ราชามีวันล้ม! เมื่อ Geely พลิกแซงหน้า BYD ยึดเบอร์ 1 จีน

ผมว่าในอุตสากรรมรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศจีน ไม่มีใครคาดคิดว่าความยิ่งใหญ่ของแบรนด์ระดับท็อปอย่าง BYD จะถูกสั่นคลอนได้ง่ายดายเพียงนี้

หากย้อนเวลากลับไปเพียงไม่กี่ปี ภาพจำของเราคือการผงาดขึ้นมาของค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ที่กวาดล้างคู่แข่งจนกระจุยกระจาย

ด้วยเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่พัฒนาและผลิตเองตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ พวกเขาสามารถกดต้นทุนได้ต่ำจนไม่มีใครเทียบติด

แบรนด์อย่าง BYD กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัย ยึดครองหัวหาดตลาดรถยนต์ไฟฟ้าแบบเบ็ดเสร็จ

ใครต่อใครต่างก็เชื่อมั่นว่าสงครามยานยนต์ในจีน คงได้ผู้ชนะที่เด็ดขาดแล้ว

และคงไม่มีบริษัทไหนสามารถก้าวขึ้นมาท้าทายอำนาจการผูกขาดในอุตสาหกรรมนี้ได้อีกในระยะเวลาอันใกล้

แต่ความจริงที่โหดร้ายคือ ไม่มีผู้ชนะที่ยั่งยืนตลอดกาลในสมรภูมิที่ไร้ความปรานี

ตัวเลขยอดขายเดือนมกราคมที่เพิ่งประกาศออกมา สร้างความตกตะลึงให้กับวงการยานยนต์และนักวิเคราะห์อย่างมาก…

มันเหมือนแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สั่นสะเทือนอุตสาหกรรม เพราะแชมป์เก่ากลับทำผลงานได้น่าผิดหวัง ยอดขายลดลงอย่างน่าใจหาย

ในขณะที่ผู้ท้าชิงรายเดิมที่หลายคนมองข้าม กลับทำตัวเลขพุ่งทะยานสวนทางตลาดอย่างไม่น่าเชื่อ

ผู้ท้าชิงที่กำลังก้าวขึ้นมาทวงบัลลังก์มีชื่อว่า Geely

ก็ต้องบอกว่า Geely ไม่ใช่บริษัทหน้าใหม่ที่เพิ่งก่อตั้ง แต่เป็นค่ายรถยนต์ดั้งเดิมที่ซุ่มเก็บตัวเงียบ พัฒนาเทคโนโลยีมานานและกำลังรอเวลาเอาคืนในเวทีระดับโลก

หากพิจารณาแค่ยอดขายรวมในเดือนมกราคมเพียงเดือนเดียว Geely สามารถทำยอดขายแซงหน้าแบรนด์คู่แข่งไปได้อย่างขาดลอย สร้างความประหลาดใจให้กับหน้าสื่อและนักลงทุนที่จับตาดูสถานการณ์

ตัวเลข 270,000 คันของ Geely เมื่อเทียบกับ 210,000 คันของ BYD ถือเป็นช่องว่างที่กว้างและส่งสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่า โมเมนตัมของผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนทิศทางไปจากเดิม…

และถ้าหากนับรวมยอดขายแบรนด์ลูกทั้งหมดที่ Geely มีอยู่ในมือ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด

ตัวเลขยอดขายรวมนี้จะยิ่งทิ้งห่างคู่แข่งออกไปอีก นี่ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่มันคือผลลัพธ์ของการวางแผนที่แยบยล

หลายคนอาจตั้งคำถามในใจว่า Geely ไปกินยาดีอะไรมาถึงสามารถพลิกเกมได้ขนาดนี้

คำตอบอยู่ที่กลยุทธ์การวางหมากที่แตกต่างไปจากขนบธรรมเนียมเดิมของอุตสาหกรรม

ในขณะที่คู่แข่งพยายามโฟกัสการสร้างแบรนด์เดียวให้แข็งแกร่งและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่รถยนต์ราคาประหยัดไปจนถึงรถหรู

Geely กลับเลือกใช้กลยุทธ์สร้างกองทัพพันธมิตรที่ทรงพลัง

พวกเขาเลือกกระจายความเสี่ยงด้วยการมีแบรนด์ที่หลากหลาย

จุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อ Geely ตัดสินใจทุ่มเงินมหาศาลเพื่อเข้าซื้อกิจการค่ายรถยุโรปอย่าง Volvo ซึ่งเป็นการเปลี่ยนอนาคตบริษัทไปตลอดกาล…

การได้ Volvo มาอยู่ใต้ชายคาไม่ได้ให้แค่ชื่อเสียงระดับโลก แต่ยังให้เทคโนโลยีความปลอดภัยและมาตรฐานวิศวกรรมขั้นสูง

Geely นำองค์ความรู้เหล่านั้นมาหลอมรวมและต่อยอดจนให้กำเนิดแบรนด์พรีเมียมใหม่อย่าง Zeekr

แบรนด์ Zeekr ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่ได้มุ่งเน้นลงไปคลุกฝุ่นในสงคราม “Price War” กับแบรนด์รถยนต์ทั่วไปในตลาดแมส

พวกเขาวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ตัวเองไว้สูงกว่า หรูหรากว่า และมีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย

ผลลัพธ์ที่พิสูจน์วิสัยทัศน์นี้คือ ยอดขายของแบรนด์ Zeekr พุ่งทะยานขึ้นกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ในเดือนมกราคม

สวนทางกับสภาพตลาดรวมที่กำลังชะลอตัวและการจับจ่ายใช้สอยที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด…

โมเดลชูโรงอย่าง Zeekr 001 กลายเป็นรถยนต์ในฝันของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความแตกต่าง

มันตอบโจทย์ทั้งในแง่สมรรถนะที่ดุดัน ดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว และความรู้สึกที่เป็นสากลมากกว่ารถยนต์แบรนด์จีนทั่วไป

แม้แต่กระแสความคลั่งไคล้ในรถยนต์แบรนด์เทคโนโลยีอย่าง Xiaomi ก็ไม่อาจกลบรัศมีของ Zeekr ได้

ในสายตาของผู้บริโภคที่เน้นคุณภาพและฟังก์ชันการใช้งานจริง พื้นที่ใช้สอยและเทคโนโลยีการชาร์จที่เหนือกว่าคือจุดตัดสิน

ความสำเร็จนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในพรมแดนประเทศเกิดเหตุ แต่กระแสความนิยมยังลุกลามไปถึงตลาดต่างประเทศอย่างออสเตรเลีย ที่โมเดลอย่าง Zeekr 7X สามารถทำยอดขายได้เป็นเทน้ำเทท่า ครองใจผู้ใช้งานต่างชาติได้อย่างรวดเร็ว…

นอกจากตลาดระดับบนที่ทำผลงานได้ดีเยี่ยมแล้ว Geely ก็ไม่ได้ทิ้งพื้นที่ตลาดระดับกลางและล่าง

พวกเขาใช้แบรนด์ Geely Galaxy เป็นหัวหอกในการพุ่งชนกับคู่แข่งเบอร์หนึ่งโดยตรง

อาวุธลับที่สำคัญในศึกนี้คือการเปิดตัวรถยนต์โมเดลใหม่ชื่อ Geely Xingyuan (Geely EX2) รถรุ่นนี้ถูกสร้างมาอย่างจงใจเพื่อท้าชนกับตัวท็อปยอดฮิตอย่าง BYD Dolphin แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

ด้วยมิติตัวถังและขนาดที่ใกล้เคียงกัน แต่ Geely กลับทำราคาเริ่มต้นได้น่าดึงดูดใจกว่ามาก

มันเป็นส่วนต่างที่ทำให้ผู้บริโภคตัดสินใจเปลี่ยนใจได้ไม่ยากเมื่อเทียบความคุ้มค่าของเม็ดเงินที่ต้องจ่าย…

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการย้อนรอยกลยุทธ์ที่แชมป์เก่าเคยใช้ปราบค่ายรถยนต์ต่างชาติในอดีต

แต่วันนี้ Geely นำกลยุทธ์ความคุ้มค่าและการเข้าถึงง่ายมาใช้เล่นงานเจ้าแห่งรถยนต์ไฟฟ้ารายเดิมซะเอง

ยอดขายที่แข็งแกร่งของรถยนต์ซีรีส์นี้ช่วยพยุงภาพรวมของบริษัทไว้ได้ทั้งหมด

การโจมตีโดยการดึงลูกค้าระดับบนด้วยดีไซน์ และดึงลูกค้าระดับล่างด้วยราคา ทำให้คู่แข่งตั้งรับแทบไม่ทัน

อีกหนึ่งความน่าสนใจที่ซ่อนอยู่ในตัวเลขคือ สัดส่วนการขายของ Geely ที่มีความยืดหยุ่นสูง

พวกเขาสามารถขายรถยนต์ไฟฟ้าล้วนได้จำนวนมหาศาล ในขณะที่รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริดก็ยังคงทำยอดขายได้ดีเยี่ยมต่อเนื่อง…

ความหลากหลายของประเภทเครื่องยนต์ทำให้ครอบคลุมความต้องการของผู้บริโภคที่ยังลังเลเรื่องจุดชาร์จ

ในขณะที่แบรนด์อื่นๆ อาจพึ่งพารถยนต์ไฟฟ้าล้วนมากเกินไปจนกลายเป็นจุดอ่อนเมื่อเทรนด์ตลาดชะลอตัว

อีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชัยชนะในเดือนมกราคมนี้เด็ดขาดคือความสามารถในการส่งออก

ในขณะที่ตลาดในประเทศเริ่มแสดงสัญญาณอิ่มตัวและการแข่งขันรุนแรงจนบีบอัตรากำไรให้ลดลง

Geely กลับสามารถส่งออกรถยนต์ไปต่างประเทศได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ยอดส่งออกที่เติบโตทะลุร้อยเปอร์เซ็นต์คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันถึงศักยภาพและความแข็งแกร่งในเวทีการค้าระดับโลก…

รากฐานที่ปูไว้จากการมีแบรนด์ระดับสากลอยู่ในเครือ ทั้ง Volvo หรือแบรนด์ลูกอย่าง Lynk & Co ทำให้พวกเขาสร้างความน่าเชื่อถือและเจรจาธุรกิจในตลาดยุโรปได้ง่ายกว่าแบรนด์ที่เพิ่งเริ่มต้น

การแข่งขันที่ดุเดือดในอุตสาหกรรมนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่บนพื้นที่โชว์รูมหรือตัวเลขในหน้ากระดาษ

เบื้องหลังวงการยานยนต์เวลานี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดและการขับเคี่ยวที่ดุดัน

มีรายงานเปิดเผยถึงการประชุมระดับผู้บริหารค่ายรถยนต์เมื่อปีที่ผ่านมา

บรรยากาศภายในงานไม่ได้ราบรื่น แต่เต็มไปด้วยการปะทะคารมอย่างดุเดือดเกี่ยวกับประเด็นการทำสงครามราคาที่ยืดเยื้อ…

สถานการณ์คล้ายกับเป็นศึกที่ค่ายรถยนต์รายอื่นๆ ต้องพยายามรวมพลังกันเพื่อต่อต้านการหั่นราคาที่ทำลายโครงสร้างอุตสาหกรรม ความขัดแย้งลุกลามจนกลายเป็นความบาดหมางที่ลึกซึ้งและชัดเจนยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อหันมองคู่แข่งรายอื่นอย่าง Great Wall Motors ที่ครั้งหนึ่งเคยพยายามยกตัวเองขึ้นมาตีคู่กับผู้นำ

ในวันนี้กลับดูเหมือนจะค่อยๆ เลือนหายไปจากหน้ากระดานการแข่งขันอย่างเงียบๆ

พวกเขาปรับตัวไม่ทันกับการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า ทิศทางบริษัทที่คลุมเครือทำให้สูญเสียพื้นที่ในตลาด

เวทีนี้จึงเหลือเพียงตัวเอกหลักเพียงสองรายที่กำลังฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย…

เรื่องราวการขับเคี่ยวระหว่างสองยักษ์ใหญ่นี้คือภาพสะท้อนชั้นยอดของวัฏจักร “Rise and Fall” ในโลกธุรกิจ

การพุ่งทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดและการร่วงหล่นลงมาเป็นสัจธรรมที่ไม่มีองค์กรไหนหลีกหนีพ้น

แชมป์เก่าอาจเป็นผู้สร้างนวัตกรรมและพลิกโฉมอุตสาหกรรมด้วยความรวดเร็วจนทุกคนต้องเดินตาม

แต่ Geely ก็กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าความเก๋าเกมและการวางแผนกลยุทธ์ระยะยาวนั้นมีความสำคัญไม่แพ้กัน

การเลือกกระจายพอร์ตโฟลิโอแบรนด์ที่ดูเหมือนจะเทอะทะและจัดการยากในสายตาคนนอกอดีต

กลับกลายเป็นเกราะคุ้มกันชั้นยอดในปัจจุบัน ทำให้พวกเขามีความยืดหยุ่นสูงในการรับมือกับความผันผวนของตลาด…

การสะดุดของยอดขายแชมป์เก่าในครั้งนี้อาจจะยังไม่ใช่จุดอวสานของพวกเขา

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง BYD ยังคงมีเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่แข็งแกร่ง ต้นทุนการผลิตที่ต่ำ และกำลังการผลิตที่มหาศาลรอการนำมาใช้ประโยชน์

แต่สิ่งนี้เป็นเหมือนสัญญาณเตือนภัยว่าการแข่งขันในเฟสต่อไปของอุตสาหกรรมยานยนต์จะโหดร้ายและซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

ผู้บริโภคเริ่มมีความต้องการที่ละเอียดอ่อนและเฉพาะเจาะจงมากขึ้นเรื่อยๆ

ตลาดไม่ได้มองหาแค่รถยนต์ที่มีราคาถูกที่สุดหรือวิ่งได้ไกลที่สุดเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

แบรนด์ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม นำเสนอประสบการณ์ที่เหนือกว่า และเข้าใจความปรารถนาของผู้ขับขี่เท่านั้นที่จะอยู่รอด…

เหตุการณ์พลิกผันในเดือนมกราคมอาจเป็นเพียงแค่ปฐมบทของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางเทคโนโลยี

ไม่มีใครสามารถฟันธงได้ว่าบัลลังก์นี้จะเปลี่ยนมืออย่างถาวรหรือเป็นเพียงการสลับตำแหน่งชั่วคราวเพื่อให้ฝ่ายแพ้กลับไปแก้เกม

วิกฤตและโอกาสมักจะเดินทางมาพร้อมกันเสมอในสังเวียนธุรกิจระดับโลก

ที่นี่ไม่มีพื้นที่ยืนหยัดสำหรับคนที่หยุดนิ่งหรือชะล่าใจในความสำเร็จเดิม นวัตกรรมใหม่จะยิ่งถูกบีบให้เกิดขึ้นเร็วขึ้นจากแรงกดดัน

ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากสงครามธุรกิจครั้งนี้ก็คือผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ที่จะมีตัวเลือกที่ดีกว่าเดิม เปี่ยมด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า ในระดับราคาที่จับต้องได้และสมเหตุสมผลมากขึ้นนั่นเองครับผม

References : [carnewschina,cnevpost,geely,byd,cpcaauto]

Geek Talk EP198 : ราชามีวันล้ม! เมื่อ Geely แซงหน้า BYD ยึดเบอร์ 1 จีน

ถ้าย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 2025 หรือปีที่แล้ว ถ้าถามว่าใครคือเบอร์หนึ่งของวงการรถยนต์ไฟฟ้าจีน ใครคือผู้ที่ไร้เทียมทาน ทุกคนคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า… BYD ใช่ไหมครับ?

ยอดขายถล่มทลาย การเติบโตที่ใครก็ฉุดไม่อยู่ จนหลายคนคิดว่า “เกมนี้จบแล้ว” BYD คือผู้ชนะผูกขาดในสงคราม EV จีน

แต่คุณเชื่อไหมครับว่า… เพียงแค่เดือนแรกของปี 2026 ผ่านไป ทุกอย่างกลับตาลปัตร

ตัวเลขยอดขายเดือนมกราคมที่ผ่านมา มันไม่ใช่แค่ “การสะดุด” แต่มันคือสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดง เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง BYD มียอดขายตกลงอย่างน่าใจหาย ในขณะที่ผู้ท้าชิงรายเดิมที่ซุ่มเงียบมานาน กลับทำผลงานสวนกระแส และกำลังก้าวขึ้นมาทวงบัลลังก์คืน

วันนี้ผมจะพาไปดูเบื้องลึกเบื้องหลังของศึกครั้งนี้ครับ ว่าทำไม Geely ถึงกลับมาผงาดได้ในวันที่ตลาดซบเซา และทำไม BYD ถึงกำลังเจอกับโจทย์ที่ยากที่สุดในรอบหลายปี

เรื่องราวนี้ไม่ใช่แค่การขายรถ แต่มันคือสงครามศักดิ์ศรี สงครามเทคโนโลยี และกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จะกำหนดอนาคตของยานยนต์โลก

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://is.gd/nqK2gJ

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://is.gd/Cu5dZW

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://is.gd/VZuamh

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/mu4rFlrPWF8

กำไร 3,000% แต่ขายทิ้ง! Warren Buffett ไม่เอา BYD แล้ว นี่คือสัญญาณอะไร?

ถ้ามีการลงทุนครั้งหนึ่ง ที่เปลี่ยนเงินของคุณให้งอกเงยขึ้นมา 30 เท่า คุณจะทำอย่างไรกับมันครับ?

แน่นอนว่าคนส่วนใหญ่คงตอบว่า “ก็ถือต่อไปสิ” เพราะหุ้นที่ให้ผลตอบแทนระดับนี้ ย่อมเป็นหุ้นในฝันที่หาได้ยากยิ่งในชีวิต

แต่ถ้าคนที่ตัดสินใจขายหุ้นตัวนี้ทิ้งทั้งหมด คือ Warren Buffett นักลงทุนที่ได้รับการยอมรับว่าเก่งที่สุดในโลกคนหนึ่ง เรื่องราวก็คงน่าสนใจขึ้นมาทันที

เมื่อไม่นานมานี้ วงการลงทุนทั่วโลกต่างจับจ้องไปที่ข่าวใหญ่ชิ้นหนึ่ง นั่นคือ Berkshire Hathaway บริษัทของปู่ Buffett ได้ขายหุ้น BYD บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน ที่ถือมายาวนานถึง 16 ปี…จนหมดเกลี้ยงพอร์ต

การตัดสินใจครั้งนี้สร้างความประหลาดใจให้หลายคน เพราะนี่คือหนึ่งในดีลที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์ของ Berkshire เป็นการลงทุนที่เปลี่ยนเงิน 232 ล้านดอลลาร์ ให้กลายเป็นกำไรมหาศาลราว 7 พันล้านดอลลาร์

คำถามสำคัญจึงเกิดขึ้น…ทำไม?

ทำไมปรมาจารย์ด้านการลงทุนเน้นคุณค่า ผู้มีปรัชญา “ซื้อแล้วถือยาว” เป็นเครื่องหมายการค้า ถึงเลือกที่จะบอกลาหุ้นสุดรัก ที่เปรียบเสมือนเครื่องจักรผลิตเงินสดของเขา

เรื่องราวทั้งหมดนี้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการขายทำกำไร แต่มันคือมหากาพย์การลงทุน ที่เต็มไปด้วยวิสัยทัศน์ ความเชื่อมั่นในตัวบุคคล และบทเรียนที่ล้ำค่า

ย้อนกลับไปในปี 2008 โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Hamburger Crisis ตลาดหุ้นทั่วโลกดิ่งเหว นักลงทุนต่างเทขายสินทรัพย์ทุกอย่างที่ขวางหน้า บรรยากาศเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

แต่ท่ามกลางความโกลาหลนั้น สองคู่หูนักลงทุนในตำนานอย่าง Warren Buffett และเพื่อนซี้ของเขา Charlie Munger กลับมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น…นั่นคือ “โอกาส”

และโอกาสนั้นก็ปรากฏขึ้นในรูปแบบของบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีน ที่คนส่วนใหญ่ในโลกตะวันตกแทบไม่เคยได้ยินชื่อ…บริษัทที่ชื่อว่า BYD

ถ้าใครติดตามสไตล์การลงทุนของ Buffett จะรู้ดีว่าเขาชื่นชอบบริษัทอเมริกันที่มั่นคง แบรนด์แข็งแกร่ง และอยู่ในธุรกิจที่เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน อย่างเช่น Coca-Cola หรือ American Express

แต่ BYD ในเวลานั้น คือภาพที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีจากจีน ที่กำลังพยายามบุกเบิกอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีการแข่งขันที่ดุเดือดและต้องใช้เงินทุนมหาศาล

การลงทุนครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการที่ Buffett กำลังฉีกตำราการลงทุนของตัวเองทิ้ง แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจเช่นนั้น?

คำตอบไม่ได้อยู่ที่ตัว Buffett ครับ แต่อยู่ที่คู่หูของเขา Charlie Munger

Munger คือคนที่มองเห็นเพชรในตม เขาเคยกล่าวว่า การลงทุนใน BYD คือ “ผลงานชิ้นโบแดง” ที่สุดที่เขาเคยทำให้กับ Berkshire เลยทีเดียว

สิ่งที่ทำให้ Munger เชื่อมั่นได้ขนาดนั้น ไม่ใช่ตัวเลขในงบการเงินหรือกราฟเทคนิค แต่คือชายที่ชื่อว่า Wang Chuanfu (หวัง ชวนฟู) ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ BYD

Wang Chuanfu ไม่ใช่นักธุรกิจทั่วไป เขาคือวิศวกรเคมีอัจฉริยะ ที่เริ่มต้นจากการเป็นนักวิจัยในหน่วยงานรัฐ ก่อนจะตัดสินใจออกมาสร้างอาณาจักรของตัวเองในปี 1995

ภารกิจแรกของเขาคือการผลิตแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟได้ เพื่อท้าชิงส่วนแบ่งตลาดจากยักษ์ใหญ่สัญชาติญี่ปุ่น และเขาก็ทำสำเร็จอย่างงดงาม

BYD กลายเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่ส่งของให้กับแบรนด์มือถือดังอย่าง Nokia และ Motorola ซึ่ง Munger ถึงกับเอ่ยปากชมว่าเป็น “เรื่องมหัศจรรย์”

แต่ Wang Chuanfu ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เขายังนำพาบริษัทเข้าสู่ธุรกิจชิ้นส่วนโทรศัพท์มือถือ และประสบความสำเร็จอีกครั้ง จน Munger เรียกว่าเป็น “มหัศจรรย์เรื่องที่สอง”

และแล้วก็มาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด เมื่อ Wang Chuanfu ตัดสินใจนำพา BYD กระโจนเข้าสู่อุตสาหกรรมรถยนต์

Munger ทึ่งในความสามารถและวิสัยทัศน์ของชายคนนี้มาก ถึงขนาดเคยให้คำนิยามอันโด่งดังไว้ว่า “ชายคนนี้คือส่วนผสมระหว่าง Thomas Edison และ Jack Welch”

หมายความว่า เขาเป็นทั้งสุดยอดนักประดิษฐ์ที่แก้ปัญหาทางเทคนิคได้อย่าง Edison และเป็นสุดยอดผู้บริหารที่สามารถผลักดันให้งานสำเร็จลุล่วงได้อย่าง Jack Welch

Munger พยายามอย่างหนักที่จะโน้มน้าวให้ Buffett เห็นด้วยกับการลงทุนนี้ ในช่วงแรก Buffett เองก็ยังลังเล เพราะมันอยู่นอกเหนือขอบข่ายความเชี่ยวชาญของเขา

แต่ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าของ Munger ที่มองทะลุไปถึงศักยภาพของ Wang Chuanfu ในที่สุด Buffett ก็ยอมตกลง

และนั่นคือจุดเริ่มต้น…ในปี 2008 Berkshire Hathaway ได้ใช้เงิน 232 ล้านดอลลาร์ เข้าซื้อหุ้น BYD จำนวน 225 ล้านหุ้น

หลังจากที่ Berkshire เข้าลงทุน โลกก็ได้ประจักษ์ถึงการเติบโตแบบก้าวกระโดดของ BYD พวกเขาใช้ความเชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า มาเป็นอาวุธหลักในการแข่งขัน

BYD สามารถพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ของตัวเองที่ชื่อว่า “Blade Battery” ซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากในด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ทำให้พวกเขาสามารถควบคุมต้นทุนและเทคโนโลยีได้เหนือกว่าคู่แข่ง

ราคาหุ้น BYD พุ่งทะยานราวกับติดจรวด จากราคาที่ Buffett ซื้อแค่เพียงหุ้นละประมาณ 1 ดอลลาร์กว่าๆ มีช่วงหนึ่งที่ราคาเคยพุ่งขึ้นไปมากกว่า 50 เท่า

มูลค่าการลงทุนของ Berkshire จากเงินต้น 232 ล้านดอลลาร์ ได้เติบโตจนเคยมีมูลค่าสูงสุดถึง 9 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมิถุนายน ปี 2022

ตลอดระยะเวลาเกือบ 14 ปีเต็ม Berkshire ไม่เคยขายหุ้น BYD ออกมาเลยแม้แต่หุ้นเดียว นี่คือบทพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงปรัชญาการลงทุนแบบอดทนรอคอย ที่ Buffett ยึดมั่นมาตลอด

แต่แล้ว…จุดเปลี่ยนของเรื่องราวก็มาถึง

ในเดือนกรกฎาคม 2022 มีข่าวแพร่ออกมาว่า Berkshire ได้นำหุ้น BYD ทั้งหมดที่ถืออยู่ เข้าไปอยู่ในระบบของตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว นี่คือการส่งสัญญาณบอกทุกคนว่า “ฉันพร้อมที่จะขายแล้ว”

และหลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็เริ่มต้นการ “ทยอยขาย” หุ้นออกมาจริงๆ

คำถามเดิมกลับมาอีกครั้ง…ทำไมล่ะ? ในเมื่อบริษัทยังคงเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างประเทศจีน และผลประกอบการก็ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

Buffett ได้ให้คำตอบเรื่องนี้ไว้ในงานประชุมผู้ถือหุ้น เขาชี้ไปที่ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นมาอย่างมหาศาล และบอกว่าเขาเห็นโอกาสในการนำเงินไปลงทุนในที่อื่นที่อาจให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า

นี่คือหัวใจสำคัญที่เราต้องทำความเข้าใจ ปรัชญาของ Buffett ไม่ใช่การ “ซื้อและถือตลอดไป” แบบไม่ลืมหูลืมตา แต่คือการ “ซื้อธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ในราคาที่สมเหตุสมผล”

เมื่อราคาหุ้น BYD พุ่งขึ้นไปหลายสิบเท่า มันอาจจะเกินกว่ามูลค่าที่ Buffett ประเมินไว้ไปมากแล้วก็เป็นได้ การขายทำกำไรออกมาเพื่อไปหาโอกาสใหม่ๆ ที่ราคายังไม่แพง จึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันในตลาดรถ EV ของจีนที่รุนแรงขึ้นทุกวัน มีผู้เล่นหน้าใหม่กระโดดเข้ามามากมาย

รวมไปถึงความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ที่อาจสร้างความไม่แน่นอนให้กับการลงทุนในระยะยาว

การตัดสินใจขายจึงไม่ใช่การทำตามอารมณ์ แต่เป็นการประเมินอย่างรอบด้านและเป็นระบบ

Berkshire ค่อยๆ ลดสัดส่วนการถือครองลงมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในที่สุด รายงานผลประกอบการไตรมาสแรกของปีนี้ก็ได้ยืนยันว่า พวกเขาได้ขายหุ้นส่วนที่เหลือออกไปจนหมดแล้ว

เป็นการปิดฉากการลงทุนที่ยาวนานถึง 16 ปีลงอย่างสมบูรณ์

บทสรุปของมหากาพย์ครั้งนี้คือ Berkshire Hathaway เปลี่ยนเงิน 232 ล้านดอลลาร์ ให้กลายเป็นเงินประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ สร้างผลตอบแทนได้ถึง 30 เท่า

แต่สิ่งที่ล้ำค่ากว่าตัวเลขกำไร คือบทเรียนที่เราสามารถเรียนรู้จากเรื่องราวทั้งหมดนี้

บทเรียนแรกคือ การเดิมพันกับ “คน” สำคัญไม่แพ้การเดิมพันกับ “บริษัท” ดีลนี้อาจไม่เกิดขึ้นเลย หาก Munger ไม่ได้มองเห็นอัจฉริยภาพในตัว Wang Chuanfu

บทเรียนที่สองคือ พลังของ “ความอดทน” การถือหุ้นที่ดีเป็นเวลา 14 ปีโดยไม่หวั่นไหวต่อความผันผวนระหว่างทาง คือสิ่งที่แยกนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จออกจากคนทั่วไป

บทเรียนที่สามคือ ศิลปะของการ “ขาย” นักลงทุนส่วนใหญ่มักหมกมุ่นกับการหาจุดซื้อ แต่ Buffett แสดงให้เห็นว่าการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะขายนั้นสำคัญไม่แพ้กัน เขาขายตอนที่ทุกอย่างยังดูดี เพราะราคาได้สะท้อนความคาดหวังไปมากแล้ว

และบทเรียนสุดท้ายคือ การไม่ยึดติดกับความสำเร็จในอดีต แม้ BYD จะเป็นหุ้นที่รักและสร้างความมั่งคั่งให้มหาศาล แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป เขาก็พร้อมที่จะปล่อยมือและเดินหน้าต่อไปหาโอกาสใหม่ๆ

เรื่องราวของ Buffett กับ BYD จึงไม่ใช่แค่ตำนานการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนอย่างน่าทึ่ง แต่มันคือ Masterclass การลงทุนฉบับสมบูรณ์ ที่สอนเราตั้งแต่การมองหาโอกาส การเชื่อมั่นในผู้นำ ความอดทนรอคอย และที่สำคัญที่สุดคือ…วินัยในการตัดสินใจขาย เมื่อเรื่องราวอันสวยงามได้เดินทางมาถึงบทสุดท้ายของมันแล้วนั่นเองครับผม

References : [businessinsider, cnbc, reuters, bloomberg, finance .yahoo]