The Innovators ตอนที่ 3 : Andrew Carnegie

ในตอนที่แล้วนั้น เหล่าผู้สร้างและปฏิวัติอเมริกา ต่างได้รับความเสียหายอย่างหนัก จากการต่อสู้กันอย่างดุเดือด มันเป็นยิ่งกว่าสงครามทางธุรกิจ หักเหลี่ยม เฉือนคมกัน แบบเอาให้ตายกันไปข้างนึงเลยทีเดียว แม้ Rockefeller จะเป็นฝ่ายชนะอย่างเด็ดขาด แต่ตัวเขาเองก็เสียหายไปน้อยเลยทีเดียว

ร่างของ ทอม สก็อต เจ้านายผู้ที่เป็นที่รักใครของลูกน้องคนสนิทอย่าง Andrew Carnegie ถูกนำมาฝังไว้นอกเมืองฟิลาเดเฟีย เขาได้จากไปพร้อมกับความผิดหวัง ความล้มเหลว และการถูกลบหลู่ โดยศัตรูตัวฉกาจ John D. Rockefeller 

มันนับได้ว่าเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญครั้งที่สุดของ Andrew Carnegie นายผู้เป็นคนที่เขาเทิดทูนเหมือนพ่อ ต้องมาจบชีวิตลง ด้วยความผิดหวังอย่างร้ายแรงในเรื่องธุรกิจ โลกนี้แทบจะไม่เหลืออะไรสำหรับ Andrew Carnegie อีกต่อไป เมื่อขาด ทอม สก๊อต ไป

เมื่ออายุได้เพียง 12 ปี Andrew Carnegie นั้นก็ได้เริ่มทำงานกับบริษัทรถไฟแห่งหนึ่งในเมือง พิตต์สเบิร์ก ซึ่งเป็นที่ ที่ Carnegie ได้มีโอกาสพบกับประธานบริษัทอย่าง ทอม สก็อต

สก็อต นั้นถูกชะตาเจ้าหนู Carnegie มาตั้งแต่เด็ก จึงได้ผลักดันให้มาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเขา ครอบครัวของ Carnegie นั้นยากจนมาก แม้ตัว Carnegie เองนั้นอยากจะไปเรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่น ๆ แต่ด้วยฐานะทางบ้านที่ยากจนมันจึงไม่สามารถที่จะส่งเขาไปเรียนในโรงเรียนได้

Carnegie จึงได้กลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก ทุก ๆ คนรู้กันว่า Carnegie เป็นเด็กที่ฉลาด และที่สำคัญ Carnegie นั้นเป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยานสูงมาตั้งแต่เล็ก

และด้วยหัวที่ฉลาด และความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมของ Carnegie ก็ทำให้ สก็อต นั้นคิดว่าจะสามารถปลุกปั้น Carnegie ขึ้นมาได้ ซึ่งหลังจากเฝ้าฟูมฟักในเรื่องธุรกิจรถไฟได้ไม่นาน  สก็อต ก็เริ่มที่จะโปรโมตเลื่อนขั้นให้กับ carnegie อย่างรวดเร็ว แซงเพื่อนรวมงานคนอื่น ๆ 

การได้อาจารย์ที่ดีอย่าง ทอม สก็อต มันก็ทำให้ Carnegie เรียนรู้ทุกอย่าง อย่างรวดเร็ว และมันทำให้เขาเก่งขึ้น จนสุดท้ายมันทำให้ ทอม สก็อต นั้นมั่นใจในตัว Carnegie อย่างมาก

และเมื่ออายุได้เพียง 24 ปี Carnegie ก็ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการบริษัท มันทำให้เขาได้ทำงานใกล้ชิตกับ ทอม สก็อต ในการดูแลการขยายเส้นทางรถไฟ ไปทางตะวันตก

มันมีงานชิ้นหนึ่งที่ถือเป็นงานที่เป็นโปรเจคใหญ่ของ สก็อต ในการสร้างสะพานข้ามทางรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอเมริกา มันเป็นสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำ มิซซิสซิปปี้ เป็นการเชื่อมฝั่งตะวันตกกับตะวันออก ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน  ซึ่งแน่นอนว่าเขาอยากให้ Carnegie คนที่เขาไว้ใจที่สุดมาจัดการในโปรเจคนี้

ทอม สก็อต คู่ปรับของ Vanderbilt

ได้อาจารย์ที่ดีอย่าง ทอม สก็อต ทำให้เขาได้เรียนรู้หลายอย่างมาก ๆ

มันเป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นสะพานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น ซึ่งมีความยาวกว่า 1 ไมล์ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการก่อสร้างสะพานระดับนี้ได้ มันพบกับความล้มเหลวหลายครั้งมากจากการที่มีบริษัทก่อนหน้าทดลองสร้างมาแล้ว ความเป็นไปได้มันน้อยมาก ๆ มีโอกาสที่จะเสียเงินเปล่าสูงมาก 

แต่ Carnegie นั้นคิดว่า หากไม่เสี่ยง มันก็แทบจะไม่ได้อะไรกลับมา เขาไม่อยากคว้าน้ำเหลวกับโครงการระดับยักษ์นี้ เขาจึงต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อก่อสร้างสะพานนี้ขึ้นมา

Carnegie จึงต้องลงมาคลุกคลีกับเหล่าวิศวกรผู้ออกแบบสะพาน ในสมัยนั้น เหล็กยังไม่สามารถที่จะรองรับความแรงของคลื่นที่มาพร้อมกับเรือและกระแสน้ำได้ มันมีโอกาสสูงที่จะทำให้สะพานนั้นพังลงมาเมื่อใดก็ได้

และมันเหมือนกับเหล่า Innovators ทุกคนที่กลายเป็นนักธุรกิจยิ่งใหญ่ มันไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับ Andrew Carnegie เขามั่นใจในความคิดของตัวเองเป็นอย่างมากว่ามันต้องมีวิธีแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ เขาไม่เคยยอมแพ้ง่าย ๆ แม้ใคร ๆ จะบอกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ในสมัยนั้น เหล็กกล้าคือวัสดุที่แข็งแรงที่สุด มันเป็นการผสมเหล็กเข้ากับคาร์บอน ด้วยอุณหภูมิที่สูงกว่า 2,000 องศาเซลเซียส ปัญหาในตอนนั้นก็คือมันมีราคาที่แพงมาก และกระบวนการผลิตนั้นไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเลย

เหล็กกล้านั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก มันจึงมักถูกผลิตเป็นสิ่งของเล็ก ๆ เช่น ส้อม มีด และเครื่องประดับ ตอนนั้นไม่มีใครเคยมีแนวคิดที่จะใช้เหล็กกล้าในการสร้างโครงสร้างอะไร ๆ ที่ใหญ่โตมาก่อน

และเพื่อที่จะทำให้สะพานแล้วเสร็จได้นั้น Carnegie จึงต้องหาวิธีผลิตเหล็กกล้าจำนวนมากออกมาให้ได้ ซึ่งเขาใช้เวลาเสาะหาอยู่นาน เขาได้ตรงไปที่โรงงานผลิตเหล็ก และเพื่อไปหาความรู้จากนักเคมี เพื่อไปสอบถามว่า กระบวนการวิธีที่จะทำเหล็กกล้านั้น ต้องทำอย่างไร

และมันเหมือนโชคชะตาฟ้าลิขิตให้เขาไปพบกับนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษผู้หนึ่งที่สามารถคิดค้นเครื่องมือหนึ่งขึ้นมา  เจ้าเครื่องนี้มันสามารถช่วยลดเวลาการผลิตแหล่งแต่ละแท่งลงได้จากราว ๆ 12 สัปดาห์ เหลือแค่เพียง 15 นาทีเท่านั้น และมันทำให้ Carnegie ได้เล็งเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีใหม่นี้ และเริ่มหันมาศึกษาอย่างจริงจัง

ซึ่งเมื่อได้เหล็กกล้า และกรรมาวิธีใหม่นี้แล้วนั้น Carnegie จึงสามารถที่จะเริ่มก่อสร้างสะพานขึ้นมาได้  และด้วยวัยเพียง 33 ปีตอนนี้ Andrew Carnegie กำลังจะโชว์ให้โลกได้เห็นในสิ่งที่ทุก ๆ คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ เขาจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้รับรู้ว่ามันสามารถทำได้จริง

เริ่มก่อสร้างสะพานด้วยเหล็กกล้าเป็นครั้งแรกของโลก
เริ่มก่อสร้างสะพานด้วยเหล็กกล้าเป็นครั้งแรกของโลก

แต่เส้นทางมันก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหราบ เพราะการใช้เหล็กกล้านั้นมันก็ทำให้ใช้ระยะเวลานานขึ้น ซึ่งกว่า 2 ปีแล้วที่ Carnegie หมกมุ่นอยู่กับการสร้างสะพานแห่งนี้ และที่สำคัญมันยังทำให้งบประมาณการก่อสร้างบานปลายอีกด้วย จนทำให้ไม่มีเงินเหลือ จนทำให้ Carnegie ต้องถูกบีบให้หยุดการก่อสร้างไปในที่สุด

นักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ทุกคน ต้องเคยเผชิญกับความกลัว แต่ความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวนั้น มันมีวิธีการจัดการกับความกลัวที่แตกต่างกัน ผู้ที่ประสบความสำเร็จมักจะเอาชนะความกลัวเหล่านี้ได้อยู่เสมอ และไม่เคยที่จะยอมแพ้มันเด็ดขาด ซึ่ง Carnegie ก็เป็นคนแบบนั้น

Carnegie นั้นจึงต้องเลือกทางเดินที่จะไปเข้าหานักลงทุน เมื่อเงินของเขาใกล้จะหมดเต็มที แต่อย่างไรก็ดีเขาเริ่มเห็นโอกาสบางอย่างกับธุรกิจเหล็กกล้า ว่ามันมีโอกาสที่จะเป็นธุรกิจในอนาคต ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงโอกาสการสร้างรายได้อีกมากมายจากธุรกิจเหล็กกล้าหากเขาทำสะพานนี้ได้สำเร็จ สะพานนี้มันจะเป็นตัวอย่างสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมให้กับประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งนักลงทุน ก็เห้นพ้องต้องกันกับ Carnegie ว่าธุรกิจเหล็กกล้านั้นมันมีอนาคต เขาจึงได้รับเงินมาลงทุนต่อกว่า ล้านเหรียญ เพื่อทำให้สะพานแห่งนี้เสร็จ และในที่สุด หลังผ่านไป 4 ปีสะพานก็แล้วเสร็จสมบูรณ์ ผลลัพธ์ที่ได้มันก็ยิ่งใหญ่มาก ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำได้สำเร็จ

แต่ตอนนี้ Carnegie ต้องเจอกับปัญหาใหม่อีกครั้ง มันคือการทำให้ผู้คนเชื่อว่าสะพานนี้จะไม่พังลงมาอย่างแน่นอน ในอเมริกา ณ ขณะนั้น สะพานโครงสร้างเหล็กกล้า นั้นไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน และนี่เป็นสะพานแรกที่ใช้โครงสร้างแบบเหล็กกล้า มันต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้คนให้ได้ก่อน

มันเป็นความเชื่อตั้งแต่ดั้งเดิมในสมัยนั้น คือ ช้างจะไม่ข้ามสิ่งก่อสร้างที่ดูไม่มีความมั่นคง ในวันเปิดสะพานครั้งแรก ด้วยความที่ Carnegie เป็นนักโฆษณาตัวยงอยู่แล้ว เขาก็ได้จัดขบวนพาเหรด ซึ่งนำโดยช้าง เพื่อมาแสดงให้เห็นว่า ช้างสัตว์ขนาดใหญ่ยังสามารถที่จะข้ามสะพานดังกล่าวได้ ซึ่งถ้าช้างข้าม ทุกคนก็จะยอมข้ามตามไป และมันก็สัมฤทธิ์ผลจริง ๆ หลังจากการแสดงครั้งนั้นสำเร็จ มันก็ทำให้ Carnegie ได้รับคำสั่งซื้อเหล็กกล้าในปริมาณที่มากมายมหาศาลที่เขาแทบจะหามาไม่ได้ด้วยซ้ำ

สะพานเหล็กกล้าของ Carnegie ยังอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
สะพานเหล็กกล้าของ Carnegie ยังอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

และที่สำคัญ ลูกค้ารายใหญ่ที่สุด คือ ลูกค้าที่เขารู้จักดี นั่นคือเหล่าลูกค้าในอุตสาหกรรมรถไฟ ที่อยากจะเปลี่ยนสะพานและรางรถไฟให้กลายเป็นเหล็กกล้า แต่ Carnegie ไม่สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการของลูกค้าทั้งหมดได้

เขาจึงต้องคิดหาวิธีในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งมันต้องทำให้เขาหาเงินลงทุนเพิ่ม เขาจึงได้หันไปหาอาจารย์ ผู้ประสาทวิชาให้เขาเอง เขาคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ทอม สก็อต นั่นเอง 

ด้วยความช่วยเหลือของ ทอม สก็อต ทำให้ Carnegie ได้รับเงินลงทุนเข้ามาอีกกว่า 21 ล้านเหรียญ และมันทำให้เขาสามารถสร้างโรงเหล็กกล้าแห่งแรกขึ้นมาได้สำเร็จ เขามองเห็นอนาคตของเหล็กกล้าที่จะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ เขาจึงกล้าลงทุนในสิ่งที่นักธุรกิจส่วนใหญ่ในอเมริกาในขณะนั้นไม่กล้าลงทุน

สร้างโรงงานผลิตเหล็กกล้าแห่งแรก
สร้างโรงงานผลิตเหล็กกล้าแห่งแรก

มันเป็นโรงงานที่ใหญ่โตมาก ๆ เนื้อที่กว่า 100 เอเคอร์ ใกล้เมือง พิตต์สเบิร์ก มันทำให้โรงงานผลิตเหล็กกล้าของ Carnegie ใหญ่ที่สุดในประเทศทันที ซึ่งสามารถผลิตเหล็กกล้าได้ราว 225 ตันต่อวัน และมันทำให้ Carnegie สามารถผลิตเหล็กกล้าได้กับความต้องการของทั้งประเทศ และนั่นทำให้เขาร่ำรวยขึ้นมาทันที

แต่ธุรกิจการขนส่งทางรถไฟนั้น ได้มีการเพิ่มเส้นทางมากจนเกินไป ทำให้ไม่มีสินค้าพอที่จะส่ง และที่สำคัญ Rockefeller นั้นได้สร้างเครือข่ายท่อส่งน้ำมันของตัวเอง ทำให้ไม่ต้องพึ่งเครือข่ายทางรถไฟอีกต่อไป มันก็ทำให้ธุรกิจของ ทอม สก็อต พังทลายลง และเขาก็ได้เสียชีวิตต่อจากนั้นเพียงไม่นาน

Carnegie ต้องเสียอาจารย์ที่เขารักที่สุดไปแบบไม่มีวันกลับ ทอม สก็อต นั้นเป็นชายที่มีความหมายต่อเขามากกว่าทุกคนรอบตัว แม้กระทั่งครอบครัวเขาเองก็ตาม และสิ่งที่ Carnegie คิดก็คือ Rockefeller นั้นเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ ทอม สก็อต อาจารย์สุดที่รักของเขาต้องจากโลกนี้ไป

และมันถึงเวลาแล้วที่ Andrew Carnegie ต้องสะสางความแค้นครั้งนี้ และไม่ใช่แค่ ทอม สก็อต ที่โดนเอฟเฟคจากการกระทำของ Rockefeller ธุรกิจเหล็กกล้าของเขาก็ได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ เหมือนกัน เนื่องจากตอนนั้น ธุรกิจรถไฟเริ่มที่จะทยอยล้มหายตายจาก เหลือผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย มันทำให้ยอดคำสั่งซื้อเหล็กกล้าของเขาลดลงไปด้วย

คู่แค้นคนสำคัญอย่าง Rockefeller ที่เขาต้องการเอาชนะให้ได้
คู่แค้นคนสำคัญอย่าง Rockefeller ที่เขาต้องการเอาชนะให้ได้

และด้วยการต้องการที่จะหาตลาดใหม่ Carnegie จึงเห็นแนวโน้มสำคัญที่เขาน่าจะตักตวงได้ ตอนนั้นชาวอเมริกาที่ว่างงานหลายหมื่นคน กำลังหลั่งไหลเข้าไปยังเมืองใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชิคาโก หรือ นิวยอร์ก เพื่อหางานทำ

 ซึ่งการหลั่งไหลของผู้คนที่เข้าไปมากขนาดนี้ ทำให้ต้องมีการสร้างอาคารขนาดใหญ่เพื่อรองรับผู้คนจำนวนมาก Carnegie ผู้แสนฉลาดเริ่มเห็นอนาคตที่ไม่ต้องผูกธุรกิจของเขากับกิจการรถไฟอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เหล็กกล้ากำลังถูกนำไปใช้สร้างคาน หรือ โครงสร้างของตึกระฟ้า และมันเป็นอีกครั้งที่ทำให้ Carnegie กลายเป็นผู้นำ

ตึกระฟ้าแห่งแรกของโลก ถูกสร้างขึ้นในเมืองชิคาโก มันเป็นกำแพงอิฐบาง ๆ ที่ห้อยมาจากโครงหนา ที่สร้างมาจากเหล็กกล้าของ Andrew Carnegie และเพียงอีกไม่กี่ปีต่อมา มีอาคารใหม่กว่า 100,000 หลัง ถูกสร้างขึ้นในชิคาโก้ และเมืองใหญ่ ๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา

ต้องเรียกได้ว่าตอนนั้นอเมริกากำลังเติบโตขึ้น โดยเฉพาะอาคารระฟ้ามากมายตามเมืองใหญ่ ซึ่ง ส่วนใหญ่นั้นต้องใช้โครงสร้างเหล็กกล้าของ Carnegie มันคืออเมริกายุคใหม่ ที่ถูกสร้างโดยเหล็กกล้าของ Carnegie นั่นเอง

ตึกระฟ้าจำนวนมากมายในเมืองใหญ่ ๆ โดยเฉพาะนิวยอร์ก
ตึกระฟ้าจำนวนมากมายในเมืองใหญ่ ๆ โดยเฉพาะนิวยอร์ก

การเติบโตของตึกระฟ้าทำให้ Andrew Carnegie กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา แต่สำหรับ Carnegie แล้วนั่นยังไม่พอ ตอนนั้นแค่ทรัพย์สินส่วนตัวของ Rockefeller นั้นก็มีมากกว่า Carnegie ถึง 7 เท่า

การจะแก้แค้นให้กับอาจารย์ของเขาอย่าง ทอม สก็อต ได้นั้นเขาต้องเหนือกว่า Rockefeller ที่กลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพลที่สูงที่สุดในอเมริกา เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องการใครบางคนที่โหดกว่าคู่ปรับคนสำคัญของเขาอย่าง Rockefeller

และ Carnegie เองนั้นก็รู้ดีที่สุดว่าใครเหมาะที่สุดกับงานนี้ เฮนรี่ ฟลิกซ์ เป็นเศรษฐีวัย 30 ปีที่สร้างตัวเองขึ้นมา เขาเป็นหนึ่งในผู้ส่งถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในมิดเวสต์ ฟลิกซ์ เป็นนักธุรกิจที่ไร้ความปราณี เขาต้องได้ทุกอย่างที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม

การว่าจ้าง เฮนรี่ ฟลิกซ์ จะทำให้ Carnegie นั้นได้ความโหดที่เป็นส่วนที่เขายังขาดอยู่ ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่าง Carnegie กับ ฟลิกซ์ เรียกได้ว่าเป็นอยู่ในช่วงของความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดี 

เฮนรี่ ฟลิกซ์ นักธุรกิจจอมโหด ผู้มาเติมเต็ม Carnegie
เฮนรี่ ฟลิกซ์ นักธุรกิจจอมโหด ผู้มาเติมเต็ม Carnegie

ภารกิจแรกของ ฟลิกซ์ ก็คือการทำให้ธุรกิจเหล็กของ Carnegie เติบโตขึ้น Carnegie เชื่อว่าฟลิกซ์นั้นจะช่วยใช้ความโหดของเขาได้ในเรื่องการลดต้นทุน ซึ่งจะนำไปสู่กำไรที่เพิ่มขึ้น แต่การให้อำนาจกับ ฟลิกซ์มากเกินไปนั้นก็ถือเป็นความเสี่ยงเช่นกัน

แต่ Carnegie ก็ตัดสินใจว่ามันเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่า ซึ่งอาณาจักรเหล็กกล้าของเขาก็เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก เพียงระยะเวลาแค่ 2 ปี สัดส่วนของกำไรนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หลังเพิ่มการผลิต Carnegie และ ฟลิกซ์ ก็เริ่มมีศักยภาพเพียงพอ ที่จะซื้อบริษัทคู่แข่งจากทั่วทั้ง โอไฮโอ และเพนซิลวาเนีย ได้

ความร่ำรวยของ Carnegie กำลังพุ่งสูงขึ้น ทรัพย์สินสุทธิของ Carnegie มีมากกว่า 3.5 พันล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับค่าเงินในปัจจุบัน มันดูเหมือนเป็นความคิดที่ชาญฉลาดอย่างมากในการจ้าง เฮนรี่ ฟลิกซ์ 

Carnegie จึงตอบแทน ฟลิกซ์ โดยการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นประธานบริษัท  ฟลิกซ์ ได้ซื้อที่ดินบนเนินเขาแห่งหนึ่งของ พิตต์สเบิร์ก ที่นั่นเขาได้สร้างให้กลายเป็นชมรมของผู้ที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศ  มันชื่อชมรมตกปลา ซัลฟอร์ก ตั้งอยู่บนทะเลสาปจำลองขนาดใหญ่ ที่สมาชิกทุกคนจะได้ลงไปพายเรือ และ ตกปลา

เพื่อที่จะสร้างชมรมนี้ขึ้นมา พวกเขาต้องแก้ปัญหาเกี่ยวกับเขื่อน ซัลฟอร์ก ที่ตอนนั้นกักน้ำไว้ร่วม 20 ล้านตัน ซึ่งเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีความเสี่ยงที่เขื่อนจะพัง เมื่อมีพายุฝนขนาดใหญ่พัดเข้ามา

ซึ่งภายใต้เขื่อนนั้นมีเมืองขนาดเล็ก ที่เป็นที่อยู่อาศัยของแรงงานโรงงานเหล็ก ซึ่งมีชื่อว่าเมือง JohnTown การสร้างชมรมของฟลิกซ์ นั้นมันทำให้โครงสร้างของเขื่อนเปราะบางลง

เมือง johntown ที่กำลังจะกลายเป็นเศษซากโดยไม่รู้ตัว
เมือง johntown ที่กำลังจะกลายเป็นเศษซากโดยไม่รู้ตัว

และในที่สุดวันที่เป็นฝันร้ายของชาวเมือง Johntown ก็มาเยือนจนได้  มีฝนตกหนัก ทำให้ระดับน้ำในเขื่อนสูงขึ้น โดยสูงขึ้น 1 นิ้ว ในทุก ๆ 10 นาที  เขื่อนซัลฟอร์ก กำลังจะพัง มีการแจ้งเตือนไปยังในเมือง JohnTown แต่ด้วยความที่มีการแจ้งเตือนลักษณะนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ชาวเมืองต่างเพิกเฉย 

และในที่สุดเขื่อนมันก็พังลงจนได้ เมื่อสายน้ำหยุด ชาวเมือง 2,000 คนต้องเสียชีวิตทันที บ้าน 1,600 หลังถูกทำลาย เมือง JohnTown กลายเป็นเศษซาก มันเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในสหรัฐอเมริกาก่อนเหตุการณ์ 11 กันยาปี 2001

เหตุการณ์นี้ ได้เปลี่ยน Andrew Carnegie ไปตลอดกาล เพราะเขารู้สึกว่าต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้ เขาได้ลาออกจากชมรมซัลฟอร์ก ทันที เขาจึงได้เริ่มหาทางกู้ภาพลักษณ์ของเขากลับคืนมาใหม่ และที่สำคัญ เขายังต้องการเอาชนะ Rockefeller ให้สำเร็จจงได้ แล้วเขาจะกู้ภาพลักษณ์จากเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร วิธีไหนที่จะทำให้ Carnegie สามารถที่จะเอาชนะผู้ที่มีอิทธิพลที่สุดและร่ำรวยที่สุดในอเมริกาอย่าง John D.Rockefeller ได้สำเร็จ? โปรดอย่างพลาดติดตามในตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 4 : Carnegie vs Rockefeller

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Cornelius Vanderbilt  *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : 
https://www.history.com/topics/19th-century/andrew-carnegie
https://www.biography.com/people/andrew-carnegie-9238756
https://www.britannica.com/biography/Andrew-Carnegie
https://en.wikipedia.org/wiki/Andrew_Carnegie
https://www.history.com/shows/men-who-built-america

The Innovators ตอนที่ 2 : John D. Rockefeller

การนัดเจอกันระหว่างผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Vanderbilt และ ชายหนุ่มผู้เริ่มสร้างธุรกิจ กับธุรกิจใหม่อย่างโรงกลั่นน้ำมัน อย่าง John D. Rockefeller คนหนึ่งเป็นชายผู้ร่ำรวยที่สุดในประเทศ และแทบจะได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการ แต่หารู้ไม่ว่า ผู้ที่อำนาจและอิทธิพลสูงที่สุดในประเทศอย่าง Vanderbilt นั้นไม่รู้ว่า เขากำลังจะได้พบเจอกับอะไร?

ธุรกิจมันก็เปรียบเสมือนเกมส์การแข่งขัน ในทุก ๆ ธุรกิจ เหล่าผู้นำต้องเกี่ยวข้องกับการเข้าใจคนอื่น ๆ  เหล่าผู้นำระดับอัจฉริยะเหล่านี้ จะรู้ว่าคน ๆ ไหนที่ควรสร้างเป็นพันธมิตร หรือ คนไหนที่ควรกำจัดให้พ้นทาง หากเป็นขวากหนามทางธุรกิจ

การเจอกันที่นิวยอร์ค ระหว่างทั้งสองนั้น มันเป็นการตกลงธุรกิจ ที่ต่างตอบแทนผลประโยชน์ Rockefeller นั้นไม่ใช่เด็กน้อยที่จะให้ Vanderbilt เอาเปรียบได้ มีการต่อรองเจรจาลดราคาค่าขนส่งน้ำมัน โดยที่ Rockefeller นั้นสัญญากับ Vanderbilt ว่าจะทำให้ขบวนขนส่งสินค้าของ Vanderbilt นั้น เต็มในทุก ๆ ขบวน ซึ่งเป็นสิ่งที่ Vanderbilt ปราถนาอย่างมาก และมีการพูดเชิงคู่ว่า หากไม่ตกลงกับเขา Rockefeller นั้นก็จะไปเจรจากับบริษัทขนส่งทางรถไฟเจ้าอื่น ๆ ทันที 

และ Vanderbilt นั้นก็ต้องยอม Rockefeller ในที่สุด แม้ตัว Rockefeller นั้นจะได้สิ่งที่เขาต้องการ แต่ปัญหาคือ ข้อตกลงที่จะทำให้สินค้ามันเต็มทุกขบวน ซึ่งต้องใช้น้ำมันถึง 60 บาร์เรล ต่อวัน มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ Rockefeller เลย ตอนนั้นเขายังแทบจะไม่มีวิถีทางที่จะทำให้ผลิตน้ำมันก๊าซ ได้มากมายมหาศาลขนาดนั้น เพื่อรองรับความต้องการของ Vanderbilt ด้วยซ้ำ

การเจรจา Deal ครั้งสำคัญจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ของ Rockefeller
การเจรจา Deal ครั้งสำคัญจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ของ Rockefeller

เขาสามารถผลิตได้แค่เพียงครึ่งนึง หรือ รองรับได้สูงสุดเพียง 30 บาร์เรลเพียงเท่านั้น แต่การได้สัญญากับ Vanderbilt นั้นเป็นสิ่งที่เขารอมานาน และมันยังเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันของเขา รอดพ้นจากภาวะล้มละลาย

Rockefeller นั้นเติบโตมาในครอบครัวที่ยากจนในเมือง Cleveland ในช่วงวัยเด็กนั้นเขาก็มีความคิดริเริ่มที่จะเป็นผู้ประกอบการ เขาฉายแววแห่งการเป็นนักลงทุน ซึ่งธุรกิจแรกเริ่มต้นของเขาก็คือ การขายขนมให้กับเด็ก ๆ เขาต้องช่วยครอบครัวหาเลี้ยงชีพมาตั้งแต่เด็ก เพราะพ่อของเขาแทบจะไม่ส่งเสียจุนเจือครอบครัวเลย ทำให้เขาเติบโตมาอย่างยากลำบาก

เมื่อพ่อของเขาได้ทิ้งครอบครัวไป Rockefeller ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญ ด้วยการลาออกจากการเรียน และเริ่มไปทำงานแบบเต็มตัว เขาเริ่มธุรกิจด้วยการค้าขาย แต่ด้วยความอัจฉริยะ และความต่อสู้ชีวิตของเขา เขาจึงมักมองหาช่องทางและหนทางหากินใหม่ ๆ อยู่เสมอ 

ตอนนั้น Cleveland พบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นแหล่งที่ใหญ่ที่่สุดอันดับต้น  ๆ ของโลก Rockefeller ไม่รีรอ เขามองเห็นทันทีว่าน้ำมันนั้นจะเป็นธุรกิจใหม่ มันเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนโลกได้ และในที่สุดมันจะทำให้เขาร่ำรวยขึ้นมาได้

ตอนนั้นเทคโนโลยีการขุดเจาะน้ำมันไม่ได้ก้าวล้ำแบบในปัจจุบันที่สามารถมองหาแหล่งน้ำมันได้ผ่านดาวเทียม ตอนนั้นมันเปรียบเหมือนการพนัน มันเต็มไปด้วยความเสี่ย Rockefeller รู้ดีในจุดนี้ เขาจึงต้องหาวิธีที่จะลดความเสี่ยงในการที่จะกระโจนเข้าไปสู่ธุรกิจน้ำมัน

Cleveland เป็นแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
Cleveland เป็นแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

การผลิตน้ำมัน มันก็คือ การเปลี่ยนแหล่งน้ำมันดิบใต้ดินให้กลายเป็นน้ำมันก๊าซ ในขณะนั้นมันคือเชื้อเพลงสะอาดที่นำไปถูกใช้กับตะเกียง เพื่อความส่องสว่างให้กับชาวอเมริกัน รวมถึงชาวโลก

สิ่งที่ Rockefeller คิดนั้นแตกต่างจากนักธุรกิจน้ำมันรายอื่น ๆ ในขณะนั้น เขาเริ่มเข้าปรึกษานักวิทยาศาสตร์ทางด้านเคมี ที่รู้จริงเกี่ยวกับน้ำมัน มันต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในแขนงนั้นจริง ๆ เป็นคนที่รู้เทคนิค แล้วสามารถทำให้เขานำไปต่อยอดได้สำเร็จ

ซึ่งมันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ Rockefeller นั้นนำคู่แข่งอยู่หนึ่งกาวอยู่เสมอ ขณะที่เหล่านักเสี่ยงโชคคนอื่น ๆ กำลังขุดหาน้ำมันอยู่ แต่เขาสนใจในเรื่องการเปลี่ยนสภาพของน้ำมัน ซึ่งมันก็คือการควบคุมกระบวนการกลั่นน้ำมันนั่นเอง 

ตอนนั้นเขาอายุเพียง 24 ปี และกำลังหันเหมาโฟกัสกับธุรกิจน้ำมันเต็มตัว เขาแทบจะทุ่มหมดหน้าตัก ขายกิจการอย่างอื่นทั้งหมด ได้เงินมาประมาณ 4,000 เหรียญ เพื่อมาลุยสร้างโรงกลั่นน้ำมันธุรกิจใหม่ของเขา 

ลุยกับธุรกิจน้ำมันแบบเต็มตัว
ลุยกับธุรกิจน้ำมันแบบเต็มตัว

มันเริ่มต้นได้ไม่ได้นัก เขาต้องพยุงธุรกิจโรงกลั่นให้อยู่รอด ตอนแรก ๆ เริ่มนั้นมันยังแทบจะหากำไรจากธุรกิจนี้แทบไม่ได้ มันขาดทุนจนสายป่านของเขาแทบจะหมดตัวแล้วด้วยซ้ำ แต่ทุก อย่างกำลังจะเปลี่ยนไปเมื่อ ผู้มีอิทธิพลที่สุดของประเทศอย่าง Vanderbilt กำลังสนใจเขา การทำธุรกิจกับ Vanderbilt นั้นมันทำให้เขาได้ค่าขนส่งราคาถูก และที่สำคัญมันยังทำให้เขามีโอกาสเจาะตลาดน้ำมันทั่วประเทศของสหรัฐ ผ่านเครือข่ายการขนส่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอเมริกาของ Vanderbilt

แต่สัญญาที่เขาเจรจากับ Vanderbilt นั้นเขาต้องส่งน้ำมันถึง 60 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งตอนนั้นเขามีกำลังการผลิตแค่ไม่ถึง 30 บาร์เรลต่อวันเท่านั้น แต่การไปสัญญากับนักธุรกิจระดับ Vanderbilt แล้วนั้น มันต้องทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้มันเป็นไปได้ เพราะน้อยคนนักที่จะได้รับโอกาสดี ๆ แบบนี้

Rockefeller จึงต้องขยายโรงกลั่นของเขาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้รอบรับการผลิตให้ได้ตามที่ Vanderbilt ต้องการ นั่นจึงเป็นที่เขาต้องไปหานักลงทุน แต่ตอนนั้นปัญหาใหญ่ก็คือ น้ำมันก๊าซ กำลังมีชื่อในแง่ลบอยู่ ข่าวบ้านเรือนที่น้ำมันก๊าซเกิดระเบิด และเกิดเพลิงไหม้ กำลังอยู่บนหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทั่วอเมริกา 

มันทำให้นักลงทุนหลายคนเริ่มลังเลกับธุรกิจนี้  แต่เพราะตอนนั้นความต้องการน้ำมันก๊าซมันสูงมาก เพราะกำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วไปทั่วอเมริกา มันก็ดึงดูดนักลงทุนบางกลุ่มที่กล้าที่จะเสี่ยงกับธุรกิจประเภทนี้

Rockefeller กลับมองปัญหาเหล่านี้ เป็นโอกาส เขาจึงคิดวิธีที่จะขจัดความกลัวเหล่านี้ออกจากหัวของชาวอเมริกา มันคือเรื่องของความปลอดภัย เขาจึงได้สร้างแบรนด์น้ำมันของเขาในชื่อ Standard Oil ซึ่งมันเป็นการตั้งชื่อที่ฉลาดอย่างมาก มันสื่อให้เห็นว่าน้ำมันของเขามีคุณภาพเหนือตลาด เขาได้สร้างมาตรฐานใหม่ของน้ำมันขึ้นมา และที่สำคัญความคิดของเขามันได้ผลทันที

น้ำมันที่มาตรฐานสูงของ Rockefeller สามารถหยุดความกลัวของทุกคนได้ มันได้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความต้องการมากที่สุดในประเทศอเมริกาทันที หลังจากวางจำหน่ายไปได้ไม่นาน และมันกลายเป็นที่ดึงดูดเหล่านักลงทุนให้เข้ามาลงทุนใน Standard Oil จนมันทำให้เขาสามารถที่จะส่งสินค้าตามความต้องการของ Vanderbilt ที่ระบุในสัญญาได้

Standard Oil ที่ใช้การขนส่งทางเครือข่ายรถไฟของ Vanderbilt เป็นหลักในช่วงแรก
Standard Oil ที่ใช้การขนส่งทางเครือข่ายรถไฟของ Vanderbilt เป็นหลักในช่วงแรก

และเพียงไม่นาน ความต้องการน้ำมันก๊าซ มันก็พุ่งสูงขึ้นแบบสุดขีด มันทำให้ Standard Oil ของ Rockefeller กลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันก๊าซรายใหญ่ที่สุดในประเทศ และมันส่งผลให้อเมริการเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดในทุก ๆ ด้านอีกด้วย

แต่หลังจากนั้นดูเหมือนว่า Rockefeller นั้นมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น ตอนนั้นเขาสามารถที่จะผลิตน้ำมันได้เกินความต้องการของ Vanderbilt แล้วด้วยซ้ำ แม้ Vanderbilt จะครองส่วนแบ่งการตลาดมากที่สุดในการขนส่งทางรถไฟ

แต่ Rockefeller นั้นต้องการกระจายสินค้าของเขาให้ครอบคลุมทั่วประเทศมากกว่าเดิม มันจึงต้องทำให้เขาพาตัวเองไปพบคู่แข่งคนสำคัญของ Vanderbilt ในขณะนั้น เขาคือ ทอม สก็อต ที่เป็นประธานของบริษัทรถไฟรายหนึ่งที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ทอมนั้นมีเป้าหมายคือต้องการขึ้นมาแทนที่อันหนึ่งของเจ้าแห่งการขนส่งทางรถไฟแทน Vanderbilt 

และการที่ทอมจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ เขาต้องพึ่งพา Rockefeller เช่นเดียวกับ Vanderbilt ทอมจึงต้องมุ่งหน้าไปยัง Cleveland พร้อมผู้ช่วยเด็กหนุ่มคนเก่งของเขาซึ่งมีนามว่า Andrew Carnegie ซึ่งในฐานะผู้ช่วยที่ ทอม สก็อตนั้นไว้ใจที่สุด Carnegie จึงมีหน้าที่ในการเจรจากับ Rockefeller

ทอม สก็อต คู่ปรับของ Vanderbilt
ทอม สก็อต คู่ปรับของ Vanderbilt

ซึ่งการเจรจานั้น เป็นการเจรจาที่สมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย Rockefeller ต้องการแค่ผลประโชน์ที่ดีกว่า Vanderbilt เพียงเท่านั้น มันเป็นการเจรจาที่ไม่ยากนัก เพราะต่างฝ่ายต่างรู้ความต้องการของอีกฝั่งอย่างชัดเจนตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

มันทำให้เจ้าพ่อวงการขนส่งทางรถไฟอย่าง Vanderbilt กำลังสูญเสียซึ่งความได้เปรียบในการแข่งขัน มันเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของ Rockefeller ที่ให้บริษัทขนส่งทางรถไฟต่างห้ำหั่นกันเอง เพราะน้ำมันแบบที่ Standard Oil ของ Rockefeller ผลิตนั้นเป็นสินค้าที่มีความต้องการสูงอย่างมากทั่วประเทศอเมริกา

ผู้ช่วยคนสำคัญของทอม สก็อต Andrew Carnegie
ผู้ช่วยคนสำคัญของทอม สก็อต Andrew Carnegie

หลังจบดีล กับ ทอม สก๊อต มันทำให้เป้าหมายของ Rockefeller นั้นบรรลุผล ตอนนี้ Standard Oil สามารถส่งน้ำมันไปยังทุกครัวเรือนของสหรัฐได้สำเร็จ เมื่อมีรายได้มากขึ้น กำไรก็มากขึ้นไปตามตัว  มันช่วยให้ Rockefeller นั้นนำเงินเหล่านี้ไปกว้านซื้อธุรกิจคู่แข่ง เพื่อยึดทั้งตลาดให้สำเร็จ

ตอนนี้ Rockefeller ผู้มีความทะเยอทะยานสูง และยังหนุ่มยังแน่น มีเป้าหมายหลักคือต้องการเป็นเจ้าของโรงกลั่นน้ำมันทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา ซึ่งในขณะนั้นมันเป็นวิธีการที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ปัจจุบัน มันก็คือการผูกขาดตลาดดี ๆ นี่เอง ซึ่งเขาไม่ได้เพียงแค่กำลังขยายบริษัทเท่านั้น เขาต้องการที่จะสร้างกำไรสูงสุดจากน้ำมันของเขาด้วย เขาจึงต้องซื้อธุรกิจคู่แข่งมาทั้งหมด และกำจัดมันทิ้งเสีย มันเป็นกลยุทธ์ที่ใช้ครั้งแรก ๆ ในประวัติศาสตร์การทำธุรกิจในอเมริกา

ซึ่งในที่สุดบริษัท Standard Oil ของ Rockefeller นั้นก็สามารถยึดส่วนแบ่งการตลาดได้ถึง 90% ของโรงกลั่นน้ำมันของอเมริกาได้สำเร็จ มันได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจารึกว่า บริษัทของเขา Standard Oil เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจผูกขาดเป็นรายแรกของประเทศ

เมื่อเขาอายุได้ 33 ปี เจ้าพ่อน้ำมันอย่าง Rockefeller ก็ได้กลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพลสูงสุดของประเทศแทนที่ตำแหน่งของ Vanderbilt ทันที ต้องบอกว่า Vanderbilt นั้นเสียท่าเป็นอย่างยิ่งในการปั้น Rockefeller ขึ้นมาจากบริษัทที่แทบจะใกล้ล้มละลายเต็มที แต่สุดท้ายคนที่เขาปลุกปั้น กลับมาแย่งตำแหน่งผู้มีอิทธฺิพลที่สุดในประเทศไปจากเขา

Standard Oil กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกา
Standard Oil กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกา

ซึ่งวิธีเดียวที่ Vanderbilt จะสู้กับ Rockefeller ได้นั้น มันมีวิธีเดียวก็คือ บริษัทขนส่งทางรถไฟต่าง ๆ ในประเทศต้องมาร่วมมือกันสกัดกั้น อำนาจที่เริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ของ Rockefeller  มันทำให้เกิดเรื่องเหลือเชื่อคือ Vanderbilt นั้นไปจับมือกับคู่แข่งที่สำคัญของเขาในธุรกิจขนส่งทางรถไฟซึ่งก็คือ ทอม สก็อต นั่นเอง

ทั้งคู่ตัดสินใจทันที ที่จะยกเลิกสัญญาทั้งหมดกับ Rockefeller  ซึ่งมันคือการประกาศสงครามกับ Rockefeller ดี ๆ นี่เอง มันเป็นสงครามธุรกิจชัด ๆ ระหว่างดาวรุ่งดวงใหม่อย่าง Rockefeller กับ ผู้เก๋าเกมส์ที่ผ่านประสบการณ์มามากมายอย่าง Vanderbilt

แต่ Vanderbilt อาจจะประเมิน Rockefeller ต่ำไป เพราะตอนนี้ Rockefeller นั้นมีอิทธิพลสูงสุดในอเมริกา ใครที่คิดเป็นปฏิปักษ์กับเขานั้น เขาไม่มีความเมตตาให้อย่างแน่นอน เขาจึงต้องมุ่งมั่นหาทางขนส่งน้ำมันของเขาให้ได้โดยไม่ต้องพึ่ง Vanderbilt และ ทอม สก็อต

เขาจึงปรึกษากับเหล่าวิศวกรของเขา เรื่องที่จะหาทางส่งน้ำมันแบบใหม่ ตอนนั้น มีเครือข่ายท่อภายในโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อส่งต่อไปยังรถไฟ ในสถานีที่อยู่ใกล้ ๆ ซึ่งเขาจึงคิดไอเดียขึ้นมาได้ว่า ในเมื่อท่อเหล่านี้มันสามารถส่งในระยะใกล้ ๆ ได้ เพราะฉะนั้นถ้าสร้างท่อส่งต่อไป มันก็อาจจะส่งในระยะไกล ๆ ได้เหมือนกัน โดยไม่ต้องใช้การขนส่งทางรถไฟ

ถ้าเขาสร้างเครือข่ายท่อขนส่งน้ำมันได้ยิ่งใหญ่พอ มันก็จะสามารถที่จะตัดการขนส่งทางรถไฟออกไปได้สำเร็จ แต่การที่จะสร้างเครือข่ายท่อขนาดใหญ่ มันต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเป็นอย่าง แต่ถ้ามันทำสำเร็จนั้น มันก็จะเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของ Rockefeller ที่มีต่อ Vanderbilt 

มันเป็นสิ่งที่คล้าย ๆ กันหมดของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ที่พวกเขาเหล่านี้อยากทำบางอย่างกับธุรกิจที่ผู้อื่น หรือ คู่แข่งนั้นไม่กล้าที่จะทำ เพราะมันมีความเสี่ยงและใช้เงินลงทุนสูง นักธุรกิจหลาย ๆ คน มีความคิด มีความทะเยอทะยาน แต่ไม่กล้าลงมือทำ ซึ่งมันต่างจากเหล่านักธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จเฉกเช่นเดียวกับ Rockefeller เพราะสิ่งเหล่านี้มันอยู่ในสัญชาตญาณของพวกเขา ไม่ว่าจะมีความเปลี่ยนแปลง หรือความไม่แน่นอนเพียงใด พวกเขาเหล่านี้จะมองมันเป็นโอกาสอยู่เสมอ

เหล่าคนงานของ Rockefeller นั้นต้องเร่งทำงานทั้งวันทั้งคืน เพื่อวางเครือข่ายท่อส่งน้ำมันไปทั่วประเทศ ซึ่งหลังจากใช้ทีมงานทำงานอย่างหนัก ในที่สุดเครือข่ายท่อส่งน้ำมันของ Rockefeller ก็สร้างเสร็จ มันเป็นเครือข่ายท่อส่งน้ำมันที่ความยาวกว่า 4,000 ไมล์ เชื่อมกับบ่อน้ำมันที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในโลกหลายพันบ่อ

มันเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ Rockefeller สร้างขึ้น มันเป็นการฉีกกฏเกณฑ์ทุกอย่างของการส่งน้ำมันที่มีมา มันคือเครือข่ายท่อส่งน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่รังสรรค์ขึ้นมาโดย John D. Rockefeller

ท่อส่งน้ำมัน สุดยอดนวัตกรรมของ Rockefeller
ท่อส่งน้ำมัน สุดยอดนวัตกรรมของ Rockefeller

25 ปีก่อนหน้า อุตสาหกรรมรถไฟนั้น ถือเป็นอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศอเมริกา เป็นเครื่องมือช่วยค้ำจุนเศรษฐกิจอเมริกา ทั้งการขนส่งคน และส่งสินค้าทั่วประเทศอเมริกา ก่อนหน้านี้ไม่มีใครเชื่อว่าจะมีใครจะโค่นลงได้ จนกระทั่งการมาของ Rockefeller ที่รู้ดีว่าตอนนี้นั้น เหล่าบริษัทรถไฟต้องพึ่งพาน้ำมันของเขาเพื่อความอยู่รอด 

ซึ่งการงัดข้อกันระหว่าง Vanderbilt และ Rockefeller ครั้งนี้มันได้สั่งสอนให้เครือข่ายธุรกิจรถไฟ ทั้ง Vanderbilt รวมถึง ทอม สก็อต ได้พบกับความพ่ายแพ้  ซึ่งมันพร้อม ๆ กับการพาอเมริกานั้นกลายเป็นประเทศที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกทันที ผู้คนไม่ต้องตกอยู่ในความมืดมน อีกต่อไป ด้วยเครือข่ายท่อส่งก๊าซที่ยิ่งใหญ่ของ Rockefeller

ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ มันทำให้ Vanderbilt ต้องสูญเสีย การยกเลิกขนส่งน้ำมันซึ่งเป็นปริมาณการขนส่งถึง 40% ก่อนหน้า ได้ถูกตัดออกไปโดยเครือข่ายท่อส่งก๊าซของ Rockefeller และมันมีผลต่อหุ้นของกิจการรถไฟทันที ราคาหุ้นล่วงกราวรูด นักลงทุนต่างหวาดกลัว

เครือข่ายท่อส่งก๊าซของ Rockefeller ครอบคลุมประเทศอเมริกา
เครือข่ายท่อส่งก๊าซของ Rockefeller ครอบคลุมประเทศอเมริกา

ในช่วงที่เกิดความแตกตื่น ทำให้มูลค่าหุ้นหล่นลงมานั้น มันส่งผลให้กว่า 30% ของกิจการรถไฟในประเทศเข้าสู่ภาวะล้มละลายทันที มันคือฟองสบู่ของกิจการรถไฟในประเทศอเมริกานั่นเอง เพราะตอนนั้น เส้นทางรถไฟเริ่มมีมากเกินไปจนล้น และ เมื่อถูกแรงกระแทกจาก Rockefeller ที่ตัดสินค้าอย่างน้ำมันที่เป็นสินค้าหลักออกไปจากการขนส่ง มันทำให้ฟองสบู่ของกิจการรถไฟแตกทันที

และมันยังส่งผลให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจขึ้นในอเมริกาเป็นครั้งแรก มันเป็นครั้งแรกที่ชาวอเมริกาทั่วประเทศต้องตกงานอย่างกระทันหัน เหล่านคนงานถูก lay-off แต่เจ้าของโรงงานนั้นก็ยังใช้ชีวิตหรูหรา ฟู่ฟ่าเหมือนเดิม มันได้กลายเป็นช่วงเวลาที่สิ้นหวังเป็นอย่างยิ่งของประชาชนชาวอเมริกา

แต่ในขณะที่บริษัทใหญ่ ๆ หลายบริษัทในประเทศนั้นกำลังดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด  แต่ Rockefeller นั้นได้มองเห็นโอกาส เขามองว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่จะอยู่รอดในวิกฤตินี้ได้ เมื่อเหล่าคู่แข่งต่างล้มละลาย Rockefeller ก้ได้เข้าไปเลือกบริษัทเหล่านั้นเพื่อซื้อกิจการ ในราคาที่ถูกแบบสุด ๆ  มันทำให้เขาได้สร้างเครือข่ายบริษัทที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาได้สำเร็จ

ในขณะที่ Rockefeller กำลังขยายธุรกิจอย่างเมามันนั้น ทางฟากคู่แข่งอย่างธุรกิจรถไฟกำลังหนีตายเพื่อเอาตัวรอด  และเมื่อถึงจุดต่ำสุดของวงการรถไฟ ก็ได้เกิดข่าวร้ายขึ้น คือ Vanderbilt ราชาแห่งกิจการรถไฟ ได้เสียชีวิตลงไปในที่สุด ด้วยวัย 82 ปี  ซึ่งได้ทิ้งอาณาจักรรถไฟ มูลค่ากว่า 100 ล้านเหรียญ ไว้กับลูกชายของเขา William Vanderbilt

แต่คู่ปรับที่ยังคงเหลือรอดจากวิกฤติเศรษฐกิจก็ยังไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ  ทอม สก็อต และผู้ช่วยมือดีอย่าง Andrew Carnegie เนื่องจากเครือข่ายท่อส่งน้ำมันของ Rockefeller นั้นยังไปไม่ถึงเมือง พิตต์สเบิร์ก ฐานที่มั่นของพวกเขา มันยังต้องใช้รถไฟในการขนส่งน้ำมันอยู่ 

ซึ่ง ทอม สก็อต นั้นก็เริ่มคิดถึงอนาคตที่ไม่แน่นอนเฉกเช่นเดียวกับ Vanderbilt หาก Rockefeller ขยายเครือข่ายท่อส่งน้ำมันจนครอบคลุมทั้งหมดได้ พวกเขาอาจจะไม่มีทางที่จะอยู่รอดได้เฉกเช่นเดียวกับ Vanderbilt 

ทอม สก็อต จึงต้องคิดแผนใหม่ขึ้นมา เพื่อขยายอาณาจักรของเขา และมันคือสิ่งที่ทำให้ Rockefeller ต้องหันกลับมามอง เพราะ ทอม สก็อต และ ผู้ช่วยมือดีอย่าง Andrew Carnegie กำลังคิดการณ์ใหญ่ คือการขยายเข้าไปสู่อุตสาหกรรมน้ำมัน ด้วยการสร้างเครือข่ายท่อส่งน้ำมันของตัวเอง

มันเป็นการไปกระตุกหนวดเสืออย่าง Rockefeller อย่างเต็มตัว มันคือสงครามครั้งใหม่ มันเป็นการรุกล้ำธุรกิจน้ำมันที่แสนรักของ Rockefeller แต่คราวนี้ Rockefeller ไม่สามารถตัดการขนส่งน้ำมันของ ทอม สก็อต ได้ เพราะ ทอม สก็อต นั้นยึดเครือข่ายการขนส่งระหว่างเมืองใหญ่อย่าง พิตต์สเบิร์ก ไปยังนิวยอร์กเพียงเจ้าเดียว 

แต่อย่างที่รู้ ๆ กัน Rockefeller นั้นเป็นคนที่ไม่เคยยอมแพ้ใครง่าย ๆ  เขาจึงตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ด้วยการปิดโรงกลั่นที่จะส่งน้ำมันไปยังเครือข่ายรถไฟของ ทอม สก็อต แม้จะทำให้เขาสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมากก็ตาม แต่เขามองว่าการบดขยี้ศัตรูให้ตายไปนั้น เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด 

ศึกครั้งใหม่ที่่ต้องสั่งสอง ทอม สก็อต
ศึกครั้งใหม่ที่่ต้องสั่งสอง ทอม สก็อต

และเมื่อไม่มีน้ำมันของ Rockefeller มันก็ส่งผลให้ ทอม สก็อต สูญเสียมูลค่าทางธุรกิจไปเกือบครึ่ง มันบีบให้เขาต้อง lay-off คนงานกว่าหลายหมื่นคน และยังต้องลดค่าแรงลงเป็นอย่างมาก  เหล่าคนงานจึงต้องออกมาประท้วงตามท้องถนน 

เนื่องจากคนงานในเมือง พิตต์สเบิร์ก ส่วนใหญ่นั้นทำงานกับบริษัทของทอม สก็อต การออกมาประท้วงจึงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น  มันเต็มไปด้วยความรุนแรง และความโกรธของเหล่าคนงานที่โดน lay-off  มีการเข้าไปเผาลานจอดรถไฟของ ทอม สก็อต  ไฟได้โหมทำลายธุรกิจของ ทอม สก็อต แทบหมดสิ้น กองเพลิงได้ทำลายอาคารที่ทำการของบริษัทไปกว่า 39 หลัง รวมถึงสถานีรถไฟ และมันยังรวมถึง รถไฟกว่า 1,200 ขบวนได้ถูกทำลาย มันทำให้บริษัทของ ทอม สก็อต ได้กลายเป็นเศษซากทันที 

การประท้วงของคนงานได้เผากิจการของทอม สก็อต จนวอดวาย
การประท้วงของคนงานได้เผากิจการของทอม สก็อต จนวอดวาย

มันเป็นอีกครั้งที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจและอิทธิพลของ John D. Rockefeller ที่ สามารถทำลายคู่แข่งที่คิดจะมาต่อกรกับบริษัทของเขา อย่างที่ ทั้ง Vanderbilt และ ทอม สก็อต โดนมาและพ่ายแพ้อย่างราบคาบ  ซึ่งถึงตอนนี้ ก็ไม่มีคู่แข่งที่จะมาขัดขวางธุรกิจของ Rockefeller อีกต่อไป เขาได้กลายเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในอเมริการทันที มีทรัพย์สินมากกว่า 150 ล้านเหรียญในขณะนั้น ซึ่งเทียบกับมูลค่ากว่า 200,000 ล้านเหรียญในปัจจุบัน

Rockefeller สามารถควบคุมกว่า 98% ของธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในอเมริกา มันทำให้เขากลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดในโลก แต่เขายังไม่รู้ว่า ยักษ์ใหญ่อย่างเขา ก็มักจะตกเป็นเป้าหมายให้คนมาโค่นล้ม และ Rockefeller กำลังจะได้เผชิญหน้ากับผู้ท้าชิงที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา แล้วเขาคนนั้นคือใคร? แล้วจะมาล้มผู้มีอิทธิพลทั้งเงินตราและอำนาจที่มีอยู่อย่างมหาศาลอย่าง Rockefeller ได้อย่างไร? โปรดอย่าพลาดติดตามได้ในตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 3 : Andrew Carnegie

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Cornelius Vanderbilt  *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : 
https://en.wikipedia.org/wiki/John_D._Rockefeller
https://www.biography.com/people/john-d-rockefeller-20710159
https://www.britannica.com/biography/John-D-Rockefeller
https://www.history.com/shows/men-who-built-america

The Innovators ตอนที่ 1 : Cornelius Vanderbilt

สำหรับ Blog Series ชุดนี้จะเป็นการเล่าเรื่องของ บุคคลที่ยิ่งใหญ่ใน ยุคเริ่มก่อตั้งอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น Cornelius Vanderbilt , John D. Rockefeller , Andrew Carnegie , J.P. Morgan ,Thomas Edison จนมาถึง Henry Ford ซึ่งพวกเค้าเหล่านี้ ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น จนสามารถทำให้อเมริการยิ่งใหญ่ได้ถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่น่าสนใจอย่างมาก แต่ละท่านแทบจะทำธุรกิจ แตกต่างกัน แต่มันผ่านช่วงเวลาต่างๆ  ช่วงเวลาที่ตกต่ำของคนหนึ่ง ก็จะสู่ความรุ่งโรจน์ของอีกคน มันเป็น ประวัติที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับการก่อร่างสร้างตัวของประเทศอเมริกาหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง

ก่อนอื่นต้องขอย้อนกลับไปในช่วงปี ค.ศ. 1865 เพียงไม่นานหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง ประธานาธิบดีลินคอร์น ได้ถูกลอบสังหาร ประเทศอเมริกาถูกแบ่งแยก มีผู้เสียชีวิตจากสงครามกลางเมืองมากกว่า 600,000 คน แต่หารู้ไม่ว่าประเทศอเมริกากำลังที่จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่

เหล่าผู้มีความคิดสร้างสรรค์ เหล่าอัจฉริยะ ที่กำลังจะเปลี่ยนโลกและอเมริกาแบบที่ไม่เคยมีใครได้พบเห็นมาก่อน  และเพียง 5 ทศวรรษ นับจากวันที่สิ้นสุดสงครามกลางเมืองของอเมริกา เหล่าอัจฉริยะ ที่เป็น Innovators ต้นแบบของอเมริกันชน กำลังจะมาเปลี่ยนประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของอเมริกา ให้ก้าวไปสู่ความยิ่งใหญ่จวบจนถึงปัจจุบัน

และมันเป็นครั้งแรกของสหรัฐอเมริกาเลยก็ว่า ที่ผู้ที่มีความสามารถมากที่สุดในการนำพาอเมริกา ไม่ได้เป็นนักการเมืองอีกต่อไป เขาเป็นคนที่สามารถสร้างตัวเองขึ้นมาด้วยตัวตนของตัวเอง  และสามารถเปลี่ยนย่านที่ยากจนของนิวยอร์ก ให้กลายเป็นอาณาจักรใหม่ขนาดใหญ่ของเขาจนได้ในที่สุด ซึ่งเขาผู้นั้นคือ Cornelius Vanderbilt

เมื่ออายุได้เพียง 16 ปี Vanderbilt ได้ซื้อเรือโดยสารลำเล็ก ๆ ลำหนึ่งด้วยราคา 100 เหรียญเพื่อมาเริ่มต้นธุรกิจ แต่เพียงไม่นาน เขาก็ได้รู้จักในฐานะนักธุรกิจตัวยง ที่ต้องใช้ทุกวิถีทางในการเอาชนะคู่แข่ง ในยุคนั้นต้องบอกว่าการจะก้าวขึ้นมาจากชนชั้นล่าง ให้กลายมาเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ได้นั้น มันเต็มไปด้วยทั้งโอกาส และที่สำคัญคือการแข่งขัน ที่สูงมาก เพื่อถีบตัวเองให้มาเป็นชนชั้นสูงของอเมริการให้ได้

เริ่มสร้างตัวจากการขนส่งทางเรือ
เริ่มสร้างตัวจากการขนส่งทางเรือ

Vanderbilt นั้นมีจิตใจที่แข็งแกร่ง และชอบการแข่งขัน เขาไม่เคยที่จะยอมใครง่าย ๆ ในทุกเรื่อง ๆ ซึ่งเรือสินค้าทีเขาได้ซื้อมาเพียง 100 เหรียญนั้นเพียงไม่นาน มันได้กลายเป็นกองเรือขนส่งสินค้าจำนวนมาก ทำให้ Vanderbilt ได้โดดเด่นขึ้นมาในแถบนิวยอร์กด้านการขนส่ง จึงถึงกับได้รับฉายาว่า “ผู้บัญชาการกองเรือ”

ซึ่งตลอด 40 ปีให้หลัง มันทำให้ Vanderbilt ได้สร้างอาณาจักรการขนส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกขึ้นมาได้สำเร็จ และหลังจากได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจก่อนสงครามกลางเมือง เขาก็ได้คิดทำสิ่งที่คาดไม่ถึง นั่นคือ การเข้ามาสู่ธุรกิจขนส่งทางรถไฟ มันไม่ใช่ทางรถไฟธรรมดา แต่มันเป็นเป็นทางรถไฟข้ามประเทศ เพราะอเมริกามีพื้นที่ใหญ่โตมหาศาล 

แต่เขามองว่า การสร้างทางรถไฟ จากตะวันออก ไปสู่ทางด้านตะวันตกของอเมริกานั้น มันจะช่วยลดระยะเวลาในการเดินทางข้ามรัฐ ลงไปได้หลายเดือน มันทำให้เกิดอิสระต่อผู้คน แถมยังสามารถขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ และราคาถูกที่สุด ตั้งแต่อเมริกา ก่อตั้งประเทศมา 
เขาได้สร้างทางรถไฟกว่า 50,000 ไมล์ เพื่อเชื่อมต่อรัฐต่าง ๆ ของประเทศให้สามารถขนส่งผู้คน หรือสินค้าระหว่างกันได้

ทิ้งธุรกิจขนส่งทางเรือมาลุยกับขนส่งทางรถไฟแบบเต็มตัว
ทิ้งธุรกิจขนส่งทางเรือมาลุยกับขนส่งทางรถไฟแบบเต็มตัว

เขาได้มองเห็นอนาคตทางธุรกิจใหม่ของเขา โดยเขาได้ทำการขายกองเรือทั้งหมดของเขา และนำเงินทั้งหมดมาทุ่มหมดหน้าตักกับกิจการรถไฟ ซึ่งในที่สุดกิจการใหม่ของเขาก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อสิ้นสุดสงครามกลางเมือง มันทำให้ Vanderbilt กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกาทันที ซึ่งตอนนั้นมีทรัพย์สินกว่า 68 ล้านเหรียญ หรือเทียบเท่ากับ 75,000 ล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับค่าเงินในปัจจุบัน

แต่แม้จะมีเงินมากเพียงใด หลังสิ้นสุดสงคราม ก็ไม่อาจจะบรรเทาความเจ็บปวดของ Vanderbilt  ได้ เพราะเขาได้เสียลูกชายคือ George Vanderbilt ในช่วงสงครามกลางเมืองอันเลวร้ายของอเมริกา มันเป็นความสูญเสียอย่างมากของ Vanderbilt ผู้พ่อ และเขาก็ไม่มีกระจิตกระใจที่จะสร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ของเขาต่อไป ซึ่งมันทำให้ธุรกิจการขนส่งทางด้านรถไฟของเขานั้นตกอยู่ในความเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง

George นั้นเป็นลูกชายเพียงคนเดียวที่เขาเชื่อใจ และเขาก็ได้ใช้ความพยายามหลายปีในการเฝ้าฟูมฟัก George เพื่อให้มาดูแลธุรกิจต่อจากเขา แต่สุดท้ายเมื่อ George นั้นไม่มีชีวิตเหลืออยู่แล้ว มันทำให้ Vanderbilt ต้องให้ William ลูกชายอีกคนที่ไม่เอาไหนมาช่วยดูแลกิจการต่อ

เขาเสียใจอย่างมากหลังจากสูญเสียลูกชายในสงครามกลางเมือง
เขาเสียใจอย่างมากหลังจากสูญเสียลูกชายในสงครามกลางเมือง

และกิจการมันก็เริ่มทรุดลงหลังจากการเข้ามาของ William คู่แข่งนั้นไม่ได้มองว่า Vanderbilt นั้นน่ากลัวอีกต่อไป แต่แม้คู่แข่งนั้นจะเห็นถึงจุดอ่อน แต่ Vanderbilt มองมันเป็นโอกาส และที่สำคัญ มันถึงเวลาที่เขาจะได้สอน William ว่าการต่อสู้ทางธุรกิจนั้นมันเป็น เช่นไร

Vanderbilt นั้นเป็นเจ้าของสะพานข้ามทางรถไฟ ที่มีเพียงเส้นเดียวที่จะมุ่งหน้าสู่มหานครนิวยอร์ก ซึ่งมันมุ่งตรงไปยังท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของประเทศในขณะนั้น และที่นั่นยังเป็นสถานที่ที่ใช้ในการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศอีกด้วย และนี่จะเป็นอาวุธเด็ดที่สำคัญที่เขาสามารถที่จะเอาชนะคู่แข่งที่กำลังคิดจะมาแย่งชิงอาณาจักรขนส่งทางรถไฟที่ยิ่งใหญ่ของเขาได้

ซึ่งเมื่อไม่มีสะพานนี้ รถไฟสายอื่น ๆ ของคู่แข่งก็ไม่สามารถที่จะเข้าออกเมือง นิวยอร์ก ได้ มันเป็นกลยุทธ์ที่เหนือชั้นมากในการตัดขาดคู่แข่งไม่ให้เข้ามาสู่นิวยอร์ก และที่สำคัญมันยังทำให้ นิวยอร์ก ถูกตัดขาดจากเมืองอื่น ๆ ซึ่งนี่เป็นกลยุทธ์ที่ Vanderbilt ต้องการบีบให้คู่แข่งตายไปในที่สุด

การปิดสะพานครั้งนี้ของ Vanderbilt ทำให้สินค้าจำนวนมาก ไม่สามารถไปยัง นิวยอร์กได้ และมันทำให้ค่อย ๆ บีบให้คู่แข่งของเขาตายไปในที่สุด ซึ่งเหล่าบริษัทรถไฟคู่แข่งก็ต้องขายหุ้นทั้งหมดออกมา ข่าวแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วจนถึง wallstreet ทำให้ผู้คนเทขายหุ้นอย่างหนัก และเมื่อมันร่วงจนถึงจุดต่ำสุด Vanderbilt ก็ได้กว้านซื้อหุ้นเหล่านั้นทั้งหมด และมันทำให้ Vanderbilt กลายเป็นเจ้าของเครือข่ายบริษัทรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกาทันที

ไล่ซื้อหุ้นใน wall street เพื่อยึดทั้งหมด
ไล่ซื้อหุ้นใน wall street เพื่อยึดทั้งหมด

และไม่นานหลังจากได้ควบรวมกับกิจการของคู่แข่ง Vanderbilt ก็ได้ขยายอาณาจักรเส้นทางรถไฟของเขา จนครอบคลุมทั่วอเมริกา มันยังได้ช่วยสร้างงานกว่า 180,000 ตำแหน่ง และอาณาจักรของเขาก็ได้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจอเมริกาไปในที่สุด

มันไม่ใช่แค่เพียงการขนส่ง แต่มันยังส่งผลต่อ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วประเทศอเมริกาเฟื่องฟูขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ของอเมริกา

และ Vanderbilt อยากที่จะสร้างสัญลักษณ์บางอย่างเพื่อประกาศให้ทั่วโลกได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของเขา ซึ่งเป็นที่มาของการสร้าง สถานี รถไฟที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนั้น ซึ่งก็คือ ชุมทาง Grand Central กลางมหานครนิวยอร์ก

คนงานหลายพันคน ถูกจ้างเข้ามาเพื่อสร้าง Grand Central ภายในระยะเวลา 2 ปี มันเป็นการก่อสร้างสถาปัตยกรรมที่มีความทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่อเมริกาเคยมีมา มันทำให้ Grand Central กลายเป็นอาคารที่ใหญ่ที่สุดของมหานครนิวยอร์ก และกลายเป็นสถานีรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 22 เอเคอร์ และมันได้มาเปลี่ยนภูมิทัศน์ของนิวยอร์กไปตลอดกาล

สร้างสถานี Grand Central เพื่อเป็นสัญลักษณ์
สร้างสถานี Grand Central เพื่อเป็นสัญลักษณ์

ถึงตอนนี้ต้องเรียกได้ว่า Vanderbilt นั้นได้ขึ้นสู่จุดสูงสุดเท่าที่สามารถทำได้แล้ว แต่ความทะเยอทะยานของเขายังไม่มีหมด และนี่มันเป็นสาเหตุสำคัญให้เขาตกอยู่ในความเสี่ยง ตอนนั้นเขาสามารถที่จะยึดส่วนแบ่งของเส้นทางรถไฟได้ถึง 40% ของเส้นทางทั้งหมดในประเทศอเมริกาแล้ว แต่ความทะเยอทะยานของเขานั้น มันทำให้เขาอยากได้มันทั้งหมด

ตอนนั้นมีเส้นทางสายหนึ่งที่  Vanderbilt ต้องการเป็นอย่างมากคือเส้นทางจาก ชิคาโก้ ไปยังเมือง นิวยอร์ก ซึ่งตอนนั้นไม่ได้เป็นของ Vanderbilt ซึ่งตอนนั้นเจ้าของเส้นทางนี้คือบริษัท ERIE เขาจึงได้สั่งทีมงานเข้าไปกว้านซื้อหุ้นของ ERIE ให้มากที่สุด

ซึ่งทางผู้บริหารของ ERIE ก็รู้ทันเกมส์ของของ Vanderbilt ในการเข้ากว้านซื้อหุ้นในตลาดวอลล์สตรีท จึงได้ใช้ไม้เด็ดเพื่อเล่นงาน Vanderbilt โดยทำการปั๊มใบตั๋วหุ้นขึ้นมาเพิ่มเพื่อให้จำนวนหุ้นของ ERIE สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ  ซึ่งในตอนนั้น ERIE นั้นมีสิทธ์ในการเพิ่มใบตั๋วหุ้นเพิ่มทุน ซึ่งไม่ได้เป็นการผิดกฏแต่อย่างใด

ซึ่งมันทำให้ Vanderbilt ต้องซื้อหุ้นของ ERIE ไปเรื่อย ๆ เพื่อให้กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งแผนนี้มันถูกเรียกว่าการลดมูลค่าหุ้นลง ซึ่งในตอนนั้นไม่มีใครคาดถึง แต่ในปัจจุบันนั้นเป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย ในสมัยนั้นมันเป็นแผนที่เรียบง่ายแต่แสนชาญฉลาดเป็นอย่างมากในการเล่นงาน  Vanderbilt

และมันเป็นความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายครั้งแรกของ Vanderbilt กว่าเขาจะรู้ตัวมันก็สายไปเสียแล้ว เขาเสียเงินไปกว่า 7 ล้านเหรียญในการซื้อหุ้นของ ERIE ทางผู้บริหาร ERIE แก้เผ็ดด้วยการนำข้อมูลที่เขาสามารถหลอก Vanderbilt ได้ไปบอกกับสื่อ มันทำให้เรื่องกระจายเป็นวงกว้างมากขึ้น มันเป็นความพ่ายแพ้ที่น่าอับอายที่สุดของ Vanderbilt เลยก็ว่าได้ที่ถูกลูบคมได้ถึงเพียงนี้

แต่มันเหมือนเป็นการปลุกเสือร้ายอย่าง Vanderbilt ให้ลุกขึ้นตื่น ตอนนี้เขามองไปยังสิ่งใหม่แทน มันไม่ใช่การขยายเส้นทางรถไฟอีกต่อไป แต่มันต้องเป็นการขนส่งสินค้าใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับเขา

เขามองว่าเขาต้องควบคุมแหล่งสินค้าใหม่ที่จะทำให้ขบวนรถไฟของเค้าเต็มอยู่ตลอดได้ เขาก็สามารถที่จะยึดครองอุตสาหกรรมรถไฟทั้งหมดได้ ซึ่งตอนนั้นเขาก็รู้ดีว่าเขาต้องหันไปทางไหน

ตอนนั้น น้ำมันกำลังมาปฏิวัติชีวิตของชาวอเมริกัน น้ำมันดิบ กำลังถูกเปลี่ยนไปเป็นน้ำมันก๊าซ มันเป็นแหล่งพลังงานราคาถูกที่สุดสำหรับความสว่างสไว และแสงไฟของชาวอเมริกา ซึ่งรูปแบบแสงแบบใหม่นี้ มันกำลังเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวอเมริกันไป

ชาวอเมริกันกำลังจะได้พบกับความสว่างสไวผ่านน้ำมันก๊าซ
ชาวอเมริกันกำลังจะได้พบกับความสว่างสไวผ่านน้ำมันก๊าซ

ต้องบอกว่าในช่วงก่อนหน้านั้น ไม่มีแหล่งแสงไฟให้ความสว่างให้กับชาวอเมริกา เมื่อพระอาทิตย์ตก ความมืดก็จะตามมา  น้ำมันก๊าซ มันได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่จะเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล และ Vanderbilt รู้ว่ามันถึงเวลาที่เขาจะได้กอบโกยอีกครั้ง 

Vanderbilt เห็นถึงความต้องการน้ำมันก๊าซ ที่พุ่งสูงขึ้นทั่วประเทศ เพื่อจะได้สนองความต้องการนั้น ผู้ผลิตน้ำมันก๊าซ ก็จะต้องหาวิธีใหม่ในการขนส่งน้ำมันของพวกเขา  ถ้า Vanderbilt สามารถครอบครองการส่งน้ำมันก๊าซ ได้ เขาก็จะกลับมาเป็นสุดยอดของการขนส่งทางรถไฟได้อีกครั้ง ซึ่งสิ่งที่เขาต้องทำก็คือ หาผู้ส่งน้ำมันนั่นเอง

ตอนนั้น Cleveland เมืองเล็ก ๆ ที่มีประชากรไม่ถึง 50,000 คน แต่มันตั้งอยู่เหนือบ่อน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดในโลก Vanderbilt จึงรีบเดินทางไปพบเจ้าของแหล่งผลิตน้ำมันใน Cleveland จนไปพบกับ John D. Rockefeller ที่ตอนนั้นทำธุรกิจผลิตน้ำมันอยู่แต่กำลังประสบกับปัญหาบางอย่างในการจัดการธุรกิจของเขา

ตอนนั้น Rockefeller อายุได้เพียง 27 ปี กำลังเริ่มต้นกับการสร้างธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน แต่บริษัทของเขาประสบกับปัญหา จนเกือบจะล้มละลายไปแล้ว  แต่ Vanderbilt มองว่าชายคนนี้จะเป็นผู้ที่มีประโยชน์กับเขา จึงได้มีการเจรจาขนส่งน้ำมันกับ Rockefeller  และได้เชิญ Rockefeller ไปพบกับเขาที่นิวยอร์ก

John d. Rockefeller ในวัยหนุ่ม กำลังสร้างธุรกิจน้ำมัน
John d. Rockefeller ในวัยหนุ่ม กำลังสร้างธุรกิจน้ำมัน

สำหรับ Rockefeller แล้วนั้นการพบกับ Vanderbilt ในครั้งนี้อาจจะเป็นโอกาสเดียวและโอกาสที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา มันอาจจะช่วยรักษาบริษัทของเขาไม่ให้ล้มละลายได้

แต่เรื่องเหลือเชื่อที่สุดก็เกิดกับ Rockefeller เมื่อเขาพลาดขบวนรถไฟที่จะพาเขาจาก Cleveland ไปยัง นิวยอร์ก แต่รถไฟขบวนที่เขาพลาดนั้นได้เกิดตกรางและทำให้มีผู้เสียชีวิตแทบจะทั้งขบวน

มันเป็นโชคชะตานำพา หรือ เรื่องบังเอิญอย่างไร ไม่มีใครทราบได้ แต่การรอดชีวิตมาได้ส่งผลอย่างมากต่อชายหนุ่ม ผู้กำลังก่อร่างสร้างตัวจากธุรกิจใหม่อย่างธุรกิจน้ำมัน เขาเชื่ออย่างศรัทธาว่าพระผู้เป็นเจ้ามีเหตุผลในการไว้ชีวิตเขา และต่อจากนี้ไปเขาก็เชื่อว่าทุกอย่างถูกกำหนดโดยพระเจ้าแล้ว ชายผู้มีนามว่า Rockefeller กับการไปพบปะครั้งสำคัญกับ Vanderbilt  มันจะเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด รวยที่สุด เท่าที่ประวัติศาสตร์อเมริกาเคยมีมาได้อย่างไร โปรดอย่างพลาดติดตามในตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 2 : John D. Rockefeller