Geek Life EP61 : หยุดทำงานหนักแบบทรมาน! 3 สวิตช์มหัศจรรย์เปลี่ยนงานน่าเบื่อให้สนุกได้ในพริบตา

ในยุคที่การทำงานหนักจนหมดไฟกลายเป็นเรื่องปกติ มีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังมองหาวิธีทำงานให้มีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องทุกข์ทรมาน หนังสือ “Feelgood Productivity” โดย Ali Abdaal นำเสนอมุมมองใหม่ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำงานอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพไปพร้อมกัน

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Life’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/3mzjxrsb

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/2ard6b74

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/LVHKLGiXqqE

หยุดทำงานหนักแบบทรมาน! 3 สวิตช์มหัศจรรย์ที่จะเปลี่ยนงานน่าเบื่อให้สนุกได้ในพริบตา

ในยุคที่การทำงานหนักจนหมดไฟกลายเป็นเรื่องปกติ มีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังมองหาวิธีทำงานให้มีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องทุกข์ทรมาน หนังสือ “Feelgood Productivity” โดย Ali Abdaal นำเสนอมุมมองใหม่ที่น่าสนใจเกี่ยวกับการทำงานอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพไปพร้อมกัน

Ali Abdaal เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของคนที่สามารถทำงานหลายอย่างได้อย่างประสบความสำเร็จ เขาทำงานเป็นแพทย์เต็มเวลาควบคู่ไปกับการสร้างช่อง YouTube ที่มีผู้ติดตามหลายล้านคน

แต่สิ่งที่น่าสนใจคือเขาทำทั้งหมดนี้โดยแทบไม่ได้ทุกข์ทรมานมากนัก แนวคิดหลักของ Ali คือ “การรู้สึกดีมาก่อน แล้วการทำสิ่งสำคัญจะตามมา” ซึ่งตรงข้ามกับความเชื่อทั่วไปที่ว่าต้องทำงานหนักให้ประสบความสำเร็จก่อนแล้วค่อยมีความสุข

Ali ค้นพบว่าการรู้สึกดีขณะทำงานเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่การเพิ่มพลังงานและความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งส่งผลให้ประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น และเมื่อเราทำงานได้ดีขึ้น เราก็จะยิ่งรู้สึกดี กลายเป็นวงจรบวกที่เสริมแรงซึ่งกันและกัน

คำถามสำคัญที่ Ali แนะนำให้ถามตัวเองบ่อยๆ คือ “ฉันจะทำให้งานนี้สนุกขึ้นได้อย่างไร?” การตั้งคำถามนี้ซ้ำๆ จะช่วยกระตุ้นให้เราคิดหาวิธีสร้างสรรค์ที่จะทำให้งานกลายเป็นประสบการณ์ที่น่าสนุก

Ali เสนอว่ามีเงื่อนไขสำคัญสามประการที่ช่วยให้เรารู้สึกดีขณะทำงาน ได้แก่ ความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity) การเชื่อมต่อ (Connection) และความมั่นใจ (Confidence)

เงื่อนไขทั้งสามนี้เปรียบเสมือนสวิตช์ที่เราสามารถเปิดก่อนเริ่มทำงาน เพื่อกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกดี เช่น โดปามีน ออกซิโตซิน และเซโรโทนิน ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนให้เราอยู่ในสภาวะที่มีประสิทธิภาพสูงและรู้สึกดีไปพร้อมกัน

วิธีหนึ่งที่ดีที่สุดในการเปิดสวิตช์ความอยากรู้อยากเห็น คือการสร้าง “ภารกิจเสริม (Side Quest)” ให้ตัวเองทุกวัน Matthew Dicks นักเล่าเรื่องระดับแชมป์โลกและนักเขียนนวนิยายขายดี เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้กลยุทธ์นี้ เมื่อครั้งที่เขาทำงานที่แมคโดนัลด์ในวัยยี่สิบ Matthew สร้างเกมการขายเพิ่มเพื่อทำให้วันทำงานของเขาน่าตื่นเต้น เขาเล่าว่า “บางวันผมตัดสินใจว่าจะเป็นวันซอสบาร์บีคิว และตลอดทั้งวันผมจะเพิ่มการเสนอขายเล็กๆ น้อยๆ ในทุกออเดอร์ที่ลูกค้าสั่งซื้อ” การสร้างภารกิจเสริมแบบนี้ช่วยเปลี่ยนงานธรรมดาๆ ให้กลายเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น

นอกจากนี้ เรายังสามารถสร้างภารกิจเสริมในรูปแบบอื่นๆ ได้อีก เช่น การสร้างเพลย์ลิสต์ดนตรีที่เหมาะกับงานของเรา การลองทำงานในสถานที่แปลกใหม่ หรือการตั้งเวลาสั้นๆ เพื่อท้าทายตัวเองว่าจะทำงานได้มากแค่ไหนในเวลาจำกัด

เราอาจวางแผนภารกิจเสริมระหว่างช่วงเวลาทำงานด้วย เช่น การใช้เวลา 5 นาทีระหว่างการทำงานเพื่อฝึกสมาธิ หรือการทดลองใช้เครื่องมือใหม่ๆ เช่น ChatGPT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การมีภารกิจเสริมเหล่านี้จะช่วยให้เรารู้สึกตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นตลอดวันทำงาน

สำหรับการเปิดสวิตช์การเชื่อมต่อ วิธีที่ง่ายที่สุดคือการหาเพื่อนร่วมทางในการทำงาน แม้ว่าจะฟังดูยาก แต่จริงๆ แล้วเราสามารถทำได้โดยไม่ต้องพูดคุยกับใครเลย

Ali ยกตัวอย่างประสบการณ์ของเขาในการเข้าร่วม virtual co-working space ที่เรียกว่า “The Writer’s Hour” ซึ่งจัดโดย London Writers’ Salon

Ali เล่าว่า “ทุกวันทำงาน วันละสี่ครั้ง นักเขียนหลายร้อยคนมารวมตัวกันผ่าน Zoom ซึ่งผู้ดำเนินรายการใช้เวลา 5 นาทีในการแบ่งปันเรื่องราวที่สร้างแรงบันดาลใจ จากนั้นขอให้ผู้เข้าร่วมโพสต์ในแชทออนไลน์ว่าพวกเขาตั้งใจจะทำอะไรในช่วงเวลาเขียน จากนั้นเป็นเวลา 50 นาที ทุกคนย่อหน้าต่าง Zoom ของตนและทำงานที่คอมพิวเตอร์”

Ali กล่าวว่าการทำงานพร้อมกับคนอื่นๆ แม้จะเป็นคนละงาน ช่วยเพิ่มความสามารถในการโฟกัสและทำให้เขารู้สึกดีขึ้นอย่างมาก ปัจจุบันมีบริการ virtual co-working space หลายแห่ง เช่น Focusmate, Flow Club และ Cave Day ที่เราสามารถลองใช้ได้

หากไม่สะดวกที่จะเข้าร่วมพื้นที่เหล่านี้ เราอาจลองใช้เวลาสั้นๆ ก่อนเริ่มทำงานเพื่อนึกถึงคนอื่นๆ ที่กำลังทำงานคล้ายกับเรา และรู้สึกเสมือนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่กำลังมุ่งสู่เป้าหมายร่วมกัน

สุดท้ายคือการเปิดสวิตช์ความมั่นใจ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญเมื่อเราต้องเผชิญกับงานที่ท้าทายที่มักจะทำให้เรากลัวหรือไม่ค่อยมั่นใจ วิธีหนึ่งที่น่าสนใจในการเพิ่มความมั่นใจคือการเลียนแบบผู้เชี่ยวชาญ

มีการศึกษาที่น่าสนใจจากมหาวิทยาลัย Clemson ที่แสดงให้เห็นว่านักศึกษาที่ได้ดูวิดีโอของนักปีนผาผู้เชี่ยวชาญก่อนลงมือปีนเอง มีความมั่นใจมากขึ้น สนุกกับการปีนมากขึ้น และสามารถบรรลุเป้าหมายในการปีนได้เร็วกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ดูวิดีโอ

Ali เองก็ใช้เทคนิคนี้เมื่อครั้งที่เขาทำงานเป็นนักมายากลในงานปาร์ตี้ต่างๆ ระหว่างเรียน เมื่อรู้สึกไม่มั่นใจ เขาจะนึกถึงนักมายากลระดับมาสเตอร์และแสร้งทำเป็นว่าตัวเองมีความมั่นใจเหมือนพวกเขา ซึ่งช่วยให้เขาสนุกกับงานและแสดงมายากลได้อย่างราบรื่น

เราสามารถนำเทคนิคนี้มาใช้ได้ในหลายรูปแบบ เช่น การดูวิดีโอ YouTube ของผู้เชี่ยวชาญในงานที่เรากำลังจะทำ หรือการจินตนาการถึงผู้เชี่ยวชาญที่กำลังทำงานนั้นอย่างมั่นใจ จากนั้นลองเลียนแบบความมั่นใจของพวกเขาในช่วงแรกของการทำงาน วิธีนี้มักช่วยให้เราเริ่มต้นงานได้ง่ายขึ้นและค่อยๆ สร้างแรงขับเคลื่อนในการทำงานต่อไป

สรุปแล้ว แนวคิดหลักของการสร้างผลงานอย่างมีความสุขตามแนวทางของ Ali Abdaal คือการเริ่มต้นด้วยการทำให้ตัวเองรู้สึกดีก่อน แล้วประสิทธิภาพในการทำงานจะตามมาเอง เราสามารถทำได้โดย:

  1. สร้างภารกิจเสริมที่น่าสนุกเพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น
  2. หาเพื่อนร่วมทางหรือเข้าร่วม virtual co-working space เพื่อสร้างความรู้สึกเชื่อมต่อกับผู้อื่น
  3. เลียนแบบความมั่นใจของผู้เชี่ยวชาญเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง

การนำแนวคิดเหล่านี้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน อาจเริ่มต้นได้ด้วยการตั้งคำถามกับตัวเองทุกครั้งก่อนเริ่มงานว่า “ฉันจะทำให้งานนี้สนุกขึ้นได้อย่างไร?” จากนั้นลองคิดหาวิธีสร้างสรรค์ที่จะทำให้งานกลายเป็นกิจกรรมที่น่าสนุก ไม่ว่าจะเป็นการสร้างเกมเล็กๆ น้อยๆ ให้กับตัวเอง การหาเพื่อนร่วมทำงาน หรือการจินตนาการว่าเราเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานนั้นๆ

สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองจากการมุ่งเน้นแต่ผลลัพธ์ มาให้ความสำคัญกับกระบวนการทำงานมากขึ้น เมื่อเรารู้สึกดีและสนุกกับการทำงาน ประสิทธิภาพที่ดีจะตามมาเอง และเราจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้โดยไม่ต้องทุกข์ทรมานจนเกินไป

ในท้ายที่สุด แนวคิดการสร้างผลงานอย่างมีความสุขของ Ali Abdaal เสนอมุมมองที่น่าสนใจและท้าทายต่อวิธีคิดแบบดั้งเดิมเกี่ยวกับการทำงานและความสำเร็จ แม้ว่าอาจไม่ใช่วิธีการที่เหมาะสมกับทุกคนหรือทุกสถานการณ์ แต่การลองเปิดใจและนำแนวคิดบางส่วนไปปรับใช้ อาจช่วยให้เราค้นพบวิธีการทำงานที่มีความสุขและมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

ซึ่งข้อมูลในหนังสือ “Feelgood Productivity” อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับผู้ที่สนใจจะเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวคิดนี้ และค้นหากลยุทธ์ที่เหมาะสมกับตัวเอง

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการเปิดใจ ทดลอง และปรับใช้แนวคิดเหล่านี้อย่างยืดหยุ่น โดยคำนึงถึงบริบทและความต้องการของตนเองและองค์กร เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความสุขในการทำงานและการบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพได้ในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม

References :
หนังสือ Feel-Good Productivity: How to Do More of What Matters to You โดย Ali Abdaal 

Geek Life EP30 : 7 สเต็ปพิชิตหนังสือ จากคนขี้ลืมสู่ปราชญ์แห่งความรู้ กับเทคนิคสุดล้ำจาก Ali Abdaal

หากคุณเป็นสนใจเรื่องการพัฒนาตนเอง การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเป็นนักคิดที่ดีขึ้น คุณจะรู้ว่าการอ่านเป็นส่วนสำคัญของเรื่องเหล่านี้ แต่หลายคนอาจจะประสบพบเจอกับปัญหา เมื่อคุณอาจจะอ่านหนังสือมามากมาย แต่ก็ลืมสิ่งที่อ่านไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ และอาจจะยังไม่ได้นำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตอย่างที่ต้องการ

เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจจาก Ali Abdaal อดีตแพทย์ที่ผันตัวมาเป็นยูทูบเบอร์ นักธุรกิจ ผู้จัดรายการพอดแคสต์ และนักเขียน โดยมีผลงานเขียนหนังสือชื่อดังอย่าง Feel-Good Productivity : How to Do More of What Matters to you

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Life’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/ezus58k5

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/453bmhzt

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/Cf8tWPGmHo4

7 สเต็ปพิชิตหนังสือ : จากคนขี้ลืมสู่ปราชญ์แห่งความรู้ กับเทคนิคสุดล้ำจาก Ali Abdaal

หากคุณเป็นสนใจเรื่องการพัฒนาตนเอง การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการเป็นนักคิดที่ดีขึ้น คุณจะรู้ว่าการอ่านเป็นส่วนสำคัญของเรื่องเหล่านี้ แต่หลายคนอาจจะประสบพบเจอกับปัญหา เมื่อคุณอาจจะอ่านหนังสือมามากมาย แต่ก็ลืมสิ่งที่อ่านไปแล้วเป็นส่วนใหญ่ และอาจจะยังไม่ได้นำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตอย่างที่ต้องการ

เป็นอีกหนึ่งข้อมูลที่น่าสนใจจาก Ali Abdaal อดีตแพทย์ที่ผันตัวมาเป็นยูทูบเบอร์ นักธุรกิจ ผู้จัดรายการพอดแคสต์ และนักเขียน โดยมีผลงานเขียนหนังสือชื่อดังอย่าง Feel-Good Productivity : How to Do More of What Matters to you

Ali ก็ตระหนักว่านี่เป็นปัญหาใหญ่สำหรับเขาเช่นเดียวกัน จึงพยายามหาวิธีแก้ไขอย่างจริงจัง โดย Ali ได้แบ่งปันสิ่งที่เขาคิดว่าเป็น 7 ขั้นตอนของการพยายามจดจำสิ่งที่เราอ่านให้ได้มากขึ้น และนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตของเราได้

7 ขั้นตอนสู่การจดจำสิ่งที่เราอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นที่ 1: มือใหม่หัดอ่าน (The Muggle)

เราทุกคนล้วนเริ่มต้นการอ่านที่ขั้นนี้ เป็นเพียงการอ่านแบบผ่านๆ โดยไม่ได้ขีดเส้นใต้ ไม่ได้จดบันทึก ไม่ได้มีส่วนร่วมกับเนื้อหานอกเหนือจากการรับรู้เท่านั้น เมื่อเราเป็นมือใหม่และพยายามเรียนรู้หัวข้อใหม่ๆ เช่น การเป็นผู้ประกอบการ เราจะอ่านมากมายและหวังว่าจะซึมซับข้อมูลได้เอง แต่เราไม่ได้ใช้พลังสมองอย่างจริงจังเพื่อมีส่วนร่วมกับเนื้อหา

วิธีนี้อาจใช้ได้ผลกับนิยาย แต่สำหรับหนังสือกลุ่ม nonfiction ที่เราต้องการเรียนรู้และได้ข้อคิด มันไม่เพียงพอ เพราะเราจะลืมทุกอย่างที่อ่านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ใช่แค่ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “เส้นโค้งการลืม (forgetting curve)” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเมื่อเวลาผ่านไป ความทรงจำของเราเกี่ยวกับทุกสิ่งจะเสื่อมลง เว้นแต่เราจะหาวิธีมีส่วนร่วมหรือทำให้ความทรงจำนั้นมั่นคงขึ้น

ขั้นที่ 2: นักอ่านมือสมัครเล่น (The Squib)

ในขั้นนี้ เราเริ่มไฮไลท์หรือขีดเส้นใต้สิ่งที่เราสนใจเป็นพิเศษ เราสามารถทำได้ง่ายๆ ถ้าอ่านบน Kindle หรือใช้หนังสือแบบเล่ม ตัวของ Ali เองก็ทำแบบนี้มาตั้งแต่ได้ Kindle เครื่องแรกเมื่อปี 2008-2009 จนถึงปี 2018

การไฮไลท์อาจดูเหมือนเป็นวิธีที่ดี แต่ปัญหาคือ เราไม่ได้จดจำสิ่งที่ไฮไลท์จริงๆ มีหลักฐานทางวิชาการมากมายที่แสดงว่าการไฮไลท์หรือขีดเส้นใต้ไม่ได้ช่วยปรับปรุงความจำของเราเลย และเรายังเจอปัญหาที่ว่าไฮไลท์ทั้งหมดถูกซ่อนอยู่ในหนังสือหรือ Kindle และเราไม่มีเหตุผลที่จะกลับไปดูมันอีก

ขั้นที่ 3: นักอ่านจริงจัง (Hufflepuff)

ในขั้นนี้ เราจะมีระบบทบทวนไฮไลท์อย่างเป็นระบบ Ali ได้ค้นพบบริการที่ยอดเยี่ยมชื่อ Readwise ซึ่งเชื่อมต่อกับบัญชี Kindle โดยอัตโนมัติและดึงไฮไลท์ทั้งหมดจากหนังสือที่คุณอ่าน ทุกวันมันจะส่งอีเมลให้คุณพร้อมไฮไลท์สุ่ม 5 รายการ

Ali เริ่มใช้ Readwise และได้รับอีเมลทุกวัน ในช่วงแรกที่เขาอ่านอีเมลนี้อย่างจริงจังและพบว่าสิ่งที่เขาไฮไลท์ไว้เมื่อ 5 ปีที่แล้วกลับมีความเกี่ยวข้องกับเขาในวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมาก

แต่หลังจากนั้น Ali เริ่มอ่านอีเมล 5 รายการประจำวันจาก Readwise น้อยลง เขายังคงได้รับและเปิดอ่านเป็นครั้งคราว

ขั้นที่ 4: นักอ่านผู้ชาญฉลาด (Ravenclaw)

ในขั้นนี้ เราใช้ระบบที่ดึงไฮไลท์ของเราเข้าสู่แอปจดบันทึกโดยอัตโนมัติ Ali ใช้ Notion ซึ่งมีฐานข้อมูล Readwise ที่มีหนังสือทั้งหมดและแสดงไฮไลท์ทั้งหมดที่เขาทำในแต่ละเล่ม

นอกจากนี้ยังมีบทความและทวีตที่เขาบันทึกไว้ใน Readwise ซึ่งเข้ามาใน Notion โดยอัตโนมัติ และมีพอดแคสต์ที่เขาจดบันทึกผ่านแอป Air to IO

ขั้นนี้ยังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง เพราะเราเพียงแค่นำไฮไลท์เข้ามาและหวังว่าตัวเราในอนาคตจะกลับมาดูไฮไลท์เหล่านี้ในบางจุด ตัวของ Ali ทำแบบนี้มาหลายเดือน แต่พบว่าในที่สุดก็มีเรื่องอื่นๆ เข้ามาและเขาก็ไม่ได้หาเวลาเพื่อทบทวนไฮไลท์ของสิ่งที่เขาอ่านใน Notion อย่างจริงจัง

ขั้นที่ 5: นักอ่านผู้เชี่ยวชาญ (Dumbledore’s Army)

ในขั้นนี้ เรามีส่วนร่วมกับหนังสือโดยการจดบันทึกสั้นๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เราอ่าน Ali ทำสิ่งนี้ใน Notion โดยมีฐานข้อมูลบันทึกหนังสือที่มีหนังสือทั้งหมดที่เขาอ่าน ทั้ง fiction และ nonfiction สำหรับแต่ละหมวดหมู่ เขาได้สร้างเทมเพลตที่ใช้สำหรับการรีวิวหนังสืออย่างรวดเร็ว

เทมเพลตนี้สร้างหมวดหมู่ต่างๆ เช่น:

  • สรุปหนังสือใน 3 ประโยค
  • ความประทับใจ
  • ฉันค้นพบหนังสือเล่มนี้ได้อย่างไร
  • ใครควรอ่านหนังสือเล่มนี้
  • หนังสือเล่มนี้เปลี่ยนฉันอย่างไร
  • คำคมยอดนิยม 3 อันดับจากหนังสือ

วิธีนี้ค่อนข้างรวดเร็วและเป็นจุดที่สมดุลระหว่างความพยายามที่ต้องใช้กับคุณค่าที่ได้รับ การสรุปหนังสือใน 3 ประโยคเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการมีส่วนร่วมกับเนื้อหาจริงๆ ซึ่งมันเป็นวิธีที่ช่วยให้มั่นใจว่าเราเข้าใจแนวคิดในหนังสือเล่มนั้นจริงๆ

ขั้นที่ 6: นักอ่านระดับปรมาจารย์ (Order of the Phoenix)

ขั้นนี้น่าสนใจมากขึ้น เพราะนอกจากจะทำทุกอย่างเหมือนขั้นที่ 5 แล้ว เรายังมีส่วนของการสรุปและบันทึกเกี่ยวกับหนังสือเองด้วย

สิ่งที่ Ali พยายามทำกับหนังสือที่มีความหมายกับเขาเป็นพิเศษตลอดหลายปีที่ผ่านมา หนังสือที่เขาให้ 5 ดาวหรือหนังสือที่เขาคิดว่าเปลี่ยนชีวิตได้ คือการกลับไปอ่านอีกครั้งและเขียนบันทึกมัน

Ali สร้างสรุปย่อของหนังสือ แต่มุ่งเน้นไปที่ประเด็นที่มีความหมายกับเขาเป็นพิเศษหรือประเด็นที่เขาพบว่าน่าสนใจหรือให้ข้อคิดที่ดี ซึ่งเขาคิดว่านี่เป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมในการมีส่วนร่วมกับหนังสือ แม้ว่าจะใช้เวลานานมาก

ตัวอย่างเช่น เขาตื่นขึ้นมาตอนตี 1 เพราะนอนไม่หลับ จึงหยิบ iPad Pro ขึ้นมา เปิดโหมด Dark และเปิด Kindle ไว้ด้านหนึ่งของหน้าจอ ส่วน Notion อยู่อีกด้านหนึ่ง

Ali จดบันทึกจากหนังสือ “E-Myth Revisited” ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจขนาดเล็กที่ประสบความสำเร็จ เขาได้มีโอกาสอ่านครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2019 และหนังสือเล่มนี้ทำให้เขาประทับใจมาก

ขณะที่กำลังทบทวนและเรียนรู้บทเรียนบางอย่างจากมันอีกครั้ง เขาก็พยายามจดบันทึก สรุปบางส่วนในบันทึก แม้ว่าจะใช้เวลานานมาก แต่มันก็ให้ข้อคิดใหม่ๆ มากมาย เพราะมันหายากที่จะเจอหนังสือที่เปลี่ยนชีวิตจริงๆ ดังนั้นเมื่อคุณพบหนังสือแบบนั้น จงพยายามเขียนสรุปของหนังสือเล่มนั้นด้วยตัวเอง เพื่อที่จะได้รวบรวมข้อคิดต่างๆ สำหรับตัวเอง

มีสิ่งที่ควรคำนึงถึงเกี่ยวกับเรื่องนี้ ประการแรก มีหนังสือที่ดีมากเล่มหนึ่งชื่อ “How to Take Smart Notes” โดย Sönke Ahrens ซึ่งตัวของ Ali ได้ทำสรุปของหนังสือเล่มนี้ด้วย โดยใช้ฟีเจอร์ Toggle ใน Notion เขาเขียนเนื้อหามากมาย แม้กระทั่งวาดแผนภาพและตารางของตัวเองเกี่ยวกับเรื่องนี้ สรุปนี้รวมถึงไฮไลท์บางส่วนมีความยาวถึง 6,851 คำ

Ali ใช้เวลานานมากในการจดบันทึกจากหนังสือ และในหนังสือ “How to Take Smart Notes” ได้พูดถึงวิธีการจดบันทึกแบบ Zettelkasten

และเคล็ดลับก็คือขณะที่คุณกำลังอ่านสิ่งต่างๆ และจดบันทึก แต่แนวคิดของการบันทึก เช่น สรุปที่เราทำสำหรับตัวเองนั้น ต้องหลีกเลี่ยงการคัดลอกข้อความมาจากหนังสือ เราต้องพยายามเรียบเรียงสิ่งต่างๆ ด้วยคำพูดของเราเอง เพื่อให้แน่ใจว่าเราเข้าใจแนวคิดนั้นๆ อย่างแท้จริง

ประโยชน์อีกอย่างของการจดบันทึกหนังสือด้วยตัวเองคือ ถ้าคุณสนใจที่จะแบ่งปันงานของคุณออนไลน์ คุณสามารถเผยแพร่บันทึกหนังสือของคุณได้

ขั้นที่ 7: นักอ่านระดับเทพ (Dumbledore)

นี่คือขั้นสูงสุดที่เราใช้วิธีการจดบันทึกแบบ Zettelkasten อย่างเต็มรูปแบบ นี่คือสิ่งที่ตัวของ Ali เองหวังว่าจะได้ไปถึงในที่สุด เขาทำแบบนี้กับหนังสือเพียงไม่กี่เล่มเท่านั้น แต่ทุกครั้งที่เขาทำ เขาพบว่าการฝึกฝนนี้มีประโยชน์มาก

แนวคิดเบื้องหลังคือ หลังจากที่เราจดบันทึกเกี่ยวกับหนังสือแล้ว สิ่งที่เราจะทำคือเปลี่ยนมันให้เป็นบันทึกแบบถาวร ตามวิธีของ Zettelkasten หรือ Evergreen Notes ตามที่ Andy Matuschak ผู้เชี่ยวชาญด้านการจดบันทึกบนอินเทอร์เน็ตเรียก

ตัวอย่างเช่น Ali มีฐานข้อมูลของ Evergreen Notes บน Notion แนวคิดเบื้องหลัง Evergreen Notes คือเป็นบันทึกเกี่ยวกับหัวข้อที่คุณสนใจหรือที่มีความหมายกับคุณเป็นพิเศษ แต่บันทึกนั้นมีความสมบูรณ์ในตัวเองและเชื่อมโยงอย่างมากกับบันทึกอื่นๆ ที่คุณมีในระบบของคุณ

ตัวอย่างของ Ali เขามีหมวดหมู่ต่างๆ เช่น ชีวิต ความสุข ความหมาย งาน การอ่าน โชค การพัฒนาตนเอง ความสัมพันธ์ การแต่งงาน การช่วยเหลือผู้อื่น การตัดสินใจ เงิน ไลฟ์สไตล์ การเขียน ฯลฯ

ทั้งหมดนี้เป็นหัวข้อที่เขาสนใจ และเมื่อเขาได้อ่านสิ่งต่างๆ ในหนังสือ บทความ พอดแคสต์ ทวีต หรืออะไรก็ตาม สิ่งที่ Ali พยายามทำเมื่อเวลาผ่านไปก็คือเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้เป็น Evergreen Notes และมี Index สำหรับ Evergreen Notes เหล่านี้ทั้งหมด

ซึ่งระบบเหล่านี้ ไม่ว่าจะเรียกว่า Zettelkasten, slip box, Evergreen Notes หรือการจดบันทึกแบบนักอ่านระดับเทพก็ตาม สิ่งที่เขาได้เห็นจากการอ่านผลงานของคนอื่นๆ บนอินเทอร์เน็ตที่ทำแบบนี้ ทุกคนบอกว่ามันมีประโยชน์มาก

มันดีในแง่ที่ช่วยให้คุณรวบรวมความคิดของคุณเกี่ยวกับหัวข้อต่างๆ โดยเฉพาะถ้าคุณมีความสนใจหลากหลาย อาจเป็นเรื่องยากที่จะติดตามสิ่งที่คุณอ่านทั้งหมด แต่นี่เป็นระดับการย่อยข้อมูลที่สูงกว่าสิ่งที่คุณอ่าน ช่วยให้คุณหาวิธีรวบรวมข้อคิดจากสิ่งเหล่านั้น

ทั้งหมดที่คุณต้องทำคือเขียนสรุปของหนังสือใน 3 ประโยค เหตุผลที่ต้อง 3 ประโยคเพราะมันบังคับให้คุณเขียนให้กระชับและไม่ใช้เวลานาน และเขียนความคิดเห็นสั้นๆ เกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น

บทสรุป

ต้องบอกว่า 7 ขั้นตอนสู่การจดจำสิ่งที่เราอ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การเป็นมือใหม่หัดอ่านไปจนถึงการเป็นนักอ่านระดับเทพ แต่ละขั้นตอนล้วนมีความสำคัญและช่วยพัฒนาทักษะการอ่านของเราให้ดียิ่งขึ้น

การอ่านไม่ใช่เพียงแค่การรับรู้ข้อมูล แต่เป็นกระบวนการที่เราต้องมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นการไฮไลท์ การจดบันทึก หรือการสรุปความ ทั้งหมดนี้ล้วนช่วยให้เราเข้าใจและจดจำสิ่งที่อ่านได้ดีขึ้น

นอกจากนี้ การใช้เครื่องมือดิจิทัลอย่าง Readwise หรือ Notion ยังช่วยให้เราจัดการความรู้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือการนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง

สุดท้ายนี้ การแบ่งปันความรู้ผ่านการเขียนบล็อกหรือสร้างคอนเทนต์ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เราเข้าใจสิ่งที่อ่านได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และยังเป็นการสร้างคุณค่าให้กับผู้อื่นอีกด้วย

การพัฒนาทักษะการอ่านและการจดจำเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความพยายาม แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นคุ้มค่าอย่างยิ่ง เพราะความรู้และข้อคิดที่เราได้รับจากการอ่านจะอยู่กับเราไปตลอดชีวิต และช่วยให้เราเติบโตทั้งในด้านความคิดและการดำเนินชีวิตได้ในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม

References :
How I Remember Everything I Read
https://youtu.be/AjoxkxM_I5g?si=XN_-0GD3wNkg5aBM