The Innovators ตอนที่ 8 : Henry Ford

ในที่สุดก็ก้าวย่างถึงศตวรรษที่ 20 อเมริกา ถึงตอนนี้ อเมริกาได้เป็นผู้นำในเวทีโลก เป็นครั้งแรกได้สำเร็จ มันกลายเป็นโลกเสรี ที่เต็มไปด้วยโอกาส ผู้คนหลายล้านคนจากทั่วโลกต่างหลั่งไหลเข้ามา ขับเคลื่อนโดยเหล่าผู้นำทางด้านเศรษฐกิกจ ผู้ที่มีอิทธิพลสูงที่สุด อย่าง J.P Morgan , John D.Rockefeller รวมถึง Andrew Carnegie 

แต่ตอนนี้สถานการณ์ได้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว หลังจากประธานาธิบดี Mckinley ได้ถูกลอบสังหารในเดือนกันยายนปี 1901 ในเมืองบัฟฟาโล Theodore Roosevelt ผู้เป็นรองประธานาธิบดี ต้องขึ้นรับตำแหน่ง ประธานาธิบดีแทน

โดยที่เขาเป็นขั้วที่ตรงข้ามอย่างสุดขั้วกับนักธุรกิจ ผู้มีอิทธิพลที่กำลังยึดครองประเทศทั้ง 3 คน Theodore Roosevelt เป็นผู้นำคนใหม่ที่จะมาจัดการกับการผูกขาดที่อยู่กับประเทศอเมริกามากว่า 30 ปี เขาต้องการกวาดล้างการผูกขาดเหล่านี้ให้สิ้นซาก

เขาได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะประชาชนผู้ที่กำลังถูกกดขี่ข่มเหงจากนายทุนยักษ์ใหญ่เหล่านี้ เขาได้เริ่มฟ้องศาลรัฐบาลกลาง เพื่อจัดการเรื่องการผูกขาดธุรกิจโดยเริ่มต้นจากอาณาจักรรถไฟที่ตอนนี้เจ้าของคือ J.P Morgan ก่อนเป็นอันดับแรก

และในที่สุดการผูกขาดบริษัทรถไฟของ J.P Morgan ต้องพังทลายลง มันเป็นความเจ็บปวด ครั้งแรก ๆ ของ J.P Morgan นับตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจมาเลยก็ว่าได้ Theodore Roosevelt นั้นเป็นคนที่ไม่ยอมใครง่าย ๆ และไม่ชอบให้ใครมาบงการ แม้ J.P Morgan จะพยายามที่จะติดต่อขอเจรจาด้วย แต่เขาก็ไม่ยอมเจรจาแต่อย่างใด และตอนนี้ เหล่านักธุรกิจยักษ์ที่เหลือเริ่มที่จะกดดันอย่างหนักแล้ว หลังจากได้เห็นเคสกรณีตัวอย่างของอาณาจักรรถไฟของ J.P Morgan 

ที่สำคัญ Roosevelt นั้นยังถูกเลือกให้ดำรงตำแหน่งในสมัยที่สอง ตอนนี้เขาได้รับสิทธิ์อำนาจเต็มจากประชาชนแล้ว ไม่ใช่เป็นการเข้ามาแบบตัวแทน McKinley ในสมัยแรก เขามีอำนาจชอบธรรมในการจัดการทุกสิ่ง มันถึงเวลาต้องกวาดล้างเหล่าผู้มีอิทธิพลทั้งหมดนี้เสียที 

Theodore Roosevelt ได้รับอำนาจเต็มจากประชาชนมาจัดการธุรกิจผูกขาด
Theodore Roosevelt ได้รับอำนาจเต็มจากประชาชนมาจัดการธุรกิจผูกขาด

ตอนนี้มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้งนึงของประเทศ ทั้ง J.P Morgan , Andrew Carnegie รวมถึง John D.Rockefeller ต้องมาเป็นฝ่ายตั้งรับแทนเสียแล้ว พวกเขาเริ่มถูกบีบให้ป้องกันรักษาอาณาจักรของตนเอง 

และมันเป็นช่วงเวลาหลายปีของการกวาดล้างโดย Roosevelt สุดท้ายเหลือแค่เพียง Standard Oil ของ Rockefeller เท่านั้นที่สามารถรอดพ้นเงื้อมมือกฏหมายป้องกันการผูกขาดมาได้ แต่เขาก็ไม่สามารถอยู่ในสภาพนี้ได้ตลอดกาล มันถึงเวลาเปลี่ยนเข้าสู่ยุคใหม่ของธุรกิจและอุตสาหกรรมสหรัฐเสียที

แม้จะไม่โดนลงโทษจากศาล แต่ Standard Oil นั้นกลายเป็นบริษัทที่มีคนเกลียดมากที่สุดของอเมริกา มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย มันเป็นตัวอย่างของธุรกิจใหญ่ ๆ ที่มีอำนาจมากเกินไปที่ไม่มีใครสามารถเอาชนะได้ง่าย ๆ 

ข่าวหน้าหนึ่งทั่วประเทศ บริษัท Standard Oil กลายเป็นบริษัทที่ประชาชนเกลียดมากที่สุด
ข่าวหน้าหนึ่งทั่วประเทศ บริษัท Standard Oil กลายเป็นบริษัทที่ประชาชนเกลียดมากที่สุด

มันเป็นการต่อสู้เรื่องกฏหมายด้านการผูกขาดที่ใหญ่ที่สุดตลอดกาล ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ พยานคนสำคัญที่สุดที่จะมาตอบคำถามทั้งหมดให้กับศาลได้ก็คือตัวของ Rockefeller เอง แต่เขาเลือกเดินหนีไปทั่วอเมริกา หลังจากถูกหมายศาลเรียกตัว เขากำลังหนีฝ่ายกฏหมายอยู่

เขาพยายามหนีอยู่หลายเดือน แต่หลานคนแรกของเขาได้ออกมาลืมตัวดูโลกพอดี ในช่วงที่เขาหนี เขาไม่ได้มีโอกาสที่จะมาเจอหลานคนแรกของเขาเลยด้วยซ้ำ ในที่่สุดตัวเขาก็เริ่มทนไม่ไหว มันเป็นปมของเขามาตั้งแต่เด็ก เขาถูกพ่อของตัวเองทอดทิ้งไปตั้งแต่เด็ก เขาจะไม่ยอมให้สิ่งแบบนี้เกิดขึ้นกับลูกหลานเขาอย่างแน่นอน 

ในที่สุดเขาก็ยอมมอบตัวและให้ปากคำในชั้นศาล เกี่ยวกับคดีของ Standard Oil รวมถึงข้อหาเกี่ยวกับคดีในธุรกิจทั้งหมดของเขาด้วย โดยคดีนี้จะเป็นสิ่งที่ท้าทายที่สุดของชายที่ชื่อ John D.Rockefeller มันเป็นสิ่งที่จะกำหนดอนาคตของประเทศ Rockefeller ต้องปกป้องอาณาจักรที่เขาสร้างขึ้นมา

ซึ่งมันเป็นการต่อสู้ที่ดุเดือดในชั้นศาล เขาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ที่ทางรัฐบาลกล่าวหาเขา เขาพยายามปกป้อง Standard Oil จนถึงนาทีสุดท้าย

และมันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับนักธุรกิจหนุ่มคนใหม่ไฟแรง ในนาม Henry Ford ที่กำลังต่อสู้กับความอยู่รอดของธุรกิจใหม่อย่างการผลิตรถยนต์  เขากำลังสร้างรถยนต์แบบใหม่ขึ้นมา มันจะเป็นรถคันแรกในราคาถูกที่คนทั่วไปสามารถซื้อไปขับได้

Henry Ford นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างรถยนต์ให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้
Henry Ford นักธุรกิจรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างรถยนต์ให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้

ในตอนนั้นประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีรถยนต์เป็นของตัวเอง และรถยนต์นั้นถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ฟุ่มเฟือย และไม่มีความจำเป็น แต่ Ford นั้นคิดตรงข้าม เขามองว่ารถยนต์นั้นเป็นสิ่งจำเป็น มันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก และรถยนต์ควรเข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป

เขาได้ใช้เวลาหลายปีในการพัฒนารถยนต์โมเดลแรกขึ้นมา ตอนนั้นเขามีอายุ 33 ปี โมเดลนั้นถูกเรียกว่า Ford Recycle แต่มันยังดูราคาแพงเกินไปที่จะผลิตในจำนวนมาก และมันยังมีปัญหาอยู่มากที่ยังแก้ไขไม่ได้

เขาได้เริ่มพัฒนาโมเดลที่สองขึ้นมาในชื่อ โมเดล A ซึ่งดูแล้วเหมาะกับความต้องการของชาวอเมริกันมากกว่า แต่ปัญหาคือ Ford นั้นจะยังขายมันไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับการอนุญาติจากองค์กรที่ถือสิทธิบัตรการผลิตรถยนต์ของอเมริกา อย่าง A.L.A.M

ซึ่ง A.L.A.M นั้นมักจะใช้วิธีแบล็กเมล์บริษัทรถยนต์อื่น ๆ โดยมีการขู่ให้จดทะเบียนกับพวกเขา ไม่เช่นนั้นเหล่าบริษัทผลิตรถยนต์ใหม่ ๆ นั้นจะถูกฟ้องร้องในข้อหา ละเมิดสิทธิบัตร และรถยนต์ โมเดล A ของ Henry Ford ก็ถูกปฏิเสธ มันทำให้เขาผิดหวังมาก แต่เขาก็มุ่งมั่นจะแสดงให้ทั้งโลกให้เห็นว่าถ้าคิดจะประสบความสำเร็จในอเมริกามันต้องมีทั้งชื่อเสียงและความอัจฉริยะควบคู่กันไปด้วย

หลังจากถูกปฏิเสธโดย A.L.A.M ตัว Ford เองนั้นก็ไม่มีทางเลือกมากนัก เขาไม่ยอมที่จะทิ้งความฝันไปง่าย ๆ ตอนนั้นมีหลายบริษัทกำลังสร้างรถยนต์ขึ้นมา เขามุ่งมั่นที่เอาชนะ A.L.A.M ให้จงได้ มันคือระบบผูกขาดอีกอย่างหนึ่งในอุตสาหกรรมรถยนต์ในอเมริกา

A.L.A.M ที่กำลังถือสิทธิบัตรการผลิตรถยนต์ในอเมริกา อีกหนึ่งการผูกขาดที่ Henry Ford ไม่ยอมแพ้
A.L.A.M ที่กำลังถือสิทธิบัตรการผลิตรถยนต์ในอเมริกา อีกหนึ่งการผูกขาดที่ Henry Ford ไม่ยอมแพ้

เหล่าผู้นำที่ยิ่งใหญ่ในโลกธุรกิจ มีนิสัยสำคัญอย่างนึงคือ ความกล้า ซึ่งความกล้านี่เองเป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้เหล่านผู้ยิ่งใหญ่ในโลกธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จได้ เช่นเดียวกับ Henry Ford

เขาจึงกล้าที่จะลุยเต็มตัว โดยทำการท้าแข่งกับ ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่กับประเทศในขณะนั้น เขาต้องการสร้างชื่อให้กับตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ตอนนั้น Alexander Winton เป็นผู้ที่ขับรถได้เร็วที่สุดในประเทศอเมริกา และที่สำคัญเขายังเป็นสมาชิกผู้ทรงเกียรติของ A.L.A.M พ่วงอีกหนึ่งตำแหน่งด้วย

ถ้าเขาสามารถเอาชนะ Winton ได้ด้วยรถที่เขาออกแบบมานั้น มันก็จะเป็นแรงสนับสนุนที่สำคัญที่จะพิสูจน์ว่า รถของเขาเจ๋งจริง และยังสามารถที่จะช่วยเหลือในการตั้งบริษัทรถยนต์ของเขาตามที่เขาฝันไว้ได้อีกด้วย

แต่ปัญหาใหญ่เลยก็คือ ตัว Henry Ford นั้นไม่เคยขับรถแข่งมาก่อนเลยด้วยซ้ำ ซึ่งตรงข้ามกับคู่แข่งเขา Alexander Winton ซึ่งตอนนั้นกำลังโด่งดัง และมีรถที่มีประสิทธิภาพสูงมาก

แต่เขาก็สามารถทำมันได้สำเร็จ การเอาชนะคู่แข่งที่เก่งที่สุดในอเมริกาอย่าง Winton นั้น ทำให้เขาสร้างชื่อโด่งดังขึ้นมาในวงการรถยนต์ทันที มันทำให้เหล่านักลงทุนนั้นเริ่มสนใจที่จะหันมาลงทุนในการผลิตรถยนต์ของ Ford 

การเอาชนะ Alexander Winton ทำให้นักลงทุนหันมาสนใจ Henry Ford
การเอาชนะ Alexander Winton ทำให้นักลงทุนหันมาสนใจ Henry Ford

ซึ่งจากเหตุการณ์นี้เอง มันทำให้เขาได้ทุนมาถึง 28,000 เหรียญ  หรือเทียบเท่ากับประมาณ 700,000 เหรียญเมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน มันทำให้เขาสามารถที่จะสร้างโรงงานผลิตรถยนต์แห่งแรกได้สำเร็จ ในเมือง มิชิแกน

และไม่นานหลังจากนั้น เขาก็สามารถที่จะผลิตรถยนต์ออกมาได้ 15 คันต่อวัน ด้วยราคาที่ต่ำพอสำหรับชาวอเมริกันส่วนใหญ่ เขาเชื่อมาตลอดว่าเขาสามารถทำมันได้ และในที่สุดมันก็พิสูจน์ความเชื่อของชายที่ชื่อ Henry Ford ได้สำเร็จ ณ ตอนนี้ อุตสาหกรรมรถยนต์กำลังมุ่งหน้าไปสู่ทิศทางใหม่

แต่องค์กรผูกขาดสิทธิบัตรอย่าง A.L.A.M นั้นก็จับจ้องมอง Ford อยู่ และในที่สุดก็ได้เริ่มดำเนินการฟ้องร้อง ในเรื่องการละเมิดสิทธิบัตรการผลิตรถยนต์ของพวกเขา พวกเขาทำทุกวิถีทางเพื่อเอาชนะ Ford ให้จงได้

แต่ Henry Ford นั้นก็พร้อมจะต่อสู้ในชั้นศาล และเหตุการณ์มันไปบังเอิญเป็นช่วงเดียวกันกับ การไต่สวนในเรื่องธุรกิจผูกขาดบริษัท Standard Oil ของผู้ยิ่งใหญ่อย่าง John D. Rockefeller 

ซึ่งในขณะที่ Rockefeller กำลังถูกไต่สวนอย่างหนักในเรื่องการผูกขาด แต่ทาง J.P Morgan นั้นยังรอดพ้นจากการเอาผิดในการผูกขาดธุรกิจเหล็กของเขาได้ เขาได้ใช้อำนาจและอิทธิพลช่วยให้เกิดข้อตกลงต่าง ๆ ของอเมริกา และใช้ธุรกิจเหล็กของเขาอย่าง U.S Steel ช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับสาธารณูปโภคของประเทศ

แต่ตอนนั้นสัญญาที่ใหญ่ที่สุดของ J.P Morgan จะเริ่มขึ้นในอเมริกากลาง มันเป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่จะมีการสร้างคลองเชื่อมระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิก กับ แอตแลนติก การสร้างคลองนี้จะช่วยลดเวลาการเดินทางลงได้กว่าครึ่ง และเรือจะเดินทางน้อยลงกว่า 8,000 ไมล์ในแต่ละเที่ยว หากต้องการขนส่งสินค้าจากโลกตะวันตก ไปยังโลกตะวันออก

ในตอนนั้นไม่มีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ไหนในโลก มีศักยภาพที่จะทำได้ แต่ J.P Morgan นั้นทำหน้าที่เป็นคนกลางให้กับรัฐบาล และบริจาคเงินมากกว่า 40 ล้านเหรียญ หรือ เทียบเท่า 7,000 ล้านเหรียญในปัจจุบัน เพื่อเริ่มโครงการนี้

คลองปานามา กลายเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีความท้าทายที่สุดเท่าที่โลกเราเคยมีมา เหล่าคนงานกว่า 75,000 คน ต้องทำงานท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนจัด  และที่สำคัญต้องต่อสู้กับโรคร้ายในแถบโซนนั้น เพื่อที่จะขุดคลองยาว 51 ไมล์ จากมหาสมุทรแอตแลนติก ไปยัง แปซิฟิก

การก่อสร้างโครงการขนาดยักษ์อย่างคลองปานามานั้น มีอเมริกาเพียงประเทศเดียวที่สามารถทำได้
การก่อสร้างโครงการขนาดยักษ์อย่างคลองปานามานั้น มีอเมริกาเพียงประเทศเดียวที่สามารถทำได้

มีเพียงประเทศเดียวที่มีศักยภาพพอที่จะสามารถสร้างโครงการขนาดยักษ์ดังกล่าวได้ เนื่องจากการเติบโตของอุตสาหกรรมต่าง ๆ จากเหล่านักปฏิวัติอุตสาหกรรม ของอเมริกา ณ เวลานั้น อเมริกากำลังเจริญก้าวหน้าแซงทุกประเทศทั่วทั้งโลก และโครงการนี้มันยังเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้อเมริกากลายเป็นประเทศที่มีอิทธิพลที่สุดในโลกจวบจนถึงปัจจุบัน

โครงสร้างคลองที่มาจากเหล็กกล้า และใช้พลังงานไฟฟ้า และถูกขับเคลื่อนโดยน้ำมัน ทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นมาได้เนื่องจากอุตสาหกรรมหลักที่ผูกขาดโดยเหล่าผู้มีอิทธิพลของประเทศแทบจะทั้งสิ้น 

แต่ยุคของการผูกขาดนั้น กำลังจะสิ้นสุดลง มันถึงเวลาที่จะถูกตัดสินโดยศาลรัฐบาลกลางสหรัฐ และในท้ายที่สุดนั้น อิทธิพลของเหล่ายักษ์ใหญ่เหล่านี้มันจะไม่สามารถที่จะอยู่ไปได้ตลอดกาล

ตอนนี้คดีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษ ระหว่าง ประชาชนชาวอเมริกัน กับ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Standard Oil กำลังจะถูกตัดสิน การแถลงของศาลนั้นเต็มไปด้วยเรื่องน่ารังเกียจของบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Standard Oil

คดีประวัติศาสตร์ของประเทศอเมริการะหว่างประชาชนกับบริษัท Standard Oil
คดีประวัติศาสตร์ของประเทศอเมริการะหว่างประชาชนกับบริษัท Standard Oil

มันไม่มีบริษัทไหนในประวัติศาสตร์อเมริกา มีการผูกขาดเพื่อผลกำไรเทียบเท่ากับที่ Standard Oil ได้ทำขึ้นมาก่อน Standard Oil ใช้ประโยชน์จากข้อมูลลับของบริษัทรถไฟอื่น ๆ และมีการตั้งราคาที่สูง ใช้การข่มขู่ และมีการกำหนดเขตในการขาย เพื่อบีบให้บริษัทคู่แข่งออกไปจากธุรกิจโรงกลั่นน้ำมัน ในช่วงเวลาตลอด 30 ปีที่ผ่านมา Standard Oil ใช้ความพยายาม ที่จะกำจัดคู่แข่ง และก็ทำให้ตัวเองเป็นบริษัทผูกขาด เพื่อที่จะกำหนดราคาน้ำมันก๊าซ เพื่อผูกขาดการขายเพียงรายเดียว

ส่วน Rockefeller ในฐานะจำเลยนั้น ได้ให้ถ้อยแถลงในคดีประวัติศาสตร์นี้คือ ในตอนที่เขาเข้ามาสู่อุตสาหกรรมน้ำมัน มันมีแต่ความวุ่นวาย เขามองว่าตัวเองนั้นเข้ามาจัดระเบียบ และต้องมาจัดการกับตลาดที่ไม่มีประสิทธิภาพ เขามองว่าที่เขาต้องทำเช่นนั้น เพราะมันเป็นวิธีที่สมควรที่สุดแล้ว เขาทำให้ทุกบ้านสว่างไสว เขาสร้างงานนับแสนนับล้านตำแหน่งให้กับชาวอเมริกัน เขามองว่าน้ำมันเป็นสิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศนี้  แม้คนอื่นจะเรียกมันว่าการผูกขาด แต่เขาเรียกมันว่า “การลงทุน”

และมันเป็นการรอคอยเช่นเดียวกันสำหรับ Henry Ford ที่กำลังต่อสู้กับการผูกขาดของ A.L.A.M องค์กรผู้ครอบครองสิทธิบัตรด้านการผลิตรถยนต์ของสหรัฐอยู่ เขาก็ต้องพึ่งศาลเพื่อตัดสินว่า เขายังสามารถที่จะขายรถยนต์จากบริษัท Ford Motor ของเขาได้หรือไม่

สมาคมผู้ผลิตรถยนต์อเมริกา A.L.A.M ได้ทำการฟ้อง Ford ในเรื่องสิทธิบัตรการผลิตรถยนต์ทุกคันที่ Ford ได้ผลิตออกมาขาย หากเขาพ่ายแพ้แล้วต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรนั้น มันก็จะส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตรถยนต์ที่จะสูงขึ้น และมันจะทำให้ไม่สามารถกระจายไปยังผู้บริโภคส่วนใหญ่ของอเมริกา ตามความฝันอันสูงสุดของเขาได้

Ford นั้นเชื่อว่า ยุคของการผูกขาดที่อยู่มานานนั้นได้จบลงแล้ว การที่เขาได้ฟ้องต่อศาลนั้น ก็เพื่อเป็นการทำลายอิทธิพลของ A.L.A.M ที่มีต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ของอเมริกา เขามุ่งมั่นที่จะทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้ เขาต่อต้านการผูกขาด ต่อต้านแม้กระทั่ง Rockefeller หรือ Andrew Carnegie เขาต้องการให้อุตสาหกรรมของอเมริกา ยกเลิกการผูกขาดโดยเหล่าผู้มีอิทธิพลเหล่านี้เสียที

เขาเห็นด้วยกับการแข่งขัน เห็นด้วยกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อแข่งกัน ไม่ใช่การทำธุรกิจให้ผูกขาดเหมือนเหล่าผู้มีอิทธิพลในยุคก่อนหน้า เขาเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่มีความคิดแบบใหม่ ๆ ที่เขาเชื่อว่าจะสามารถยกระดับประเทศอเมริกาขึ้นไปได้

เขาเป็นนักธุรกิจคนแรก ๆ ที่จ่ายค่าแรงให้กับคนงานอย่างยุติธรรม ไม่มีการกดขี่ข่มเหงแรงงานของเขา ซึ่งมากกว่าที่โรงงานส่วนใหญ่ในอเมริกาในสมัยนั้นจ่ายให้กว่าสองเท่า และไม่เพียงจ่ายค่าจ้างเพิ่มเท่านั้น แต่เขายังเพิ่มผลผลิตออกมาด้วย

เขาได้ปฏิวัติระบบใหม่ขึ้นมาในการผลิตรถยนต์ แทนที่จะใช้มือประกอบรถทีละคัน เขาเปลี่ยนมาให้คนงานยืนเรียงแถวกันและแยกประกอบคนละชิ้น ซึ่งมันได้กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่เรียกกันว่า “สายพานการผลิต” และมันได้มาเปลี่ยนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมไปตลอดกาล

สายการผลิต หนึ่งในสุดยอดนวัตกรรมของ Henry Ford ที่เปลี่ยนโรงงานอุตสาหกรรมไปตลอดกาล
สายการผลิต หนึ่งในสุดยอดนวัตกรรมของ Henry Ford ที่เปลี่ยนโรงงานอุตสาหกรรมไปตลอดกาล

ด้วยการใช้สายพานการผลิตนั้น มันทำให้คนงานของ Ford สามารถที่จะผลิตได้มากกว่าโรงงานอื่น ๆ ทั่วโลกถึง 8 เท่า  สามารถที่จะลดเวลาการประกอบจาก 12 ชั่วโมงให้เหลือเพียง หนึ่งชั่วโมงครึ่งเท่านั้น นวัตกรรมใหม่นี้ทำให้บริษัท Ford ได้กำหนดมาตรฐานการทำงานใหม่ขึ้นมา ที่ 8 ชม.ต่อวัน และ 5 วันต่อสัปดาห์

แต่สิ่งสำคัญคือ เขาต้องชนะคดีเรื่องสิทธิบัตรให้จงได้ ตอนนี้อนาคตของเขา ก็ไม่ต่างจากชายผู้ยิ่งใหญ่อย่าง John D.Rockefeller ที่อยู่ในมือผู้พิพากษาของศาลรัฐบาลกลาง  มันทำให้ Henry Ford และ John D.Rockefeller นั้นกลายเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของชาวอเมริกันจากรุ่นที่ต่างกัน บนแนวคิดที่ต่างกันสุดขั้ว และมันส่งผลต่ออนาคตของประเทศในเวลาต่อมา

ผลการตัดสินครั้งสำคัญนี้ จะทำให้ธุรกิจของอเมริกาจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป คดีประวัติศาสตร์นี้กำลังจะถูกตัดสินแล้ว ด้วยปัจจักษ์พยายานกว่า 400 คน และบันทึกคำให้การจากพยานกว่า 12,000 หน้า

ศาลได้ตัดสินว่า บริษัท Standard Oil ผิดในข้อหาการไม่มีจรรยาบรรณ และละเมิดกฏต่อต้านการผูกขาด มันทำให้บริษัท Standard Oil ต้องถูกแบ่งย่อยออกภายใน 6 เดือน 

มันคือความพ่ายแพ้ครั้งยิ่งใหญ่ของ John D.Rockefeller ตอนนี้ บริษัท Standard Oil ของเขากำลังจะถูกแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ โดยกลายเป็นบริษัทย่อย 34 บริษัท ตอนนี้อนาคตของการผูกขาดในอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ได้จบลงแล้ว 

Standard Oil ถูกแตกย่อยกลายเป็นบริษัทมากมาย
Standard Oil ถูกแตกย่อยกลายเป็นบริษัทมากมาย

และการตัดสินครั้งนี้ มันส่งผลดีต่อคดีของ Henry Ford ที่เป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่กำลังจะก้าวขึ้นมาพร้อมกับอเมริกายุคใหม่ มันมีผลต่อทุกอุตสาหกรรมในอเมริกานับจากนี้ และผลการตัดสินนั้นก็เป็นฝ่าย Henry Ford ที่เอาชนะ A.L.A.M ได้สำเร็จ

A.L.A.M นั้นไม่มีสิทธิอ้างเกี่ยวกับการออกแบบรถยนต์ มันทำให้ Henry Ford ได้รับอิสระในการปฏิวัติการผลิตรถยนต์ได้ โดยไม่ต้องขออนุญาติ A.L.A.M อีกต่อไป ความฝันของเขากลายเป็นจริง การสร้างรถเพื่อทุกคน

ความสำเร็จของ Ford นั้นส่งผลกระทบชัดเจนต่อชาวอเมริกัน ด้วยภาพที่เขาเป็นนักธุรกิจรุ่นใหม่ ต่างจาก Rockefeller หรือ Carnegie เขาเป็นคนกล้าหาญที่สู้ไม่ถอย และไม่ยอมแพ้ต่อการผูกขาดโดยเด็ดขาด เขาทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าถึงทุกคน มันทำให้ประชาชนชาวอเมริกันชื่นชอบ และทำให้ Henry Ford กลายเป็น วีรบุรุษ

และ Ford ต้องเร่งการผลิตให้ท้นต่อความต้องการของผู้บริโภค รถรุ่นใหม่ของเขาอย่าง Model T นั้น ราคาอยู่ที่แค่ 825 เหรียญ มันเป็นครั้งแรกที่มีรถยนต์ที่ใครก็สามารถที่จะซื้อไปขับได้ Henry Ford ได้สร้างสิ่งที่กำลังจะมาเป็นอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญที่สุดต่อเศรษฐกิจอเมริกา มันส่งผลต่อชีวิตทุกส่วนของชาวอเมริกัน เขาได้มาเปลี่ยนอเมริกาไป ทั้งวิธีในการใช้ชีวิต วิธีในการทำสิ่งต่าง ๆ รวมถึงวิธีในการทำธุรกิจของชาวอเมริกันไปตลอดกาล

Ford Model T ที่สามารถเข้าถึงประชาชนทั่วไปได้ด้วยราคาประหยัด
Ford Model T ที่สามารถเข้าถึงประชาชนทั่วไปได้ด้วยราคาประหยัด

การปฏิวัติอุตสาหกรรมของเขานั้นมันได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ๆ และมันช่วยเปลี่ยนวิถีชีวิตของชาวอเมริกันไป เพื่อนคนสนิทของเขาอย่าง William  Harley และ Arthur Davidson ได้นำเครื่องยนต์ไปติดกับจักรยาน และได้กลายเป็นรถมอเตอร์ไซต์ขายออกไปทั่วประเทศ 

Milton Hershey ได้นำเอาแนวคิดสายพานการผลิตของ Henry Ford ไปใช้กับผลิตภัณฑ์ของเขาอย่างช็อคโกแลต ส่วนพ่อค้าชาว ชิคาโก William Wrigley ก็ใช้แนวคิดเดียวกันในการผลิตหมากฝรั่งออกขายไปได้ทั่วประเทศ 

มันทำให้เกิดนักธุรกิจใหม่ ๆ และสร้างสิ่งต่าง ๆ ด้วยแนวคิดใหม่ ที่มีต้นแบบมาจาก Henry Ford พวกเขาได้คิดค้นการผลิตสินค้าจำนวนมากขึ้นมา และจ่ายค่าแรงที่เหมาะสมให้กับคนงาน ภายใต้สภาพการทำงานที่ปลอดภัย 

ตอนนี้ ยุคของ John D.Rockefeller , Andrew Carnegie รวมถึง J.P Morgan มันได้เดินมาถึงจุดจบเสียแล้ว แต่มันทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสามแน่นแฟ้นมากขึ้น อุตสาหกรรมใหม่อย่างรถยนต์นั้น มันก็ได้ทำให้เกิดปั๊มน้ำมันของ Standard Oil ไปทั่วทั่งประเทศ รวมถึงใช้เหล็กของ Carnegie และโรงงานที่ได้พลังงานไฟฟ้าจาก J.P Morgan 

ปั๊มน้ำมัน Standard Oil เกิดขึ้นทั่วประเทศผลจากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่เฟื่องฟู
ปั๊มน้ำมัน Standard Oil เกิดขึ้นทั่วประเทศผลจากอุตสาหกรรมรถยนต์ที่เฟื่องฟู

แม้เส้นทางของนักธุรกิจรุ่นใหม่จะต่างจากเหล่านักปฏิวัติยุคบุกเบิก แต่มันก็ไม่สามารถที่จะเกิดขึ้นได้ ถ้ามันไม่มีการวางรากฐานไว้ โดยผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Vanderbilt , Carnegie , J.P Morgan และ John D. Rockefeller

ผลก็คือความรุ่งเรืองที่เริ่มกระจายออกไปทั่วประเทศ ด้วยนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกา เพื่อคนชนชั้นกลางที่กำลังเติบโตขึ้นมา การปฏิวัติอุตสาหกรรมนั้น มันก่อให้เกิดการพัฒนาของชนชั้นกลาง มันทำให้เกิดความมั่งคั่งขึ้นในแบบที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน

แม้ตัว John D.Rockefeller อาจจะแพ้คดีในศาล แต่บริษัทที่เล็กลงที่แตกออกมาจาก Standard Oil ก็ได้เติบโตจนกลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่มากมาย เช่น Exxon Mobile หรือ Chevron และสุดท้าย Rockefeller เองก็เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้ และมันทำให้ Rockefeller นั้นร่ำรวยยิ่งขึ้นกว่าเดิม มันทำให้เขารวยที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก ด้วยทรัพย์สินสุทธิ 160,000 ล้านเหรียญ หากเทียบเป็นเงินในปัจจุบัน

และหลังจากศาลตัดสินคดีประวัติศาสตร์ได้เพียง 2 ปี โลกก็ได้สูญเสียชายผู้ยิ่งใหญ่ในโลกแห่งการเงินอย่าง J.P Morgan ผู้ซึ่งได้เข้ามาปฏิรูประบบการเงินของอเมริกา เขาเป็นผู้ที่มีความสำคัญที่สุดในแวงวงการธนาคาร เขาได้ช่วยสร้างระบบการเงินใหม่ขึ้นมา มันช่วยยกระดับระบบการเงินที่ทันสมัยให้กับประเทศอเมริกา เมื่อถึงช่วงท้ายของชีวิต เหล่าผู้บุกเบิกของอเมริกา ก็ได้เริ่มหันมาให้เกียรติซึ่งกันและกัน ตอนนี้เวลาของพวกเขาใกล้หมดลงแล้ว

มันถึงเวลาที่จะนำเงินของพวกเขาที่สร้างมาทั้งชีวิตมาสร้างสิ่งที่เกิดประโยชน์แทน ตอนนี้มันไม่ใช่การแข่งขันทางธุรกิจอีกต่อไปแล้ว มันเป็นการแข่งขันเรื่องการบริจาค Andrew Carnegie นั้นเริ่มเป็นรายแรก ที่เริ่มหันมาทำประโยชน์ให้กับสาธารณชน เขาอยากที่จะตายอย่างมีเกียรติ ซึ่งทำให้ Carnegie นั้นบริจาคเงินไปกว่า 315 ล้านเหรียญ หรือเทียบเท่า 67,000 ล้านเหรียญ ถ้าเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่เพื่อการศึกษา

และ การแข่งขันครั้งนี้ Carnegie กำลังจะถูกท้าทายด้วยคู่แข่งของเขาเองอย่าง John D.Rockefeller และด้วยเงินที่มากกว่า ทำให้ Rockefeller สามารถบริจาคเงินได้มากกว่า Carnegie ได้ทำไว้ ซึ่งบริจาคให้กับโบสถ์ และมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เขาได้ก่อตั้งมูลนิธิ Rockefeller ขึ้นมา เพื่อนำไปใช้กับโครงการด้านสุขภาพของประชาชนทั่วโลกต่อไปอีกหลายทศวรรษ

เมื่อยุคของการผูกขาดธุรกิจจบลง ชาวอเมริกานั้นก็เริ่มตระหนักถึงความเป็นไปที่ว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตราบที่พวกเขาทำงานร่วมกัน ทั้งประเทศรวมเป็นหนึ่งภายใต้เศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ซึ่งไม่ได้เอื้อเฉพาะกับคนรวยเท่านั้น แต่กับทุกคน มันเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของยุคที่อเมริการุ่งเรืองที่สุดเท่าที่เคยมีมา มันทำให้ประเทศอเมริกานั้นยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และมันกำลังจะถูกนำไปใช้  ในสงครามโลกที่จะเกิดขึ้น จนมันทำให้อเมริกาได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ จนกลายเป็นประเทศที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อโลกใบนี้จวบจนถึงปัจจุบัน

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Cornelius Vanderbilt  *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

รวม Blog Series ที่มีผู้อ่านมากที่สุดรวม Blog Series ที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

References : 
https://www.biography.com/people/jp-morgan-9414735
https://en.wikipedia.org/wiki/Andrew_Carnegie
https://en.wikipedia.org/wiki/John_D._Rockefeller
https://www.history.com/topics/us-presidents/theodore-roosevelt
https://en.wikipedia.org/wiki/Henry_Ford
https://www.history.com/topics/inventions/henry-ford
https://www.history.com/shows/men-who-built-america

The Innovators ตอนที่ 7 : Theodore Roosevelt

ต้องบอกว่า อเมริกา ภายใต้ยุคเหล่าผู้บุคเบิก ไม่ว่าจะเป็น Vanderbilt , Rockefeller , Carnegie , Thomas Edison , J.P Morgan หรือ Nikola Tesla นั้น นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามกลางเมืองในปี 1865 หลังจากนั้นเพียงไม่เกิน 35 ปี ประเทศอเมริกาได้ยกระดับประเทศขึ้นเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ และมีความเจริญรุ่งเรืองและมีอิทธิพลต่อทั่วโลกทันที เพราะนวัตกรรมทั้งหมด มันเกิดขึ้นในประเทศแห่งดินแดนเสรีภาพนี้ และมันเปลี่ยนอเมริกาไปตลอดกาล

แต่ถึงตอนนี้ มันกำลังถึงก้าวที่สั่นคลอนของเหล่าผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ ทั้ง Rockefeller ,Carnegie รวมถึง J.P Morgan นั้นต้องพักศึกชั่วคราวหันมาร่วมมือกัน เพื่อเป้าหมายไม่ให้ธุรกิจที่พวกเขากำลังผูกขาดล้มครืนลงมาต่อหน้าต่อตาได้

ตอนนี้ เหล่าประชาชนผู้ยากไรต่างเริ่มไม่พอใจ กับการผูกขาดธุรกิจของเหล่าผู้มีอิทธิพลทั้ง 3 มันทำให้ช่องว่างระหว่างความรวยกับความยากจนข้นแค้นของชาวอเมริกานั้น ถีบตัวห่างออกไปเรื่อย ๆ โดยที่รัฐบาลไม่สามารถทำอะไรกับพวกเขาเหล่านี้ได้เลย

Rockefeller , Carnegie รวมถึง Morgan ณ ตอนนี้มีทรัพย์สินรวมกันถึง กว่า หนึ่งล้านล้านดอลลาร์ เมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน พวกเขากำลังควบคุมประเทศอยู่ เศรษฐกิจทั้งประเทศกำลังถูกผูกขาดโดยพวกเขา

สามผู้ยิ่งใหญ่มีทรัพย์สินรวมกันกว่า หนึ่งล้านล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน
สามผู้ยิ่งใหญ่มีทรัพย์สินรวมกันกว่า หนึ่งล้านล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน

เหล่าคนงานอยู่ในสภาพความยากจน รวมถึงสภาพการทำงานก็เลวร้ายลงไปเรื่อย ๆ แต่ตอนนั้น มันกำลังจะถึงจุดเปลี่ยน เพราะจะมีการเลือกตั้งในปี 1896 มันมีชายคนหนึ่งที่จะตอบสนองความโกรธแค้นของประชาชน และมุ่งมั่นที่จะเข้าไปสู่ทำเนียบขาวเพื่อเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ให้ได้

เขาคือ William Jennings Bryan นักการเมืองหนุ่มหน้าใหม่ เขาได้เริ่มการออกหาเสียง โดยมีนโยบายหลักคือความเท่าเทียม เขาจะขอเป็นเสียงให้กับคนจน และจะสู้กับยักษ์ใหญ่ของประเทศนี้

เขาได้กลายเป็นกระบอกเสียงของประชาชน และเข้าใจถึงประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เขาต้องการล้มเหล่าธุรกิจยักษ์ใหญ่นี้ ประชาชนต้องการการป้องกันการผูกขาด มันกลายเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่หลวงที่สุดนับตั้งแต่เหล่าผู้บุกเบิกเคยเจอมา

William Jennings Bryan นักการเมืองหนุ่มผู้ลุกขึ้นมาท้าทายเหล่าผู้มีอิทธิพล
William Jennings Bryan นักการเมืองหนุ่มผู้ลุกขึ้นมาท้าทายเหล่าผู้มีอิทธิพล

แต่ด้วยเงินทองที่มากมายของพวกเขาทั้งสาม รวมถึงการผนึกกำลังกันเพื่อการต่อสู้ครั้งนี้นั้น พวกเขาได้ใช้อิทธิพลทั้งหมด โดยเฉพาะเหล่านักการเมืองที่ต้องการเงิน เงินของพวกเขาเหล่านี้นั้นมากพอที่จะซื้อใครก็ได้ที่จะทำประโยชน์ให้กับพวกเขา

ตอนนั้น William Jennings Bryan นั้นลงสมัครในนามของพรรค รีพับรีกัน พวกเขาจึงต้องสนับสนุนฝั่งตรงข้ามเลยเล็งไปที่  William Mckinley ที่เป็นอดีตผู้ว่าการรัฐโอไฮโอ ที่เข้าใจถึงอุตสาหกรรมสมัยใหม่มากกว่า พวกเขาจึงได้ทุ่มเงินอย่างเต็มที่เพื่อการนี้โดยเฉพาะ ในแคมเปญการรณรงค์หาเสียงของ Mckinley

William Mckinley ผู้มาเป็นตัวแทนของเหล่าผู้มีอิทธิพล
William Mckinley ผู้มาเป็นตัวแทนของเหล่าผู้มีอิทธิพล

พวกเขาได้ใช้อิทธิพลไปทั่ว รวมถึงการซื้อสื่ออย่างกว้างขวางเพื่อกระจายไปยังกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ แต่ Bryan นั้นก็ไม่ยอมแพ้ โดยการออกเดินสายหาเสียงไปทั่วประเทศ ไปพูดกับประชาชนโดยตรง ซึ่งกลายมาเป็นต้นแบบของการหาเสียงเลือกตั้งจนมาถึงปัจจุบันนี้

มันเป็นการสู้ศึกกันอย่างดุเดือด มันการเล่นสกปรกกันอย่างมากมาย โดยฝ่าย 3 ผู้มีอิทธิพล  ทั้งประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายคนรวย กับ ฝ่ายคนจน ซึ่งแน่นอนว่า ฝ่ายคนจนนั้นมีมากกว่าอยู่แล้ว เป็นการเลือกตั้งที่คึกคักเป็นอย่างมาก ประชาชนกว่า 90% เข้าคูหาเลือกตั้ง

ตอนนี้อนาคตของคนทั้งชาติแขวนอยู่บนเส้นด้าย ทั้งสองฝ่ายต่างรอผลการเลือกตั้งอย่างใจจดใจจ่อ ซึ่งในที่สุดผลการเลือกประธานาธิบดีก็ออกมา Mckinley เอาชนะไปได้อย่างหวุดหวิด และแน่นอนฝ่ายคนรวยเอาชนะไปได้สำเร็จ

มันทำให้ Rockefeller , Carnegie และ Morgan มีอำนาจมากขึ้นกว่าเดิม และถึงเวลาแล้วที่ต้องยกเลิกการเป็นพันธมิตรกันอีกครั้ง พวกเขาจึงต้องกลับมาแข่งขันกันเหมือนเดิม

การโดนไฟฟ้าเริ่มมาแย่งตลาดน้ำมันก๊าซของ Rockefeller ทำให้เขาเริ่มมองหาธุรกิจใหม่มาเสริมความแข็งแกร่งให้เขา และเขาเล็งไปที่ ธุริจเหล็ก ซึ่งเป็นฐานที่มั่นของ Carnegie 

การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง แร่เหล็กซึ่งมีมากมายมหาศาลในขณะนั้น มันทำให้ Carnegie ไม่ค่อยจะสนใจกับการเข้ามาสู่ธุรกิจเหล็กของ Rockefeller เพราะเขามองว่า เขาทำมานานและมีประสบการณ์มากกว่า ยากที่ Rockefeller จะตามทันในธุรกิจที่เขาถนัดอย่างธุรกิจเหล็กกล้า

Rockefeller เจาะฐานที่มั่น Carnegie เริ่มต้นจากเหมืองถลุงแร่เหล็กก่อน
Rockefeller เจาะฐานที่มั่น Carnegie เริ่มต้นจากเหมืองถลุงแร่เหล็กก่อน

แต่ดูเหมือน Carnegie จะประเมิน Rockefeller ต่ำไปหน่อย เพราะ Rockefeller ได้เริ่มต้นส่งแร่เหล็กไปยังคู่แข่งของ Carnegie ด้วยสนนราคาที่ต่ำมาก มันทำให้การแข่งขันดุเดือดขึ้น มันไปแย่งลูกค้าของ Carnegie โดยตรง ส่งผลต่อกำไรของ Carnegie โดยตรง

Rockefeller เริ่มคิดแผนใหม่ขึ้นมา เขาจะสร้างโรงงานเหล็กขึ้นมา ที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าสิ่งที่ Carnegie ได้สร้างขึ้น Carnegie ต้องขัดขวางทุกวิถีทาง โดยเข้าไปพบกับ Rockefeller เพื่อขู่ให้ Rockefeller เลิกยุ่งกับธุรกิจเหล็กเสีย มันเป็นการปะทะกันซึ่ง ๆ หน้าเป็นครั้งแรก โดยที่ไม่มีฝ่ายไหนยอมถอย มันเป็นการเจรจาที่ยืดเยื้อกว่าหลายเดือน

Carnegie ไม่มีทางเลือกมากนัก ที่จะรักษาอาณาจักรของเขาไว้ เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อให้ Rockefeller ออกไปจากธุรกิจนี้ซะ สุดท้ายมันก็มีการเจรจาตกลงกันได้สำเร็จ พวกเขาทั้งสองรู้ดีว่าต่างคนต่างยิ่งใหญ่กันเกินไปที่จะมาห้ำหั่นกันเองแบบนี้ มันจะเจ็บตัวทั้งคู่เสียเปล่า ๆ 

โดย Carnegie เสนอซื้อแร่เหล็กทั้งหมดที่ Rockefeller ขุดมาได้ โดยบังคับไม่ให้ Rockefeller ห้ามขายไปยังคู่แข่งในธุรกิจเหล็กกล้าของเขา ซึ่งมันเป็น Deal ที่ Win-Win ทั้งสองฝ่าย โดยไม่มีการรุกล้ำอาณาเขตซึ่งกันและกันแต่อย่างใด 

สุดท้ายก็เจรจาผลประโยชน์ลงตัวระหว่าง Carnegie และ Rockefeller
สุดท้ายก็เจรจาผลประโยชน์ลงตัวระหว่าง Carnegie และ Rockefeller

และเรื่องข้อตกลงดังกล่าวนั้นดังไปถึงหูของ J.P Morgan ผู้ยิ่งใหญ่อีกหนึ่งคน ที่มองเห็นว่าน่าจะทำอะไรบางอย่างได้ ระหว่าง Deal ของ Carnegie และ Rockefeller  Morgan นั้นมีอิทธิพลต่อเศรษฐกิจของประเทศมากกว่า ทั้ง Carnegie และ Rockefeller

Morgan นั้นใช้ความสามารถของเขาในการเข้าไปเจรจาควบรวมกิจการหลายแห่งทั่วสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ธุรกิจเหมือนแร่จนถึงการขนส่งทางรถไฟ Morgan ต้องการยุติการแข่งขันในอุตสาหกรรมเหล็กกล้า เขาต้องการรวมคู่แข่งทั้งหมดในอุตสาหกรรมให้เหลือเพียงหนึ่งเดียว มันเป็นการรวมกิจการที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยทำมา และที่สำคัญมันยังมีความเสี่ยงสูงที่สุดอีกด้วย ซึ่งวิธีการก็คือ เข้ายึดอาณาจักรของ Andrew Carnegie ทั้งหมดให้ได้

และมันเป็นช่วงเวลาประจวบเหมาะพอดี ที่ Carnegie ที่ตอนนั้นเหนื่อยกับการต่อสู้อย่างยาวในการแข่งขันของธุรกิจเหล็กกล้า และเริ่มไม่ค่อยมั่นใจในแนวคิดของตนเอง เพราะมันต้องต่อสู้ไปตลอดอีกชีวิต

มันเป็นวิธีที่เสี่ยงสำหรับ Morgan เขาไม่อาจะเข้าไปคุยกับ Carnegie โดยตรงได้ เขาจึงเลือกที่จะเข้าไปคุยกับผู้ช่วยของ Carnegie แทน ซึ่งเขาคนนั้นคือ  Charles  Schwab ผู้ซึ่งทำงานให้ Carnegie มากว่า 15 ปี ซึ่ง Morgan ต้องการทราบราคาโดยให้ Schwab นั้นไปสืบราคามาให้ และเสนอตำแหน่งประธานบริษัทให้หาก Deal สำเร็จ

ความจริงนั้น Carnegie ก็ไม่ได้มีแผนการที่จะขายธุรกิจเหล็กของเขาเสียด้วยซ้ำ แต่หลังจาก Schwab ได้ลองถามดู หากต้องการขาย Carnegie จะขายที่ราคาเท่าไหร่ เขาเลยนึกตัวเลขคร่าว ๆ ว่าน่าจะประมาณ 480 ล้านเหรียญ หรือ เทียบเท่า 400,000 ล้านเหรียญหากเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน 

มันเป็นจำนวนที่สูงยิ่งกว่างบประมาณของรัฐบาลสหรัฐทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ ตัว Carnegie เองก็คงไม่คิดว่า J.P Morgan นั้นจะบ้าซื้อได้ในราคาดังกล่าวได้อย่างแน่นอน แต่คนอย่าง Morgan นั้นต้องการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมขนาดยักษ์อย่างธุรกิจเหล็กกล้า 

มันเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่ ทั้ง Andrew Carnegie และ John D. Rockefeller ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงการที่จะได้เป็นผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา และในที่สุด มันก็ถึงเวลาที่ Carnegie ชนะเสียที ข้อตกลงกับ J.P Morgan นั้นมันได้ทำให้ Carnegie มีทรัพย์สินส่วนตัวพุ่งขึ้นไปสูงถึง 310,000 ล้านเหรียญ ถ้าเทียบกับค่าเงินปัจจุบัน และเขายังเป็นผู้ที่เคยมีทรัพย์สินมากที่สุด เท่าที่โลกใบนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นจวบจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีใครสามารถล้มสถิตินี้ได้

หลังจากเป้าหมายของ J.P Morgan สำหรับ เขาได้ตั้งชื่อบริษัทใหม่ว่า U.S Steel มันได้กลายเป็นธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นบริษัทแรกของโลกที่มูลค่ากว่า 1,000 ล้านเหรียญ และมันได้ครอบความเป็นใหญ่ในธุรกิจเหล็กกล้าอีกกว่า 100 ปี อย่างที่ไม่มีใครเทียบได้

การควบรวมจนกลายเป็นบริษัท U.S Steel บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก
การควบรวมจนกลายเป็นบริษัท U.S Steel บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แต่อย่างที่เกริ่นไว้ก่อนหน้า ถึงแม้เหล่าผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ จะซื้อประธานาธิดีขึ้นมาได้ แต่พวกเขาไม่สามารถหนีการเมืองไปได้ตลอดกาล อำนาจที่พวกเขามีเหนืออุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ในประเทศ ได้ดึงดูความสนใจของนักการเมืองคนหนึ่ง ที่ชื่อ Theodore Roosevelt

Roosevelt นั้นมีลักษณะนิสัยแทบจะไม่ต่างจาก เหล่าผู้มีอิทธิพลทั้ง 3 เขาเป็นคนที่ชอบข่มคนอื่น และมีนิสัยที่ชอบสั่งการ  ตัว Roosevelt เองนั้นเติบโตมาจากครอบครัวที่ร่ำรวยย่านนิวยอร์ก และกลายมาเป็นยักษ์ใหญ่แบบเดียวกับที่ Carnegie หรือ Rockefeller ทำได้

แต่แทนที่จะไปเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ แบบทั้ง 2 นั้น เขากลับเลือกเส้นทางการเมืองแทน แม้ภาพลักษณ์เขาจะไม่ค่อยดีนัก แต่เขาก็พยายามปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวเองจากชนชั้นสูง มาเป็นคนที่ทำงานเพื่อประชาชน เขาได้สมัครเข้าร่วมรบกับกองทัพ ในสงครามสเปนนิช-อเมริกัน  เขาได้ก้าวขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เพียงไม่นานเขาก็ได้กลายมาเป็นผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก

Roosevelt เลือกเส้นทางการเมืองแทนการเป็นนักธุรกิจ
Roosevelt เลือกเส้นทางการเมืองแทนการเป็นนักธุรกิจ

Roosevelt นั้นแสดงให้เห็นถึงตัวตนที่ชัดเจนของเขา เขาไม่ต้องการให้ใครมาบังคับเขาได้ไม่ว่าเรื่องใด ๆ ก็ตาม เขาได้เริ่มท้าทายบริษัทใหญ่ โดยออกกฏหมาย เพื่อให้มีการกดขี่ข่มเหงจากบริษัทใหญ่ ๆ และตอนนี้เป้าหมายใหญ่ที่สุดของเขาคือ การยกเลิกการผูกขาดที่ทรงพลังที่สุดของประเทศ

แต่ด้วยฐานะที่ร่ำรวยอยู่แล้ว มันทำให้เขาไม่สามารถซื้อได้ด้วยเงิน ดังนั้นเหล่าผู้มีอิทธิพล อย่าง Morgan และ Rockefeller นั้นต้องหาวิธีที่จะทำให้เขาอ่อนแอที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยทำทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ Roosevelt นั้นขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้

เมื่อการเลือกตั้งใกล้เข้ามาอีกครั้ง เหล่าผู้ท้าชิงจากปี 1896 ระหว่าง 
Mckinley กับ Bryan และมีผู้สนับสนุนเบื้องหลังมากมาย เพื่อหวังให้ Mckinley เอาชนะให้ได้อีกครั้ง เหล่าผู้มีอิทธิพลก็ใช้แผนเดิม ๆ ทำให้ Mckeinley นั้นสามารถกลับมาเป็นประธานาธิบดีได้อีกครั้ง

โดยจุดเปลี่ยนที่สำคัยคือ Roosevelt นั้นสามารถก้าวขึ้นมาเป็น รองประธานาธิบดีได้สำเร็จ แต่ต้องบอกว่าในสมัยนั้น ตำแหน่งนี้ไม่ได้มีอำนาจมากมายเหมือนอย่างในปัจจุบัน มันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด ทั้ง Morgan และ Rockefeller ก็ต่างคิดว่าพวกเขาสามารถปกป้องอาณาจักรของตัวเองได้สำเร็จอีกครั้งหนึ่ง

Mckinley นั้นได้ดำรงตำแหน่งต่ออีก 4 ปี มันทำให้เหล่าผู้มีอิทธิพลนั้นสบายใจ และพร้อมที่ขยายอาณาจักรของพวกเขาให้ยิ่งใหญ๋ยิ่งขึ้นไปอีก แต่มันมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันได้เกิดขึ้น ในเดือนกันยายนปี 1901 นั้น ประธานาธิบดี Mckinley ได้เดินทางไปยังเมืองบัฟฟาโล เพื่อกล่าวสุนทรพจน์เชิดชูความรุ่งเรืองของอเมริกา 

แต่ความรุ่งเรืองนั้นกลับไปไม่ถึงทุกคน ผู้คนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ยากจนนั้นต้องดิ้นรนเพื่ออยู่รอด พวกเขาต่างเบื่อความสัมพันธ์ระหว่าง Mckinley กับเหล่ายักษ์ใหญ่ทางธุรกิจที่กำลังผูกขาดประเทศอยู่

Leon Czolgosz เป็นอดีตคนงานในโรงงาน เขาเพิ่งเสียงานในบริษัทแห่งหนึ่งจากการที่ J.P Morgan ได้เข้าไป take over เพื่อรวมให้กลายเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง U.S Steel เขาเชื่อในลัทธิ Anachy โดยเชื่อว่าคนรวยตักตวงผลประโยชน์จากคนจน และเขามุ่งมั่นที่จะหยุดมันลงให้ได้ และเขาก็ได้ทำการลอบสังหาร ประธานาธิบดี Mckinley จนได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังจากนั้นอีก 8 วันนับจากการลอบสังหาร ประธานาธิบดี Mckinley ก็เสียชีวิตไปในที่สุด 

Leon Czolgosz ลอบสังหาร Mckinley จนเสียชีวิตในที่สุด
Leon Czolgosz ลอบสังหาร Mckinley จนเสียชีวิตในที่สุด

และมันกลายเป็นแผนที่ผิดพลาดของเหล่าผู้มีอิทธิพลที่ไม่ได้วางเอาไว้หากเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่นนี้ เพราะตอนนี้ Roosevelt จอมต่อต้านการผูกขาดที่เป็นฝั่งตรงข้ามกับเหล่าผู้มีอิทธิพล กำลังจะขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจในการเป็นปรธานาธิบดีแทน Mckinley ที่เสียชีวิตไป

ตอนนี้ ทุกอย่างมันผิดแผนไปหมดแล้ว มันได้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สำหรับเหล่าผู้มีอิทธิพลทั้งหมด Roosevlet นั้นส่งสัญญาณไปยังเหล่าผู้มีอิทธิพลทันทีว่า ควรตระหนักตัวให้ดีว่า พวกเขานั้นเป็นเพียงแค่นักลงทุน ไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะมาใหญ่โตควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างได้อีกต่อไป

ส่วนตัวเขานั้นเป็นคนที่ถูกเลือกโดยประชาชน ให้มาบริหารประเทศ เขามีสิทธิอำนาจแบบเต็มมือในการจัดการทุกอย่าง ไม่นานเขาก็เริ่มแผนที่จะต่อกรกับเหล่าบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศทันที และเป้าหมายแรกของเขาคือ บริษัทอาณาจักรรถไฟ ที่ตอนนี้กลายเป็นของ J.P Morgan

Roosevelt นั้นไม่ใช่คนที่จะควบคุมอะไรได้เหมือนกับ Mckinley อีกต่อไปตอนนี้ เหล่าผู้มีอิทธิพลกำลังอยู่ในสถานกรณ์ลำบาก แม้ J.P Morgan จะพยายามเข้าไปพูดคุยด้วย แต่ก็ไม่ได้ผล 

Roosevelt ได้เริ่มฟ้องร้องต่อศาลรัฐบาลกลาง ในเรื่องการผูกขาดธุรกิจ ต่อบริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย และมันเริ่มต้นด้วยชัยชนะทันที การผูกขาดธุรกิจรถไฟของ J.P Morgan ต้องพังทลายลงทันที 

เริ่มเดินหน้าฟ้องธุรกิจผูกขาดทั้งหลายต่อศาลรัฐบาลกลางทันที
เริ่มเดินหน้าฟ้องธุรกิจผูกขาดทั้งหลายต่อศาลรัฐบาลกลางทันที

และตัวอย่างแรกมันได้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เหลือ ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็ได้ถูกเลือกให้เป็นประธานาธิบดีในสมัยที่สองต่อทันที เขาได้เริ่มทำการฟ้องร้องการผูกขาดธุรกิจไปหลายสิบคดีต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐ มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญอีกครั้งของประเทศอเมริกา ตอนนี้เหล่ายักษ์ใหญ่ทั้งหลาย ต้องมาเป็นฝ่ายตั้งรับบ้างแล้ว

จะเกิดอะไรขึ้นต่อ เมื่อถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญของอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ในอเมริกา การเข้ามากวาดล้างของ Roosevelt นั้นทำให้เหล่าผู้มีอิทธิพลยักษ์ใหญ่ ที่ตอนนี้เริ่มโรยราไปตามวัย ต้องพบกับสถานการณ์ที่ยากลำบากในการต่อสู้ ซึ่งตอนหน้าจะเป็นบทสรุปทั้งหมดของ ซีรี่ย์ชุดนี้แล้วนะครับ โปรดอย่าพลาดติดตามนะคร้าบ

–> อ่านตอนที่ 8 : Henry Ford (ตอนจบ)

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Cornelius Vanderbilt  *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : 
https://www.biography.com/people/jp-morgan-9414735
https://en.wikipedia.org/wiki/J._P._Morgan
https://en.wikipedia.org/wiki/Andrew_Carnegie
https://en.wikipedia.org/wiki/John_D._Rockefeller
https://www.history.com/topics/us-presidents/theodore-roosevelt
https://en.wikipedia.org/wiki/Theodore_Roosevelt
https://www.biography.com/people/theodore-roosevelt-9463424
https://en.wikipedia.org/wiki/William_McKinley
https://www.history.com/topics/us-presidents/william-mckinley
https://www.history.com/shows/men-who-built-america

The Innovators ตอนที่ 6 : Rockefeller vs Carnegie vs Morgan

เมื่อ นิโคลา เทสลา ได้พัฒนวิธีใหม่ในการจ่ายกระแสไฟฟ้าขึ้นมา และมันเป็นสิ่งท้าทายสำหรับ J.P Morgan และ Edison ที่พวกเขาได้สร้างขึ้นมา ซึ่งตอนนี้มันต้องมีเพียงรูปแบบเดียวเท่านั้นที่จะสามารถใช้งานไปทั่วโลกได้ มันต้องมีผู้ชนะและผู้แพ้สำหรับศึกครั้งนี้

Morgan นั้นอยากให้ Edison กำจัดคู่แข่งออกไป ไม่ว่าวิธีการใดก็ตาม แม้จะใช้วิธีสกปรกอย่างไร ก็ขอให้เอาชนะให้ได้ เขาต้องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าไฟฟ้ากระแสตรงนั้นปลอดภัยที่สุด และ ไฟฟ้ากระแสสลับเต็มไปด้วยอันตราย

แต่ดูเหมือนว่า จะไม่มีอะไรที่จะมาหยุดยั้งความร้อนแรงของไฟฟ้ากระแสสลับของ เทสลาได้เลย มันเริ่มแพร่กระจายไปยังวงกว้างขึ้นเรื่อย ๆ และที่สำคัญมันสามารถที่จะขยายตลาดได้เร็วกว่าไฟฟ้ากระแสตรงของ Edison เป็นอย่างมาก

Edison ได้สร้างเครื่องประหารแบบใหม่โดยใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ เพื่อแทนการแขวนคอที่ใช้มายาวนานตั้งแต่สมัยยุคกลาง มันคือเก้าอี้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟฟ้ากระแสสลับ มันคือเก้าอี้ไฟฟ้าตัวแรกของโลก มันจะแสดงให้โลกเห็นว่า ไฟฟ้ากระแสสลับนั้นทำให้ถึงตายได้

หลังจากนั้นได้มีการประหารชีวิตด้วยเก้าอี้ไฟฟ้า เป็นครั้งแรกของโลก Edison ได้เชิญสู่เพื่อเข้ามาเป็นประจักษ์พยานในเหตุการณ์สำคัญในครั้งนี้ ทุกคนจะต้องกลัวไฟฟ้ากระแสสลับ ซึ่งมันเป็นการประหารที่น่าสยดสยองอย่างมาก

เก้าอีไฟฟ้าของ Edison
เก้าอีไฟฟ้าของ Edison

แต่มันกลายเป็นประชาชนนั้นไม่ได้มองถึง เทสลา เลย พวกเขามองแค่ว่าใครเป็นคนสร้างเจ้าเก้าอี้ไฟฟ้าตัวนี้มาเท่านั้น ซึ่งคน ๆ นั้นก็คือ Thomas Edison นั่นเอง มันทำให้ชื่อเสียงของเขายิ่งแย่ลงไปอีก และมันพ่วงให้ J.P Morgan นั้นเสื่อมเสียไปด้วย เพราะเขาเป็นคนลงทุนเงินทั้งหมด

มันทำให้ความฝันของ Morgan นั้นกำลังจะพังทลายลง กับอุตสาหกรรมใหม่อย่าไฟฟ้า และที่สำคัญมันทำให้ Rockefeller นั้นได้รับผลดีตามไปด้วย เพราะอย่างน้อยมันก็ช่วยประวิงเวลาไม่ให้คนหันไปใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรมไฟฟ้า นั่นคือ โรงไฟฟ้าจากน้ำตก ไนแองการ่า มันคือการเปลี่ยนพลังจากสายน้ำให้กลายเป็นไฟฟ้า และ มันต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลในการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าขนาดยักษ์ครั้งนี้ ซึ่งดูเหมือน Morgan นั้นจะสนใจที่จะลงทุนในธุรกิจดังกล่าว เพราะเขายังไม่ยอมแพ้กับอุตสาหกรรมไฟฟ้า

โครงการยักษ์ที่ไนแองการ่า
โครงการยักษ์ที่ไนแองการ่า

ซึ่งมันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับ ที่บิดาของเขาอย่าง Junious Morgan นั้นได้เผอิญเสียชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุ ซึ่งมันทำให้ทรัพย์สินมาตกที่ J.P Morgan ทันที และตอนนี้เงินมันก็เพียงพอที่เขาจะไปลงทุนในโปรเจคใหญ่ของบริษัทไฟฟ้าน้ำตกไนแองการ่า ซึ่งจะมีการประมูล โดยตอนนั้นยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้ไฟฟ้ากระแสตรง หรือ ไฟฟ้ากระแสสลับ

มันเป็นโปรเจคที่ใหญ่มาก ๆ โรงไฟฟ้าน้ำตกไนแองการ่านั้น จะสามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอเมริการได้ทั้งหมด ซึ่งการที่ Morgan จะชนะการแข่งขันนี้ได้ ก็ต้องกำจัดคู่แข่งที่สำคัญของเขา เทสลา เสียก่อน

มันถึงเวลาที่ J.P Morgan ต้องเล่นบทโหดในฐานะพ่อมดการเงิน บริษัทของ Westinghouse ที่เป็นผู้ลงทุนหลักของ เทสลา กำลังพบกับปัญหาเรื่องการเงิน  Morgan จึงใช้ความรู้ทางด้านการเงินพยายาม ดิสเครดิต ฝั่งของ Westinghouse เพราะเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อ Wallstreet  มันทำให้เกิดปัญหาทันทีกับ Westinghouse ผู้คนต่างเทขายหุ้นออกมา มันทำให้ Westinghouse แทบจะเกือบล้มละลาย เมื่อไม่สามารถหาเงินทุนมาได้ เขาจึงต้องยอมแพ้ต่อ J.P Morgan 

เทสลา จึงตัดสินใจยกระบบไฟฟ้ากระแสสลับของเขาให้กับ Westinghouse ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ Westinghouse รอดพ้นจากวิกฤติมาได้ เพราะมันทำให้เรื่องสิทธิบัตรที่ เทสลา ถือไว้นั้นหมดไป และสามารถดึงดูดนักลงทุนกลับมาได้ทันที

ในขณะนั้น จะมีการจัดงาน World Fair ที่เมือง ชิคาโก ผู้จัดงานต้องการให้ทั้งเมืองเต็มไปด้วยแสงสว่าง Westinghouse จึงแก้เผ็ด Morgan ด้วยการประมูลด้วยราคาที่ต่ำกว่า Morgan มาก และมันทำให้เขาได้งานยักษ์ใหญ่ครั้งนี้ไป

ระบบไฟฟ้าที่แสดงในงาน นั้นใช้ไฟฟ้ากว่า 200,000 ดวง มันทำให้ทุกคนในงานตกใจเป็นอย่างมาก กว่า 27 ล้านคนที่เข้ามางานนี้จากทั่วโลก ได้เห็นการใช้ไฟฟ้ากระแสสลับของนิโคลา เทสลา และ Westinghouse มันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยของไฟฟ้ากระแสสลับ

งาน World Fair ที่ชิคาโก ทำให้ทั่วโลกได้เห็นพลังของไฟฟ้ากระแสสลับ
งาน World Fair ที่ชิคาโก ทำให้ทั่วโลกได้เห็นพลังของไฟฟ้ากระแสสลับ

และมันยังส่งผลกระทบไปถึงงานที่โรงงานไฟฟ้าไนแองการ่า อีกด้วย มันจะกลายเป็นโรงไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และผลก็ยังคงเหมือนเดิม เมื่อ Westinghouse นั้นสามารถเอาชนะการประมูลไปได้อีกครั้ง มันทำให้ Morgan นั้นพ่ายแพ้อย่างหมดรูป ฝันของเขากำลังพังทลาย

แต่ในวิกฤตินั้นย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ เขาหันมาใช้วิธีใหม่ มันเป็นบทเรียนที่บิดาเขาเคยสอนไว้ เขาเริ่มพุ่งเป้าไปที่ Westinghouse ก่อน โดยจัดการฟ้องร้องเรื่องสิทธิบัตรของไฟฟ้ากระแสสลับ ที่มีปัญหาอยู่เพราะมันอาจจะมีส่วนนึงที่มาจาก Lab ของ Edison เพราะเทสลา นั้นเดิมเคยเป็นผู้ช่วยของ Edison ซึ่งอาจจะใช้ความรู้ที่ได้จาก Lab ของ Edison ไปพัฒนาไฟฟ้ากระแสสลับ

ซึ่งเมื่อ Westinghouse เจอหมัดนี้ไป ก็ถึงกับไปต่อไม่เป็นเลยทีเดียว เพราะหากมีการฟ้องร้องกัน ต้องใช้เงินจำนวนสูงมากอย่างแน่นอน มันจึงเป็นตัวบีบบังคับเขาให้ยอมแพ้แก่ J.P Morgan 

ส่วนไฟฟ้ากระแสตรงของ Edison นั้นมันถือเป็นความล้มเหลวที่มากที่สุดครั้งนึงของ Edison เลยก็ว่าได้ Morgan จึงได้เริ่มหาวิธีในการยึดบริษัท Edison Electic มาไว้กับตัวเองแทน ด้วยกลยุทธ์ทางด้านการเงินเหมือนเคย

เมื่อสามารถยึดบริษัทได้สำเร็จก็ได้ทำการเปลี่ยนชื่อจากบริษัท Edison Electric ให้กลายมาเป็น General Electric หรือ G.E ที่อยู่ยงคงกระพันมาจนถึงยุคปัจจุบันนั่นเอง มันทำให้ General Electric กลายเป็นบริษัทด้านไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดทันที และเปลี่ยนจากการใช้ไฟฟ้ากระแสตรงของ Edison ให้กลายเป็น ไฟฟ้ากระแสสลับที่จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่แทน

General Electric หรือ G.E. ที่อยู่ยงคงกระพันมาจนถึงปัจจุบัน
General Electric หรือ G.E. ที่อยู่ยงคงกระพันมาจนถึงปัจจุบัน

ถึงตอนนี้ General Electric กำลังจะกลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของอเมริกา ตอนนี้ Morgan ได้ควบคุมอุตสาหกรรมไฟฟ้าทั้งหมดได้สำเร็จ ตอนนี้ J.P Morgan จึงก้าวขึ้นมาเทียบเคียงกับ Rockefeller และ Andrew Carnegie ได้สำเร็จแล้ว ฝันของเขากำลังจะเป็นจริงแล้วในอุตสาหกรรมใหม่อย่างไฟฟ้า

แต่เป้าเหมายของ Morgan นั้นยิ่งใหญ๋กว่านั้น เพราะเขามีอิทธิพลในด้านการเงินใน WallStreet ในวิกฤติเศรษฐกิจของอเมริกา Morgan นั้นให้ประเทศกู้เงินกว่า 3,000 ล้านเหรียญ เพื่อไม่ให้การคลังของประเทศเกิดภาวะล้มละลาย เขารักประเทศมากกว่าใครในบรรดาผู้มีอิทธิพลทั้งหมด

Rockefeller นั้นรู้สึกกดดันมากที่สุด เพราะไฟฟ้ากำลังเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมไปแล้ว มันทำให้สถานการณ์ของน้ำมันก๊าซนั้นแย่ลงเรื่อย ๆ เขาต้องหาสิ่งที่มาแทนน้ำมันก๊าซโดยด่วนที่สุด และมันอยู่ใกล้ตัวเขาเพียงแค่เอื้อมมือเท่านั้น

Rockefeller เริ่มสนใจสิ่งที่เหลือจากการกลั่นน้ำมัน ที่ถูกทิ้งมาตลอดหลายปี มันคือของเหลวติดไฟง่าย ที่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสารตัวนี้คือ แก๊สโซลีน ตอนนั้นยังไม่มีใครใช้ประโยชน์จากมัน

Rockefeller จึงได้ว่าจ้างทีมนักวิทยาศาสตร์เข้ามาเพื่อหาประโยชน์จากสารพิษ ชนิดนี้ ตอนแรกนั้นพวกเขาได้นำไปทำผลิตฑ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่าง ขี้ผึ้งสังเคราะห์ หรือ ปิโตรเลียมเจล แต่ Rockefeller นั้นคิดว่า แก๊สโซลีน นั้นน่าจะมีประโยชน์มากกว่านั้น

มันเหมือนโชคชะตาลิขิตให้เขาต้องยิ่งใหญ่เหมือนทุก ๆ ครั้งของ Rockefeller เขาเริ่มใช้เครื่องยนต์ที่หันมาใช้แก๊สโซลีน สำหรับเครื่องจักรของเขาในโรงงานผลิตน้ำมัน ซึ่งมันได้ผลที่ดีอย่างเห็นได้ชัด และสุดท้ายมันได้เริ่มกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการใช้เครื่องยนต์แก๊สโซลีนกับโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ทั่วอเมริกา ตอนนี้เขากำลังมองเห็นโอกาสของอุตสาหกรรมน้ำมันใหม่อย่างแก๊สโซลีนเข้าให้แล้ว

นำแก๊สโซลีนมาใช้ในเครื่องจักรโรงงานก่อน หลังจากทิ้งมันมานาน
นำแก๊สโซลีนมาใช้ในเครื่องจักรโรงงานก่อน หลังจากทิ้งมันมานาน

ส่วน J.P Morgan นั้นเขาได้เริ่มมองหาวิธีอื่นในการทำงาน โดยอาศัยโมเดลธุรกิจจากบิดาของเขา เขาได้สร้างกลยุทธ์ทางการเงินที่ก้าวหน้ามาก ๆ ขึ้นมา เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า morganization ซึ่งคือการเข้าครอบครองบริษัทที่แข่งขันกันอยู่ เพื่อให้เหลือบริษัทเดียว เพื่อผลกำไรที่สูงที่สุด

ซึ่งไม่นาน Carnegie และ Rockefeller  ก็ใช้หลักวิธีการเดียวกันนี้ ในการจัดการบริษัท เพื่อผลกำไรสูงสุด มันคือยุคทองของระบบทุนนิยม ตอนนั้นไม่มีคนจากรัฐบาลมาจับตามองพวกเขา จึงไม่มีอุปสรรคใด ๆ ของเหล่าผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ในการจะทำอะไรก็ได้ ความแตกต่างระหว่างคนจน กับคนรวยมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในอัตราที่น่าตกใจมาก ๆ 

มันเป็นย่างก้าวที่ผิดพลาดของระบอบเศรษฐกิจอเมริกา มันคือการผูกขาดจากผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา ที่แข่งขันกันอยู่ ซึ่งกำลังแข่งกันเพื่อทำกำไร และสร้างความมั่งคั่ง พวกเขากำลังครองครองประเทศนี้อยู่

ประชาชนเริ่มไม่พอใจพวกเศรษฐีเหล่านี้มากขึ้นเรื่อย ๆ มีนักการเมืองเข้ามาร่วมด้วย เพื่อจะร่างกฏหมายด้านการผูกขาดเพื่อจัดการผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ และตอนนี้มันถึงเวลาแล้วที่เหล่าผู้มีอิทธิพลทั้งสาม อย่าง John D.Rockefeller , Andrew Carnegie และ J.P Morgan นั้นต้องร่วมมือกัน พวกเขาจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายอาณาจักรของพวกเขาได้ พวกเขาต้องพักการแข่งขันลงชั่วคราว และหันมาร่วมมือกันเพื่อแผนการครั้งใหญ่

ถึงตอนนี้เรื่องราวกำลังเข้มข้น สุดท้ายทั้งสามผู้ยิ่งใหญ่ก็ต้องมาร่วมมือกันเป็นครั้งแรกเพื่อป้องกันอาณาจักรของพวกเขาไม่ให้พังทลาย แล้วแผนที่ว่านั่นคืออะไร ? และขณะที่ทั้งสามกำลังกอบโกยความมั่งคั่งอยู่ นักประดิษฐ์รุ่นใหม่นาม Henry Ford ที่กลายเป็นตำนาน ก็กำลังมาเปลี่ยนประเทศอเมริกาอีกครั้ง และมันกำลังจะก้าวสู่ยุคใหม่ของประเทศอเมริกาอย่างเต็มตัว มันจะเกิดอะไรขึ้นต่อกับประเทศอเมริกา โปรดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 7 : Theodore Roosevelt

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Cornelius Vanderbilt  *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : 
https://www.biography.com/people/jp-morgan-9414735
https://en.wikipedia.org/wiki/J._P._Morgan
https://en.wikipedia.org/wiki/Andrew_Carnegie
https://en.wikipedia.org/wiki/John_D._Rockefeller
https://www.biography.com/people/john-d-rockefeller-20710159
https://www.britannica.com/biography/John-D-Rockefeller
https://www.history.com/shows/men-who-built-america

The Innovators ตอนที่ 4 : Carnegie vs Rockefeller

Carnegie บริจาคเงินกว่าหลายล้านเหรียญเพื่อช่วยกู้เมือง JohnTown เขาได้เริ่มสร้างอนุสรณ์ต่าง ๆ ขึ้นทั่วประเทศ เพื่อชดเชยสิ่งที่เขารู้สึกว่าได้เป็นส่วนหนึ่งในความผิดพลาดที่ร้ายแรงครั้งนี้ มันยังเป็นภาพหลอกหลอนเขาอยู่เสมอกับเหตุการณ์ที่ JohnTown

เขาได้เริ่มสร้างอนุสรณ์ในนิวยอร์ก อย่าง Carnegie Hall ซึ่งมันคือ เวทีศิลปะการแสดงใหม่ของนิวยอร์ก สำหรับคนชั้นสูงและเหล่าคนดัง งานเปิดตัวนั้น John D.Rockefeller เข้ามาร่วมงานด้วย ซึ่งการที่มีชื่อของ Carnegie ในเรื่องการสร้าง Hall ดังกล่าวนั้น มันทำให้การแข่งขันของทั้งคู่ขึ้นไปสู่อีกระดับหนึ่ง

Carnegie Hall สัญลักษณ์กลางเมืองนิวยอร์ก
Carnegie Hall สัญลักษณ์กลางเมืองนิวยอร์ก

ตลอดอีก 10 ปีผ่านไป ทั้งคู่ส่งของขวัญตอบโต้กันในวันคริสมาสต์ ตัวอย่างเช่น Rockefeller ส่งเสื้อกระดาษราคาถูกไปให้ Carnegie เพื่อตอกย้ำถึงภูมิหลังในการเป็นผู้อพยพที่ยากจน ขณะที่ Carnegie ก็ตอบโต้ด้วยการส่ง วิสกี้ อย่างดีไปให้ Rockefeller ที่เป็นคนเคร่งศาสนาและไม่ดื่มเหล้า 

ขณะที่อาณาจักรน้ำมันของ Rockefeller กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง เหล็กก็เป็นที่นิยมอย่างมากในการก่อสร้าง และธุรกิจของ Carnegie ก็กำลังไปได้สวย เหล็กกล้าของ Carnegie ช่วยทำให้เมืองต่าง ๆ ในอเมริกา เริ่มขยายขึ้นไปในแนวดิ่ง ถ้า Carnegie อยากแซงหน้า Rockefeller นั้น เขาต้องทำกำไรให้ได้มากกว่านี้และเขาอาจจะต้องชดใช้ในความพยายามของเขา และสูญเสียทุกอย่างจากความทะเยอทะยานของเขาที่มีมากเกินไป 

การที่จะก้าวแซง Rockefeller ได้นั้น Carnegie จะทำเพียงธุรกิจเหล็กกล้าเพียงเดียวมันคงไม่ได้ เขาต้องหาวิธีการสร้างกำไรให้สูงสุดด้วย และเขาก็เริ่มหันหาตัวช่วย หลังจากความพยายาหลายปีของเขาไม่สำเร็จเสียที เขาจึงได้หันไปหาโรงเหล็กกล้าแห่งนึงที่กำลังมีปัญหานอกเมือง พิตต์สเบิร์ก

เขาต้องการสร้างโรงเหล็กใหม่ ที่มีขนาดใหญ่โตที่สุด เท่าที่เขาเคยสร้างมา เขาจึงได้ทำการลงทุนไปกว่าหลายล้านเหรียญ เปลี่ยนโรงเหล็กที่มีปัญหานี้ ให้กลายเป็นโรงเหล็กที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เท่าที่เขาเคยสร้างมา โรงเหล็กที่ชื่อว่า Homestead Steel Works นั้น กลายเป็นสิ่งก่อสร้างของ Carenegie ที่ใหญ่ที่สุดที่เขาเคยสร้างมานับตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจเหล็กกล้า

โรงงานเหล็กที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ Carnegie เคยสร้างมา Homestead Steel work
โรงงานเหล็กที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ Carnegie เคยสร้างมา Homestead Steel work

ต้นทุนด้านแรงงานนั้นเป็นต้นที่สำคัญ โดยเฉพาะสำหรับโรงงานเหล็กกล้าอย่าง Homestead Steel Works การที่เขาจะได้กำไรเพิ่มมากขึ้นนั้น เขาจำเป็นต้องลดต้นทุน ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีเครื่องจักร หรือ หุ่นยนต์ เหมือนในปัจจุบัน การจะลดต้นทุนนั้นมีทางเดียว คือ ลดค่าแรงลง และเพิ่มเวลาทำงานให้กับเหล่าแรงงานทั้งหลาย 

แต่เนื่องด้วยภาพลักษณ์ที่เสียไปในกรณี อุตบัติภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่เมือง JohnTown มันทำให้ Carnegie ไม่อยากสูญเสียภาพลักษณ์อีกแล้ว การมีปัญหากับแรงงาน มันคงไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน 

เขาจึงต้องใช้มือดีอย่าง เฮนรี่ ฟลิกซ์ จอมโหดคนเดิม มาจัดการเรื่องดังกล่าวแทน  โดยมอบตำแหน่งประธานให้กับ ฟลิกซ์ แล้วตัว Carnegie นั้นก็หนีไปอยู่สก๊อตแลนด์ เพื่อให้ เฮนรี่ ฟลิกซ์ นั้นสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

จอมโหดคนเดิมกลับมาแล้ว
จอมโหดคนเดิมกลับมาแล้ว

ฟลิกซ์ ก็เริ่มใช้ทุกวิถีทางกับคนงานที่ Homestead Steel คนงานต้องทำงาน 12 ชม.ต่อวัน และ 6 วันต่อสัปดาห์ มันเป็นสภาพการทำงานที่สุดโหด ตอนนั้นมันยังไม่มีกฏหมายแรงงาน ซึ่งมันเปิดช่องให้เหล่าเจ้าของธุรกิจ จะทำอย่างไรกับแรงงานก็ได้

ต้องบอกว่า การทำงานในโรงเหล็ก 12 ชม.ต่อวันนั้นมันแทบจะเป็นเรื่องทีทำได้ยาก จึงมีคนงานหลายกลุ่มที่เริ่มรวมตัวกันเรียกร้อง เหล่าคนงานเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า และต้องการค่าแรงที่สูงขึ้นกว่าเดิม 

แต่ฟลิกซ์นัั้นกลับเร่งการผลิต ให้คนงานต้องทำงานหนักขึ้น ซึ่งหากมีการประท้วงหรือบอยคอต ขึ้นมานั้น ฟลิกซ์ ก็ยังมองว่ามันอาจจะทำให้เขามีเหล็กกล้าพอที่สต๊อคไว้อยู่ และในที่สุดมันก็ถึงจุดเดือดของคนงาน

อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในโรงงานเริ่มเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และในที่สุดมันก็ทำให้มีคนงานเสียชีวิต มันเป็นเหตุให้เกิดการรวมตัวกันของคนงานที่เริ่มจะทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว 

ฟลิกซ์ ที่ได้รับความเห็นชอบจาก Carnegie จึงประกาศให้เหล่าคนงานทราบโดยทั่วกันว่าบริษัทจะไม่ร่วมเจรจาด้วย และจะไม่มีการปรับปรุงสภาพการทำงานเด็ดขาด  มันทำให้เหล่าคนงานเหล็กกว่า 2,000 คน มาปิดกั้นอยู่ข้างหน้าโรงงาน เพื่อป้องกันฟลิกซ์ ไม่ให้หาใครมาแทนพวกเขา

คนงานรวมกลุ่มกันเพื่อปิดโรงงาน
คนงานรวมกลุ่มกันเพื่อปิดโรงงาน

ฟลิกซ์ นั้นได้ว่าจ้างทหารรับจ้างไว้จัดการเรื่องพวกนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มันเริ่มกลายเป็นสงครามเต็มตัวระหว่างเหล่าคนงานกับเฮนรี่ ฟลิกซ์ ทั้งสองฝ่ายต่างมีอาวุธ ตอนนี้การผลิตเหล็กกล้าต้องหยุดลงแล้ว 

เดิมทีนั้น ฟลิกซ์ต้องการให้นำทหารรับจ้างที่มีอาวุธครบมือเหล่านี้ มาใช้เพื่อขู่เท่านั้นและหวังว่าเหล่าคนงานจะถอยไปเอง แต่เขาได้คิดผิดมหันต์ ตอนนี้เหล่าคนงานกว่า 2,000 พร้อมที่จะสู้ พวกเขาไม่มีทางถอยโดยเด็ดขาด

เหล่าทหารรับจ้างเริ่มยิงด้วยกระสุนจริง โดยไม่เกรงกลัวใด  ๆเพราะพวกเขามาจากที่อื่น ไม่ใช่คนพื้นเพแถวนั้น อยู่แล้ว และไม่ได้รู้จักกับเหล่าคนงานเหล่านี้ด้วยซ้ำ บทสรุปคือมันเต็มไปด้วยการนองเลือด มีผู้เสียชีวิต 9 คน และมีอีกจำนวนมากที่บาดเจ็บสาหัส แต่พวกเขาก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้ จนในที่สุดผู้ว่าการรัฐเพนซิลวาเนีย ต้องส่งทหารตัวจริงมาคลี่คลายสถานการณ์

ภาพจำลองความวุ่นวายที่เกิดขึ้น
ภาพจำลองความวุ่นวายที่เกิดขึ้น

ประชาชนต่างโกรธกับความรุนแรงที่เกิดขึ้น ทุกคนต่างโทษไปที่เฮนรี่ ฟลิกซ์ ที่เป็นฉนวนให้เกิดการนองเลือดครั้งนี้ และต้องมีคนรับผิดชอบกับเรื่องดังกล่าว มันกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการเรียกร้องความเป็นธรรม ต่อนายจ้างที่ไร้คุณธรรมของอุตสาหกรรมที่กำลังรุ่งเรืองของอเมริกา

มันทำให้ชื่อเสียงของ Carnegie นั้นย่ำแย่ลงไปอีก เพราะมันเป็นโรงงานของเขา เขาต้องเป็นส่วนนึงที่ต้องรับผิดชอบกับเรื่องดังกล่าว มันทำให้ความโกรธของประชาชนที่มีต่อเขาเพิ่มมากขึ้น

มันทำให้เกิดการรวมตัวของคนกลุ่มนึงที่ไม่ชอบความเป็นธรรมแบบนี้ ซึ่งกลุ่มนี้มีชื่อว่า anarchy  ซึ่งจะนิยมใช้ความรุนแรงในการตอบโต้กลับไม่ว่าที่ไหนที่พวกเขามองเห็นความอยุติธรรม และตอนนี้พวกเขากำลังหันเหความสนใจไปที่การสังหารหมู่ใน Homestead Steel ของ ซึ่งพวกเขาก็ได้เข้าไปลอบยิงประธานบริษัท Carnegie Steel อย่าง เฮนรี่ ฟลิกซ์ หวังคร่าชีวิต เพื่อล้างแค้น แต่มันก็ไม่สำเร็จ เฮนรี่ ฟลิกซ์ รอดจากการสังหารมาได้อย่างหวุดหวิด 

ตอนนี้ Andrew Carnegie กำลังทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาอาณาจักรเหล็กกล้าของเขา หลังมีความพยายามที่จะฆ่าประธานบริษัทของเขาอย่าง เฮนรี่ ฟลิกซ์  ซึ่งในขณะที่ศึกระหว่าง Andrew Carnegie กับ John D.Rockefeller กำลังจะถึงจุดแตกหัก ภัยคุกคามใหม่ มันกำลังจะเกิดขึ้น J.P. Morgan หนุ่มนักการเงินชื่อดัง กำลังร่วมมือกับนักประดิษฐ์ยอดอัจฉริยะอย่าง Thomas Edison ที่กำลังสร้างบางสิ่งบางอย่างที่จะกลายเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกใบนี้ไปตลอดกาล แล้วสิ่ง ๆ นั้นคืออะไร สุดยอดอัจฉริยะอย่าง Thomas Edison จะทำสิ่งใดที่เปลี่ยนโลกเราได้ แล้ว J.P Morgan มาเกี่ยวอะไรด้วย โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 5 : Thomas Edison vs Nikola Tesla

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Cornelius Vanderbilt  *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

The Innovators ตอนที่ 3 : Andrew Carnegie

ในตอนที่แล้วนั้น เหล่าผู้สร้างและปฏิวัติอเมริกา ต่างได้รับความเสียหายอย่างหนัก จากการต่อสู้กันอย่างดุเดือด มันเป็นยิ่งกว่าสงครามทางธุรกิจ หักเหลี่ยม เฉือนคมกัน แบบเอาให้ตายกันไปข้างนึงเลยทีเดียว แม้ Rockefeller จะเป็นฝ่ายชนะอย่างเด็ดขาด แต่ตัวเขาเองก็เสียหายไปน้อยเลยทีเดียว

ร่างของ ทอม สก็อต เจ้านายผู้ที่เป็นที่รักใครของลูกน้องคนสนิทอย่าง Andrew Carnegie ถูกนำมาฝังไว้นอกเมืองฟิลาเดเฟีย เขาได้จากไปพร้อมกับความผิดหวัง ความล้มเหลว และการถูกลบหลู่ โดยศัตรูตัวฉกาจ John D. Rockefeller 

มันนับได้ว่าเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญครั้งที่สุดของ Andrew Carnegie นายผู้เป็นคนที่เขาเทิดทูนเหมือนพ่อ ต้องมาจบชีวิตลง ด้วยความผิดหวังอย่างร้ายแรงในเรื่องธุรกิจ โลกนี้แทบจะไม่เหลืออะไรสำหรับ Andrew Carnegie อีกต่อไป เมื่อขาด ทอม สก๊อต ไป

เมื่ออายุได้เพียง 12 ปี Andrew Carnegie นั้นก็ได้เริ่มทำงานกับบริษัทรถไฟแห่งหนึ่งในเมือง พิตต์สเบิร์ก ซึ่งเป็นที่ ที่ Carnegie ได้มีโอกาสพบกับประธานบริษัทอย่าง ทอม สก็อต

สก็อต นั้นถูกชะตาเจ้าหนู Carnegie มาตั้งแต่เด็ก จึงได้ผลักดันให้มาเป็นผู้ช่วยส่วนตัวของเขา ครอบครัวของ Carnegie นั้นยากจนมาก แม้ตัว Carnegie เองนั้นอยากจะไปเรียนหนังสือเหมือนเด็กคนอื่น ๆ แต่ด้วยฐานะทางบ้านที่ยากจนมันจึงไม่สามารถที่จะส่งเขาไปเรียนในโรงเรียนได้

Carnegie จึงได้กลายเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัวมาตั้งแต่เด็ก ทุก ๆ คนรู้กันว่า Carnegie เป็นเด็กที่ฉลาด และที่สำคัญ Carnegie นั้นเป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยานสูงมาตั้งแต่เล็ก

และด้วยหัวที่ฉลาด และความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยมของ Carnegie ก็ทำให้ สก็อต นั้นคิดว่าจะสามารถปลุกปั้น Carnegie ขึ้นมาได้ ซึ่งหลังจากเฝ้าฟูมฟักในเรื่องธุรกิจรถไฟได้ไม่นาน  สก็อต ก็เริ่มที่จะโปรโมตเลื่อนขั้นให้กับ carnegie อย่างรวดเร็ว แซงเพื่อนรวมงานคนอื่น ๆ 

การได้อาจารย์ที่ดีอย่าง ทอม สก็อต มันก็ทำให้ Carnegie เรียนรู้ทุกอย่าง อย่างรวดเร็ว และมันทำให้เขาเก่งขึ้น จนสุดท้ายมันทำให้ ทอม สก็อต นั้นมั่นใจในตัว Carnegie อย่างมาก

และเมื่ออายุได้เพียง 24 ปี Carnegie ก็ได้เลื่อนขั้นเป็นผู้จัดการบริษัท มันทำให้เขาได้ทำงานใกล้ชิตกับ ทอม สก็อต ในการดูแลการขยายเส้นทางรถไฟ ไปทางตะวันตก

มันมีงานชิ้นหนึ่งที่ถือเป็นงานที่เป็นโปรเจคใหญ่ของ สก็อต ในการสร้างสะพานข้ามทางรถไฟที่ใหญ่ที่สุดในประเทศอเมริกา มันเป็นสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำ มิซซิสซิปปี้ เป็นการเชื่อมฝั่งตะวันตกกับตะวันออก ในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน  ซึ่งแน่นอนว่าเขาอยากให้ Carnegie คนที่เขาไว้ใจที่สุดมาจัดการในโปรเจคนี้

ทอม สก็อต คู่ปรับของ Vanderbilt

ได้อาจารย์ที่ดีอย่าง ทอม สก็อต ทำให้เขาได้เรียนรู้หลายอย่างมาก ๆ

มันเป็นสิ่งก่อสร้างที่เป็นสะพานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสมัยนั้น ซึ่งมีความยาวกว่า 1 ไมล์ มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยในการก่อสร้างสะพานระดับนี้ได้ มันพบกับความล้มเหลวหลายครั้งมากจากการที่มีบริษัทก่อนหน้าทดลองสร้างมาแล้ว ความเป็นไปได้มันน้อยมาก ๆ มีโอกาสที่จะเสียเงินเปล่าสูงมาก 

แต่ Carnegie นั้นคิดว่า หากไม่เสี่ยง มันก็แทบจะไม่ได้อะไรกลับมา เขาไม่อยากคว้าน้ำเหลวกับโครงการระดับยักษ์นี้ เขาจึงต้องทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อก่อสร้างสะพานนี้ขึ้นมา

Carnegie จึงต้องลงมาคลุกคลีกับเหล่าวิศวกรผู้ออกแบบสะพาน ในสมัยนั้น เหล็กยังไม่สามารถที่จะรองรับความแรงของคลื่นที่มาพร้อมกับเรือและกระแสน้ำได้ มันมีโอกาสสูงที่จะทำให้สะพานนั้นพังลงมาเมื่อใดก็ได้

และมันเหมือนกับเหล่า Innovators ทุกคนที่กลายเป็นนักธุรกิจยิ่งใหญ่ มันไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับ Andrew Carnegie เขามั่นใจในความคิดของตัวเองเป็นอย่างมากว่ามันต้องมีวิธีแก้ไขปัญหานี้ให้ได้ เขาไม่เคยยอมแพ้ง่าย ๆ แม้ใคร ๆ จะบอกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ในสมัยนั้น เหล็กกล้าคือวัสดุที่แข็งแรงที่สุด มันเป็นการผสมเหล็กเข้ากับคาร์บอน ด้วยอุณหภูมิที่สูงกว่า 2,000 องศาเซลเซียส ปัญหาในตอนนั้นก็คือมันมีราคาที่แพงมาก และกระบวนการผลิตนั้นไม่ได้เป็นเรื่องง่ายเลย

เหล็กกล้านั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก มันจึงมักถูกผลิตเป็นสิ่งของเล็ก ๆ เช่น ส้อม มีด และเครื่องประดับ ตอนนั้นไม่มีใครเคยมีแนวคิดที่จะใช้เหล็กกล้าในการสร้างโครงสร้างอะไร ๆ ที่ใหญ่โตมาก่อน

และเพื่อที่จะทำให้สะพานแล้วเสร็จได้นั้น Carnegie จึงต้องหาวิธีผลิตเหล็กกล้าจำนวนมากออกมาให้ได้ ซึ่งเขาใช้เวลาเสาะหาอยู่นาน เขาได้ตรงไปที่โรงงานผลิตเหล็ก และเพื่อไปหาความรู้จากนักเคมี เพื่อไปสอบถามว่า กระบวนการวิธีที่จะทำเหล็กกล้านั้น ต้องทำอย่างไร

และมันเหมือนโชคชะตาฟ้าลิขิตให้เขาไปพบกับนักประดิษฐ์ชาวอังกฤษผู้หนึ่งที่สามารถคิดค้นเครื่องมือหนึ่งขึ้นมา  เจ้าเครื่องนี้มันสามารถช่วยลดเวลาการผลิตแหล่งแต่ละแท่งลงได้จากราว ๆ 12 สัปดาห์ เหลือแค่เพียง 15 นาทีเท่านั้น และมันทำให้ Carnegie ได้เล็งเห็นศักยภาพของเทคโนโลยีใหม่นี้ และเริ่มหันมาศึกษาอย่างจริงจัง

ซึ่งเมื่อได้เหล็กกล้า และกรรมาวิธีใหม่นี้แล้วนั้น Carnegie จึงสามารถที่จะเริ่มก่อสร้างสะพานขึ้นมาได้  และด้วยวัยเพียง 33 ปีตอนนี้ Andrew Carnegie กำลังจะโชว์ให้โลกได้เห็นในสิ่งที่ทุก ๆ คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ เขาจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้รับรู้ว่ามันสามารถทำได้จริง

เริ่มก่อสร้างสะพานด้วยเหล็กกล้าเป็นครั้งแรกของโลก
เริ่มก่อสร้างสะพานด้วยเหล็กกล้าเป็นครั้งแรกของโลก

แต่เส้นทางมันก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหราบ เพราะการใช้เหล็กกล้านั้นมันก็ทำให้ใช้ระยะเวลานานขึ้น ซึ่งกว่า 2 ปีแล้วที่ Carnegie หมกมุ่นอยู่กับการสร้างสะพานแห่งนี้ และที่สำคัญมันยังทำให้งบประมาณการก่อสร้างบานปลายอีกด้วย จนทำให้ไม่มีเงินเหลือ จนทำให้ Carnegie ต้องถูกบีบให้หยุดการก่อสร้างไปในที่สุด

นักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ทุกคน ต้องเคยเผชิญกับความกลัว แต่ความแตกต่างระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลวนั้น มันมีวิธีการจัดการกับความกลัวที่แตกต่างกัน ผู้ที่ประสบความสำเร็จมักจะเอาชนะความกลัวเหล่านี้ได้อยู่เสมอ และไม่เคยที่จะยอมแพ้มันเด็ดขาด ซึ่ง Carnegie ก็เป็นคนแบบนั้น

Carnegie นั้นจึงต้องเลือกทางเดินที่จะไปเข้าหานักลงทุน เมื่อเงินของเขาใกล้จะหมดเต็มที แต่อย่างไรก็ดีเขาเริ่มเห็นโอกาสบางอย่างกับธุรกิจเหล็กกล้า ว่ามันมีโอกาสที่จะเป็นธุรกิจในอนาคต ซึ่งมันแสดงให้เห็นถึงโอกาสการสร้างรายได้อีกมากมายจากธุรกิจเหล็กกล้าหากเขาทำสะพานนี้ได้สำเร็จ สะพานนี้มันจะเป็นตัวอย่างสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมให้กับประเทศสหรัฐอเมริกา

ซึ่งนักลงทุน ก็เห้นพ้องต้องกันกับ Carnegie ว่าธุรกิจเหล็กกล้านั้นมันมีอนาคต เขาจึงได้รับเงินมาลงทุนต่อกว่า ล้านเหรียญ เพื่อทำให้สะพานแห่งนี้เสร็จ และในที่สุด หลังผ่านไป 4 ปีสะพานก็แล้วเสร็จสมบูรณ์ ผลลัพธ์ที่ได้มันก็ยิ่งใหญ่มาก ทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะทำได้สำเร็จ

แต่ตอนนี้ Carnegie ต้องเจอกับปัญหาใหม่อีกครั้ง มันคือการทำให้ผู้คนเชื่อว่าสะพานนี้จะไม่พังลงมาอย่างแน่นอน ในอเมริกา ณ ขณะนั้น สะพานโครงสร้างเหล็กกล้า นั้นไม่เคยมีใครสร้างมาก่อน และนี่เป็นสะพานแรกที่ใช้โครงสร้างแบบเหล็กกล้า มันต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้คนให้ได้ก่อน

มันเป็นความเชื่อตั้งแต่ดั้งเดิมในสมัยนั้น คือ ช้างจะไม่ข้ามสิ่งก่อสร้างที่ดูไม่มีความมั่นคง ในวันเปิดสะพานครั้งแรก ด้วยความที่ Carnegie เป็นนักโฆษณาตัวยงอยู่แล้ว เขาก็ได้จัดขบวนพาเหรด ซึ่งนำโดยช้าง เพื่อมาแสดงให้เห็นว่า ช้างสัตว์ขนาดใหญ่ยังสามารถที่จะข้ามสะพานดังกล่าวได้ ซึ่งถ้าช้างข้าม ทุกคนก็จะยอมข้ามตามไป และมันก็สัมฤทธิ์ผลจริง ๆ หลังจากการแสดงครั้งนั้นสำเร็จ มันก็ทำให้ Carnegie ได้รับคำสั่งซื้อเหล็กกล้าในปริมาณที่มากมายมหาศาลที่เขาแทบจะหามาไม่ได้ด้วยซ้ำ

สะพานเหล็กกล้าของ Carnegie ยังอยู่มาจนถึงปัจจุบัน
สะพานเหล็กกล้าของ Carnegie ยังอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

และที่สำคัญ ลูกค้ารายใหญ่ที่สุด คือ ลูกค้าที่เขารู้จักดี นั่นคือเหล่าลูกค้าในอุตสาหกรรมรถไฟ ที่อยากจะเปลี่ยนสะพานและรางรถไฟให้กลายเป็นเหล็กกล้า แต่ Carnegie ไม่สามารถผลิตได้ทันตามความต้องการของลูกค้าทั้งหมดได้

เขาจึงต้องคิดหาวิธีในการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต ซึ่งมันต้องทำให้เขาหาเงินลงทุนเพิ่ม เขาจึงได้หันไปหาอาจารย์ ผู้ประสาทวิชาให้เขาเอง เขาคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน ทอม สก็อต นั่นเอง 

ด้วยความช่วยเหลือของ ทอม สก็อต ทำให้ Carnegie ได้รับเงินลงทุนเข้ามาอีกกว่า 21 ล้านเหรียญ และมันทำให้เขาสามารถสร้างโรงเหล็กกล้าแห่งแรกขึ้นมาได้สำเร็จ เขามองเห็นอนาคตของเหล็กกล้าที่จะเติบโตอย่างยิ่งใหญ่ เขาจึงกล้าลงทุนในสิ่งที่นักธุรกิจส่วนใหญ่ในอเมริกาในขณะนั้นไม่กล้าลงทุน

สร้างโรงงานผลิตเหล็กกล้าแห่งแรก
สร้างโรงงานผลิตเหล็กกล้าแห่งแรก

มันเป็นโรงงานที่ใหญ่โตมาก ๆ เนื้อที่กว่า 100 เอเคอร์ ใกล้เมือง พิตต์สเบิร์ก มันทำให้โรงงานผลิตเหล็กกล้าของ Carnegie ใหญ่ที่สุดในประเทศทันที ซึ่งสามารถผลิตเหล็กกล้าได้ราว 225 ตันต่อวัน และมันทำให้ Carnegie สามารถผลิตเหล็กกล้าได้กับความต้องการของทั้งประเทศ และนั่นทำให้เขาร่ำรวยขึ้นมาทันที

แต่ธุรกิจการขนส่งทางรถไฟนั้น ได้มีการเพิ่มเส้นทางมากจนเกินไป ทำให้ไม่มีสินค้าพอที่จะส่ง และที่สำคัญ Rockefeller นั้นได้สร้างเครือข่ายท่อส่งน้ำมันของตัวเอง ทำให้ไม่ต้องพึ่งเครือข่ายทางรถไฟอีกต่อไป มันก็ทำให้ธุรกิจของ ทอม สก็อต พังทลายลง และเขาก็ได้เสียชีวิตต่อจากนั้นเพียงไม่นาน

Carnegie ต้องเสียอาจารย์ที่เขารักที่สุดไปแบบไม่มีวันกลับ ทอม สก็อต นั้นเป็นชายที่มีความหมายต่อเขามากกว่าทุกคนรอบตัว แม้กระทั่งครอบครัวเขาเองก็ตาม และสิ่งที่ Carnegie คิดก็คือ Rockefeller นั้นเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ ทอม สก็อต อาจารย์สุดที่รักของเขาต้องจากโลกนี้ไป

และมันถึงเวลาแล้วที่ Andrew Carnegie ต้องสะสางความแค้นครั้งนี้ และไม่ใช่แค่ ทอม สก็อต ที่โดนเอฟเฟคจากการกระทำของ Rockefeller ธุรกิจเหล็กกล้าของเขาก็ได้รับผลกระทบไปเต็ม ๆ เหมือนกัน เนื่องจากตอนนั้น ธุรกิจรถไฟเริ่มที่จะทยอยล้มหายตายจาก เหลือผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย มันทำให้ยอดคำสั่งซื้อเหล็กกล้าของเขาลดลงไปด้วย

คู่แค้นคนสำคัญอย่าง Rockefeller ที่เขาต้องการเอาชนะให้ได้
คู่แค้นคนสำคัญอย่าง Rockefeller ที่เขาต้องการเอาชนะให้ได้

และด้วยการต้องการที่จะหาตลาดใหม่ Carnegie จึงเห็นแนวโน้มสำคัญที่เขาน่าจะตักตวงได้ ตอนนั้นชาวอเมริกาที่ว่างงานหลายหมื่นคน กำลังหลั่งไหลเข้าไปยังเมืองใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น ชิคาโก หรือ นิวยอร์ก เพื่อหางานทำ

 ซึ่งการหลั่งไหลของผู้คนที่เข้าไปมากขนาดนี้ ทำให้ต้องมีการสร้างอาคารขนาดใหญ่เพื่อรองรับผู้คนจำนวนมาก Carnegie ผู้แสนฉลาดเริ่มเห็นอนาคตที่ไม่ต้องผูกธุรกิจของเขากับกิจการรถไฟอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เหล็กกล้ากำลังถูกนำไปใช้สร้างคาน หรือ โครงสร้างของตึกระฟ้า และมันเป็นอีกครั้งที่ทำให้ Carnegie กลายเป็นผู้นำ

ตึกระฟ้าแห่งแรกของโลก ถูกสร้างขึ้นในเมืองชิคาโก มันเป็นกำแพงอิฐบาง ๆ ที่ห้อยมาจากโครงหนา ที่สร้างมาจากเหล็กกล้าของ Andrew Carnegie และเพียงอีกไม่กี่ปีต่อมา มีอาคารใหม่กว่า 100,000 หลัง ถูกสร้างขึ้นในชิคาโก้ และเมืองใหญ่ ๆ ทั่วสหรัฐอเมริกา

ต้องเรียกได้ว่าตอนนั้นอเมริกากำลังเติบโตขึ้น โดยเฉพาะอาคารระฟ้ามากมายตามเมืองใหญ่ ซึ่ง ส่วนใหญ่นั้นต้องใช้โครงสร้างเหล็กกล้าของ Carnegie มันคืออเมริกายุคใหม่ ที่ถูกสร้างโดยเหล็กกล้าของ Carnegie นั่นเอง

ตึกระฟ้าจำนวนมากมายในเมืองใหญ่ ๆ โดยเฉพาะนิวยอร์ก
ตึกระฟ้าจำนวนมากมายในเมืองใหญ่ ๆ โดยเฉพาะนิวยอร์ก

การเติบโตของตึกระฟ้าทำให้ Andrew Carnegie กลายเป็นหนึ่งในบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา แต่สำหรับ Carnegie แล้วนั่นยังไม่พอ ตอนนั้นแค่ทรัพย์สินส่วนตัวของ Rockefeller นั้นก็มีมากกว่า Carnegie ถึง 7 เท่า

การจะแก้แค้นให้กับอาจารย์ของเขาอย่าง ทอม สก็อต ได้นั้นเขาต้องเหนือกว่า Rockefeller ที่กลายเป็นผู้ที่มีอิทธิพลที่สูงที่สุดในอเมริกา เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องการใครบางคนที่โหดกว่าคู่ปรับคนสำคัญของเขาอย่าง Rockefeller

และ Carnegie เองนั้นก็รู้ดีที่สุดว่าใครเหมาะที่สุดกับงานนี้ เฮนรี่ ฟลิกซ์ เป็นเศรษฐีวัย 30 ปีที่สร้างตัวเองขึ้นมา เขาเป็นหนึ่งในผู้ส่งถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในมิดเวสต์ ฟลิกซ์ เป็นนักธุรกิจที่ไร้ความปราณี เขาต้องได้ทุกอย่างที่เขาต้องการ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม

การว่าจ้าง เฮนรี่ ฟลิกซ์ จะทำให้ Carnegie นั้นได้ความโหดที่เป็นส่วนที่เขายังขาดอยู่ ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่าง Carnegie กับ ฟลิกซ์ เรียกได้ว่าเป็นอยู่ในช่วงของความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ดี 

เฮนรี่ ฟลิกซ์ นักธุรกิจจอมโหด ผู้มาเติมเต็ม Carnegie
เฮนรี่ ฟลิกซ์ นักธุรกิจจอมโหด ผู้มาเติมเต็ม Carnegie

ภารกิจแรกของ ฟลิกซ์ ก็คือการทำให้ธุรกิจเหล็กของ Carnegie เติบโตขึ้น Carnegie เชื่อว่าฟลิกซ์นั้นจะช่วยใช้ความโหดของเขาได้ในเรื่องการลดต้นทุน ซึ่งจะนำไปสู่กำไรที่เพิ่มขึ้น แต่การให้อำนาจกับ ฟลิกซ์มากเกินไปนั้นก็ถือเป็นความเสี่ยงเช่นกัน

แต่ Carnegie ก็ตัดสินใจว่ามันเป็นความเสี่ยงที่คุ้มค่า ซึ่งอาณาจักรเหล็กกล้าของเขาก็เติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก เพียงระยะเวลาแค่ 2 ปี สัดส่วนของกำไรนั้นเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า หลังเพิ่มการผลิต Carnegie และ ฟลิกซ์ ก็เริ่มมีศักยภาพเพียงพอ ที่จะซื้อบริษัทคู่แข่งจากทั่วทั้ง โอไฮโอ และเพนซิลวาเนีย ได้

ความร่ำรวยของ Carnegie กำลังพุ่งสูงขึ้น ทรัพย์สินสุทธิของ Carnegie มีมากกว่า 3.5 พันล้านเหรียญ เมื่อเทียบกับค่าเงินในปัจจุบัน มันดูเหมือนเป็นความคิดที่ชาญฉลาดอย่างมากในการจ้าง เฮนรี่ ฟลิกซ์ 

Carnegie จึงตอบแทน ฟลิกซ์ โดยการเลื่อนตำแหน่งให้เป็นประธานบริษัท  ฟลิกซ์ ได้ซื้อที่ดินบนเนินเขาแห่งหนึ่งของ พิตต์สเบิร์ก ที่นั่นเขาได้สร้างให้กลายเป็นชมรมของผู้ที่ร่ำรวยที่สุดของประเทศ  มันชื่อชมรมตกปลา ซัลฟอร์ก ตั้งอยู่บนทะเลสาปจำลองขนาดใหญ่ ที่สมาชิกทุกคนจะได้ลงไปพายเรือ และ ตกปลา

เพื่อที่จะสร้างชมรมนี้ขึ้นมา พวกเขาต้องแก้ปัญหาเกี่ยวกับเขื่อน ซัลฟอร์ก ที่ตอนนั้นกักน้ำไว้ร่วม 20 ล้านตัน ซึ่งเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งมีความเสี่ยงที่เขื่อนจะพัง เมื่อมีพายุฝนขนาดใหญ่พัดเข้ามา

ซึ่งภายใต้เขื่อนนั้นมีเมืองขนาดเล็ก ที่เป็นที่อยู่อาศัยของแรงงานโรงงานเหล็ก ซึ่งมีชื่อว่าเมือง JohnTown การสร้างชมรมของฟลิกซ์ นั้นมันทำให้โครงสร้างของเขื่อนเปราะบางลง

เมือง johntown ที่กำลังจะกลายเป็นเศษซากโดยไม่รู้ตัว
เมือง johntown ที่กำลังจะกลายเป็นเศษซากโดยไม่รู้ตัว

และในที่สุดวันที่เป็นฝันร้ายของชาวเมือง Johntown ก็มาเยือนจนได้  มีฝนตกหนัก ทำให้ระดับน้ำในเขื่อนสูงขึ้น โดยสูงขึ้น 1 นิ้ว ในทุก ๆ 10 นาที  เขื่อนซัลฟอร์ก กำลังจะพัง มีการแจ้งเตือนไปยังในเมือง JohnTown แต่ด้วยความที่มีการแจ้งเตือนลักษณะนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว ทำให้ชาวเมืองต่างเพิกเฉย 

และในที่สุดเขื่อนมันก็พังลงจนได้ เมื่อสายน้ำหยุด ชาวเมือง 2,000 คนต้องเสียชีวิตทันที บ้าน 1,600 หลังถูกทำลาย เมือง JohnTown กลายเป็นเศษซาก มันเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้ายที่สุดในสหรัฐอเมริกาก่อนเหตุการณ์ 11 กันยาปี 2001

เหตุการณ์นี้ ได้เปลี่ยน Andrew Carnegie ไปตลอดกาล เพราะเขารู้สึกว่าต้องรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ในครั้งนี้ เขาได้ลาออกจากชมรมซัลฟอร์ก ทันที เขาจึงได้เริ่มหาทางกู้ภาพลักษณ์ของเขากลับคืนมาใหม่ และที่สำคัญ เขายังต้องการเอาชนะ Rockefeller ให้สำเร็จจงได้ แล้วเขาจะกู้ภาพลักษณ์จากเหตุการณ์นี้ได้อย่างไร วิธีไหนที่จะทำให้ Carnegie สามารถที่จะเอาชนะผู้ที่มีอิทธิพลที่สุดและร่ำรวยที่สุดในอเมริกาอย่าง John D.Rockefeller ได้สำเร็จ? โปรดอย่างพลาดติดตามในตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 4 : Carnegie vs Rockefeller

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Cornelius Vanderbilt  *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : 
https://www.history.com/topics/19th-century/andrew-carnegie
https://www.biography.com/people/andrew-carnegie-9238756
https://www.britannica.com/biography/Andrew-Carnegie
https://en.wikipedia.org/wiki/Andrew_Carnegie
https://www.history.com/shows/men-who-built-america