ต้นกำเนิด Single Day 11.11

วันที่ 11 เดือน 11 หรือที่เรียกกันว่า วันคนโสด นั้น เดิมทีเป็นคำล้อเลียนตนเองของหนุ่มสาวในเมือง ที่ออฟฟิสของอาลีบาบา ในวันหนึ่งแจ๊ค หม่าได้ยินพนักงานอายุน้อยสองคนคุยกัน คนหนึ่งถามว่าวันคนโสดจะทำอะไร อีกคนตอบประชดตัวเองว่า ต้องกินอยู่คนเดียวเพราะเป็นคนโสด แต่ก็อยากให้รางวัลตัวเองบ้าง ด้วยการไปกินไปเที่ยวให้หนำใจ

แจ๊คฟังแล้วเห็นถึงโอกาสที่อยู่เบื้องหน้าจากการฟังคำประชดประชันเหล่านี้ การให้รางวัลกับตัวเองก็หมายถึงการต้องบริโภค การใช้จ่ายของคู่รักนั้นเป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองมานานแสนนานแล้ว ไม่งั้นจะมีเทศกาลวันวาเลนไทน์ของฝรั่ง หรือ เทศกาลวันแห่งความรักของจีนไปเพื่ออะไร มันเกิดมาเพื่อให้จับจ่ายซื้อของนั่นเอง 

แต่แจ๊คคิดสิ่งที่ตรงกันข้าม โดยจะไม่ขายให้เหล่าคู่รักที่มีเทศกาลอยู่มากพอแล้ว แต่จะทำการขายให้กับคนโสด ซึ่งเป็นไอเดียที่แจ๊คคิดว่ามีความเป็นไปได้ และได้เริ่มลองปรึกษากับคณะที่ปรึกษาของเขาในบริษัทอาลีบาบา

มีทั้งผู้ที่สนับสนุนไอเดียนี้ของแจ๊ค และมีอีกส่วนหนึ่งที่คัดค้าน สุดท้ายทีมงานของ อาลีบาบา ก็จึงได้จัดการทดลอง โดยเริ่มในวันที่ 11/11 ปี 2009 แม้ตอนนั้นจะมีพ่อค้าแม่ค้าเพียง 27 รายที่ร่วมกิจกรรม แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ มีการซื้อขายสินค้าในวันนั้นไปกว่า 50,000 รายการในวันเดียว ซึ่งทีมงานทุกคนจึงรู้สึกว่าวันนี้น่าจะเป็นวันที่มีศักยภาพ ที่จะจัดให้เป็นเทศกาลช็อปปิ้งใหญ่ได้ และในที่สุด เทศกาลช็อปปิ้ง วันคนโสด จึงได้ถูกใช้อย่างเป็นทางการในเว๊บไซต์ taobao เป็นที่แรก

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่แนวคิดเพียงชั่ววูบของแจ๊คเท่านั้นที่มาสนับสนุนเทศกาลใหญ่อย่างเช่นวันคนโสด จากการวิจัยทางด้านจิตวิทยาการบริโภคนั้นพบว่า เมื่อคนเรามีปัญหาทางอารมณ์ระดับหนึ่ง เช่นรู้สึกโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเป็นต้น มักมีแนวโน้มจะซื้อของที่ตนเองไม่ได้ต้องการเพื่อชดเชย

ซึ่งผู้ซื้อที่ตกอยู่ภายใต้จิตวิทยาการบริโภคเช่นนี้นั้นย่อมถูกชักจูงได้ง่าย ซึ่งการจัดเทศกาลช็อปปิ้ง วันคนโสดของ taobao นั้น ได้เสนอ Deal ที่ดีที่สุดในการซื้อให้แก่ผู้บริโภค และผู้บริโภคเองก็ทำตัวสอดรับกับแนวคิดของแจ๊คอย่างพอดิบพอดี

เสนอ Deal ที่ดีที่สุดในวันคนโสด
เสนอ Deal ที่ดีที่สุดในวันคนโสด

ซึ่งหลังจากการจัดครั้งแรกในปี 2009 นั้นสำเร็จลงด้วยดี แจ๊คจึงได้จัดเป็นเทศกาลใหญ่ขึ้นในปี 2010 และ 2011 ยอดขายก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 35,000 ล้านหยวน ในปี 2013 

ซึ่งจากการรายงานของ Sina.com พบว่า  Single Day  ปี 2018 ซึ่งจัดขึ้นภายในเวลา 24 ชั่วโมงของวันที่ 11 พฤศจิกายนสามารถทำรายได้รวมสูงถึง 213,500 ล้านหยวน หรือ 30,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมากกว่าสถิติปี 2017 ถึง 45,300 ล้านหยวน (ยอดซื้อ-ขายสูงสุดในปี 2017 อยู่ที่ 168,200 ล้านหยวน หรือ 25,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ)

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยอดขายในวันคนโสด
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยอดขายในวันคนโสด

ซึ่งเรียกได้ว่ามันเป็นความสำเร็จที่สำคัญจาก ไอเดียเล็ก ๆ ของแจ๊ค หม่า ที่ทำให้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบริษัทของเขาได้มากมายเพียงนี้ โดยตัวเลขการซื้อ-ขายที่ในช่วง Single Day 11-11 หรือ Double 11 Shopping Festival ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี สะท้อนให้เห็นถึงการเติบโตและความแพร่หลายของ Ecommerce ในสังคมจีน คนจีนยุคใหม่ช๊อปปิ้งออนไลน์มากขึ้น 

และไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อ อาลีบาบาของแจ๊ค หม่าเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยรวมต่อ ecosystem ทั้งหมดของอีคอมเมิร์ซในจีน แจ๊คทำให้ตลาด E-Commerce ในประเทศจีนใหญ่ขึ้น ทำให้ทุกคนได้รับส่วนแบ่งจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ ซึ่งเขาไม่ได้แคร์ว่าประโยชน์ก็จะตกไปที่คู่แข่งของเขาด้วยก็ตามที

และเทศกาลชอปปิ้งวันคนโสด มันเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญแห่งการเปลี่ยนโฉมหน้าของเศรษฐกิจจีน และจะเป็นศึกใหญ่ระหว่างเศรษฐกิจใหม่ โมเดลการทำธุรกิจแบบใหม่ กับ รูปแบบธุรกิจแบบเดิม ๆ  ซึ่งมันส่งผลให้พ่อค้าแม่ขายที่ใช้ แพลตฟอร์มของอาลีบาบานั้นได้รู้ว่า ตอนนี้ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว และรูปแบบของการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซมันจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Jack Ma แห่ง Alibaba ตอนที่ 19 : Retirement

ภารกิจอย่างนึงที่สำคัญของแจ๊ค ก่อนที่จะเกษียณคือการพา อาลีบาบาเข้าไปจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์ก ของสหรัฐอเมริกา  ซึ่งการเสนอขายหุ้นอาลีบาบาต่อสาธารณะเป็นครั้งแรก(IPO) เปิดตัวในตลาดหุ้นนิวยอร์กได้รับการตอบรับจากบรรดานักลงทุนดีเกินคาด ทำให้ราคาเปิดตัวต่อหุ้นของ อาลีบาบา พุ่งถึง 92.70 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือสูงกว่าราคาที่เสนอขายครั้งแรก ที่ 68 ดอลลาร์ ถึง 38% จนสร้างประวัติศาสตร์หุ้นIPO ของสหรัฐฯเลยทีเดียว

และราคาหุ้นวันแรกพุ่งไปสูงถึง 93.89 ดอลลาร์ต่อหุ้น เมื่อคิดมูลค่าบริษัทตามราคาหุ้น (market cap) อยู่ที่ 228.5 พันล้านดอลลาร์ (7.3 ล้านล้านบาท) แซงหน้ามูลค่าบริษัทของ Facebook ที่ 201.6 พันล้านไปเรียบร้อย และตามหลังเพียงแค่กูเกิล แอปเปิล ไมโครซอฟท์เท่านั้น

แจ๊ค พา อาลีบาบา พิชิตเป้าหมายสุดท้ายคือการเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่อเมริกาได้สำเร็จ
แจ๊ค พา อาลีบาบา พิชิตเป้าหมายสุดท้ายคือการเข้าตลาดหลักทรัพย์ที่อเมริกาได้สำเร็จ

การขายหุ้น IPO ครั้งนี้ทำให้ แจ๊ค หม่า ผู้ก่อตั้งบริษัทมีทรัพย์สินตามราคาหุ้นเป็น 13 พันล้านดอลลาร์ และผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัททั้ง SoftBank และ Yahoo! ต่างก็ร่ำรวยกันถ้วนหน้า

ผู้หญิงที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

มันไม่ใช่เรื่องเกินเลยที่จะพูดได้ว่า บุคคลสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จหลาย ๆ อย่างของแจ๊คนั่นก็คือ จาง หยิง ภรรยาผู้รู้ใจของเขา

จาง หยิงนั้น เป็นหญิงหน้าตาสะสวย เป็นผู้หญิงที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ ทั้งสวย ทั้งเก่ง และเรียบร้อย แจ๊ค และ จาง หยิง นั้นพบกันตั้งแต่สมัยเรียนในมหาวิทยาลัย และแทบจะเป็นคนเดียวที่สยบแจ๊คอยู่ ด้วยการใช้ไม้อ่อนสยบแข็ง ที่เธอใช้มานานตั้งแต่สมัยรักกันตอนเรียน จนกลายมาเป็นเศรษฐีหมื่นล้านในตอนนี้ เป็นความรักที่เข้าใจกัน และเห็นอกเห็นใจกันอย่างลึกซึ้ง

บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังที่สำคัญที่สุดคือภรรยาเขานั่นเอง
บุคคลผู้อยู่เบื้องหลังที่สำคัญที่สุดคือภรรยาเขา จาง หยิง นั่นเอง

ด้วยความที่แจ๊คนั้นเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูงมาก จากการตั้งสำนักงานแปลภาษาเล็ก ๆ ในเมืองหังโจว แล้วมาสร้าง chinapages ก่อนจะมาเริ่มต้นธุรกิจอีคอมเมิร์ซอย่างอาลีบาบานั้น เรียกได้ว่าทั้งคู่ผ่านมรสุมชีวิตคู่ มานักต่อนัก

แต่จาง หยิง นั้นรู้ดีว่าแจ๊คตัดสินใจอะไรไปแล้วไม่เคยเปลี่ยนแปลง และคอยสนับสนุนแจ๊คเรื่อยมา ไม่ว่าเส้นทางจะเต็มไปด้วยขวากหนามมากเพียงใด จาง หยิงนั้นก็พร้อมที่จะสู้อยู่กับแจ๊คเสมอมา และที่สำคัญ ในยุคแรก ๆ ที่แจ๊คสร้างธุรกิจนั้น จาง หยิง ไม่เพียงเป็นช้างเท้าหลังที่ประเสริฐเท่านั้น แต่ยังเป็นเสาหลักของธุรกิจอีกด้วย ออร์เดอร์ รายใหญ่รายแรกจำนวน 8,000 หยวน ก็ได้มาด้วยฝีมือการเจรจาของ จาง หยิงนี่แหละ

การเติบโตยิ่งใหญ่ขึ้นของอาลีบาบา ทำให้สื่อคอยจับจ้องมองมาที่แจ๊คอยู่เสมอ ทุกครั้งที่แจ๊คลดการถือหุ้นลง จะต้องมีข่าวลือว่าเป็นเพราะเขาถูก ฟ้องหย่า อยู่เสมอ แต่สำหรับบรรดาเพื่อนสนิทของเขาแล้ว ทุกคนต่างรู้ดีว่า การจะให้เขาและภรรยาหย่ากันยังยากกว่าการสร้างอาลีบาบาขึ้นมาใหม่เสียอีก

Retirement

ในที่สุดมันก็ถึงวันที่ต้องลงจากตำแหน่งที่เขาเป็นผู้นำอาลีบาบา มาอย่างยาวนาน แจ๊คได้เขียนจดหมายเปิดผนึก ระบุว่าเขาได้เตรียมลงจากตำแหน่งประธานกรรมการบริหารอย่างเป็นทางการในวันที่ 10 กันยายน 2019 โดยเขาจะออกไปทำงานด้านการศึกษารวมทั้งตั้งมูลนิธิการกุศลตามรอยผู้ก่อตั้ง Microsoft อย่าง บิลล์ เกตส์

ในมุมมองของแจ๊คนั้น การบริจาคเงินเป็นสิ่งที่ง่ายที่สุด แต่ที่ยากที่สุดคือการใช้พฤติกรรมของตนไปส่งอิทธิพลต่อคนอื่น และสิ่งที่เขาคิดจะทำก็คือ การใช้ปฏิบัติการสาธารณกุศลของตนเองให้ส่งอิทธิพลต่อคนอื่นให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

หลังเกษียณ แจ๊ค ตั้งเป้าทำงานด้านการกุศล โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา
หลังเกษียณ แจ๊ค ตั้งเป้าทำงานด้านการกุศล โดยเฉพาะเรื่องการศึกษา

แจ๊คเคยกล่าวไว้ว่า เขาอยากที่จะเขียนหนังสือสักเล่ม ในเรื่องเกี่ยวกับ ความผิดพลาดของอาลีบาบา แจ๊คนั้นมีสติอยู่เสมอมา เขารู้ถึงข้อผิดพลาดของตัวเอง รู้ว่าตัวเองนั้นเคยทำผิดมาหลายครั้งหลายคราในการบริหารอาลีบาบา ดังนั้นเขาจัดตัดสินใจเกษียณตนเองในขณะที่ยังมีสติอยู่ มันเป็นเรื่องที่ตัดสินใจลำบากอย่างนึงเลยทีเดียว ที่เขาต้องลงจากตำแหน่งผู้นำของอาลีบาบา บริษัทที่เขาสร้างมากับมือ และดูแลมันมากว่า 20 ปี

แจ๊คนั้นยืนกรานมาเสมอ ว่า ในวัฒนธรรมการบริหาร ธุรกิจในแต่ละท้องถิ่นนั้นต้องมีความคิดเป็นของตนเอง ไม่ควรคัดลอกตัวอย่างของประเทศที่เจริญแล้ว ถ้าวันนี้อาลีบาบา ลอกอเมริกา หรือ โลกตะวันตก นั่นจะเป็นการคัดลอกอย่างชุ่ย ๆ ต้องมีการสร้างระบบความคิดที่สมบูรณ์แบบของตนเอง และนี่เป็นสาเหตุสำคัญให้อาลีบาบานั้นเข้มแข็งขึ้นทุกที ไม่ว่าจะผ่านวิกฤติคราใดมาก็ตาม

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของแจ๊ค หม่า จาก Blog Series ชุดนี้

ต้องบอกว่า เรื่องราวของ แจ๊ค หม่า นั้น เป็นเรื่องราวที่มีรายละเอียดเยอะมาก ๆ แจ๊ค นั้นผ่านประสบการณ์ การต่อสู้กับธุรกิจของเขามากมาย ผ่านยุคของเทคโนโลยี มาตั้งแต่เริ่มต้น internet จนมาถึงยุคที่แพลตฟอร์มมือถือครองเมือง

มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานอย่างมาก และแจ๊ค นั้นเป็นคนที่สามารถคาดการณ์ถึงอนาคต และทำนายสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ เขาสามารถเตรียมพร้อมรับมือภัยคุกคามต่าง ๆ ที่จะมาทำลายอาลีบาบา ธุรกิจที่เป็นเหมือนลูกในไส้ของเขาได้ทุกครั้ง แม้มีบางครา ที่ต้องพ่ายแพ้ แต่แจ๊คนั้นไม่เคยย่อท้อแต่อย่างใด

การสร้างธุรกิจด้านเทคโนโลยีนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ยากเลยในปัจจุบัน แต่การที่จะสามารถประคองธุรกิจที่แข่งกับเทคโนโลยีที่วิ่งอย่ารวดเร็วนั้น เป็นสิ่งทีท้าทายสำหรับนักธุรกิจทุก ๆ คน แจ๊คเป็นคนหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นถึงความใจสู้ แม้คู่แข่งจะใหญ่โตมากจากไหนเขาก็พร้อมที่จะสู้ทุกเมื่อ อย่างที่เราได้เห็นบทเรียนจากที่ ebay เคยโดนมาแล้ว 

และมีสิ่งหนึ่งที่หลาย ๆ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ทำเหมือนกันคือ การ โฟกัส กับสิ่งที่ทำ และการมีเป้าหมายที่ชัดเจน เหมือนที่แจ๊คทำกับอาลีบาบาตอนสร้างมันขึ้นมาใหม่ ๆ และโฟกัสกับการสร้างมันขึ้นมา เขามีเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่แรกเริ่มสร้างอาลีบาบาว่าจะสร้างให้มันกลายเป็นเว๊บไซต์อีคอมเมิร์ซอันดับหนึ่งของโลกให้ได้ และวันนี้มันก็ได้พิสูจน์แล้วว่าเป้าหมายของแจ๊ค ที่ได้ตั้งไว้แต่แรกเริ่มนั้น มันสามารถทำให้เป็นจริงได้อย่างที่เราได้เห็นกันในวันนี้

ผมอยากให้เรื่องราวของแจ๊คใน blog series ชุดนี้เป็นแรงบันดาลใจ และ เป็นกำลังใจให้กับนักธุรกิจ รวมถึงคนที่กำลังท้อทุกคน ได้ลุกขึ้นสู้ แม้ปัญหามันจะยากเย็น หรือใหญ่โตแค่ไหน ขอแค่ให้ได้สู้ต่อไป สักวันนึงก็จะถึงวันของเราเอง เหมือนสิ่งที่แจ๊คได้ทำให้เห็นใน blog series ชุดนี้

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Internet *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : ข้อมูลที่มาของ Blog Series ชุดนี้

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Jack Ma แห่ง Alibaba ตอนที่ 18 : Ma vs Ma

แจ๊ค กับ อาลีบาบานั้น เรียกได้ว่าผ่านมรสุมด้านธุรกิจมามากมาย และเนื่องจากโลกของ internet นั้นมันเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และรุนแรงมาก เกิดบริการต่าง ๆ ขึ้นมากมาย ตั้งแต่ยุคแรกของ เว๊บไดเรคทอรี่ และเปลี่ยนมาเป็น อีคอมเมิร์ซ จากนั้นมาเป็น search engine ที่กำลังมาแรง ทุกคนก็ต่างกระโจนเข้ามาสู่ธุรกิจนี้ และล่าสุดคือธุรกิจแพลตฟอร์มบน mobile ไม่ว่าจะเป็น Chat หรือ Social Network ใครสามารถครองใจลูกค้าได้มากกว่า ก็มีสิทธิ์ที่จะแย่งลูกค้าออกมาจากบริการเดิม ๆ ที่เป็นเจ้าตลาดอยู่ได้ง่าย ๆ 

มันเป็นคลื่นลูกใหม่ที่เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วโลก ที่ ใครสามารถดึงคนให้อยู่ในบริการตัวเองบนมือถือ ก็ถือว่าเป็นต่อทางด้านธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะสามารถนำเสนอบริการต่าง ๆ เข้าไปยังลูกค้าได้อย่างง่ายดายผ่านมือถือ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ติดตัวกับมนุษย์ทุกคนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

และมันนำพาให้แจ๊ค เข้าสู่สงครามของ แพล็ตฟอร์มมือถือ ซึ่งคู่ต่อสู้นั้นค่อนข้างโลว์โปรไฟล์อย่าง WeChat ของ Tencent แต่ฐานลูกค้ามีจำนวนมหาศาลมาก มันเป็นศึกใหม่ที่แจ๊คต้องมาประสบพบเจออีกครั้ง WeChat ที่กำลังมาแรงมากในขณะนั้น และมันทำให้เป็นการเผชิญกันของสองตระกูล หม่า ระหว่าง แจ๊ค หม่า และ โพนี่ หม่าเจ้าของ Tencent ผู้พัฒนา WeChat

โพนี่ หม่า แสดงให้แจ๊คเห็นโลกใหม่ในแพล็ตฟอร์มมือถือ
โพนี่ หม่า แสดงให้แจ๊คเห็นโลกใหม่ในแพล็ตฟอร์มมือถือ

สำหรับ Tencent เจ้าของ WeChat นั้น ก่อตั้งเมื่อปี 1998 โดยทีมผู้ก่อตั้งเป็นคนจีนล้วน โดยมีฐานที่มั่นอยู่ในเมืองเสิ่นเจิ้น ในช่วงแรกให้บริการเว๊บพอร์ทัลสำหรับคนจีน ก่อนจะมีผลิตภัณฑ์แรกที่สร้างชื่อให้บริษัทคือ QQ ( โดยเป็นการ copy idea มาจาก ICQ โปรแกรม chat ชื่อดังในขณะนั้น) และมีการแปลงมาเป็น WeChat หลังจากเข้าสู่ยุคของมือถือ

WeChat นั้นมีฐานลูกค้ามาจากบริการ QQ ซึ่งเป็นบริการ Instant Messenger ที่สะสมมาหลายปี มันเป็นลูกค้ากลุ่มเดิมที่ทำให้ตัวเลขของผู้ใช้ WeChat ที่ได้รับมาจาก QQ นั้นมีจำนวนมหาศาลกว่า 600 ล้านรายในขณะนั้น

WeChat ที่แปลงร่างมาจาก QQ
WeChat ที่แปลงร่างมาจาก QQ

ซึ่งแจ๊คได้ส่งบริการอย่าง Laiwang.com (ชื่อในขณะนั้น) เข้ามาสู้กับ WeChat สงครามนี้มันเริ่มมาจาก Tmall นั้นได้เริ่มลบบริการของ WeChat ออกไปจำนวนมาก โดยอ้างเรื่องของความปลอดภัยของข้อมูล ทาง WeChat ได้ตอบโต้กลับด้วยการปิดบัญชี taobao ของผู้ค้าบางรายที่มีการเชื่อมต่อกับ WeChat

แม้ในสายตาคนส่วนมาก Laiwang นั้นไม่สามารถเทียบได้กับ WeChat เลย เพราะ WeChat ในขณะนั้นได้ยึดครองส่วนแบ่งโดยเฉพาะในส่วนของบริการ Chat ในจีนแทบจะเบ็ดเสร็จ โดยมีบริการเสริมต่าง ๆ ภายในตัวแอป WeChat เพิ่มเติมอีกมากมาย โดยจะเน้นด้านเกมส์เป็นหลัก ซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัทในขณะนั้น

แจ๊คนั้นร้อนรน ถึงขนาดที่ว่า ต้องเขียนจดหมายถึงพนักงานบริษัท โดยมีใจความสำคัญในเรื่อง ความสำคัญของสงครามครั้งนี้ โดยให้พนักงานทุกคนนั้นมีส่วนร่วม ถึงขนาดว่าใครไม่เข้าร่วมก็ไม่ควรอยู่ในบริษัทนี้ต่อไปเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่แจ๊คกำลังทำมันไม่ใช่ยุทธศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่มันคือความพยายามเพื่อให้ได้สิทธิที่อาลีบาบาจะอยู่รอดในสงครามยุค Mobile และมีการเปรียบเทียบกับสงครามครั้งเก่า ๆ ว่าขนาด ebay ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งมาก ๆ ในขณะนั้น ที่ไม่มีใครเคยเชื่อว่าจะเอาชนะได้ เขาก็สามารถนำอาลีบาบาเอาชนะได้สำเร็จมาแล้ว

แจ๊คส่ง Laiwang หวังจะมาสู้กับ WeChat
แจ๊คส่ง Laiwang หวังจะมาสู้กับ WeChat

ต้องบอกว่าการมาของ WeChat นั้นทำให้ ทุกอย่างที่อาลีบาบาสร้างมายาวนานนั้น ไม่มีความมั่นคงอีกต่อไป เพราะตอนนี้โลกกำลังเข้าสู่ยุคของ Mobile เต็มตัว หากแพลตฟอร์มใดปรับตัวช้านั้น มีโอกาสที่จะถูกกินรวบได้เลยทีเดียว

WeChat แม้จะไม่ใช่ธุรกิจ อีคอมเมิร์ซก็ตาม แต่มีผู้ใช้กว่า 600 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่ใคร ๆ ก็อยากได้ จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้แจ๊คเห็น ทิศทางที่น่ากลัว คือปี 2013 ในเทศกาลคนโสด นักช็อปออนไลน์ของจีนส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนการสั่งซื้อจากทางคอมพิวเตอร์ ไปเป็นสั่งซื้อผ่านทางมือถือแทนแล้ว และในยอดขายจาก 35,000 ล้านหยวนนั้น มีถึง 5,350 ล้านหยวนที่มาจากคำสั่งซื้อผ่านโทรศัพท์มือถือ และแพลตฟอร์มที่กำลังครองโลก Mobile ของประเทศจีนในขณะนั้น ก็คือ WeChat นั่นเอง

สาเหตุสำคัญเนื่องมาจากตอนนั้น สมาร์ทโฟน นั้นมีวิวัฒนาการที่สมบูรณ์แล้ว และราคาของมือถือเริ่มถูกลงอย่างมาก ทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของจีนนั้นสามารถเข้าถึงมือถือเหล่านี้ได้ มีบริษัทมือถือเกิดขึ้นมากมายในประเทศจีนไม่ว่าจะเป็น Xiami , VIVO , OPPO ซึ่งล้วนแล้วแต่สามารถผลิตมือถือจำนวนมาก ๆ ได้ในราคาย่อมเยาว์แทบจะทั้งสิ้น ทำให้ชาวจีนนั้นเปลี่ยนจากการใช้คอมพิวเตอร์มาใช้งานบนมือถือแทนในแทบทุกบริการออนไลน์ ซึ่งรวมถึงบริการทั้งหมดของอาลีบาบาด้วย

บริษัทผลิตมือถือเกิดขึ้นมากมายในประเทศจีน และแข่งขันกันอย่างดุเดือดโดยเฉพาะเรื่องราคา
บริษัทผลิตมือถือเกิดขึ้นมากมายในประเทศจีน และแข่งขันกันอย่างดุเดือดโดยเฉพาะเรื่องราคา

มันเป็นเรื่องน่ากลัว แม้ตัว WeChat นั้นจะไม่ได้ทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซโดยตรงก็ตาม แต่ WeChat กลายเป็นช่องทางหลักของข้อมูลจำนวนมหาศาลจากผู้ใช้ มันจึงเป็นที่ดึงดูดใจ ต่อลูกค้าของ taobao ที่ใช้ WeChat เป็นช่องทางหนึ่งในการสั่งซื้อสินค้า

แม้ท่าทีของ WeChat นั้นไม่ได้คุกคาม อาลีบาบาโดยตรงก็ตาม แต่แจ๊คนั้นคาดการณ์ล่วงหน้าไว้แล้วว่า ใครสามารถคอนโทรล ต้นน้ำของข้อมูลได้ก่อน ก็มีโอกาสที่จะชนะได้ในทุกศึก ไม่เว้นแม้กระทั่งศึก อีคอมเมิร์ซเองก็ตาม แต่แม้จะส่ง Laiwang มาสู้ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเท่าที่ควร

แจ๊คนั้นพยายามพัฒนา Features เพื่อลอกเลียนแบบ WeChat แทบจะทุกอย่างให้กับ Laiwang โดยกว่า 80% ของโปรแกรมนั้นแทบจะเลียนแบบมาจาก WeChat เลยก็ว่าได้ มีต่างกันนิดหน่อยในเรื่องของ concept ของการเป็นเพื่อนกัน ที่ดูเหมือน Laiwang นั้นจะมองความสัมพันธ์ของผู้ใช้งานน้อยกว่า WeChat

Laiwang นั้นแทบจะโคลนทุกอย่างของ WeChat มาด้วยซ้ำ
Laiwang นั้นแทบจะโคลนทุกอย่างของ WeChat มาด้วยซ้ำ

Laiwang นั้นไม่มีความคิดที่จะทำให้ลูกค้าของ taobao กลายเป็นลูกค้าของตนเอง หากแต่ต้องการสร้างตัวตนใหม่ให้หลุดจากภาพเดิม ๆ ของอีคอมเมิร์ซ ให้มองมันเป็นแพลตฟอร์มด้าน Social media ล้วน ๆ 

แจ๊คไม่เพียงเป็น พรีเซ็นเตอร์ให้ Laiwang ด้วยตนเองเท่านั้น เขายังเชิญเหล่ามิตรสหายของเขาทั้งหลายมาช่วยโฆษณาให้ Laiwang อีกด้วย เขาแจ้งให้พนักงานในเครือของเขาให้หันมาใช้ Laiwang และเพิ่มภารกิจให้ชวนเพื่อนมาอีก 100 คนมาช่วยใช้งาน Laiwang พนักงานทุกคนต้องลงทะเบียน Laiwang ไม่อย่างงั้นมีโอกาสที่จะอดโบนัสปลายปีได้ ซึ่งแม้จะพยายามทำทุกวิถีทางอย่างไรก็ดี มันก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่ผูกติดกับบริการของ WeChat ได้แล้ว

แต่มันเป็นสิ่งที่แจ๊คต้องทำ เพราะเขาสู้มาโดยตลอดไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งรูปแบบใด นั้นเขาไม่เคยที่จะยอมแพ้ ซึ่งแม้สุดท้าย Laiwang ของแจ๊ค นั้นจะแพ้อย่างราบคาบให้กับ WeChat แต่มันทำให้เห็นจิตวิญญาณของนักสู้ของแจ๊ค ที่เริ่มมองเห็นภัยคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามา มันเป็นเรื่องของวิสัยทัศน์ และจิตวิญญาณนักสู้ของแจ๊คที่มีมาตั้งแต่แรกเริ่มก่อตั้งอาลีบาบา

ตอนหน้าจะเป็นตอนสุดท้ายของ Series ชุดนี้แล้วนะครับ โปรดติดตามตอนจบของ Series และบทสรุปสุดท้ายของชายที่ชื่อ Jack Ma ครับผม

–> อ่านตอนที่ 19 : Retirement (ตอนจบ)

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Internet *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Jack Ma แห่ง Alibaba ตอนที่ 17 : Singles’Day 11.11

แม้การควบรวมกับ YAHOO นั้นจะดูเหมือนเป็นยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาด แต่ตลาดการค้นหาในประเทศจีน นั้นดูเหมือนจะไม่เจริญรอยตามประเทศตะวันตก บริการเหล่านี้ แม้จะทำรายได้สูง แต่ถ้าเทียบกับธุรกิจ อีคอมเมิร์ซในประเทศจีนแล้วนั้น ถือว่ายังห่างชั้นอยู่มาก ซึ่งสุดท้ายแล้วมันก็ไม่ทบต่อรายได้ของอาลีบาบามากนัก

แถม google นั้นก็ต้องถอนตัวออกจากตลาดจีน เนื่องจากปัญหาเรื่องการเซ็นเซอร์ข้อมูลผลการค้นหาของรัฐบาลจีน ที่สุดท้ายตกลงกันไม่ได้ ทำให้เว๊บไซต์ของ google จีนนั้นต้องปิดตัวลงไป โดยย้ายมาอยู่ที่ฮ่องกงแทนในที่สุด

และเหมือนคนที่โชคดีกว่าใครเพื่อนน่าจะเป็น Baidu ที่แทบจะครองตลาด 100% ของตลาดการค้นหาในจีน แต่จีนไม่เหมือนโลกตะวันตก โมเดลการทำเงินจากโฆษณาผลการค้นหานั้น ดูจะไม่ค่อยเข้ากับวัฒนธรรมจีน ทำให้ Baidu ไม่ได้เติบโตอย่างที่คิด แม้จะครองส่วนแบ่งการตลาดแบบแทบเบ็ดเสร็จแล้วก็ตาม

ตลาด internet จีนกลายเป็นตลาด อีคอมเมิร์ซ ทั้ง B2B ที่ อาลีบาบาเป็นเจ้าตลาด รวมถึง C2C ที่ taobao สามารถที่จะยึดครองได้แบบเบ็ดเสร็จ ซึ่งหลังจากยุทธศาสตร์ taobao สำเร็จแล้วนั้น การทำ โลจิสติกส์ ขนาดใหญ่ก็อยู่ในความคิดของแจ๊คมาโดยตลอด

แจ๊ค ได้ทำการร่วมมือกับบริษัทโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่ 4 แห่งของจีน เพื่อสร้าง China Network Technology (CSN) ขึ้นมาและร่วมกันก่อตั้ง Cainiao Network Technology Co.,Ltd โดยให้แจ๊คเป็นประธานกรรมการ เป้าหมายคือ ลูกค้าทุกหนแห่งใน 2,000 เมืองทั่วประเทศจีน จะสามารถรับสินค้าได้ภายใน 24 ชั่วโมง

สร้าง Cainiao ขึ้นมาเป็นเครือขายโลจิสติกส์ รองรับปริมาณ order จำนวนมหาศาล
สร้าง Cainiao ขึ้นมาเป็นเครือขายโลจิสติกส์ รองรับปริมาณ order จำนวนมหาศาล

ไม่เพียงแค่ โลจิสติกส์ ปัญหาใหญ่อีกอย่างใน taobao คือบรรดาสินค้าปลอมต่าง ๆ ที่ระบาดอย่างหนักในเว๊บ ทำให้แจ๊คต้องสร้าง แพลตฟอร์ม Tmall ขึ้นมาเพื่อทำการซื้อขายสินค้าที่เป็น premium มากขึ้น เหล่าสินค้า Brand Name ต่าง ๆ จากต่างประเทศล้วนมาเป็น official shop ที่ Tmall และได้สร้างยอดขายจำนวนมหาศาลแบบที่ไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อนผ่าน แพลตฟอร์มใหม่อย่าง Tmall

สร้าง Tmall ใหม่ขึ้นมาให้ดู Premium ขึ้นมี Brand Name ชื่อดังเข้ามาขาย
สร้าง Tmall ใหม่ขึ้นมาให้ดู Premium ขึ้นมี Brand Name ชื่อดังเข้ามาขาย

Singles’Day 11.11

สำหรับแจ๊คนั้น ปาฏิหาริย์ ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และ หนึ่งในปาฏิหาริย์ที่สำคัญที่ทำให้วงการอีคอมเมิร์ซจีนนั้นได้ทำลายทุกสถิติยอดขายในโลกอีคอมเมิร์ซ คือ วันคนโสดจีน หรือ วันที่ 11 เดือน 11 นั่นเอง

ในวันที่ 11 ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2013 มันเป็นช่วงเวลาแห่งการนับถอยหลังสู่หลักไมล์ที่สำคัญของ อาลีบาบา และ แจ๊ค หม่า ในเวลา 00.01  ยอดซื้อขายของผ่าน Alipay คือ 116,896,436 หยวน ซึ่งสามารถทำยอดซื้อขายทะลุร้อยล้านหยวนภายในนาทีเดียวได้เป็นที่เรียบร้อย จำนวน transaction ที่เกิดขึ้นสูงถึง 339,200 ครั้ง และตั้งแต่นาทีแรกของวันคนโสดนั้นมีคนเข้าไปใช้งาน Tmall สูงถึง 13.7 ล้านคน และเพียง 5 นาที ยอดก็พุ่งทะลักไปถึง 1,000 ล้านหยวน ซึ่งเมื่อเทียบกับปี 2012 ในปีก่อนหน้านั้น มันพุ่งเร็วขึ้นถึง 7 เท่าตัว

ในที่สุดพอหมดวันที่ 11/11 ของเทศกาลคนโสด ยอดซื้อขายตลอดทั้งวันก็ประกาศออกมาว่าสามารถทำยอดซื้อขายไปได้ถึง 35,000 ล้านหยวน เพิ่มจาก 19,100 ล้านหยวนในปี 2012  ถึง 83% ซึ่งถ้าเทียบกับทางฝั่งอเมริกา อย่างเทศกาล Cyber Monday นั้น เทศกาลคนโสดจีนมียอดการซื้อขายสูงกว่าถึง 3 เท่า ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่ใช่น้อย

ทิ้งห่าง เทศกาล Cyber Monday ของอเมริกาแบบเทียบไม่ติด
ทิ้งห่าง เทศกาล Cyber Monday ของอเมริกาแบบเทียบไม่ติด

วันที่ 11 เดือน 11 หรือที่เรียกกันว่า วันคนโสด นั้น เดิมทีเป็นคำล้อเลียนตนเองของหนุ่มสาวในเมือง วันหนึ่งแจ๊คได้ยินพนักงานอายุน้อยสองคนคุยกัน คนหนึ่งถามว่าวันคนโสดจะทำอะไร อีกคนตอบประชดตัวเองว่า ต้องกินอยู่คนเดียวเพราะเป็นคนโสด แต่ก็อยากให้รางวัลตัวเองบ้าง ด้วยการไปกินไปเที่ยวให้หนำใจ

แจ๊คฟังแล้วเห็นถึงโอกาสที่อยู่เบื้องหน้าจากการฟังคำประชดประชันเหล่านี้ การให้รางวัลกับตัวเองก็หมายถึงการต้องบริโภค การใช้จ่ายของคู่รักนั้นเป็นสิ่งที่สิ้นเปลืองมานานแสนนานแล้ว ไม่งั้นจะมีเทศกาลวันวาเลนไทน์ของฝรั่ง หรือ เทศกาลวันแห่งความรักของจีนไปเพื่ออะไร มันเกิดมาเพื่อให้จับจ่ายซื้อของนั่นเอง 

แต่แจ๊คคิดสิ่งที่ตรงกันข้าม โดยจะไม่ขายให้เหล่าคู่รักที่มีเทศกาลอยู่มากพอแล้ว แต่จะทำการขายให้กับคนโสด ซึ่งเป็นไอเดียที่แจ๊คคิดว่ามีความเป็นไปได้ และได้เริ่มลองปรึกษากับคณะที่ปรึกษาของเขาในบริษัท

จากไอเดียเล็ก ๆ ของแจ๊ค จนกลายเป็นเทศกาลช็อปปิ้งใหญ่ประจำปีของชาวจีน
จากไอเดียเล็ก ๆ ของแจ๊ค จนกลายเป็นเทศกาลช็อปปิ้งใหญ่ประจำปีของชาวจีน

มีทั้งผู้ที่สนับสนุนไอเดียนี้ของแจ๊ค และมีอีกส่วนหนึ่งที่คัดค้าน สุดท้ายทีมงานของ อาลีบาบา ก็จึงได้จัดการทดลอง โดยเริ่มในวันที่ 11/11 ปี 2009 แม้ตอนนั้นจะมีพ่อค้าแม่ค้าเพียง 27 รายที่ร่วมกิจกรรม แต่สิ่งที่น่าตกใจคือ มีการซื้อขายสินค้าในวันนั้นไปกว่า 50,000 รายการในวันเดียว ซึ่งทีมงานทุกคนจึงรู้สึกว่าวันนี้มีศักยภาพ ที่จะจัดให้เป็นเทศกาลช็อปปิ้งใหญ่ได้ และในที่สุด เทศกาลช็อปปิ้ง วันคนโสด จึงได้ถูกใช้อย่างเป็นทางการในเว๊บไซต์ taobao เป็นที่แรก

เรื่องนี้ไม่ใช่แค่แนวคิดเพียงชั่ววูบของแจ๊คเท่านั้นที่มาสนับสนุนเทศกาลใหญ่อย่างเช่นวันคนโสด จากการวิจัยทางด้านจิตวิทยาการบริโภคนั้นพบว่า เมื่อคนเรามีปัญหาทางอารมณ์ระดับหนึ่ง เช่นรู้สึกโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเป็นต้น มักมีแนวโน้มจะซื้อของที่ตนเองไม่ได้ต้องการเพื่อชดเชย ซึ่งผู้ซื้อที่ตกอยู่ภายใต้จิตวิทยาการบริโภคเช่นนี้นั้นย่อมถูกชักจูงได้ง่าย ซึ่งการจัดเทศกาลช็อปปิ้ง วันคนโสดของ taobao นั้น ได้เสนอเหตุผลที่ดีที่สุดในการซื้อให้แก่ผู้บริโภค และผู้บริโภคเองก็ทำตัวสอดรับกับแนวคิดของแจ๊คพอดี

คนโสดมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าที่ตัวเองไม่ได้ต้องการเพื่อมาชดเชยบางสิ่งบางอย่าง
คนโสดมีแนวโน้มที่จะซื้อสินค้าที่ตัวเองไม่ได้ต้องการเพื่อมาชดเชยบางสิ่งบางอย่าง

ซึ่งหลังจากปี 2009 นั้นสำเร็จลงด้วยดี แจ๊คจึงได้จัดเป็นเทศกาลใหญ่ขึ้นในปี 2010 และ 2011 ยอดขายก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 35,000 ล้านหยวน ในปี 2013 มันเป็นความสำเร็จที่สำคัญจาก ไอเดียเล็ก ๆ ของแจ๊คอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งสิ่งที่แจ๊คทำนั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อ อาลีบาบาของเขาเท่านั้น แต่ยังส่งผลโดยรวมต่อ ecosystem ทั้งหมดของอีคอมเมิร์ซในจีน แจ๊คทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น ทำให้ทุกคนได้รับส่วนแบ่งจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งของเขาเองก็ตามที

มันคือสัญญาณแห่งการเปลี่ยนโฉมของเศรษฐกิจจีน และจะเป็นศึกใหญ่ระหว่างเศรษฐกิจใหม่ โมเดลการทำธุรกิจแบบใหม่ กับ รูปแบบธุรกิจแบบเดิม ๆ  ซึ่งมันส่งผลให้พ่อค้าแม่ขายที่ใช้ แพลตฟอร์มได้รู้ว่า วันนี้นั้นทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว และรูปแบบของการทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซมันจะเปลี่ยนไปตลอดกาล

ต้องบอกว่าเรื่องของวันคนโสด หรือ 11/11 นั้นหลายคนอาจจะมองว่ามันเป็นปาฏิหาริย์ แต่ต้องยอมรับว่ามันเป็นการทดลองของแจ๊คและทีมงาน ในการพยายามพิสูจน์ความคิดของเขา กว่าที่จะได้ยอดขายสูงขนาดนี้ในวันเดียว  การที่จะรองรับจำนวน order มหาศาลขนาดนี้ได้ ทุกส่วนต้องทำงานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ระบบบนหน้าเว๊บในการสั่งซื้อที่มีคนเข้ามานับ 10 ล้านคนต่อนาที ไปจนถึง ระบบเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ต้องส่งสินค้าจำนวนมหาศาลไปยังลูกค้าให้ได้อย่างรวดเร็วที่สุด เพราะฉะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันคนโสดจีนนั้น มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่เกิดจากโชคชะตาเพียงอย่างเดียวแน่นอน แต่มันเกิดจากมันสมอง และหยาดเหงื่อแรงกายจากแจ๊ค และทีมงานแทบจะทั้งสิ้น

–> อ่านตอนที่ 18 : Ma vs Ma

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Internet *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Jack Ma แห่ง Alibaba ตอนที่ 16 : Search Wars

แจ๊ค หม่า เริ่มต้นธุรกิจออนไลน์แรก คือ ไชน่าเพจเจส ซึ่งเป็นธุรกิจ เว๊บไดเรคทอรี่ ที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจาก YAHOO เมื่อครั้งได้เห็น internet ครั้งแรกที่เมืองซีแอตเทิล ประเทศสหรัฐอเมริกา ในตอนนั้นความฝันสูงสุดของแจ๊ค ก็คือ การสร้าง ไชน่าเพจเจส ให้กลายเป็น YAHOO ของประเทศจีน แต่แล้วก็ไม่สามารถทำได้อย่างที่เขาหวัง

ทั้งแจ๊ค หม่า , มาซาโยชิ ซัน และ เจอร์รี่ หยางผู้ก่อตั้ง YAHOO นั้นต้องเรียกได้มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเป็นอย่างมาก มาซาโยชิ ก็ได้ลงทุนไปเป็นจำนวนมากกับ YAHOO รวมถึงการสร้าง YAHOO Japan ให้กลายเป็นบริการที่นิยมอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่าง เจอร์รี่ หยาง กับ แจ๊ค หม่านั้นก็เป็นไปด้วยดีตั้งแต่ที่แจ๊ค อาศัยเป็นไกด์ให้กับ เจอร์รี่ ในการเยือนจีนครั้งแรก ๆ ซึ่งก็ต้องเรียกได้ว่าเป็นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสามคน

ความสัมพันธ์กับ เจอร์รี่ หยาง แน่นแฟ้น ตั้งแต่เมื่อครั้งเยือนจีนครั้งแรก
ความสัมพันธ์กับ เจอร์รี่ หยาง แน่นแฟ้น ตั้งแต่เมื่อครั้งเยือนจีนครั้งแรก

หลังจากจบศึก อีคอมเมิร์ซ ระหว่าง taobao กับ ebay นั้น โลก internet ก็กำลังมีบริการใหม่ที่กำลังแจ้งเกิดอย่างรวดเร็วและแพร่หลายไปทั่วโลก นั่นก็คือ search engine ถ้าย้อนไปในขณะนั้นก็ต้องบอกว่า google ก็ถือเป็นอับหนึ่งในเรื่อง search engine แต่ YAHOO ก็มี search engine ที่ไม่เลวเลยทีเดียวในขณะนั้น ถ้าเทียบขุมกำลังกันในตอนนั้น google ยังทิ้งห่าง YAHOO ไม่มากนัก ส่วนในจีนนั้นมี Baidu ที่กำลังครองตลาดอยู่ เพราะเน้นการค้นหาภาษาจีนเป็นหลัก

สำหรับ internet ในประเทศจีนนั้น โมเดลจากการทำรายได้จากการ search และการโฆษณานั้น ดูจะล้าหลังกว่าประเทศตะวันตกอยู่มาก สิ่งที่ทำรายได้สูงสุดของวงการ internet ของโลกตะวันตกนั้นก็คือ โฆษณา ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาสินค้า หรือ โฆษณาแบรนด์ก็ตาม เป็นตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลมาก

เพราะฉะนั้น แจ๊ค จึงต้องเริ่มคิดถึงยุทธศาสตร์ต่อไปของอาลีบาบา โดยมีแนวความคิดที่จะขอซื้อ YAHOO ประเทศจีน มันเป็นเรื่องยุทธศาสตร์ด้าน internet ล้วน ๆ เพราะถ้าเทียบกับ google หรือ Baidu ที่เป็นจีนแท้ ๆ ก็ตาม แต่ดูเหมือน YAHOO ประเทศจีนนั้นดูจะมีวัฒนธรรมองค์กร รวมถึงค่านิยมต่าง ๆ ใกล้เคียงกับ อาลีบาบามากกว่าใครเพื่อน

ยักษ์ใหญ่อย่าง google กำลังจะเข้ามาตีตลาดจีนในขณะนั้น
ยักษ์ใหญ่อย่าง google กำลังจะเข้ามาตีตลาดจีนในขณะนั้น

และเช่นเดียวกันฝั่ง YAHOO นั้น เจอร์รี่ หยาง ก็คิดถึงการร่วมมือกันระหว่าง YAHOO ประเทศจีน กับ อาลีบาบาด้วยเหมือนกัน เพราะความเป็นมิตรภาพที่สำคัญระหว่าง เจอร์รี่กับแจ๊ค ด้วยแล้วนั้น ก็ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะง่าย

แต่ปัญหาใหญ่คือ ตอนนั้น เจอร์รี่ ไม่ได้ดำรงตำแหน่ง CEO ของ YAHOO แล้วโดยหน้าที่ในขณะนั้นเขาไม่มีอำนาจในการตัดสินใจในการบริหารบริษัทอีกแล้ว ตอนนั้น เทอร์รี่ ซีเมล ดำรงตำแหน่ง CEO ของ YAHOO อยู่ ซึ่งทั้ง ซีเมล และ กรรมการนั้น ก็ยังตัดสินใจอยู่ว่าจะทำอย่างไรกับทิศทางของ YAHOO ประเทศจีน เพราะศึก Search Engine กำลังคืบคลานเข้ามาแล้วจาก Google ที่กำลังจะบุกตลาดจีน

แต่ตัวเร่งการตัดสินใจจริง ๆ น่าจะมาจาก ebay เจ้าเก่า ซึ่งอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก เนื่องจากความพ่ายแพ้ต่อ taobao ในตลาด C2C ดังนั้นจึงได้ยื่นข้อเสนอที่จะร่วมมือกับอาลีบาบาเลยด้วยซ้ำ โดยราคาที่ ebay เสนอนั้นมีมูลค่าสูงกว่าที่ YAHOO เสนอเสียด้วย

ซึ่งข่าวลือเรื่อง ebay นี่เอง ที่ทำให้ YAHOO เกิดแรงกดดันขึ้น และเรื่องเวลาก็บีบคั้นให้พวกเขาไม่มีทางเลือกมากนักในการตัดสินใจ ซึ่งหลังจากการหารือสั้น ๆ ในหมู่คณะกรรมการของ YAHOO แล้วนั้น พวกเขาก็เห็นชอบกับการตกลงตามเงื่อนไขใหม่อย่างรวดเร็ว

โดยสรุปก็คือ อาลีบาบานั้นได้ซื้อกิจการของ YAHOO สาขาประเทศจีนรวมทั้งทรัพย์สิน ซึ่งได้แก่ ลูกค้าของ YAHOO , Search Engine ของ YAHOO , เว๊บไซต์น้องใหม่อย่าง IM3721 ตลอดจนทรัพย์สินทุกอย่างของ YAHOO บนเว๊บไซต์การประมูล

และในขณะเดียวกันบริษัท YAHOO สาขาใหญ่ที่อเมริกา ได้ตกลงทุ่มทุน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ให้อาลีบาบา และจะเป็นผู้ลงทุนทางด้านยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ อาลีบาบา โดย YAHOO จะได้รับหุ้น 40% จากอาลีบาบา โดยในบอร์ด อาลีบาบา จะมีสองที่นั่ง , YAHOO มีหนึ่งที่นั่ง และ ซอฟต์แบงค์อีกหนึ่งที่นั่ง ซึ่งนี่เป็นการควบรวมกิจการที่ซับซ้อน และ เป็นการรวมกิจการครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ internet ของประเทศจีน

สุดท้ายก็ควบรวมกันได้สำเร็จ
สุดท้ายก็ควบรวมกันได้สำเร็จ

แม้ช่วงแรกของการควบรวมกิจการนั้นจะทำให้พนักงาน YAHOO สาขาประเทศจีนนั้นตื่นตระหนกอยู่บ้าง แต่แจ๊ค ก็ใช้เวลาไม่นานในการซื้อใจพนักงาน YAHOO เหล่านี้ เพื่อรั้งตัวพวกเขาไว้ไม่ให้ย้ายไปอยู่กับคู่แข่งอื่น ๆ 

เรื่อง search engine นั้นเป็นยุทธศาสตร์หลักของแจ๊ค ที่เป็นที่มาของการควบรวมกับ YAHOO สาขาประเทศจีน เพราะทาง อาลีบาบา นั้นแทบจะไม่มี know-how ทางด้าน search engine เลย

ถึงตอนนี้ google ได้บุกทะลวงมาถึงประเทศจีนเรียบร้อยแล้ว และสามารถยึดครองตลาดไปได้อย่างรวดเร็วถึง 45% ส่วน Baidu เจ้าถิ่นนั้นครองไว้ที่ 47% แต่ YAHOO ที่เป็นผู้คิดค้น search engine ที่เก่าแก่ที่สุดกลับเหลือส่วนแบ่งการตลาดเพียง 8% เท่านั้น

Baidu ยังครองส่วนแบ่งการตลาดไว้อย่างเหนียวแน่น
Baidu ยังครองส่วนแบ่งการตลาดไว้อย่างเหนียวแน่น

แจ๊คได้เริ่มเข้ามาผ่าตัดองค์กร YAHOO มากมาย มีการตัดกิจการทิ้งมากมาย รวมถึงกิจการที่เคยเป็นหัวใจหลักของ YAHOO ในอดีตก็ไม่เว้น

เดิมทีนั้นรายได้จำนวนมากของ YAHOO มาจากการโฆษณาของเหล่าเว๊บโป๊ และผลิตภัณฑ์ที่ผิตกฏหมาย มันเป็นเครื่องปั๊มเงินให้ YAHOO กว่าปีละ 8 ล้านหยวน แต่แจ๊คก็ฟังทุกอย่างทิ้งหมด เปลี่ยนระบบการติดตั้งซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ของ YAHOO ที่เดิมนั้นเป็นแบบบังคับให้ install เป็นแบบให้ลูกค้าสมัครใจเลือกเอง 

รวมถึง ได้เข้ามาเร่งเครื่องปรับปรุง YAHOO ใหม่ โดยแปลงโฉมเว๊บใหม่ที่ทำแต่เรื่อง Search Engine โดยเฉพาะ และมันก็กลายเป็นหน้าเว๊บง่าย ๆ คล้าย  ๆ กับ google และ Baidu ไปในที่สุด

ปรับ yahoo ใหม่เพื่อต่อกร google , Baidu
ปรับ yahoo ใหม่เพื่อต่อกร google , Baidu

จากนั้นแจ๊ค ก็ได้ทุ่มทุนมหาศาลให้กับการโฆษณาการ Search ของ YAHOO ทั้งโฆษณาทาง TV มีการว่าจ้างผู้กำกับชื่อดังมาทำภาพยนต์โฆษณาให้กับ YAHOO แต่หลังจากแจ๊คได้ ผลาญเงินไปมหาศาล เขาก็ได้พบความจริงที่น่าหดหู่ว่า ค่าโฆษณามหาศาลเหล่านี้ไม่สามารถที่จะดึงดูดลูกค้าได้เลยด้วยซ้ำ เหล่านัก Search ไม่ได้เปลี่ยนจาก Baidu หรือ Google มาใช้ YAHOO แต่อย่างใด

ดูเหมือนว่าการตัดสินใจครั้งนี้ของแจ๊คนั้น จะเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดในการไปควบรวมกิจการกับ YAHOO ประเทศจีน มันทำให้สถานการณ์ของแจ๊คนั้นแย่ลงไปไม่น้อย เนื่องจากเทคโนโลยีการ search ของ YAHOO นั้นดูจะสู้ผู้นำตลาดอย่าง Google หรือ Baidu ไม่ได้ด้วยซ้ำ จากยุทธศาสตร์ที่จะควบรวมเพื่ออนาคตที่ยิ่งใหญ่ต่ออาลีบาบา นั้น ดูเหมือนตอนนี้ มันจะเริ่มสร้างปัญหาให้กับแจ๊ค และ อาลีบาบาบ้างแล้ว แจ๊ค จะทำอย่างไรต่อไป กับสถานการณ์ของบริษัทที่เกิดขึ้น โปรดติดตามตอนต่อไป

–> อ่านตอนที่ 17 : Singles’Day 11.11

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Internet *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol