การปฏิวัติยูเครน Winter On Fire (Ukraine’s Fight For Freedom)

เป็นเวลากว่าร้อยปี ที่ ประเทศยูเครน เป็นจุดกึ่งกลางระหว่างฝั่งตะวันตก และ ตะวันออกของประเทศรัสเซีย ซึ่งในที่สุดในปี 1991 ยูเครนก็ได้รับเอกราช

การเมืองของยูเครนนิ่งมานาน จนการมาถึงของ วิคเตอร์ ยานูโควิช ในช่วงปี 2013 ผู้นำคนสำคัญที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ประเทศยูเครนอย่างสิ้นเชิง จากการที่เขาเป็นคนฝักใฝ่ฝ่ายรัสเซีย และออกห่างจากยุโรป ซึ่งเป็นวิธีการที่ชาวยูเครนส่วนใหญ่รับไม่ได้ เพราะเป็นการพาประเทศเดินถอยหลังกับการไปคบหากับรัสเซีย

จุดเริ่มต้นของการปฏวัตินั้นเริ่มที่จตุรัส ไมดาน กลางกรุงเคียฟ เมืองหลวงของรัสเซีย ซึ่งเริ่มมีประชาชนที่ไม่พอใจ ประธานาธิบดี ยานูโควิช ได้ทยอย ๆ เข้าร่วมร่วมกับผู้นำฝ่ายค้าน ที่มาเข้าร่วมชุมนุมกับประชาชน

ด้วยกระแสทาง Social Network อย่าง Facebook ทำให้ประชาชนเริ่มทยอยมาที่จตุรัสไมดานมากขึ้นเรื่อย ๆ เป็นการต่อสู้ด้วยพลังของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่มีม๊อบจัดตั้งแบบบางประเทศแถวเอเชีย

ประชาชนต้องการเรียกร้องให้นำยูเครนเข้าสู่สหภาพยุโรป โดยวันแล้ววันเล่าที่ประชาชนต่างมาเรียกร้อง ก็ยังไม่มีการตอบสนองจากรัฐบาลเกิดขึ้น

เริ่มมีการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทางรัฐบาลส่งมาปราบปราม ภาพการปะทะนั้นได้รับการเผยแพร่ไปทั่ว Social Network รวมถึงช่องทีวีดัง ๆ จากทั่วโลก

หลังจากการถูกปราบปรามจากตำรวจที่จตุรัส ไมดานแล้วนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ก็ได้หนีไปยังโบสถ์ เซ็นต์ไมเคิล หรือ วิหารทองคำ  และเริ่มมีการจัดระเบียบการชุมนุมมากขึ้น เริ่มมีส่วนของสเบียงอาหาร รวมถึง มีส่วนของศูนย์การแพทย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ชุมนุม ซึ่งในช่วงเริ่มต้นของการชุมนุมนั้น ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นวัยรุ่นยุคใหม่ทั้งสิ้น

หลังจากการถูกปราบปรามในครั้งแรกก็ทำให้เริ่มมีประชาชนหลั่งไหลมาจากทั่วทุกสารทิศ ทั่วประเทศเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงเฉพาะประชาชนเมืองเคียฟแล้วเท่านั้น ซึ่งทำให้ขนาดของการชุมนุมมีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าครั้งแรกที่จตุรัสไมดานอย่างเห็นได้ชัด

คนนับแสนเริ่มหลั่งไหลเข้าสู่ใจกลางเมืองเคียฟ ไม่ใช่แค่เพียงเหล่านักศึกษารุ่นใหม่อีกต่อไป ชาวยูเครนต่างพร้อมใจกันเป็นฝ่ายเดียว ไม่มีแบ่งแยกสี จากนั้นก็เดินหน้ากลับไปที่จตุรัสไมดานอีกครั้ง

ซึ่งคราวนี้ เหล่าคนดังทั้งหลาย รวมถึง เซเลบชื่อดัง ต่างมาร่วมชุมนุมด้วยทั้งสิ้น ทำให้การชุมนุมกลับมาครึกครื้นขึ้นอีกครั้งหลังจากการถูกปราบปรามในครั้งแรก

หลายคนที่โกรธแค้นจากที่ถูกปราบปรามในครั้งแรกนั้น เริ่มคิดแผนที่จะยึดทำเนียบประธานาธิบดี ที่อยู่ไม่ไกลจาก จตุรัสไมดาน ซึ่งคราวนี้เริ่มมีการใช้ความรุนแรงขึ้นจากกลุ่มผู้ชุมนุมเอง ตำรวจก็ต้องเริ่มจัดการโดยใช้แก๊สน้ำตาอีกครั้ง และ ด้วยจำนวนตำรวจที่มาป้องกันนั้นมีมากกว่าชุมนุม พร้อมอาวุธคือ กระบอง ที่ใช้ในการจัดการผู้ชุมนุม

การปะทะกันรอบสองนี้ทำให้ผู้ชุมนุมบาดเจ็บไปเป็นจำนวนมากกว่าครั้งแรก หลายคนบาดเจ็บสาหัส จากการกระทำของกลุ่มตำรวจ ทำให้ภาพเหล่านี้กระจายไปยังวงกว้าง ผ่านทั้ง Social Media รวมถึงช่องทีวีต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ

หลังจากนั้นเริ่มมีกระแสกดดันจากนานา ประเทศ เริ่มได้ส่งตัวแทนเข้ามาเจรจาปัญหากับรัฐบาลยูเครน เพื่อให้แก้ปัญหานี้อย่างสันติ

แต่ท่าทีของรัฐบาลนั้นเริ่มชัดเจนว่า ต้องการกวาดล้างผู้ชุมนุมสร้างความวุ่นวายให้หมด โดยยกกองกำลังตำรวจจำนวนมหาศาล มาล้อมจตุรัสไมดานไว้

ซึ่งในคืนวันที่ 11 ธันวาคมของ ปี 2013 สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยน เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่พยายามผลักดันผู้ชุมนุมให้สลาย ไม่สามารถต้านทานพลังของผู้ชุมนุมที่เข้ามามากขึ้นได้ ทำให้ต้องถอนกำลังออกไป เริ่มมีการประนามจากนานาประเทศ เนื่องจากเหล่าผู้ชุมนุม ส่วนใหญ่ได้มีการชุมนุมอย่างสันติ

เมื่อถึงวันที่ 20 ของการชุมนุม รูปแบบการชุมนุม ก็พร้อมมากขึ้น มีการฝึกปฏิบัติกับสถานการณ์หากถูกสลายการชุมนุม เริ่มมีการตั้งสิ่งกีดขวาง ไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าถึงได้ รวมถึง เริ่มมีหน่วยลาดตระเวนบริเวณที่ชุมนุม เพื่อรักษาความปลอดภัย และไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มมือที่สามที่มีโอกาสเข้ามาสร้างสถานการณ์ รวมถึงกลุ่มผู้นำศาสนาเริ่มเข้ามามีบทบาทกับการชุมนุมมากยิ่งขึ้น

ในที่สุด ชาวยูเครนก็ต้องมาฉลองปีใหม่ที่จตุรัสไมดาน ร่วมกัน เค้าดาวน์ ต้อนรับปีใหม่ 2014 ร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุม กว่าแสนชีวิต

หลังจากนั้นการชุมนุมก็ยืดเยื้อมากว่า 2 เดือน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่เป็นรุปธรรม ตามความต้องการของผู้ชุมนุมเลย พรรคฝ่ายค้านที่ไปทำหน้าที่ในสภาก็ไม่สามารถทำให้อะไรดีขึ้นไปได้ มีแต่การประชุม ๆ ซึ่งไม่มีอะไรคืบหน้าสำหรับเหล่าผู้ชุมนุมเลย รวมถึง ทาง ยานูโควิช ก็แสดงเจตจำนงให้ปล่อยให้การชุมนุมยืดเยื้อไปอย่างงี้ และไม่ได้ตอบสนองใด  ๆกับสิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกร้อง

กลุ่มผู้ชุมนุม เริ่มไม่เชื่อ กับการแก้ไขปัญหาโดยนักการเมือง เริ่มมีการต่อสู้อย่างจริงจรังกับตำรวจ โดยมีการปะทะกันหลายครั้ง ซึ่งรอบนี้ตำรวจเริ่มใช้ไม้แรงขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มยิงกระสุนยาง เพื่อต้านกลุ่มผุ้ชุมนุม แต่เนื่องจากสถานการณ์เริ่มยืดเยื้อมานาน ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุม ไม่กลัวตำรวจอีกต่อไป รวมถึง มีการฝึกรับมือมาอย่างดี ทำให้ เริ่มมีการใช้ความรุนแรงจากทั้งสองฝ่ายมากยิ่งขึ้น กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มใช้อาวุธอย่าง ระเบิดเพลิง  เริ่มมีการจุดไฟเผายาง เพื่อป้องกันไม่ให้ตำรวจเข้าจู่โจม สถานการณ์เริ่มเลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ

พอถึงวันที่ 63 ของการชุมนุม เริ่มมีความอลหม่านมากยิ่งขึ้น ตำรวจเริ่มจะมีการสลายการชุมนุมอีกครั้ง ตอนนี้สถานการณ์เริ่มร้ายแรง ตำรวจเข้าทำลาย แม้กระทั่ง สถานพยาบาลชั่วคราวที่ไว้รักษาอาการบาดเจ็บของผู้ชุมนุม  เริ่มมีการใช้กระสุนจริง กับผู้ชุมนุม ทำให้มีคนตายในที่สุด

หลังจากยืดเยื้อไปถึงวันที่ 90  ก็ได้มีการปะทะครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ณ ขณะนี้ จตุรัส ไมดาน กลายเป็นกองเพลิงขนาดใหญ่ ที่ผู้ชุมนุมต่างจุดไฟเผา เพื่อไล่กลุ่มตำรวจ ต้องบอกว่า สถานการณ์เลวร้ายแบบสุด ๆ เริ่มมีการเผาตึกรามบ้านช่อง ทำให้เคียฟ กลายเป็นทะเลเพลิง เริ่มมีผู้เสียชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุม และ ตำรวจ  เริ่มกลายเป็นสงครามกลางเมืองเข้าไปทุกที ตอนนี้เริ่มมีการใช้อาวุธหนักเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตำรวจเริ่มนำปืนกลมาใช้ รวมถึง สไนเปอร์ เพื่อดักยิงกลุ่มผู้ชุมนุม แต่กลุ่มผู้ชุมนุม ก็ยังไม่มีท่าทีจะยอมแพ้แต่อย่างใด แม้ต้องเอาตัวเองไปรับกระสุน เพื่อช่วยเหลือเพื่อนที่บาดเจ็บออกมาก็ตาม

หลังจากผ่านวันสุดเลยร้าย รัฐบาลเริ่มโอนอ่อน เริ่มมีการเสนอทางเลือกให้ มีการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2014  แต่ต้องบอกว่าหลังจากความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงนั้น กลุ่มผู้ชุมนุม ไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว ต้องการให้ ยานูโควิช ลาออกเท่านั้น

สุดท้ายด้วยความกดดันจากทุกทาง ที่มีมาเรื่อย ๆ รวมถึงผู้คนที่ล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ประชาชนก็ไม่ยอม ต้องให้เค้าออกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สุดท้าย ยานูโควิช ก็ทนความกดดันไม่ไหว ต้องหนีออกจากเคียฟไปในที่สุด  และชัยชนะ ก็เป็นของเหล่าผู้ชุมนุมในที่สุด เป็นการสิ้นสุดการปฏิวัติ ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งนึงของโลกเราเลยก็ว่าได้

การปฏิวัติยูเครน บ่งบอกอะไร เมื่อ เปรียบเทียบกับการชุมนุมในไทย?

ต้องบอกว่าการปฏิวัติครั้งนี้ ถือเป็นผลสำเร็จของการชุมนุมโดยประชาชนโดยแท้จริง สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่สามารถทนต่อแรงกดดัน ที่ประชาชนต่อสู้มาอย่างยาวนานต่อเนื่องได้ จุดเปลี่ยนสำคัญน่าจะเกิดจากการใช้กำลังจนเริ่มควบคุมไม่อยู่ ทำให้มีการสังหารประชาชนโดยใช้กระสุนจริง ๆ และอาวุธที่ร้ายแรงอย่างต่อเนื่อง ๆ

ต้องบอกว่าการชุมนุมประท้วงครั้งนี้นั้น เป็นพลังบริสุทธิ์ ที่มาจากประชาชนโดยแท้จริง  ๆ ซึ่งหากเราเทียบกับการประท้วงของประเทศเรา ซึ่งอยู่ในห้วงเวลาเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของฝั่งเสื้อแดง หรือ รอบล่าสุดอย่าง การชุมนุม ของกปปส. นั้น มันมีนัยยะทางการเมือง ของนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง จะบอกว่าเป็นการชุมนุมที่เหมือนกับยูเครนมั๊ย ต้องบอกว่าต่างกันสิ้นเชิง

ที่ยูเครน เค้าสู้ด้วยพลังที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง แม้จะมีแกนนำที่เป็นนักการเมืองฝ่ายค้านอยู่ด้วย แต่สุดท้าย เค้าก็ไม่เชื่อแกนนำเหล่านี้อยู่ดี เพราะมีผลประโยชน์ทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ถึงแม้จะมีคนตายจำนวนมาก เค้าก็พร้อมที่จะฝ่าดงกระสุน โดยใช้เพียงโล่เป็นเกราะป้องกันเท่านั้น จะเห็นได้ถึงความบริสุทธิของพลังมวลชนจริง ๆ

จุดจบของการประท้วงหลายครั้ง ก็ เริ่มมาจากความรุนแรง จากฝั่งรัฐบาลทั้งนั้น ถ้าปราบปรามได้สำเร็จก็ถือเป็นผู้ชนะ แต่ที่ยูเครน แม้จะใช้กำลังยังไง ประชาชนก็ต่อสู้จนหยดสุดท้ายของชีวิต โดยแทบไม่มีอาวุธในการต่อกรกับตำรวจเลย ต่างจากประเทศไทยเรา ที่ได้มีการนำกลุ่มกองกำลัง มาสู้กับรัฐ ซึ่งมันกลายเป็นสงครามกลางเมืองดี ๆ นี่เอง ซึ่งในไทยสุดท้ายแล้ว คนที่เป็นเหยื่อก็คือผู้ร่วมชุมนุม ที่ไปปฏิบัติตามแกนนำ เช่นการไปเผาสถานที่ราชการ หรือ การใช้อาวุธมาต่อสู้กับทหาร จุดจบของการชุมนุมทุกครั้งของประเทศไทย คือ ความพ่ายแพ้

แม้ใครจะบอกว่า กปปส สามารถชุมนุมจนชนะล้มล้างนายกยิ่งลักษณ์จนสุดท้ายหนีออกไปอยู่ต่างประเทศได้ แต่ต้องบอกว่า การยืมมือทหาร เข้ามาปฏิวัติ แบบที่ไทยเราเคยเจอมาตลอดในรอบ 20 ปีหลัง  นี่แหละเป็นความพ่ายแพ้อย่างแท้จริงของการชุมนุมในไทย ซึ่งเทียบไม่ได้เลยกับการปฏิวัติของยูเครน โดยพลังบริสุทธิ์ของประชาชนโดยแท้จริง

References : netflix.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Silvio Berlusconi : The Rise and Fall

ต้องบอกว่าเป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีข่าวเด่นดังไปทั่วโลกเลยสำหรับ อดีตนายกรัฐมนตรีของอิตาลีอย่าง Silvio Berlusconi หลายท่านอาจจะรู้จักเขาในนามเจ้าของสโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่อย่าง AC Milan  แต่ไม่ว่าในฐานะใด Silvio Berlusconi ก็มีประวัติที่น่าสนใจ จน netflix นำชีวประวัติของเค้ามาออกฉาย ใน My Way: The Rise and Fall of Silvio Berlusconi

ต้องบอกว่า Silvio Berlusconi นั้นมีประวัติที่น่าสนใจมาตั้งแต่เด็ก เค้าเกิดมาในครอบครัวชนชั้นกลางเท่านั้น และต้องอพยพครอบครัวหนีจากเมืองมิลานไปตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากผลของการเข้าโจมตีของสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2

ต้องถือว่าเป็นการเริ่มต้นเรื่องราวชีวิต ที่ลำบากไม่ใช่น้อยเลยสำหรับ Silvio Berlusconi ในวัยเด็ก ตอนเด็ก ๆ ในสมัยที่ยังเรียนในโรงเรียนคาทอลิค นั้น ยังไม่ฉายแววผู้นำที่จะกลายมาเป็นบุคคลสำคัญของประเทศอิตาลีแต่อย่างใด ซึ่งเค้าได้ยอมรับว่าสมัยเด็กนั้นโดนเพื่อนคนนึงแกล้งอยู่ตลอดเวลา

จุดเปลี่ยนที่สำคัญในวัยเด็กของ Silvio Berlusconi

สำหรับเด็กที่ต้องย้ายถิ่นฐานเข้ามา แถมยังตัวเล็กกว่าใครเค้าในสมัยเด็ก จึงถูกกลั่นแกล้งจากเพื่อนร่วมชั้นอยู่บ่อยครั้ง จนสุดท้ายเค้าทนจากการกลั่นแกล้งไม่ไหว ได้ทำการสู้ด้วยการกระชากคอเพื่อนที่ชอบแกล้งเขา แล้วนำไปกดน้ำ แล้วย้ำว่า “ใครคือนายแก” ซึ่งภาพในวันนั้นของ Silvio Berlusconi ทำให้เพื่อนร่วมชั้นมองเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แล้วหลังจากนั้น เขาก็ได้กลายเป็นผู้นำของเหล่านักเรียนร่วมชั้นในทันที จึงเป็นที่มาของความแข็งแกร่ง อดทน และไม่ย่อท้อของ Silvio Berlusconi มาจนถึงปัจจุบันเลยก็ว่าได้

ชีวิตวัยรุ่นกับทางเดินในการเป็นนักดนตรี

ต้องบอกว่าในช่วงแรก ๆ นั้น Silvio Berlusconi ไม่มีแววว่าจะมาทำธุรกิจเลยด้วยซ้ำ ในช่วงวัยรุ่น เค้าค่อนข้างที่จะหันเหชีวิตไปเอาดีทางด้านดนตรี ซะมากกว่าด้วยซ้ำ โดยเป็นพนักงานในเรือสำราญ ซึ่งทำหลายหน้าที่มากทั้ง เป็น Guide เมื่อเรือลงจอดตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นนักดนตรีกลางคืน รวมถึงร่วมร้องเพลงด้วยในบางโอกาส ซึ่ง ดูไม่มีวี่แววที่เค้าจะมาเป็นนักธุรกิจที่่ยิ่งใหญ่ได้เลย

แต่แล้วโชคชะตาก็เหมือนเป็นใจ ให้เค้าต้องกลับบ้านมาหาพ่อ ซึ่งเป็นนายแบงค์ใหญ่ อยู่ที่เมืองมิลาน โดยพ่อเค้าได้ตามตัวเค้าจนพบ แล้วได้บอกกับ Silvio Berlusconi  ว่า “แกจะเป็นนักดนตรี ไปตลอดชีวิตเลยหรือ” ซึ่งสุดท้าย เค้าก็ต้องทิ้งอาชีพนักดนตรีที่แสนรัก กลับบ้านมาพร้อมกับพ่อของเขา แล้วกลับมาเรียนต่อด้านกฏหมายที่ประเทศฝรั่งเศษ เพื่อประกอบอาชีพเหมือนคนอื่น ๆ ในยุคนั้น

การก้าวเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง กับการเริ่มต้นธุรกิจของ Silvio Berlusconi ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ว่าแหล่งที่มาของเงินจำนวนมากตอนเริ่มธุรกิจแรก ๆ มาจากไหน แม้ทาง Silvio Berlusconi จะออกมาปฏิเสธว่าเงินมาจากธนาคาร จากแหล่งเงินใน สวิสเซอร์แลนด์ แต่ นักวิเคราะห์ หลาย ๆ คนก็มีหลักฐานหลายอย่างที่เชื่อมโยง เงินของ Silvio Berlusconi กับ แก๊งมาเฟียของอิตาลี ที่ใช้ Silvio Berlusconi มาฟอกเงินให้พวกเขาผ่านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

ถ้าพูดกันตรง ๆ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ที่เราจะได้เห็นเงินเถื่อนมาฟอกผ่านธุรกิจที่สวยหรู ทั้งที่ไม่รู้ว่าแหล่งที่มาของเงินนั้นมาจากไหน แม้กระทั่งในไทยเอง ก็มีเรื่องแบบนี้อยู่เป็นจำนวนมาก เพราะเงินที่ได้มาจากธุรกิจสีดำ หรือ เทา สุดท้ายก็ต้องฟอกกลับมาเป็นเงินปรกติ ให้สามารถนำมาใช้ได้อย่างปลอดภัย

ต้องบอกว่าในยุคเริ่มต้นธุรกิจของ Silvio Berlusconi นั้น ยุคนั้นเป็นยุคมาเฟียครองอิตาลีเลยก็ว่าได้ ซึ่งแม้สุดท้าย เค้ายังไม่ถูกตัดสินความผิดจากคดีฟอกเงินนี้จริง ๆ ก็ตาม แต่ต้องบอกว่า จากหลักฐานต่าง ๆ ที่มีอยู่นั้น เชื่อมโยงเขากับ เหล่ามาเฟียชื่อดังของอิตาลีแน่ ๆ

แต่เนื่องจากว่า Silvio Berlusconi นั้นเป็นคนประเภทที่ชอบบุกเบิกอะไรใหม่ ๆ ให้กับวงการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ทำให้ในยุคนั้นธุรกิจของเขาสามารถเติบโตได้อย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเศรษฐี หมื่นล้าน ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี รวมถึงในยุคนั้น ช่วงปี 1960-1970 นั้นถือเป็นยุคเฟื่องฟูของอสังหาริมทรัพย์ของอิตาลีด้วย ทำให้บริษัทของเขาทะยานเติบโตอย่างรวดเร็วจนเป็นที่น่าอิจฉาของคู่แข่ง

ก้าวเข้าสู่วงการโทรทัศน์

เมื่อถึงจุดอิ่มตัวกับวงการอสังหาริมทรัพย์ Silvio Berlusconi ก็เริ่มสนใจที่จะเข้าสู่วงการโทรทัศน์ ซึ่งในขณะนั้นเพิ่งเริ่มตั้งไข่ ในยุคนั้น ช่องทีวี มีแต่รายการของรัฐเท่านั้น นำมาซึ่ง อำนาจในการกระจายข่าวสารของเพียงเหล่านักการเมือง ธุรกิจใดต้องการที่จะมาลงโฆษณา ก็ต้องมี connection ที่ดีกับนักการเมืองที่คุมรัฐบาลอยู่เท่านั้น ไม่ได้เปิดพื้นที่เสรีเหมือนอย่างในปัจจุบัน

แต่ Silvio Berlusconi นั้นมองเห็นช่องทางในการเข้าสู่ธุรกิจนี้ เนื่องจากกฏหมายยังไม่เปิดกว้างนักให้ได้รับช่องทีวีที่ Broadcast ไปทั่วประเทศ มีเพียงแค่ช่องรัฐเท่านั้น ที่สามารถที่จะ Broadcast ไปได้ทั้งประเทศ แต่มีช่องโหว่อยู่อย่างนึงคือ ช่องทีวีท้องถิ่นสามารถที่จะให้เอกชนเข้ามาสัมปทานได้  โดย Silvio Berlusconi นั้นได้คิดแผนการในการรวมเครือข่าย Network ของ ช่องทีวีท้องถิ่นตามเมืองต่าง ๆ ครอบคลุมทั้งประเทศอิตาลี ซึ่งก็เปรียบเสมือน การที่จะได้ Broadcast ไปยังทั้งประเทศได้เหมือนกับทีวีรัฐ

โดยเทคนิคของ Silvio Berlusconi นั้นคือ การให้ ช่องทีวีในเครือข่ายใช้รายการเดียวกันในการออกอากาศทั้งประเทศ โดยใช้ เทปจาก 4 วันก่อนหน้า เช่น รายการที่จะออกอากาศในวันอาทิตย์ จะถูกถ่ายทำในวันพฤหัสฯ แล้วถูกส่งต่อไปยังเครือข่ายทีวีของเค้าที่ได้ทำการซื้อมาทั่วประเทศ เพื่อให้ออกอากาศรายการเดียวกันพร้อมกันได้ทั่วทั้งประเทศ

เทคนิคนี้ทำให้ Silvio Berlusconi สามารถที่จะหา sponsor โฆษณา ได้จากผลิตภัณฑ์ใหญ่ ๆ ที่มีฐานลูกค้าอยู่ทั่วประเทศได้ ซึ่งแตกต่างจากหากเป็นทีวีท้องถิ่นนั้น สปอนเซอร์ที่จะลงโฆษณาจะมีเพียงแค่ ผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นนั้นๆ  เท่านั้น ทำให้มูลค่าโฆษณาสูงขึ้น และสามารถทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ รวมถึง ได้บุกเบิกเอารายการทีวีใหม่ ๆ ที่แต่เดิม ประเทศอิตาลี มีแต่รายการทีวีของภาครัฐเท่านั้น มีแต่รายการไม่น่าดูชมเท่าไหร่ เมื่อ Silvio Berlusconi ได้นำเอาวัฒนธรรมการดูทีวีจาก อเมริกา เข้ามาร่วมด้วย ทำให้ ช่องของเค้าดังจนฉุดไม่อยู่ สปอนเซอร์ ก็หลั่งไหลเทมา จนทำให้กลายเป็นเศรษฐีอันดับต้น ๆ ของ อิตาลีในขณะนั้น

เข้า Take Over ทีม AC Milan

ถ้าพูดถึงทีมอย่าง AC Milan ในยุคนั้น ราว ๆ ช่วงปลาย 1980 นั้นต้องบอกว่าเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทีมนึงในยุโรปเลยก็ว่าได้ นักเตะดัง ๆ ในสมัยนั้น จุดสูงสุดในอาชีพนักฟุตบอล คือการได้มาร่วมทีมอย่าง AC Milan ทีมยักษ์ใหญ่ของศึก กัลโช่ ซีเรียอา ของ อิตาลี ซึ่งตอนนั้นถือเป็นลีคฟุตบอลอันดับหนึ่งในขณะนั้น

การเข้ามา Take Over ทีม AC Milan นั้นเป็นบันไดของ Silvio Berluscon เพื่อก้าวเข้าสู่อาชีพนักการเมืองอย่างเต็มตัว ต้องบอกว่าในช่วงนั้น จากฐานแฟนบอลของทีม AC Milan ที่มีมหาศาล รวมถึงภาพลักษณ์ นักบุกเบิก และปฏิวัติ ธุรกิจต่าง ๆ ที่ผ่านมาของ Silvio Berlusconi ทำให้ภาพของเค้าดูดีมาก ๆ ในสายตาของประชาชนในขณะนั้น กอรปกับ เป็นยุคที่ต้องบอกว่า การคอร์รัปชั่นเต็มบ้านเต็มเมือง อิตาลี ในยุคนั้น ทำให้ประชาชนต้องการนักการเมืองใหม่ ๆ มาปฏิรูปประเทศ

ผลงานของทีม AC Milan หลังจากการเข้ามา take over ของ Silvio Berlusconi นั้นทำให้เหล่าแฟนบอลรัก Silvio Berlusconi มากยิ่งขึ้น เพราะสามารถกวาดแชมป์ได้อย่างมากมาย รวมถึงการคว้าถ้วยที่ใหญ่ที่สุดอย่าง ยูโรเปี้ยนคัพในขณะนั้น ทำให้เหล่าแฟนบอลคลั่งไคล้ Silvio Berlusconi มากยิ่งขึ้น ส่งผลต่อคะแนนนิยมทางด้านการเมืองกับ Silvio Berlusconi โดยตรง

การก้าวเข้าสู่แวดวงการเมือง

ด้วยฐานธุรกิจ ทั้งทางด้านวงการโทรทัศน์ และ ฐานจากแฟนบอล AC Milan ต้องบอกว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการเข้าสู่อาชีพนักการเมือง ของ Silvio Berlusconi เลยก็ว่าได้ รวมถึงความเน่าเฟะ ของการเมืองอิตาลีในขณะนั้น การคอรัปชั่น เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด

ทำให้เป็นเรื่องไม่ยากนักสำหรับ Silvio Berlusconi ที่จะชนะการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีอิตาลี  เค้าได้ตั้งพรรคที่ชื่อว่า Forza Italia ขึ้นมาใหม่ โดยรวมรวมเอานักการเมืองรุ่นใหม่เข้ามา รวมถึงแนวคิดใหม่ ๆ ของการหาเสียง ทั้งการหาเสียงผ่านช่องรายการมีวีของตัวเอง ทำให้สามารถเข้าถึงคนได้ทั้งประเทศ และการสร้างภาพลักษณ์ แบบ คิดใหม่ทำใหม่ จะมาปฏิรูปอิตาลีให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง ทำให้สามารถครองเสียงส่วนใหญ่ได้สำเร็จในการลงเลือกตั้งหนแรกของเค้า

บทบาทที่สำคัญในเวทีการเมืองโลก

เนื่องจากบุคลิกที่เป็นผู้นำที่เข้ากับคนได้ง่าย รวมถึงเป็นคนที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ยาวนานที่สุดของประเทศ อิตาลี ทำให้ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ นั้นมีความสนิทสนมกับผู้นำโลกหลายคน โดยคนที่เค้าสนิทที่สุดน่าจะเป็น วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีของรัสเซีย ซึ่งทาง ปูติน ได้กล่าวชม ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ หลายครั้ง รวมถึงปกป้องทุกครั้งที่มีการใส่ร้ายนายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่

แม้กระทั่งผู้นำเผด็จการอย่าง โมฮัมหมัด กัดดาฟี่ ประธานาธิบดีของลิเบีย ก็ถือเป็นเพื่อนซี้คนหนึ่งของ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ เช่นกัน โดย ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ นั้นมีแนวคิดที่น่าสนใจ กับเหล่าประเทศเผด็จการเหล่านี้ คือ เราไม่สามารถที่จะใช้ระบบประชาธิปไตยที่แท้จริงได้กับประเทศอย่าง ลิเบีย เนื่องจาก ลิเบีย มีชนเผ่าพื้นเมืองอยู่เป็นจำนวนมาก และ ก็ให้เกียรติ กัดดาฟี่ เหมือนหัวหน้าเผ่าของพวกเค้าทั้งหมด ซึ่ง ในกรณีประเทศอย่างลิเบียนั้น ความเป็นประชาธิปไตยอาจจะทำให้ประเทศล่มสลายได้จากการแก่งแย่งชิงอำนาจกันเองของชนเผ่าต่าง ๆ

ไม่เว้นแม้แต่ ผู้นำของอเมริการ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ นั้นถือว่าสนิทสนมอย่างมากกับ ประธานธิบดี George W Bush แห่งประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะเห็นได้ว่า ความสัมพันธ์ ที่ดีต่อผู้ำนำต่าง ๆ ของโลกเหล่านี้ นั้น มีผลอย่างยิ่งต่อบทบาท ของ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ในเวทีระดับโลก ซึ่งมักจะเป็นคนกลางในการไกล่เกลี่ยเจรจา ข้อพิพาทต่าง ๆ อยู่สม่ำเสมอ เนื่องจากเค้ามี connection ที่ดีเยี่ยมกับผู้นำหลาย ๆ ประเทศในยุคที่เค้ากำลังรุ่งเรืองอยู่

ผลงาน ที่ต้องยกเครดิต ให้กับ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ที่เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงในเวที ระดับโลก คือ การเป็นตัวตั้งตัวตีในการยุติสงครามเย็น ที่มีมาอย่างยาวนาน ระหว่าง อเมริกา กับ รัสเซีย ด้วยความสัมพันธ์ ที่ดีกับ ทั้ง ปูติน และ บุช จึงเป็นที่มาของการจัดประชุม เพื่อยุติสงครามเย็น ที่เป็นหลักไมล์สำคัญ ในการเปลี่ยนแปลงความตึงเครียดในเวทีการเมืองโลกในเรื่องสงครามเย็น โดยมีการจัดขึ้นที่กรุงโรม ประเทศ อิตาลี ที่ Partica di Mare ( Air base)

เมื่อชีวิตก้าวสู่ขาลง

ต้องบอกว่า ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ นั้น โดนเล่นงานจากระบบยุติธรรมของอิตาลี มาโดยตลอด แต่เค้าก็มักรอดมาได้เสมอ ในยุคที่เขายังเรืองอำนาจอยู่ วิธีการของเค้า แม้จะไม่ถูกนัก ไม่ว่าจะเป็นการติดสินบน เจ้าหน้าที่ หรือ การแก้ไขกฏหมายให้มีอายุความสั้นลง ทำให้เค้ารอดคดีต่าง ๆ มาได้โดยตลอด แต่ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเขา มักจะโดนคดี ไปเต็ม ๆ ไมว่าจะเป็นเรื่องตั้งแต่ข้อหาในการฟอกเงิน ในการเริ่มต้นธุรกิจของเค้า คนรอบตัวเขาก็โดนคดีกันหมด แต่ เค้ายังรอดมาได้

แม้จะรอดตัวจากคดีต่าง ๆ ในประเทศ ด้วยวิธีการที่สกปรกบ้าง แต่ปัญหาระดับประเทศ อย่างปัญหาเศรษฐกิจ นั้นเป็นจุดฉนวน สำคัญในยุคขาลงของ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ก็ว่าได้ สืบเนื่องจากปัญหาวิกฤติ การเงินโลก ทำให้ประเทศอิตาลี ก็ประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ เช่น เดียวกับ ประเทศ กรีซ ที่เกือบจะล้มละลาย

ถึงแม้เค้าจะสนิทสนมกับผู้นำบางกลุ่ม แต่ มีอีกกลุ่มที่ไม่เล่นด้วย อย่างเช่น ประธานาธิดี นิโคลาส ซาร์โกซี่ ของฝรั่งเศษ และ นาง อังเกลา แมร์เคล นายกรัฐมนตรีของเยอรมัน ที่เป็นกลุ่มเป็นเทศ ผู้นำของ EU อยู่ ซึ่งอยากให้ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ นั้นนำประเทศอิตาลี เข้าสู่การช่วยเหลือของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เป็นการด่วน

แต่ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ นั้น ไม่ยอมที่จะโดนบีบให้ยอมรับเงินของ IMF เรื่องนี้จะเป็นจุดสำคัญ ซึ่งเป็นการเมืองระหว่างประเทศ โดยเป้าหมายของ ซาร์โกซี่ และ แมร์เคล นั้น ต้องการบีบให้นายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ลาออก เพราะ ไม่ได้ชอบนิสัยของ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ อยู่แล้วด้วย เนื่องจาก ในเวทีระดับโลก บางที ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ นั้น รับปาก แต่ไม่ได้ทำตามที่รับปากอยู่บ่อยครั้ง

ซึ่งสุดท้ายประเด็นของเรื่องเศรษฐกิจ ที่ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ไม่สามารถแก้ไขปัญหาภายในประเทศได้ ทำให้คะแนนความนิยมของเค้าตกลงไปเรื่อย  ๆ   เป็นตัวชนวนให้สุดท้ายแล้วนั้น เค้าก็ต้องลาออกจากตำแหน่งแต่โดยดี เป็นการสิ้นสุดยุคเรืองอำนาจของ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่

เราได้เห็นอะไรจากผู้นำอย่าง ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่

ต้องบอกว่าการเมืองทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่ร่ำรวย หรือ ประเทศยากจน โลกที่สาม การเมืองก็คือการเมือง ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่เชื่อเรื่องระบบประชาธิปไตยในอุดมคติ การเมืองมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ที่ลงตัวกันของเหล่านักการเมืองต่าง ๆ เท่านั้น แต่ชีวิตที่น่าสนใจของ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ คือ เค้าเป็นคนที่ทรหดเป็นอย่างมาก ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ มามากมายทั้งในเวที ภายในประเทศ ที่ต้องต่อสู้กับระบอบยุติธรรม ที่สุดท้ายแล้ว เค้าก็สามารถเอาชนะได้ แม้จะใช้วิธีที่สกปรก อย่างไปแก้กฏหมาย หรือ แม้กระทั่งติดสินบนก็ตาม ซึ่งหากเรามองจริง ๆ แล้ว ก็ไม่ต่างจากประเทศไทยเท่าไหร่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปรกติของระบบการเมือง ที่มันเน่าเฟะในทุก ๆ  ที่ของโลก ไม่เว้นแม้แต่เจ้าตำรับ อย่าง ประเทศ อเมริกาเองก็ตาม (จะเขียนถึงใน Blog ถัด ๆ ไป)

แม้ภาพลักษณ์ที่ดูเผด็จการ แต่ก็ต้องบอกว่า เค้าก็สามารถที่จะนำอิตาลีฝ่าวิกฤติมาได้ในหลาย ๆ ครั้ง รวมถึงผลงานชิ้นสำคัญที่ต้องยกเครดิตให้คือ เป็นส่วนหนึ่งของการยุติ สงครามเย็น ระหว่าง อเมริกา และ รัสเซีย ซึ่งเนื่องมาด้วยความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดีของเขากับ ประธานาธิบดี ปูติน และ บุช ล้วน ๆ เรื่องนี้ให้ข้อคิดว่า บางทีปัญหาใหญ่แทบจะรบกันตาย หรือ ใช้ระเบิดนิวเคลียร์ บอมบ์กัน สุดท้าย ก็แค่มาเจรจากันผ่าน connection ดี ๆ ก็สามารถจบปัญหาใหญ่ ๆ แบบปัญหาสงครามเย็นได้เช่นกัน

สุดท้าย การเมือง ก็คือการเมือง ทั้งในระดับประเทศ หรือ ภายในประเทศก็ตาม มันก็แค่การเจรจากันให้ผลประโยชน์ต่าง ๆ ลงตัว ทุกอย่างก็สามารถแก้ปัญหาได้ เหมือนที่ไทยเราเคยเจอ ประเทศเราแทบจะรบกันตาย ความจริง หาก ผู้นำ ต่างๆ  มาคุยกันให้ลงตัว ทุกอย่างมันก็จบ ขนาด ปัญหาอย่างสงครามเย็นยังสามารถแก้ไขได้ แล้วปัญหาจิ๊บจ้อยอย่างความแตกแยกในไทย ทำไมเราจะแก้ไขกันไม่ได้ล่ะ

Reference : netflix.com

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol