Jeff Bezos กับ 10 ทางเลือกที่จะนำไปสู่ชีวิตที่คุณจะไม่เสียใจในภายหลัง

Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ได้รับการยอมรับเป็นอย่างมากถึงคุณสมบัติหลายอย่าง ทั้งความอดทน ความฉลาดหลักแหลมในการสร้างบริษัท Ecommerce อันดับหนึ่งของโลกอย่าง Amazon.com

หรือการเปลี่ยนความคิดริเริ่มภายในของบริษัท จากการเป็นเพียงแค่บริษัท Ecommerce ให้กลายเป็นบริษัททางด้านเทคโนโลยีด้วย Amazon Web Services ที่ทำรายได้มากกว่า 17.4 พันล้านดอลลาร์ การรู้วิธีการที่จะจ้างคนที่เหมาะสม การตัดสินใจขยายตัวอย่างชาญฉลาด

แต่สิ่งที่ Bezos ได้เรียนรู้ เมื่ออายุได้ราว ๆ 10 ขวบ ระหว่างการเดินทางบนท้องถนนกับคุณปู่ คุณย่า ของเขา ความฉลาดเพียงอย่างเดียวจะไม่ทำให้คุณประสบความสำเร็จ หรือช่วยให้คุณมีชีวิตที่ดีได้

Bezos กล่าวว่า ความฉลาดเป็นของขวัญ “คุณสามารถถูกหลอกล่อด้วยของขวัญได้หากคุณไม่ระมัดระวัง” Bezos กล่าวกับผู้สำเร็จการศึกษาจาก Princeton ในปี 2010 “และถ้าคุณทำเช่นนั้นก็อาจจะส่งผลเสียต่อการเลือกทางเดินชีวิตของคุณได้เช่นกัน”

การวิจัยแสดงให้เห็นว่าเรามักเสียใจกับสิ่งที่เราไม่ได้ทำมากกว่าสิ่งที่เราทำ แม้ว่าสิ่งที่เราทำจะออกมาไม่ดีก็ตาม 

แต่มันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล: ด้วยเวลาและความพยายามของเราที่สามารถแก้ไขข้อผิดพลาดเกือบทุกอย่างที่เราได้ทำลงไปแล้วได้ แต่คุณไม่สามารถกลับไปทำสิ่งที่คุณใฝ่ฝันที่จะทำ แต่กลับไม่ได้ทำมัน

ดังที่ Bezos กล่าว “เมื่อคุณอายุ 80 ปี และในช่วงเวลาที่เงียบสงบของการไตร่ตรองที่หากคุณมีเวลามานั่งทบทวนเรื่องราวชีวิตของคุณ ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นก็คือทางเดินชีวิตที่คุณเลือกและไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขมันได้อีกแล้ว”

ทางเลือกใดที่จะส่งผลกระทบมากที่สุดต่อเรื่องราวในชีวิตของคุณ และหากคุณมองย้อนกลับไปในเรื่องราวนั้น ซึ่งคุณจะไม่เสียใจในภายหลัง?

นี่คือคำถามที่ Bezos บอกให้คุณถามกับตัวเอง :

  • ความเฉื่อยชาจะเป็นแนวทางของคุณหรือคุณจะทำตามความสนใจของคุณ?
  • คุณจะทำตามความเชื่อหรือคุณจะเป็นคนแบบเดิม ๆ ที่ซ้ำซากจำเจ ?
  • คุณจะเลือกชีวิตที่สะดวกสบายหรือเลือกชีวิตแบบผจญภัย?
  • คุณจะยอมถูกวิจารณ์หรือจะทำตามความเชื่อมั่นของคุณ?
  • คุณจะพูดโกหกเมื่อคุณทำผิดหรือคุณจะขอโทษ?
  • คุณจะป้องกันหัวใจของคุณจากการถูกปฏิเสธหรือคุณจะทำทุกสิ่งเมื่อคุณตกหลุมรักใคร?
  • คุณจะเลือกความปลอดภัยไว้ก่อนหรือคุณจะเลือกการเป็นคนขี้ประจบ?
  • เมื่อมันเป็นสิ่งที่ยาก คุณจะยอมแพ้หรือจะคงความพยายามอย่างไม่ลดละ?
  • คุณจะเป็นคนที่คอยถากถางหรือจะเป็นคนที่สร้างความสำเร็จขึ้นมา?
  • คุณจะเป็นคนฉลาดที่ยอมจ่ายเงินให้คนอื่นหรือจะเป็นแค่คนที่ใจดี?

การวิจัยแสดงให้เห็นว่าคนเรามักจะเสียใจที่คิดว่าเราทำอะไรไม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งเราจะเสียใจมากที่สุดที่ไม่ได้กลายเป็นคนที่เรารู้สึกว่าเราควรจะเป็น

เพราะนั่นเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่งที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขอดีตได้นั่นเอง

แต่ถ้าคุณถามตัวเองด้วยคำถาม 10 ข้อของ Bezos นั่นอาจเป็นสิ่งที่คุณสามารถเลือกทางเดินที่ดีที่สุดให้กับชีวิตคุณได้ เพื่อไม่ให้คุณมาเสียใจในภายหลัง โดยคุณสามารถเริ่มทำมันได้ตั้งแต่วันนี้

References : https://www.inc.com/jeff-haden/20-years-ago-jeff-bezos-said-always-ask-these-3-questions-to-determine-perfect-job-candidate-to-hire.html
https://www.inc.com/jeff-haden/when-jeff-bezos-made-his-grandmother-cry-his-grandfather-stopped-car-to-teach-him-a-powerful-lesson-on-kindness.html
https://www.princeton.edu/news/2010/05/30/2010-baccalaureate-remarks
https://psycnet.apa.org/buy/1995-05382-001
https://www.inc.com/jeff-haden/new-research-reveals-what-people-regret-most-of-all-5-ways-to-make-sure-you-never-do.html
https://www.infobae.com/america/tecno/2019/10/15/jeff-bezos-revelo-que-fue-lo-mas-inteligente-que-hizo-en-amazon/

ข้อคิดสำคัญสำหรับพ่อค้าแม่ค้า Online ชาวไทย

พอดีผมได้มีโอกาสนั่งอ่าน กระทู้แนะนำใน Pantip.com ในเรื่อง “Shopee ประเทศไทย เริ่มเอาสินค้าที่ขายด้วยร้านอื่นๆ ออก แล้วนำมาขายเอง”

ซึ่งต้องมองตามความเป็นจริงว่า สิ่งที่บริษัทพวกนี้ยอมขาดทุนมหาศาลทุก ๆ ปี แน่นอนอยู่แล้วว่าต้องการ Data จากพฤติกรรมผู้บริโภคของเรา ว่าชอบซื้อสินค้าแบบไหน มูลค่าเท่าไหร่ หรือช่วงเวลาใด

ด้วยการอัดโปรโมชั่นมากมายทำให้พ่อค้าแม่ค้า เข้าไป join ใน platform เหล่านี้ แน่นอนว่า ยอดขายกระฉูด หากเจอโปรโมชั่นที่ดี ๆ ของ Shopeee ซึ่งมองแล้วเหมือนได้ประโยชน์กันหมดทั้งพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงลูกค้าเองก็ตาม

แต่บริษัทเหล่านี้ ไม่ใช่นักบุญแน่นอน มาหว่านเงินแจกเล่น พวกเขาเอาข้อมูลไปวิเคราะห์อยู่แล้ว ซึ่งสุดท้าย สินค้าพวกนี้ที่พ่อค้าแม่ค้าชาวไทยหามานั้น เขาก็สามารถหาได้ในราคาที่ถูกกว่า และสุดท้ายก็นำมันมาขายเอง เหมือนที่ amazon ยักษ์ใหญ่ Ecommerce จาก อเมริกาทำนั่นแหละ

เพราะฉะนั้น สิ่งที่เหล่าพ่อค้าแม่ค้า รวมถึงเหล่าลูกค้าเองด้วย ที่ควรทำ platform กับเหล่านี้ คือ รีบโกยมาให้มากที่สุด ให้เร็วที่สุด ส่วนพ่อค้าแม่ค้านั้น ควรมีร้านค้าของตัวเองที่เป็น website ส่วนตัวเป็น platfrom หลักที่เราสามารถ control ทุกอย่างได้ เพราะยังไงบ้านตัวเองก็ไม่มีใครสามารถมาเปลี่ยนอะไรเราได้อยู่แล้ว

แล้วเปลี่ยนมุมมองกับพวก platform ต่าง ๆ ที่เรากำลังพึ่งพานั้นเป็นเพียงการกระจายช่องทางการตลาดเพิ่มเติมเพียงเท่านั้นให้เราเท่านั้น อย่ามองเป็นช่องทางทำรายได้หลักเด็ดขาด เพราะวันนึง เค้าจะเปลี่ยนนโยบายอะไรก็ได้ เราไม่สามารถที่จะ control ได้เลย ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายแล้วที่อยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยน policy เพื่อให้เราเสียตังค์เพิ่มสุดท้าย ก็อยู่ไม่ได้อย่างเช่นใน facebook , shopee , lazada หรือ อะไรก็แล้วแต่ ซึ่งสุดท้ายพวกนี้เค้าก็ต้องหาเงินจากเราอยู่ดีนั่นเองครับ

References : 
https://pantip.com/topic/39047751

Amazon ใช้ AI ในการติดตามและไล่พนักงานที่ห่วยออกไป

เวลานี้ปัญญาประดิษฐ์กำลังเข้ามาไล่ล่ามนุษย์คนทำงานอย่างแท้จริง เอกสารที่ได้รับจากสื่อออนไลน์ชื่อดังอย่าง The Verge แสดงให้เห็นว่า Amazon ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ในการติดตามและไล่พนักงานในศูนย์ปฏิบัติจำนวนหลายร้อยคนโดยอัตโนมัติ เนื่องจากล้มเหลวในการผลิตไม่ทันกับความต้องการของลูกค้า 

แม้ว่าจะไม่ใช่ทุกการตัดสินใจนั้นเกิดจากระบบคอมพิวเตอร์ แต่เอกสารรวมถึงจดหมายลงนามโดยทนายความของอเมซอนเองก็ได้ เปิดเผยว่ากระบวนการนี้เป็นไปโดยอัตโนมัติจริงๆ แต่ยังไม่ชัดเจนว่า Amazon ยังคงใช้ระบบเหล่านี้อยู่หรือไม่ ในปัจจุบัน

“ ระบบของ Amazon ติดตามอัตราการผลิตของพนักงานแต่ละคน”  “ และทำการสร้างคำเตือนหรือให้พนักงานหยุดงานที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพหรือผลผลิตของงานนั้น ๆ โดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องรับฟังข้อมูลจากหัวหน้างานแต่อย่างใด”

หลังจากที่เรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ออกไปทางโฆษกของอเมซอน แอชลีย์ โรบินสัน ได้ออกมาพร้อมกับแถลงการณ์ที่ปฏิเสธตามรายงานของ The Verge 

“ คล้ายกับหลายบริษัท เรามีความคาดหวังด้านประสิทธิภาพไม่ว่าพวกเขาจะเป็นพนักงาน บริษัท หรือว่าจะเป็นศูนย์ปฏิบัติงานก็ตาม”  “ เราช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติงานตามระดับที่คาดหวังของบริษัทด้วยการฝึกสอนโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้พวกเขาพัฒนาและประสบความสำเร็จในอาชีพการงานที่ Amazon ได้ เราจะไม่เลิกจ้างงาน โดยไม่แน่ใจก่อนว่าพวกเขาได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากเรา รวมถึงมีการฝึกสอนโดยเฉพาะเพื่อช่วยให้พวกเขาปรับปรุงและฝึกอบรมเพิ่มเติม เนื่องจากเราเป็น บริษัท ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่แน่นอนว่ามันเป็นเป้าหมายทางธุรกิจอย่างหนึ่งของเราเพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาอาชีพในระยะยาวให้กับพนักงานของเรา”

ทางศูนย์ปฏิบัติงานของ Amazon ได้สร้างระบบอัตโนมัติขึ้นมากมายในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ระบบที่ซับซ้อนของหุ่นยนต์จัดการคลังสินค้าได้เปลี่ยนงานรูปแบบเดิม ๆ ของพนักงาน ในขณะที่บางครั้งก็สร้างงานใหม่ขึ้นมาเช่นเดียวกัน

สภาพการทำงานที่เลวร้ายมากของบริษัทผู้ค้าปลีกออนไลน์: จากพนักงานที่ไม่ระบุชื่อ  เขียนถึงสื่อใหญ่อย่าง The Guardian เมื่อปีที่แล้วเกี่ยวกับความต้องการที่มากเกินแบบผิดปกติของบริษัทที่ทำงานกับเหล่าพนักงานคลังสินค้า

“ ด้วยการใช้อุปกรณ์ติดตามและใช้ตัวชี้วัดแบบดิจิตอล ซึ่งการทำงานของเหล่าพนักงานนั้นจะถูก track ในทุกที่ทุกเวลา จนถึงระดับวินาทีเลยทีเดียว” 

แต่ระบบการติดตามแบบอัตโนมัติเหล่านี้นั้นฟังดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม ซึ่งอยู่ภายใต้เงื้อมมือของ เหล่า AI ที่ติดตามรายละเอียดที่เปรียบเสมือนการรุกรานพนักงาน เช่น ระยะเวลาที่พนักงานใช้ ทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่งาน มันเป็นการรุกล้ำความเป็นส่วนตัวเกินไปกับพนักงาน

“หนึ่งในสิ่งที่เราได้ยินอย่างต่อเนื่องจากเหล่าคนงานที่พวกเขาได้รับการปฏิบัติเหมือนหุ่นยนต์ เพราะพวกเขากำลังถูกตรวจสอบและดูแลโดยระบบอัตโนมัติเหล่านี้” นักวิจารณ์ Amazon สเตซี่ มิทเชลล์บอกว่า  “ พวกเขากำลังถูกควบคุมและดูแลโดยหุ่นยนต์”

References : 
https://futurism.com/amazon-ai-fire-workers

ฉันเกลียดเพื่อนร่วมงานอย่างแก! เจ้า Robot

ผู้บริหารของ Walmart ชอบที่จะโอ้อวดเกี่ยวกับหุ่นยนต์ที่บริษัทค้าปลีกยักษ์ใหญ่ของอเมริกากำลังใช้งานในร้านค้า แต่จากการสนทนากับพนักงานในเรื่องดังกล่าว ได้เปิดเผยเรื่องราวในแง่ลบกับการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์เหล่านี้

พนักงานบอกกับเดอะวอชิงตันโพสต์ ว่าพวกเขาและลูกค้าของพวกเขา โดยทั่วไปรู้สึกไม่สบายใจและไม่แน่ใจว่าจะทำอย่างไรกับหุ่นยนต์ซึ่งพวกเขาบอกว่าเป็นเรื่องเหลวไหล เรื่องราวของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าระบบอัตโนมัติในสถานที่ทำงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งผู้บริหารยืนยันว่าจะช่วยให้คนงานหลุดพ้นจากความเบื่อหน่ายเพื่อให้พวกเขาสามารถทำงานที่มีความหมายมากขึ้น

ความตึงเครียดในสถานที่ทำงาน

วอลมาร์ทได้เริ่มต้นที่จะใช้หุ่นยนต์ที่สามารถขนของ, การตรวจสอบชั้นวางโดยสแกนสำหรับการขาดหายไปของสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ และทำความสะอาดพื้น แต่พนักงานที่เป็นมนุษย์ต้องมาคอยแก้ไขข้อผิดพลาดของพวกหุ่นยนต์เหล่านี้

“ความน่าเบื่อเพิ่มมากขึ้นในการทำงานนับตั้งแต่ที่เราใช้หุ่นยนต์เหล่านี้มาช่วยงาน” พนักงานวอลมาร์ อีวาน แทนเนอร์ บอกกับสำนักข่าว “ มันทำให้เสียสติได้เมื่อทำงานกับเจ้า Robot เหล่านี้”

References : 
https://futurism.com/the-byte/walmart-employees-hate-robot

ประวัติ Jeff Bezos แห่ง Amazon ตอนที่ 4 : The Innovator

หลังจากพยายามพัฒนาและปรับปรุงเว๊บไซต์ amazon ในช่วงทดลองมาหลายเดือน สุดท้าย amazon.com เวอร์ชั่นแรกที่สมบูรณ์ที่สุดก็ได้เริ่มออนไลน์ ในวันที่ 16 กรกฏาคม 1995 ถือเป็นวันที่ประวัติศาสตร์ของ amazon.com ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างสมบูรณ์

มันเป็นช่วงเวลาที่ดีมาก ๆ เพราะขณะนั้น internet เริ่มแพร่กระจายไปสู่คนหมู่มากในอเมริกาแล้ว และทีสำคัญ มันเป็นการออกตัวก่อนคู่แข่ง ที่ตอนนั้นหลาย ๆ บริษัทเริ่มตื่นตัวกับ internet แล้ว และกำลังสร้างบริการคล้าย ๆ กันอยู่

amazon.com เป็นเว๊บไซต์ค้าปลีกแรกๆ  ที่ดูจะมีความสมบูรณ์ที่สุด การปรุงแต่งด้วยเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด รวมถึง การ design ที่ดูสะอาดตา และมีความเรียบง่าย ทำให้สามารถเป็นที่ต้องตาของเหล่าหนอนหนังสือตัวยงได้อย่างรวดเร็ว

ต้องเรียกได้ว่าเรียบง่าย ใช้งานง่าย โหลดเร็ว ทำให้ลูกค้าติดใจอย่างรวดเร็ว
amazon.com ยุคแรก ต้องเรียกได้ว่าเรียบง่าย ใช้งานง่าย โหลดเร็ว ทำให้ลูกค้าติดใจอย่างรวดเร็ว

หลังจากเปิดตัว คำสั่งซื้อเริ่มหลั่งไหลเข้ามาอย่างรวดเร็ว และค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้แคปแฟน และ เดวิส โปรแกรมเมอร์หลัก ต้องสร้างระบบ เพื่อแจ้งเตือน เมื่อมีคำสั่งซื้อเข้ามา โดยให้มีเสียงกระดิ่งเตือนเมื่อมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามา แต่มันก็ใช้งานได้ไม่นาน เพราะคำสั่งซื้อมันเข้ามาอย่างรวดเร็วและเริ่มเยอะขึ้นเรื่อย ๆ  จนเสียงกระดิ่งไปรรบกวนการทำงานทุกคนในทีม

ในช่วงแรกของการเปิดตัวเว๊บไซต์ต้องบอกว่า เจฟฟ์ นั้นจัดโปรโมชั่นหนักมากหวังดึงลูกค้ามาใช้อย่างเต็มที่ โดยลดราคาของหนังสือ จนแทบจะไม่มีกำไรเลยด้วยซ้ำ หนังสือชื่อดังถูกนำมาลดราคาบ้างครั้งสูงถึง 40% เรียกได้ว่าในช่วงแรกนั้นยิ่งขายได้มากก็ยิ่งติดลบมาก

และปัจจัยอย่างนึงที่ทำให้ amazon.com นั้นดังอย่างรวดเร็ว เนื่องมาจาก เจอร์รี่ หยาง CEO ของ YAHOO ในขณะนั้น ได้เห็นเว๊บไซต์ amazon ในไม่กี่วันแรก หลังจากที่เว๊บออนไลน์

ตอนนั้นหน้าหลักของ YAHOO มี Section ที่เรียกว่า What’s Cool Page ซึ่งเป็นส่วนแนะนำเว๊บไซต์ใหม่ ๆ ที่เจ๋ง ๆ และน่าสนใจสำหรับชาว internet ซึ่งต้องบอกว่าในยุคนั้น YAHOO ถึอเป็นยักษ์ใหญ่ในวงการผู้คนมักมาที่ YAHOO ก่อนเป็นดับแรกเพื่อหาเว๊บไซต์ที่น่าสนใจที่ทาง YAHOO ได้ทำเป็นระบบไดเร็คทอรี่ไว้

ได้แรงโปรโมตจาก YAHOO ทำให้เว๊บ amazon ดังอย่างรวดเร็ว
ได้แรงโปรโมตจาก YAHOO ทำให้เว๊บ amazon ดังอย่างรวดเร็ว

และการขึ้นไปอยู่ในส่วนของ What’s Cool Page ของ YAHOO นั้นทำให้ amazon โด่งดังภายในพริบตาเดียวเลยก็ว่าได้ เพียงสัปดาห์แรกหลังจากถูกแนะนำใน YAHOO มีคำสั่งซื้อมูลค่ารวมกว่า 12,000 เหรียญ  หลังหลังจากนั้นอีกสัปดาห์ถัดไปก็พุ่งขึ้นไปถึง 15,000 เหรียญ ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนคำสั่งซื้อที่น่าเซอไพรซ์มากสำหรับเว๊บไซต์เปิดใหม่อย่าง amazon.com

ตอนที่เว๊บไซต์ amazon ออนไลน์อย่างเป็นทางการนั้น ทีมงานโปรแกรมเมอร์ รวมถึง เจฟฟ์ ก็ทำการตรวจสอบในระดับหนึ่งแล้วว่า สามารถทำงานได้  แต่ พอใช้งานจริง ๆ ก็พบเจอกับหลากหลายปัญหามากเพราะจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เจฟฟ์ และทีมจึงทยอยปรับแก้ปัญหาไปเรื่อย ๆ และเจฟฟ์นั้นต้องการให้ amazon.com ยึดหัวหาดในตลาดหนังสือออนไลน์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ปัญหาอีกประการก็คือ ตอนนั้น เจฟฟ์ นั้นไม่ได้นึกถึงทีมงานที่จะต้องมานั่งแพ็คสินค้า หรือ จัดการด้านคลังสินค้าเลยด้วยซ้ำ แรกเริ่มเขาจึงต้องใช้ทีมงานเท่าที่มีอยู่มาช่วยกันแพ็คหนังสือลงกล่องเพื่อจัดส่งให้ลูกค้า ซึ่งต้องใช้เวลาในช่วงกลางคืนหลังจากแต่ละคนเคลียร์งานของตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทำให้บางคืนต้องทำงานกันจนถึงเกือบเช้าเพื่อจัดการคำสั่งซื้อที่เข้ามาทั้งหมด

มันเป็นการเริ่มต้นอย่างทุลักทุเลเลยก็ว่าได้ เพราะการเติบโตอย่างรวดเร็วของ amazon ทำให้ตอนนั้น เจฟฟ์ก็ยังไม่ได้วางแผนว่ามันจะเติบโตได้เร็วถึงเพียงนี้  พนักงานช่วงยุคแรกเริ่มนั้นทำงานกันหลายตำแหน่งมาก ๆ บางคนเป็นทั้งโปรแกรมเมอร์ และต้องมาตอบคำถามลูกค้าในหน้าเว๊บ หรือ พนักงานบัญชีที่ต้องมานั่งช่วยแพ็คสินค้า รวมถึงจ่าหน้าสินค้า แม้กระทั่งเรื่องการ print เอกสารต่าง ๆ  พนักงานยังต้องไป print ที่ร้านข้างนอก การประชุมก็อาศัยร้านกาแฟ ที่อยู่ใกล้ ๆ ออฟฟิส เป็นที่ประชุมงาน

ถึงแม้บริษัทจะไม่มีงบโฆษณาใด  ๆเลยด้วยซ้ำในช่วงเริ่มก็ตั้ง แต่ amazon.com มันกลายเป็นกระแสบอกปากต่อปาก โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ มีแต่ผู้คนกล่าวถึง เว๊บไซต์หน้าใหม่ไฟแรงอย่าง amazon.com และด้วยการที่มันขึ้นด้วยตัว A ทำให้เวลามีการเรียงลำดับเว๊บไซต์ มันก็ทำให้ amazon ขึ้นไปอยู่อันดับต้น ๆ เสมอ

ซึ่งร้านหนังสือยักษ์ใหญ่อย่างบาร์นแอนด์โนเบิล นั้นก็เริ่มเห็นกระแสของ amazon ที่เริ่มเป็นที่น่าสนใจในวงกว้างมากยิ่งขึ้น จึงได้ทำการริเริ่มสร้างเว๊บไซต์มาแข่ง แต่ เจฟฟ์ และทีมงาน amazon เตรียมการเรื่องนี้ไว้อย่างดีแล้ว 

ทีมงานเร่งปรับตัวเว๊บไซต์ เพิ่ม features ต่าง ๆ มากมาย ที่ไม่เคยมีเว๊บไซต์ไหนทำมาก่อน ตัวอย่างเช่นการ review หรือแสดงความคิดเห็นต่อหนังสือ นั้น amazon ก็เป็นเจ้าแรก ๆ ที่ได้คิดฟังก์ชั่นนี้ขึ้นมา และสร้างเป็นเครือข่ายสังคมขนาดย่อมของคนรักหนังสือขึ้นมา ต้องบอกว่า amazon ตอนนี้ไม่ใช่เป็นแค่เพียงเว๊บไซต์ขายหนังสือเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นเครือข่ายสังคมรุ่นแรก ๆ สำหรับแฟนหนังสืออีกด้วย

ระบบ review หรือ rating amazon เป็นคนริเริ่มขึ้นมาก่อนที่จะถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย
ระบบ review หรือ rating amazon เป็นคนริเริ่มขึ้นมาก่อนที่จะถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย

เจฟฟ์ นั้นมีไอเดียใหม่ ๆ เสมอสำหรับเว๊บไซต์ amazon.com ของเขา ในเดือน กรกฏาคม ปี 1996 มีหญิงคนหนึ่งชอบเขียนแนะนำหนังสือลงเว๊บไซต์ของตนเอง และทำลิงก์มายังเว๊บไซต์ของ amazon เพื่อให้สะดวกกับคนที่สนใจจะซื้อหนังสือ

เจฟฟ์เห็นไอเดียว่า การมีทราฟฟิกจากภายนอก ลิงก์มายัง amazon นั้นจะช่วยสนับสนุนการขายได้อย่าดี เขาจึงตั้งโปรแกรมที่เรียกว่า โครงการพันธมิตรการขาย (Associates Program) ขึ้นมา โดยบุคคุลภายนอกที่สร้างลิงก์มายังเว็บไซต์ amazon จะได้รับค่านายหน้าจากการขายหากมีคนคลิกผ่านเว๊บไซต์ของตัวเองมาสั่งซื้อหนังสือในเว๊บไซต์ amazon.com

เจฟฟ์ได้คิดค้น amazon Associates Program ขึ้น ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของวงการค้าออนไลน์ ช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ที่มีเว๊บไซต์
เจฟฟ์ได้คิดค้น amazon Associates Program ขึ้น ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ของวงการค้าออนไลน์ ช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้ที่มีเว๊บไซต์

และมันยังทำให้ เครือข่ายของ amazon กระจายเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว และถือว่าเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่สรรค์สร้างโดย เจฟฟ์ เบซอส เลยก็ว่าได้ ซึ่งบางครั้งนวัตกรรมเล็ก ๆ อย่างเครือข่าย Associates Program ที่คิดโดยเจฟฟ์ นั้นมันก็สร้าง Impact ครั้งยิ่งใหญ่ให้กับ amazon  มันเป็นความแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการรุ่นใหม่อย่างเจฟฟ์ กับผู้บริหารหัวโบราณที่ไม่เข้าใจและลังเลที่จะเป็นส่วนหนึ่งของโลกออนไลน์

การอ่านเกมขาดของเจฟฟ์ เบซอส ในเรื่องนี้นั้นมันช่วยให้เขาเดินหน้าไปในธุรกิจดอทคอมได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น และตอนนี้ amazon.com กำลังเดินในเส้นทางนั้นเรียบร้อยแล้ว แต่ปัญหาคือ การที่ยิ่งขายได้มากในช่วงแรก ๆ นั้น มันจะยิ่งใช้ทุนมากมายมหาศาลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และตอนนี้เงินทุนของเจฟฟ์ นั้นก็เริ่มร่อยหรอแล้วหลังจากการเติบโตอย่างไม่คาดคิดของ amazon.com แล้วเขาจะทำอย่างไรต่อ ปัญหาเรื่องเงินทุนเป็นปัญหาใหญ่มาก ๆ ของเจฟฟ์ โปรดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 5 : Growth Fund

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 : My name is Jeff Bezos *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

Credit แหล่งข้อมูลบทความ