินิจฉัยในอนาคต

ซึ่งงานวิจัยด้งกล่าวนั้นเป็นการเปิดทางใหม่ ๆ สำหรับการประยุกต์ใช้ AI ในการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ และเป็นการสร้างความหวังใหม่ ๆ ในการตรวจหาความโรคที่มีความซับซ้อนได้ แต่อย่างไรก็ดีก็ต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ในการวินิจฉัยร่วม เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุดกับผู้ป่วย

Reference : www.engadget.com