แม่มณี -> Forex 3D สู่ Nice Review กับจริตการลงทุนของคนไทย

นั่งดูข่าวการทลายแก๊งแชร์ลูกโซ่ที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่ทั่วไทยอย่าง แม่มณี , Forex 3D แล้วก็อดแปลกใจไม่ได้กับการเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเครือข่ายแบบนี้ ซึ่งมีมาในหลายรูปแบบมาก ๆ ในช่วงหลัง ๆ จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเครือข่ายเหล่านี้ถึงไม่หมดไปจากสังคมไทยเสียที

และล่าสุดที่กำลังเริ่มเป็นข่าวอย่าง Nice Review ที่ต้องบอกว่าจำนวนผู้เสียหายนั้น น่าจะมากกว่า แม่มณี รวมถึง Forex 3D หลายเท่านัก ซึ่งต้องบอกว่า Nice Review เป็นแพลตฟอร์มที่ผมได้สังเกตเห็นมาเป็นเวลาพักหนึ่งแล้ว และสามารถฟันธงได้ว่า แชร์ลูกโซ่อย่างแน่นอน

ทำไมผมถึงคิดว่า มีจำนวนผู้เสียหายมากกว่า เพราะ Nice Review นั้น มีการติด Trend ของ Google Trend มาอย่างต่อเนื่องเป็นปี ๆ แล้ว แสดงให้เห็นถึงความสนใจของประชาชนทั่วไปกับ Nice Review ที่พยายามค้นหาข้อมูลจนคำว่า “Nice Review” ติด Trend ของ Google ในระดับต้น ๆ ของประเทศ

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ แชร์แม่ชม้อย ชื่อดังในอดีต ที่ได้สร้างความเสียหายกับคนไทยเป็นจำนวนมากแล้วนั้น คนไทยก็ไม่เข็ดกับเรื่องเหล่านี้เสียที กับรูปแบบการจูงใจในการหาเงินง่าย ๆ ที่อยู่บนพื้นฐานที่ผิดหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งก็มักจะหลงเชื่อไปกับคำชักจูงที่สวยหรู และการที่นิสัยมนุษย์ทั่วไปนั้นความขี้เกียจถือเป็นพื้นฐานทางจิตใจที่สำคัญของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะถูกชักจูงให้ทำงานที่ได้เงินง่ายๆ  โดยไม่คำนึงถึงจริยธรรมในการหาเงิน

แต่ก็ต้องยอมรับว่าใครที่ได้เข้าไปอยู่ในวังวนเหล่านี้ ก็จะตกอยู่ในสภาพเดียวกันก็คือ เหมือนอยู่ในลัทธิ ที่จะมี pattern แทบจะเหมือนกันในทุก ๆ คน ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงก็จะถูกต้อนเข้าไปฟังและพยายามชักจูงโน้มน้าวให้เข้าร่วม

ซึ่งตรงนี้หลายคนก็ได้เสียเพื่อนฝูง หรือ ญาติพี่น้องไปก็เป็นได้หากเขาไม่ได้สนใจในรูปแบบการลงทุนเหล่านั้น และ ถูกตามตื้ออยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมก็เคยมีประสบการณ์เหล่านี้เช่นกัน เราก็ต้องพยายามเลี่ยง ๆ ที่จะพบหากรู้ว่าเพื่อนหรือญาติคนใดนั้นเข้าสู่เครือข่ายเหล่านี้

ซึ่งจากประสบการณ์ตรงนั้น ยังไม่เคยเห็นเพื่อนหรือญาติคนใดประสบความสำเร็จจากการทำงานกับการลงทุนแนว ๆ นี้เลยแม้แต่รายเดียว บางคนนั้น เหมือนจะร่ำรวยในตอนแรก ๆ แต่ก็จะประสบปัญหาเช่นเดียวกันในตอนหลัง เพราะเมื่อเครือข่ายการลงทุนเหล่านี้ถึงทางตัน ไม่สามารถหาสมาชิกมาต่อเพิ่มได้อีก ระบบเหล่านี้ ก็จะล้มคลืนลงอย่างที่เราเห็น อยู่ที่ว่าจะให้ผลตอบแทนเท่าไหร่ ซึ่งหากให้ผลตอบแทนมาก ก็จะล้มเร็วอย่างที่เราเห็นใน case แม่มณี ที่ให้ผลตอบแทนอย่างน่าตกใจถึง 93% ต่อเดือน

แต่หาก แพล็ตฟอร์มไหน ที่ให้ผลตอบแทนที่ไม่สูงนักจนมันเว่อร์เกินไปอย่าง Forex 3D ก็อาจจะทำให้อยู่ได้นานหน่อย เราจึงได้ระบบที่ดำเนินต่อไปได้หลายปี ก่อนที่จะล้มในที่สุดเพราะไม่สามารถหาสมาชิกมาต่อยอดได้อีกต่อไป รวมถึงภาระค่าใช้จ่ายในการจ่ายผลตอบแทนที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง

สรุปเรื่องนี้ก็น่าจะไม่ได้ทำให้คนไทยเข็ดกับเรื่องแบบนี้ แต่ก็จะเกิดลักษณะใหม่ๆ  ของการทำแชร์ลูกโซ่ออกมาอีก ซึ่งก็น่าจะพัฒนาวิธีการที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ จนสุดท้ายในที่สุด เราอาจจะได้เห็นพัฒนาการของเครือข่ายเหล่านี้ กลายเป็นแชร์ลูกโซ่แบบถูกกฏหมายจริง ๆ ก็ได้ หากเรายังไม่มาปฏิรูปหรือจัดการแบบเด็ดขาดกับรูปแบบธุรกิจเหล่านี้ หรืออาจจะมีการออกกฏหมายที่เด็ดขาดเพื่อจัดการกับเครือข่ายเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคตนั่นเองครับ

References Image : https://money.kapook.com/view176757.html

Bernard Madoff กับตำนานแชร์ลูกโซ่ระดับโลก

เรื่องอื้อฉาวในการลงทุนของแมดอฟฟ์ ได้กลายเป็นตำนานเรื่องการฉ้อโกงการลงทุน และหลักทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดและมีความสูญเสียมากที่สุด เมื่อปลายปี 2008 ซึ่งในเดือนธันวาคมปีนั้น เบอร์นาร์ด แมดอฟฟ์ อดีตประธานแนสแด็กและ ผู้ก่อตั้ง บริษัท หลักทรัพย์ลงทุนเบอร์นาร์ด แอล. แมดอฟฟ์ จำกัด (Bernard L. Madoff Investment Securities LLC) ได้ออกมายอมรับว่าธุรกิจของเขาเป็นการฉ้อฉลแบบพอนซี (รูปแบบเดียวกับแชร์ลูกโซ่ที่เราเห็นได้ในข่าวดังในบ้านเราขณะนี้)

เจ้าหน้าที่ที่ดำเนินคดีประเมินขนาดการฉ้อโกงครั้งนี้มีความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 64,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยใช้ตัวเลขประเมินที่อยู่ในบัญชีของลูกค้ากว่า 4,800 ราย โดยอดีตประธานองค์กรตรวจสอบและควบคุมของรัฐบาลกลางผู้หนึ่งประเมินว่า การฉ้อโกงจริง ๆ นั้นมูลค่าที่แท้จริงอยู่ที่ระหว่าง 10,000-17,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยไม่รวมเอารายได้ที่ไม่มีจริง ๆ ที่บันทึกใส่บัญชีของลูกค้า ซึ่งทำให้ธุรกิจของแมดอฟฟ์เป็นการฉ้อโกงแบบพอนซี่ (แชร์ลูกโซ่) ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์  และเป็นการฉ้อโกงต่อนักลงทุนที่ใหญ่ที่สุด ที่ทำโดยบุคคลคนเดียวอีกด้วย

แมดอฟฟ์จัดตั้งบริษัทในปี 1960 โดยเริ่มต้นด้วยการเป็นบริษัทขายหุ้นราคาถูก (penny stock) มีเงินทุนตั้งต้นเพียงแค่ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ ที่ได้มาจากการทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ที่คอยช่วยชีวิตคนตกน้ำ และคนติดตั้งระบบหัวกระจายน้ำ ให้กับรัฐ 

บริษัทของเขาเริ่มเติบโตด้วยความช่วยเหลือจากพ่อตาของเขา นักบัญชีชื่อดังอย่าง ซาอูล อัลเพิร์น ซึ่งแนะนำเพื่อนและญาติให้ทำธุรกิจกับแมดอฟฟ์  โดยจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญคือ บริษัทเขาเริ่มใช้เทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์ที่ก้าวหน้าในการแจ้งราคาให้กับลูกค้า ซึ่งการใช้เทคโนโลยีนี่เองเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้บริษัทช่วยพัฒนาได้กลายเป็นตลาดแนสแด็ก อย่างที่เราได้เห็นกันในปัจจุบัน ซึ่ง ณ จุดหนึ่ง Madoff Securities นั้นเป็น ผู้ซื้อและขายที่ใหญ่สุดที่ในตลาดแนสแด็ก

Bernard Madoff ที่กิจการกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
Bernard Madoff ที่กิจการกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

สำหรับวิธีการขายของแมดอฟฟ์ก็คือการอ้างกลยุทธ์การลงทุนที่อาศัยการซื้อหุ้นบลูชิป และซื้อสัญญาการค้าขายอนาคต ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เรียกว่า split-strike conversion ดังที่เขาได้ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร ฟอบส์ ในปี 2009 

นอกจากนั้นแล้ว เขายังได้ให้สัมภาษณ์กับ เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล ว่า ในช่วงปี 1970 เขาได้กำไรจากการซื้อและขายในต่างตลาด ณ เวลาเดียวกัน ซึ่งส่วนมากเป็นหุ้นของบริษัทยักษ์ใหญ่ (large-cap) โดยหวังผลกำไรได้ในระหว่าง 18%-20% 

และเขาได้เริ่มใช้สัญญาเพื่อซื้อขายในอนาคตตามดัชนีหุ้น และได้ซื้อสัญญาเพื่อจะขายหุ้นในราคาที่แน่นอน (put option) ในช่วงเหตุการณ์ตลาดหลักทรัพย์วอลล์สตรีทตกต่ำในปี 1997 

แต่ว่า นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งที่ตรวจสอบวิธีการของแมดอฟฟ์ ไม่สามารถที่จะเลียนแบบแล้วได้ผลตามที่แมดอฟฟ์กล่าวอ้าง โดยใช้ข้อมูลย้อนหลังของราคาหุ้นและราคาสัญญาซื้อขายในอนาคตของดัชนีหุ้นในช่วงเวลาดังกล่าวมาเปรียบเทียบ

ซึ่ง แทนที่จะให้ผลกำไรสูงสำหรับผู้เข้าร่วมลงทุนทุกคน แมดอฟฟ์ให้ผลกำไร พอสมควรแต่มีความสม่ำเสมอต่อลูกค้าที่เขาเลือกสรรมาอย่างดีแล้ว โดยอ้างว่า วิธีการลงทุน “ซับซ้อนเกินกว่าที่คนนอกจะเข้าใจได้” เขาเก็บความลับเกี่ยวกับทั้งวิธีการลงทุน และงบการเงินของบริษัทไว้แต่เพียงผู้เดียว

เมดอฟฟ์เป็นคนเก่งมากในการวางแผนการตลาดของโปรแกรมการลงทุนของเขา โดยที่กองทุนของเขาถือว่าจำกัดเฉพาะแก่ลูกค้าบางกลุ่มเท่านั้น ทำให้รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่น่าต้องการจริง ๆ 

ซึ่งโดยทั่วไปมักจะปฏิเสธที่จะพบกับผู้ลงทุนโดยตรง ทำให้ยิ่งเพิ่มความน่าสนใจที่จะลงทุนกับเขา นักลงทุนบางท่านไม่กล้าที่จะถอนเงินออกจากกองทุน เพราะกลัวว่าจะกลับเข้าไปเหมือนเก่าไม่ได้ในภายหลัง

อัตราผลตอบแทนของแมดอฟฟ์นั้นมีความสม่ำเสมออย่างไม่น่าเชื่อ โดยอยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การฉ้อโกงดังกล่าวสามารถอยู่ต่อไปได้ เพราะธุรกิจพอนซี (แชร์ลูกโซ่) โดยมากให้ผลกำไรถึง 20% หรือมากกว่านั้น จึงทำให้ล้มเร็ว อย่างที่เราได้เห็นในกรณีของแชร์แม่มณี ที่ให้ผลตอบแทนสูงถึง 93% ต่อเดือน ซึ่งเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อมาก ๆ ที่คนหลงเชื่อเข้าไปลงทุนได้มากมายขนาดนี้

ธุรกิจพอนซี หรือ แชร์ลูกโซ่ที่บ้านเรารู้จักกันดีนั่นเอง
ธุรกิจพอนซี หรือ แชร์ลูกโซ่ที่บ้านเรารู้จักกันดีนั่นเอง

ธุรกิจเริ่มประสบปัญหาในเดือนธันวาคมปี 2008 เมื่อตลาดหลักทรัพย์ตกลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อตลาดตกลงเรื่อย ๆ ผู้ลงทุนได้พยามยามถอนเงิน 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัท และเพื่อที่จะจ่ายให้ลูกค้าเหล่านั้น แมดอฟฟ์ก็จะต้องหาเงินเพิ่มจากนักลงทุนอื่น ๆ และแม้ว่าจะยังมีนักลงทุนเป็นจำนวนมากที่เชื่อว่าแมดอฟฟ์ยังดำเนินการได้ดีอยู่ แต่มันก็ไม่เพียงพอสำหรับการถอนเงินจำนวนมากพร้อม ๆ กันมากมายขนาดนี้

ในวันที่ 10 ธันวาคม 2008 แมดอฟฟ์ได้ทำการพยายามส่งเงินก้อนสุดท้ายผ่านลูกชาย มาร์กและแอนดรู ให้จ่ายเงินโบนัส 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6,024 ล้านบาท) แก่พนักงานกลุ่มสุดท้ายของเขา ซึ่งตอนนั้นบริษัทเหลือเงินสด 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,087 ล้านบาท) ที่เหลืออยู่เป็นก้อนสุดท้าย 

โดยทั้ง มาร์กและแอนดรู ลูกชายของแมดอฟฟ์ ซึ่งยังไม่รู้ถึงการล้มละลายของบริษัทที่กำลังใกล้เข้ามาเต็มที ได้คุยเรื่องนี้กับบิดาของตน โดยได้ถามว่าเขาจะจ่ายเงินโบนัสให้ลูกจ้างได้อย่างไรถ้าไม่สามารถจ่ายผู้ลงทุนได้ แมดอฟฟ์จึงยอมรับในที่สุดว่า เขาได้ดำเนินการถึงที่สุดแล้ว และแผนบริหารหลักทรัพย์ของบริษัทความจริงก็คือธุรกิจพอนซี่ (แชร์ลูกโซ่) ดังที่เขาได้กล่าวว่า “เป็นเรื่องที่เขาคิดเพียงคนเดียวเท่านั้น” มาร์กและแอนดรู จึงได้รายงานการพูดคุยนี้ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นการปิดฉาก การลงทุนแบบพอนซี่ (แชร์ลูกโซ่) ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก

References : http://www.wsj.com/ http://www.nytimes.com/ https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%9F%E0%B8%9F%E0%B9%8C https://www.incimages.com/uploaded_files/image/970×450/bernie-madoff-police-1940x900_35532.jpg

MLM or แชร์ลูกโซ่ กับจริตของคนไทย

นั่งดูข่าวการทลายแก๊งแชร์ลูกโซ่ที่มีเครือข่ายขนาดใหญ่ทั่วไทยอย่าง Ufun แล้วก็อดแปลกใจไม่ได้กับการเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าของเครือข่ายแบบนี้ ซึ่งมีมาในหลายรูปแบบมาก ๆ ในช่วงหลัง ๆ จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเครือข่ายเหล่านี้ถึงไม่หมดไปจากสังคมไทยเสียที

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่ แชร์แม่ชม้อย ชื่อดังในอดีต ที่ได้สร้างความเสียหายกับคนไทยเป็นจำนวนมากแล้วนั้น คนไทยก็ไม่เข็ดกับเรื่องเหล่านี้เสียที กับรูปแบบการจูงใจในการหาเงินง่าย ๆ ที่อยู่บนพื้นฐานที่ผิดหลักการทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งก็มักจะหลงเชื่อไปกับคำชักจูงที่สวยหรู และการที่นิสัยมนุษย์ทั่วไปนั้นความขี้เกียจถือเป็นพื้นฐานทางจิตใจที่สำคัญของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะถูกชักจูงให้ทำงานที่ได้เงินง่ายๆ  โดยไม่คำนึงถึงจริยธรรมในการหาเงิน

ซึ่งรูปแบบของ MLM หรือแชร์ลูกโซ่ ก็จะมีหลายรูปแบบ ซึ่งมีหลักการทำงานที่แทบไม่ต่างกันคือหลักของ Binary Compensations Plan ซึ่งก็คือการเติบโตแบบ exponential ซึ่งเป็นตัวเลข magic ของแทบจะทุก  ๆ MLM แต่อยู่ที่จริยธรรมของบริษัทแต่ละบริษัทจะต่างกันมากขนาดไหน ซึ่งข่าวล่าสุดของ Ufun นั้นแทบจะไม่มีส่วนของ Product อยู่เลย เป็นการใช้ money game แบบเงินต่อเงินล้วน ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้โดนตามจับอย่างรวดเร็วแตกต่างจาก เครือข่าย MLM อื่นๆ  ในไทย ที่มักจะมี key product ที่มีราคาแพง และใช้หลักการของ Binary Compensations Plan เพื่อสร้าง network ให้แข็งแกร่ง แต่โดยพื้นฐานแล้วนั้นแทบจะทุก  MLM ในไทย ก็จะประสบกับปัญหาในตอนหลังแทบจะทุกบริษัท เมื่อเครือข่ายกระจายไปเป็นจำนวนมากแล้วนั้น ก็ไม่สามารถหาเครือข่ายมาต่อยอดอีกได้

ซึ่งวิธีการที่แต่ละบริษัททำนั้นอาจจะต่างกันเมื่อ เครือข่ายถึงทางตันไม่สามารถต่อยอดรากแก้วของเครือข่ายลงไปได้อีก ทำให้แรงจูงใจในการหาคนนั้นมีน้อยลง ซึ่งเป็นที่มาของรายได้จำนวนมากของบริษัท หลายบริษัทใช้รูปแบบการเปลี่ยนการเรียกชื่อเครือข่าย เพื่อให้คนสับสน ว่าเป็นธุรกิจใหม่ เพราะถ้าเป็นชื่อเดิมนั้นคนก็แทบจะไม่สนใจจะทำแล้ว  และอีกหลายเครือข่ายก็จะโดนแย่งสายงานของตัวเองออกไปแล้วไปอยู่ในบริษัทใหม่ ซึ่งถ้าเราได้ติดตามข่าวนั้นก็จะพบว่าระดับ head ของพวกเครือข่าย network MLM นั้นจะมีอยู่เพียงไม่กี่คน แต่จะย้ายไปอยู่บริษัทต่าง ๆ เรื่อย ๆ เมื่อถึงทางตันนั่นเอง หรือไม่ก็ออกไปก่อตั้งเครือข่ายบริษัทตัวเองใหม่

ซึ่งการสร้างระบบเครือข่ายนั้น แทบจะทุกบริษัทก็จะมี pattern การสร้างเครือข่ายแทบจะเหมือนๆ กัน ต่างกันแค่รายละเอียดปลีกย่อยหรือการเรียกชื่อเครือข่าย แต่อยู่บนพื้นฐานของ Binary Compenstations Plan ทั้งหมด คือ หา product ที่เป็น key product ในต้นทุนราคาที่ไม่แพง และมาขายสินค้าให้กับเครือข่ายในราคาแพงกว่าปรกติ ซึ่งความจริงนั้นตามหลักควรจะเป็นสินค้าที่ราคาถูกกว่าปรกติ เพราะได้ตัดงบการโฆษณาผลิตภัณฑ์ออกไปเป็นการขายตรงเท่านั้น และอ้างถึงสรรพคุณต่างๆ  นา ๆ ที่เว่อร์เกินจริง และ สิ่งหลักที่เครือข่ายจะใช้ในการจูงใจคือแผนการหาคนเป็นหลัก ไม่ใช่เน้นไปที่ product เป็นหลักจะเห็นได้ว่าผิดหลักการพื้นฐานของระบบเศรษฐศาสตร์ หรือหลักการทำธุรกิจ และความจริงนั้นบริษัทเหล่านี้ก็ไม่ได้ต่างจากการทำรูปแบบของแชร์ลูกโซ่ แต่เป็นการทำแชร์ลูกโซ่แบบถูกกฏหมายแค่นั้นเอง โดยมีหน่วยงานรัฐรองรับว่าถูกกฏหมายให้อีกต่างหาก ซึ่งเนื่องจากรายได้มหาศาลเหล่านี้นั้นก็ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลเลยก็เลือกที่จะละเลยและทำการตรวจสอบ จนเครือข่ายเหล่านี้เติบโตอย่างรวดเร็ว เมื่อพบความเสียหายอย่างกรณีตัวอย่าง Ufun นี่ก็ใช้เวลาเพียงปีนิด ๆ ก็เติบโตจนมีจำนวน account กว่า แสนรายและ ยอดรวมความเสียหายกว่า 20,000 ล้านบาทไปแล้ว

แต่ก็ต้องยอมรับว่าใครที่ได้เข้าไปอยู่ในวังวนเหล่านี้ ก็จะตกอยู่ในสภาพเดียวกันก็คือ เหมือนอยู่ในลัทธิ ที่จะมี pattern แทบจะเหมือนกันในทุก ๆ คน ญาติพี่น้องหรือเพื่อนฝูงก็จะถูกต้อนเข้าไปฟังและพยายามชักจูงโน้มน้าวให้เข้าร่วม ซึ่งตรงนี้หลายคนก็ได้เสียเพื่อนฝูง หรือ ญาติพี่น้องไปก็เป็นได้หากเขาไม่ได้สนใจในเครือข่ายเหล่านั้น และ ถูกตามตื้ออยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมก็เคยมีประสบการณ์เหล่านี้เช่นกัน เราก็ต้องพยายามเลี่ยง ๆ ที่จะพบหากรู้ว่าเพื่อนหรือญาติคนใดนั้นเข้าสู่เครือข่ายเหล่านี้ ซึ่งจากประสบการณ์ตรงนั้น ยังไม่เคยเห็นเพื่อนหรือญาติคนใดประสบความสำเร็จจากการทำงานกับเครือข่ายเหล่านี้แม้แต่รายเดียว บางคนนั้น เหมือนจะร่ำรวยในตอนแรก ๆ แต่ก็จะประสบปัญหาเช่นเดียวกันในตอนหลัง เนื่องจากเครือข่ายถึงทางตัน ซึ่งมันไม่ได้เป็นไปตามที่ทางเครือข่ายเหล่านี้โฆษณาว่าจะสามารถเกษียณตัวเองได้แม้แต่รายเดียว

สรุปเรื่องนี้ก็น่าจะไม่ได้ทำให้คนไทยเข็ดกับเรื่องแบบนี้ แต่ก็จะเกิดลักษณะใหม่ๆ  ของการทำแชร์ลูกโซ่ออกมาอีก ซึ่งก็น่าจะพัฒนาวิธีการเพิ่มขึ้นเพื่อให้เส้นแบ่งระหว่าง แชร์ลูกโซ่กับMLM นั้นน้อยลงไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายในที่สุด เราอาจจะได้เห็นพัฒนาการของเครือข่ายเหล่านี้ กลายเป็นแชร์ลูกโซ่แบบถูกกฏหมายจริง ๆ ก็ได้ หากเรายังไม่มาปฏิรูปหรือจัดการแบบเด็ดขาดกับรูปแบบธุรกิจเหล่านี้ หรืออาจจะมีการออกกฏหมายที่เด็ดขาดเพื่อจัดการกับเครือข่ายเหล่านี้ไม่ให้เกิดขึ้นอีกในอนาคต