Geek Monday EP45 : ความหวังมวลมนุษยชาติ เมื่อ Apple และ Google จับมือสร้างระบบติดตามการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทรงพลังที่สุด

การร่วมมือกันของสองยักษ์ใหญ่ทางด้านเทคโนโลยีอย่าง Google และ Apple ในครั้งนี้อาจจะสามารถที่จะช่วยเหลือคนทั้งโลกได้เลยด้วย ซ้ำ เพราะมันเป็นการสร้างการแจ้งเตือน Notification มาจาก Platform แบบทันทีทันใด หากมีผู้ป่วยที่มีการยืนยันการติด COVID-19 ซึ่งจะทำให้ ผู้ที่เข้าไปสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่าน Bluetooh แล้วนั้น

สามารถได้รับการแจ้งเตือนได้แบบทันที ว่ามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ และให้สามารถไปกักกันตัวได้ทันที แทนที่การคาดเดา หรือการคอยสัมภาษณ์แบบเดิม ๆ ที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะตามตัวทุกคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่่ติดเชื้อมาได้นั่นเองครับ ถือเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ครับสำหรับเทคโนโลยีนี้

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : https://bit.ly/2wx5fS4

ฟังผ่าน Apple Podcast :https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast :  https://bit.ly/2xnyEi6

ฟังผ่าน Spotify : https://spoti.fi/3eiwmkP

ฟังผ่าน Youtube https://youtu.be/K9vothkXC-g

Image References : https://abcnews.go.com/Health/google-apple-team-contact-tracing-covid-19-app

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เมื่อคู่แค้นต้องร่วมมือสร้างระบบติดตาม Covid-19 ใน iOS และ Android

Apple และ Google ได้ประกาศสร้างระบบสำหรับติดตามการแพร่กระจายของ coronavirus ใหม่ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถแบ่งปันข้อมูลผ่านการส่งสัญญาณ Bluetooth Low Energy (BLE)

ระบบใหม่นี้ซึ่งจะใช้การสื่อสารผ่านเทคโนโลยี Bluetooth Low Energy เพื่อสร้างเครือข่ายการติดต่อ ตามความสมัครใจของการเก็บรักษาข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือที่ได้รับในบริเวณใกล้เคียงกับแต่ละอื่น ๆ 

โดยแอปอย่างเป็นทางการจากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะสามารถเข้าถึงข้อมูลนี้และผู้ใช้ที่ดาวน์โหลดแอปไป พวกเขาสามารถรายงานผ่านแอปได้ หากพวกเขาได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ COVID-19 ซึ่งระบบจะทำการแจ้งเตือนผู้ที่ดาวน์โหลดแอปดังกล่าว ว่าพวกเขาอยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อหรือไม่

Apple และ Google จะปล่อยแอปทั้งใน iOS และ Android โดยจะทำการเปิด API ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม และทำการตรวจสอบให้แน่ใจว่าแอปของหน่วยงานด้านสุขภาพเหล่านี้สามารถใช้งานได้จริงและไม่มีข้อบกพร่อง โดยในช่วงแรกนี้ผู้ใช้จะยังคงต้องดาวน์โหลดแอปเพื่อเข้าร่วมในการติดตาม ซึ่งอาจจำกัดการนำไปใช้ อยู่ในวงจำกัด

แต่ในอีกไม่กี่เดือนหลังจาก API เสร็จสมบูรณ์ บริษัท จะสร้างฟังก์ชั่นการติดตามในระบบปฏิบัติการที่รองรับ ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ทุกคนสามารถใช้งานได้ทันที ด้วยโทรศัพท์ iOS หรือ Android โดยจะเป็นการฝังอยู่ในระบบปฏิบัติการ

การติดตามการแพร่เชื้อ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการหาว่าใครเป็นผู้ติดเชื้อ และพยายามป้องกันไม่ให้ผู้อื่นติดไวรัส ถือเป็นหนึ่งในวิธีแก้ปัญหาที่มีแนวโน้มที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับการป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19

ประสิทธิภาพสูงสุดเพราะแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้ผ่านแพลตฟอร์มมือถือได้เลย
ประสิทธิภาพสูงสุดเพราะแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้ผ่านแพลตฟอร์มมือถือได้เลย

แต่การใช้เทคโนโลยีการเฝ้าระวัง ก็มีคำถามเกี่ยวกับประสิทธิภาพของมัน เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางสหภาพเสรีภาพพลเมืองอเมริกัน ( American Civil Liberties Union )ได้ตั้งข้อกังวลเกี่ยวกับการติดตามผู้ใช้ด้วยข้อมูลโทรศัพท์โดยยืนยันว่าระบบใด ๆ จะต้องถูกจำกัด ในขอบเขต และหลีกเลี่ยงความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ให้มากที่สุด

ต้องบอกว่าเทคโนโลนี้จะไม่เหมือนกับวิธีอื่น ๆ เช่น การใช้ข้อมูล GPS โดยการใช้ Bluetooth นี้จะไม่มีการติดตามตำแหน่งทางกายภาพของผู้คน โดยทั่วไปจะรับสัญญาณของโทรศัพท์ที่อยู่ใกล้เคียงในช่วงเวลา 5 นาทีและเก็บการเชื่อมต่อระหว่างพวกเขาในฐานข้อมูล 

หากมีคนที่มีผล Positive กับ coronavirus พวกเขาสามารถแจ้งให้คนอื่น ๆ ทราบว่าโทรศัพท์ของคุณเข้าไปใกล้วเคียงกับผู้ที่ติดเชื้อเหล่านี้หรือไม่ในช่วงก่อนหน้านี้

ระบบยังใช้ขั้นตอนหลายขั้นตอนในการป้องกันไม่ให้รุกล้ำความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้มากเกินไป แม้ว่าพวกเขาจะแบ่งปันข้อมูลของพวกเขาออกไปก็ตามที

วิธีการยังคงมีจุดอ่อนที่อาจเกิดขึ้น ในพื้นที่ที่มีผู้คนหนาแน่น ที่สามารถตั้งค่าสถานะผู้คนในพื้นที่ใกล้เคียงกันซึ่งไม่ได้มีการแชร์พื้นที่กับผู้ใช้จริงทำให้ผู้คนใกล้ชิดเหล่านี้เกิดความกังวลโดยไม่จำเป็นได้ 

นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังอาจไม่ครอบคลุมถึงความแตกต่างของระยะเวลาที่มีคนสัมผัสใกล้ชิดกัน การทำงานใกล้ชิดผู้ติดเชื้อตลอดทั้งวันจะทำให้คุณมีปริมาณไวรัสมากขึ้นกว่าการเดินไปตามถนนแล้วติดไวรัสผ่านผู้อื่นนั่นเอง

แน่นอนว่ามันเป็นโปรแกรมที่ค่อนข้างใหม่โดย Apple และ Google ยังคงคุยกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ เกี่ยวกับวิธีการใช้งาน ระบบนี้อาจไม่สามารถแทนที่วิธีการติดตามผ่านผู้ติดต่อที่ล้าสมัยแบบเดิม ๆ เช่น การสัมภาษณ์ผู้ติดเชื้อว่าพวกเขาอยู่ที่ไหนและใช้เวลาไปกับใครบ้าง แต่มันสามารถช่วยเหลือวิธีการเดิม ๆ แบบนี้ได้ด้วยวิธีการที่ไฮเทค โดยใช้อุปกรณ์พื้นฐานที่มีคนใช้งานเป็นพันล้านอย่างมือถือนั่นเองครับ

ต้องบอกว่า เป็นการพัฒนาที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับการร่วมมือกันครั้งนี้ระหว่าง Apple และ Google ซึ่งนำเทคโนโลยี Bluetooth มาใช้ และ คอย tracking ว่าผู้ใช้งานใกล้ชิดกับใครมาบ้าง ผ่านระบบรักษาความปลอดภัยที่ค่อนข้างซับซ้อน

ซึ่งเทคโนโลยี นี้ ต่อไปนั้นอาจจะช่วยเหลือคนทั้งโลกได้เลยด้วย ซ้ำ เพราะมันเป็นการ Notification มาจาก Platform แบบทันทีทันใด หากมีผู้ป่วยที่มีการยืนยันการติด COVID-19 ซึ่งจะทำให้ ผู้ที่เข้าไปสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยก่อนหน้านี้ ที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่าน Bluetooh แล้วนั้น

สามารถได้รับการแจ้งเตือนได้แบบทันที ว่ามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ และให้สามารถไปกักกันตัวได้ทันที แทนที่การคาดเดา หรือการคอยสัมภาษณ์แบบเดิม ๆ ที่ต้องใช้เวลานานกว่าจะตามตัวทุกคนที่เกี่ยวข้องกับผู้ที่่ติดเชื้อมาได้นั่นเองครับ ถือเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ครับสำหรับเทคโนโลยีนี้

References : https://www.theverge.com/2020/4/10/21216484/google-apple-coronavirus-contract-tracing-bluetooth-location-tracking-data-app

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

COVID-19 ได้ทำลายสถิติในการฆ่าคนอเมริกันมากที่สุดอย่างเป็นทางการ

จากข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) พบว่า COVID-19 กลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการโดยมีผู้เสียชีวิตสูงเกือบ 2,000 คนต่อวัน

ภาพกำลังเปลี่ยนไปอย่างมากทุกสัปดาห์เนื่องจากจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทั่วประเทศ ไวรัสมฤตยูได้กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดในการพรากชีวิตชาวอเมริกาไปเสียแล้ว ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์

ในช่วงเวลาของการรายงานมีผู้ได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อมากกว่า 466,000 รายในสหรัฐอเมริกาและมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 16,700 ทำให้ด้วยอัตรานี้สหรัฐฯจะแซงหน้าอิตาลีอย่างรวดเร็วประเทศที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในปัจจุบันในอีกไม่กี่วัน

โดยสถิติเดิมของการเสียชีวิตของคนอเมริกันนั้น 1,774 รายต่อวันมีสาเหตุมาจากโรคหัวใจ และ 1,641 เป็นมะเร็ง จำนวนผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 ได้บดบังสาเหตุทั่วไปอื่น ๆ ของการเสียชีวิตรวมถึงไข้หวัดใหญ่ปอดบวม การฆ่าตัวตาย และโรคตับ

ทำเนียบขาวประมาณตัวเลขที่จะมีผู้เสียชีวิต ตกอยู่ระหว่าง 100,000 และ 240,000 คน ส่วนสถาบันตัวชี้วัดด้านสุขภาพและการประเมินผลที่มหาวิทยาลัยวอชิงตันในซีแอตเทิล (Ihme) ประเมินไว้ที่ต่ำกว่า 60,415 คนที่จะเสียชีวิต

Anthony Fauci หนึ่งในผู้นำจากทำเนียบขาวที่ดูแลปัญหาการแพร่ระบาดของ coronavirus กล่าวว่า“ ดูเหมือนว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจะมีมากกว่า 60,000 โดยจะอยู่ราว ๆ 100,000 ถึง 200,000 ราย” ในระหว่างการอัดรายการ “ Today Show” ของ NBC News

“จำนวนผู้เสียชีวิตและกรณีที่เราเห็นอยู่ในตอนนี้ กำลังแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เราอาจกล่าวได้ว่านี่จะเป็นสัปดาห์ที่เลวร้ายมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา” Fauci กล่าว

“ในขณะที่คุณเห็นว่ากำลังมีความหวังบางอย่าง แต่เมื่อคุณดูสถานการณ์ในนิวยอร์ก” Fauci กล่าวเสริมว่า “ที่จำนวนผู้ป่วยที่มีความต้องการการดูแลอย่างหนัก และต้องใส่ท่อช่วยหายใจเพิ่มมากขึ้นในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา พวกเขา[โรงพยาบาล]ในนิวยอร์ก ก็ไม่สามารถที่จะรองรับไหวได้อีกต่อไป”

ภาพเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในเมือง นิวยอร์ก
ภาพเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในเมือง นิวยอร์ก

ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่น่าเหลือเชื่อมาก ๆ ที่ประเทศที่มีความพร้อมอันดับหนึ่งในการรองรับการแพร่ระบาด จากที่หลายๆ คนคิดนั้น เมื่อเกิดระบาดอย่างหนักขึ้นมาจริง ๆ ในเมืองใหญ่อย่างนิวยอร์ก ก็ไม่สามารถที่จะมีทรัพยากรที่รองรับไหว

ซึ่งสุดท้ายเมื่อเกิดขีดจำกัดของความสามารถในการดูแล สถานการณ์ในนิวยอร์ก นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับที่เกิดขึ้นในทางตอนเหนือของอิตาลีก่อนหน้านี้ ที่มีผู้เสียชีวิตจาก COVID-19 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ซึ่งไทยเราก็ควรดูสถานการณ์ในประเทศเหล่านี้เป็นตัวอย่าง และไม่ควรประมาท และทำตามคำแนะนำของทางการ และสาธารณสุขอย่างเคร่งครัด เพราะขนาดประเทศที่ว่ามีทรัพยากรพร้อมมาก ๆ อย่างเมืองนิวยอร์กของอเมริกา ก็ไม่สามารถรองรับไหวหากมีการระบาดหนักจริง ๆ

ซึ่งก็หวังว่าประเทศเราคงไปไม่ถึงจุดวิกฤติที่พวกเขาได้เจอ และ ยังเป็นบทเรียนที่สำคัญมาก ๆ กับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ที่ไม่ควรประมาทเป็นอย่างยิ่ง ที่จะรับมือกับปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดที่โลกเราไม่เคยเผชิญมาก่อนอย่างการแพร่ระบาดในครั้งนี้นั่นเองครับ

References : https://futurism.com/neoscope/covid-19-officially-killing-more-americans-than-anything-else

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ผลกระทบและการปรับตัวต่อ COVID-19 ของเว๊บพนันออนไลน์

การระบาดของโรค coronavirus นั้นมันได้ส่งผลกระทบต่อทุก ๆ อุตสาหกรรมที่มีห่วงโซ่อุปทานเชื่อมต่อกันทั้งหมด และมันได้นำการเปลี่ยนแปลงมาสู่วิถีชีวิตประจำวันของผู้คนหลายพันล้านคนทั่วโลก และ แน่นอนว่า COVID-19 มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเดิมพันกีฬาออนไลน์ เช่นเดียวกัน เมื่อกีฬาแทบจะทุกอย่างหยุดนิ่ง

การพนันกับเกมกีฬา

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาการแข่งขันกีฬาที่สำคัญทั้งหมดได้ถูกยกเลิกไปทั่วโลก และเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีการประกาศการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรปที่รอคอยมานานในฤดูร้อนในฟุตบอล (ยูโร 2020) ถูกเลื่อนออกไปเป็นฤดูร้อนปี 2021

แน่นอนมันทำให้นักพนันกีฬาออนไลน์มีทางเลือกในการเดิมพันน้อยลงไป

ผลกระทบสำคัญเพียงใดจุดเปลี่ยนที่สำคัญน่าจะเริ่มมาจากการ lockdown ของอิตาลี (วันที่ 9 มีนาคม) เปรียบเทียบหนึ่งเดือนก่อนหน้านี้กับสัปดาห์ถัดไป 

รูปแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน คือจำนวนนักพนันกีฬาออนไลน์ และมันลดลงอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉลี่ย 30%

จำนวนนักพนันออนไลน์ที่ลดลง

การลดลงอย่างมากนี้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการพนันกีฬาทั้งหมดและเป็นข้อกังวลหลักของ บริษัท พนันออนไลน์ทั้งหมด ด้วยการลดลงเฉลี่ย 30% และบางแบรนด์ที่ประสบกับการลดลงถึง 60% ของนักพนันกีฬาที่ใช้งานในสัปดาห์แรกหลังจากการ lockdown ของอิตาลี

และหากไม่มีการประเมินที่แท้จริงว่ากีฬาประเภทใดจะกลับมาสู่สภาวะปกติได้เมื่อไหร่ ก็สามารถคาดการณ์ว่าตัวเลขนี้จะลดลงได้อีก

คาสิโนออนไลน์ยังคงมีเสถียรภาพ

ดูเหมือนว่า COVID-19 และความจริงที่ว่าผู้คนอยู่ที่บ้านไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้เล่นคาสิโนออนไลน์รายวัน เมื่อเปรียบเทียบกับสองช่วงเวลา จะเห็นการเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่มีนัยสำคัญ (+ 4%) หลังจากไวรัสเริ่มแพร่กระจาย

จำนวนผู้เล่นคาสิโนออนไลน์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย

กิจกรรมการเล่นโป๊กเกอร์ออนไลน์เพิ่มขึ้นอย่างมาก

นับตั้งแต่การ lockdown ของอิตลี มีการเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 43% ในจำนวนผู้เล่นโป๊กเกอร์รายวันเมื่อเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้า

จำนวนผู้เล่นโป๊กเกอร์ที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

บริษัทพนันออนไลน์ทั้งหมดที่มีผลิตภัณฑ์โป๊กเกอร์ มีจำนวนเพิ่มขึ้นและบางแห่งมีการเพิ่มจำนวนผู้เล่นโป๊กเกอร์เป็นสองเท่า

บางบริษัทมีการเติบโตถึง 2 เท่า

ซึ่งสามารถสันนิษฐานได้ว่าเป็นผลมาจากคนจำนวนมากอยู่ที่บ้านในขณะที่ไม่สามารถเดิมพันกีฬาได้นั่นเอง

จากเกมกีฬาถึงโป๊กเกอร์

เราได้เห็นการเพิ่มขึ้นถึงกว่า  255% ในผู้เล่นโป๊กเกอร์ในบางช่วงเวลา  เมื่อเทียบกับปริมาณเฉลี่ยก่อนที่จะมีการ lockdown แต่ในขณะที่ในช่วงก่อน lockdown มีผู้เล่นโป๊กเกอร์เพียง แค่ 3.5% ซึ่งจำนวนนี้มีการเพิ่มขึ้น 9% ของผู้เล่นหน้าใหม่สู่โป๊กเกอร์ออนไลน์

ที่สำคัญกว่านั้นคือแม้ จะดูเหมือนว่ามีผู้เล่นหน้าใหม่มากมายสำหรับธุรกิจการพนันออนไลน์ แต่ความจริงนั้นมันไม่มากอย่างที่คิด

โดยเฉลี่ย 50% (และสูงถึง 75%!) ของผู้เล่นใหม่ที่เข้าสู่โป๊กเกอร์ออนไลน์นั้น มี กิจกรรมการพนันในเกมกีฬาก่อนหน้านี้ ซึ่งผู้เล่นหน้าใหม่นั้นถูกถ่ายเทมาจากการพนันกีฬาออนไลน์ที่ถูกหยุดการแข่งขันไปนั่นเอง

การปรับตัวสู่การพนันเกี่ยวกับ COVID-19 ของเว๊บไซต์พนันออนไลน์ของรัสเซีย

เว็บไซต์เช่น Betcity หรือPari Match มีส่วนแยกต่างหากสำหรับโพสต์การพนันในปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19 เช่น สิ่งที่องค์การอนามัยโลกหรือหน่วยงานรัสเซียต้องทำต่อไปในอนาคต

“ใครจะประกาศสร้างวัคซีนต่อต้าน COVID-19 ได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2020?” หรือ “ ใครประกาศสิ้นสุดการระบาด COVID-19 ก่อนวันที่ 01.01.21?” เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ Betcity นำเสนอให้เหล่านักพนันออนไลน์

ตัวอย่างการพนันในปัญหาที่เกี่ยวข้องกับ COVID-19

ที่ PariMatch สามารถเดิมพันได้ว่ารัสเซียจะห้ามการเคลื่อนย้ายผู้คนระหว่างเมืองหรือห้ามการรวมกันของคนมากกว่าสามคน ภายในวันที่ 1 มิถุนายน

“ ไม่มีการแข่งขันดังนั้นเจ้ามือรับแทงจึงต้องหาอะไรมาทดแทน ”  Pyotr Kondakov นักข่าวของ Championat.com ซึ่งเสนอทางเลือกในการเดิมพัน เช่น รัสเซียจะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนกระดาษชำระหรือไม่ ท่ามกลางการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ทั่วโลก?

แม้ว่าการแข่งขันกีฬาทั้งหมดในรัสเซียจะถูกระงับชั่วคราวจนถึงวันที่ 17 เมษายน เนื่องจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ผู้เชี่ยวชาญอ้างว่ามีการปรับตัวบางอย่างให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน

Anna ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของ Betting League ของรัสเซียบอกกับ สำนักข่าว Mediazone ว่า “เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคมปีที่แล้วปริมาณการเดิมพันในกีฬา eSports เพิ่มขึ้นแปดเท่า”

ผู้ใช้งานเกือบ 80% กล่าวว่า เธอเริ่มเดิมพันในเกมฟุตบอลออนไลน์ หรือ วิดีโอเกมยอดนิยมอื่น ๆ เช่น CounterStrike และ Dota2

การแข่งขันกีฬาออฟไลน์เดียวที่ยังคงดึงดูดนักพนันในตอนนี้ เหลือเพียงแค่การแข่งขันฟุตบอลลีกแห่งเดียวที่ยังคงแข่งขันอยู่ในยุโรป พรีเมียร์ลีกเบลารุส มีรายงานว่าฟุตบอลของเบลารุสมีการเดิมพันเพิ่มขึ้นถึง 14 เท่าจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากในตอนนี้เหล่านักพนันแทบไม่เหลือตัวเลือกในเกมกีฬาแล้วนั่นเอง

References : https://www.optimove.com/blog/covid-19s-impact-on-online-gaming-trends-tips-for-marketers https://www.occrp.org/en/daily/11964-russian-bookies-open-bets-on-covid-19-issues

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

เมื่อผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า CORONAVIRUS สามารถแพร่กระจายได้เพียงแค่การพูดคุย

คณะผู้เชี่ยวชาญทางด้านวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงบอกเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวในช่วงคืนวันพุธที่ผ่านมา โดยการบรรยายสรุปในเรื่อง coronavirus สามารถแพร่กระจายได้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผ่านทางการไอและจามเท่านั้น แต่แค่เพียงผ่านการพูดคุยและแม้เพียงแค่หายใจเช่นกัน ตามที่ CNN รายงาน

“ ในขณะที่งานวิจัยเฉพาะในปัจจุบันมีอย่างจำกัด ผลการศึกษาที่มีอยู่นั้นสอดคล้องกับการแพร่กระจายของไวรัสจากการหายใจตามปกติ” จดหมายจาก Harvey Fineberg ประธานคณะกรรมการประจำคณะวิทยาศาสตร์แห่งชาติ

จดหมายฉบับนี้เป็นการตอบคำถามที่ Kelvin Droegemeier มีรายงานเกี่ยวกับสำนักงานนโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทำเนียบขาว

“ การวิจัยที่มีอยู่ในปัจจุบันสนับสนุนความเป็นไปได้ที่ [coronavirus] สามารถแพร่กระจายผ่านทางชีวภาพที่สร้างขึ้นโดยตรงจากการหายใจออกของผู้ป่วย”

“ถ้าคุณสร้างละอองของไวรัสที่มีการไหลเวียนในห้องที่ปิด มันก็เป็นไปได้ว่าถ้าคุณเดินผ่านในภายหลังคุณสามารถสูดไวรัสเข้าไปได้” Fineberg บอกกับ CNN “แต่ถ้าคุณอยู่ข้างนอกสายลมก็จะกระจายไวรัสเหล่านี้ออกไป”

ข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อศัลยแพทย์ทั่วไปขอให้เจ้าหน้าที่จากศูนย์ควบคุมโรคแห่งสหรัฐอเมริกาพิจารณาทบทวนการตัดสินใจครั้งแรกเพื่อให้คำแนะนำแก่ประชาชนเกี่ยวกับการสวมหน้ากาก

“เราได้เรียนรู้จากการแพร่กระจายของโรค ดังนั้นเราจึงได้ถาม CDC ว่าสมควรหรือไม่ที่จะทำให้ผู้คนเริ่มหันมาสวมหน้ากากป้องกันการแพร่กระจายของโรคไปยังคนอื่น ๆ” ศัลยแพทย์ทั่วไป Jerome Adams กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาในรายการ “Good Morning America”

ต้องบอกว่าเนื่องจากการแพร่กระจายของ Coronavirus นั้น ยังเพิ่งเริ่มเพียงไม่กี่เดือน ทำให้งานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดยังมีไม่มากนัก ซึ่ง ตอนนี้เริ่มมีงานวิจัยที่นำเสนอความคิดหักล้างแนวคิดเดิม ๆ ว่า ให้สวมหน้ากากอนามัยเฉพาะคนที่ป่วย ออกมาเพิ่มเติมมากขึ้นเรื่อย ๆ จน WHO เริ่มประกาศให้คนทั่วไปเริ่มหันมาใส่หน้ากากในข่าวล่าสุดที่ออกมา

จะเห็นได้ว่า ตัวเลขสถิติ มันบ่งบอกชัดเจนระหว่างประเทศ ที่สวมหน้ากาก และ ไม่สวมหน้ากาก ที่การแพร่ระบาดของโรคมันแตกต่างกันอย่างชัดเจน ซึ่งงานวิจัยในบทความชิ้นนี้ก็ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า การสวมหน้ากากนั้นสามารถลดการแพร่ระบาดได้ดีกว่าอย่างชัดเจนหาก มันสามารถที่จะแพร่กระจายได้แม้กระทั่งแค่การพูดคุย หรือ หายใจออกมา เชื้อก็แพร่กระจายได้

เพราะฉะนั้น การสวมหน้ากากจึงปลอดภัยกว่า และแพร่กระจายน้อยกว่า สอดคล้องกับตัวเลขที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ที่ประเทศที่มีแนวโน้มสวมหน้ากาก จะมีตัวเลขการแพร่ระบาดที่ต่ำกว่า ประเทศฝั่งตะวันตกที่ไม่ยอมรับแนวคิดการสวมหน้ากากนั่นเองครับ 

References : https://edition.cnn.com/world/live-news/coronavirus-pandemic-04-02-20-intl https://www.the-sun.com/news/631263/coronavirus-spread-just-talking-breathing/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol