ต้องบอกว่า Huawei เคยที่จะขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลกอยู่แล้ว แต่ก็โดนมหาอำนาจเบอร์หนึ่งของโลกสั่งแบน ตัดแข้งตัดขา จนเกือบจะล้มหายตายจากไป
มันคือมหากาพย์การต่อสู้ทางธุรกิจที่ดุเดือดยิ่งกว่าในหนัง เมื่อ Huawei ที่ถูกบีบจนหลังชนฝา ตัดสินใจสู้กลับในวิธีที่ทำให้โลกต้องหันมามองอีกครั้ง
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบๆ ในเดือนสิงหาคม ปี 2023 จู่ๆ Huawei ก็วางขายสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ชื่อ Mate 60 Pro บนเว็บไซต์ของตัวเองแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
ในตอนแรกก็ไม่มีใครเอะใจ แต่เมื่อเครื่องถูกส่งถึงมือนักรีวิวและผู้เชี่ยวชาญ ความตกตะลึงก็บังเกิดขึ้น เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในคือชิป Kirin 9000S
แล้วเรื่องนี้มันน่าทึ่งตรงไหน?
ก็น่าทึ่งตรงที่ว่า… ตามหลักแล้ว ชิปตัวนี้มันไม่ควรจะมีอยู่บนโลกนี้ได้
เพราะนับตั้งแต่ปี 2019 เป็นต้นมา สหรัฐอเมริกาได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรขั้นรุนแรงกับ Huawei โดยใส่ชื่อบริษัทเข้าไปในบัญชีดำที่เรียกว่า “Entity List”
พูดง่ายๆ ก็คือ ห้ามบริษัทอเมริกันทุกแห่งทำธุรกิจกับ Huawei ผลคือ Huawei ถูกตัดขาดจากเทคโนโลยีสำคัญ ทั้งซอฟต์แวร์ของ Google และที่หนักที่สุดคือ ถูกตัดขาดจากโรงงานผลิตชิปที่ทันสมัยที่สุดในโลก
นี่เปรียบเสมือนการรุกฆาตทางเทคโนโลยี ที่ตั้งใจจะยุติเส้นทางของ Huawei ในตลาดไฮเอนด์ไปตลอดกาล
คำถามคือ แล้วชิป Kirin 9000S ที่ล้ำสมัยนี้ โผล่มาจากไหน?
เพื่อจะเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องย้อนกลับไปทำความรู้จักชายผู้เป็นทั้งผู้ก่อตั้งและจิตวิญญาณของ Huawei เขามีชื่อว่า เหริน เจิ้งเฟย
ชีวิตของ เหริน เจิ้งเฟย ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาเกิดในปี 1944 ในครอบครัวครูที่ยากจน และต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดยุคหนึ่งของจีน นั่นคือยุคปฏิวัติวัฒนธรรม
ประสบการณ์ที่ต้องอดทนต่อสู้กับความยากแค้นนี้ ถูกเรียกว่า “chī kǔ” หรือ “อดทนกับความลำบาก” ซึ่งปรัชญานี้ได้หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนที่ไม่เคยยอมแพ้ต่อโชคชะตา
อาชีพแรกของเขาไม่ใช่การทำธุรกิจ แต่เป็นการรับราชการทหารในหน่วยวิศวกรรม เขาได้เรียนรู้เรื่องระเบียบวินัย การวางกลยุทธ์ และการจัดการโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งทั้งหมดนี้ได้กลายมาเป็นรากฐานวัฒนธรรมองค์กรของ Huawei ในเวลาต่อมา
เมื่อออกจากกองทัพ ในปี 1987 เหริน เจิ้งเฟย ได้ก่อตั้ง Huawei ขึ้นในอพาร์ตเมนต์เล็กๆ ที่เมืองเซินเจิ้น ด้วยเงินทุนเพียงน้อยนิด
ธุรกิจแรกของ Huawei ไม่ได้ดูยิ่งใหญ่อะไรเลย เป็นเพียงการนำเข้าตู้สาขาโทรศัพท์จากฮ่องกงมาขายต่อในจีน แต่แล้ววิกฤตแรกก็มาเยือน เมื่อซัพพลายเออร์ที่ฮ่องกงยกเลิกสัญญาดื้อๆ
ในวินาทีที่บริษัทเกือบจะต้องปิดตัวลง เหริน เจิ้งเฟย ตัดสินใจครั้งประวัติศาสตร์ว่า “ถ้าไม่มีใครสร้างให้ เราก็ต้องสร้างมันขึ้นมาเอง”
Huawei ทุ่มเงินทั้งหมดที่มีไปกับการวิจัยและพัฒนา จนสร้างสวิตช์โทรศัพท์ดิจิทัลของตัวเองสำเร็จในชื่อ C&C08 ซึ่งมีราคาถูกกว่าของต่างชาติถึงสองในสาม
ความสำเร็จครั้งนั้นไม่เพียงแต่ช่วยให้บริษัทรอดตาย แต่มันยังได้ฝัง DNA ที่สำคัญที่สุดลงไปในวัฒนธรรมขององค์กร นั่นคือ “การพึ่งพาตนเองทางเทคโนโลยี คือหนทางรอดเดียวที่มี”
หลังจากยึดตลาดในประเทศจีนได้แล้ว Huawei ก็เริ่มมองออกไปนอกประเทศ โดยใช้กลยุทธ์ที่เฉียบคมซึ่งได้แรงบันดาลใจจากทฤษฎีการทหารว่า “ใช้ชนบทล้อมเมือง”
แทนที่จะไปต่อสู้กับยักษ์ใหญ่ในตลาดยุโรปหรืออเมริกาตรงๆ Huawei เลือกที่จะบุกตลาดเกิดใหม่ที่คู่แข่งมองข้าม เช่น แอฟริกา ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา
สิ่งที่ทำให้ Huawei ชนะใจตลาดเหล่านี้คือ ราคาที่ถูกกว่า และการบริการลูกค้าในระดับที่เรียกว่า “ยอมตายถวายชีวิต” จนเกิดเป็นวัฒนธรรมองค์กรที่ถูกขนานนามว่า “วัฒนธรรมหมาป่า” ที่ดุดันและทำงานเป็นทีมเพื่อเป้าหมาย
เมื่อมีฐานที่มั่นทั่วโลกแล้ว ก็ถึงเวลาเข้าตียุโรป และบุกตลาดที่ท้าทายที่สุด นั่นคือตลาดสมาร์ทโฟน
เราได้เห็นการเปิดตัวมือถือซีรีส์ P ที่มีกล้องสุดเทพจากการจับมือกับ Leica และซีรีส์ Mate ที่เป็นผู้นำด้านจอใหญ่และแบตเตอรี่สุดอึด
แต่อาวุธลับที่ทำให้ Huawei ก้าวขึ้นมาท้าชิงบัลลังก์กับ Apple และ Samsung ได้สำเร็จ คือการที่พวกเขาสามารถออกแบบชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูงของตัวเองได้ในชื่อ Kirin
ในปี 2018 Huawei ผงาดขึ้นมาเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับสองของโลก แซงหน้า Apple ได้อย่างน่าทึ่ง ทุกอย่างดูเหมือนจะสวยงาม แต่แล้วพายุลูกใหญ่ที่สุดก็พัดเข้ามา
รัฐบาลสหรัฐฯ มองว่าการเติบโตของ Huawei คือภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติ และแล้วในเดือนพฤษภาคม 2019 หมัดน็อกก็ได้ถูกปล่อยออกมา
การแบนของสหรัฐฯ เปรียบเสมือนการโจมตีสองระลอกที่พุ่งเข้าใส่หัวใจของ Huawei
ระลอกแรกคือซอฟต์แวร์ มือถือ Huawei รุ่นใหม่ถูกตัดขาดจากบริการของ Google หรือ GMS ลองนึกภาพสมาร์ทโฟนที่ไม่มี Play Store, Google Maps หรือ YouTube สำหรับผู้ใช้งานนอกประเทศจีน มันแทบไม่ต่างอะไรจากที่ทับกระดาษ
ระลอกที่สองคือฮาร์ดแวร์ โรงงานผลิตชิปที่ทันสมัยที่สุดในโลกอย่าง TSMC ถูกห้ามไม่ให้ผลิตชิป Kirin ให้กับ Huawei อีกต่อไป เปรียบเสมือนเชฟที่เก่งที่สุดในโลก แต่ถูกห้ามไม่ให้ใช้เตาไฟ
ความขัดแย้งบานปลายไปถึงขั้นที่ เมิ่งหว่านโจว ซึ่งเป็น CFO และลูกสาวของ เหริน เจิ้งเฟย ถูกจับกุมที่แคนาดาตามคำสั่งของสหรัฐฯ
ณ จุดนั้น โลกทั้งใบต่างคิดว่า Huawei จบสิ้นแล้ว อาณาจักรที่สร้างมากว่า 30 ปีกำลังจะล่มสลายลงต่อหน้าต่อตา
แต่พวกเขากลับคิดผิด…
เมื่อหลังชนฝา เหริน เจิ้งเฟย ได้บอกกับพนักงานทุกคนว่า เป้าหมายตอนนี้ไม่ใช่การเป็นที่หนึ่งของโลกอีกต่อไป แต่เป็นเพียงแค่การ “เอาชีวิตรอด”
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของแผนการตอบโต้ที่บ้าบิ่นที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ด้วยโครงการลับที่ชื่อว่า “Project Delete America”
ภารกิจของโครงการนี้มีเพียงหนึ่งเดียว คือการกำจัดเทคโนโลยีของอเมริกาออกจากผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของ Huawei แล้วสร้างทุกอย่างขึ้นมาใหม่ด้วยสองมือของตัวเอง
Huawei เปิดศึกสามแนวรบเพื่อความอยู่รอด
แนวรบแรกคือซอฟต์แวร์ ในเมื่อใช้ Google ไม่ได้ พวกเขาก็สร้างระบบปฏิบัติการของตัวเองขึ้นมาในชื่อ HarmonyOS ตอนแรกหลายคนก็ดูถูก แต่ด้วยแรงสนับสนุนจากคนในชาติ HarmonyOS ก็เติบโตจนสามารถแซงหน้า iOS ของ Apple ในตลาดจีนได้สำเร็จ
แนวรบที่สองคือฮาร์ดแวร์ และนี่คือคำตอบของปริศนาทั้งหมด การกลับมาของชิป Kirin 9000S ใน Mate 60 Pro คือผลลัพธ์ของแนวรบนี้
ชิปตัวนี้ไม่ได้ผลิตโดยโรงงานระดับโลก แต่ผลิตโดย SMIC ซึ่งเป็นบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของจีนเอง
ความท้าทายคือ จีนถูกแบนไม่ให้เข้าถึงเครื่องจักรผลิตชิปที่ล้ำสมัยที่สุดที่เรียกว่า EUV แต่พวกเขาก็หาทางใช้เครื่องจักรรุ่นเก่าที่เรียกว่า DUV ในการผลิตชิป 7 นาโนเมตรได้สำเร็จ
มันเปรียบเสมือนการพยายามวาดภาพวงจรที่ซับซ้อนด้วยปากกาหัวใหญ่แทนที่จะเป็นหัวเล็ก มันยากกว่า ต้นทุนสูงกว่า แต่พวกเขาก็ทำมันได้สำเร็จ
นี่คือการส่งสาส์นถึงโลกว่า “คุณปิดล้อมเราได้ แต่คุณหยุดเราไม่ได้”
แนวรบที่สามคือการกระจายความเสี่ยง Huawei รู้ดีว่าธุรกิจมือถือมีความเปราะบาง พวกเขาจึงทุ่มทรัพยากรไปบุกเบิกธุรกิจใหม่ๆ เช่น Huawei Cloud, AI และที่น่าจับตาที่สุดคือ โซลูชันสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะ
Huawei ไม่ได้ผลิตรถยนต์เอง แต่ทำตัวเป็น “สมอง” ให้กับค่ายรถยนต์อื่น พัฒนาตั้งแต่ระบบปฏิบัติการในรถไปจนถึงระบบขับขี่อัตโนมัติ ซึ่งกำลังสร้างรายได้มหาศาลให้กับบริษัท
การปรับตัวครั้งใหญ่นี้ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นได้จากการตัดสินใจที่เจ็บปวดแต่ชาญฉลาด นั่นคือการขายแบรนด์ลูกอย่าง Honor ออกไป เพื่อระดมเงินสดก้อนโตมาใช้ในการต่อสู้ครั้งนี้
มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจจะคิดว่า Huawei ชนะสงครามครั้งนี้แล้ว
แต่เรื่องราวยังไม่จบลงง่ายๆ การกลับมาครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยต้นทุนมหาศาล กำไรของบริษัทลดลงอย่างมากเพราะต้องทุ่มเงินไปกับการวิจัยและพัฒนา และรายได้ส่วนใหญ่ก็ต้องพึ่งพาตลาดในประเทศจีนเป็นหลัก
และที่สำคัญที่สุดคือ ช่องว่างทางเทคโนโลยี แม้จะสร้างชิป 7 นาโนเมตรได้ แต่ผู้นำระดับโลกกำลังจะไปที่ 2 นาโนเมตรแล้ว ซึ่งเป็นช่องว่างที่ตามทันได้ยาก ตราบใดที่ยังเข้าไม่ถึงเทคโนโลยีที่ดีที่สุด
นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องความไว้วางใจในเวทีโลกก็ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญต่อไป
เรื่องราวของ Huawei สอนให้เรารู้ว่า ความทรหดอดทนและการยืนหยัดที่จะพึ่งพาตนเอง สามารถนำพาองค์กรให้รอดพ้นจากวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดได้
แต่ในโลกที่ทุกอย่างเชื่อมต่อกัน การถูกตัดขาดจากระบบนิเวศของโลกก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงอย่างมหาศาลเช่นกัน
Huawei อาจจะชนะ “สงครามเพื่อความอยู่รอด” ได้แล้ว แต่ “สงครามเพื่อความไว้วางใจ” ในเวทีโลกนั้น ยังคงเป็นสมรภูมิที่พวกเขาต้องต่อสู้อีกยาวไกล…
References : [reuters, bloomberg, wsj, ft, counterpointresearch]



