ความลับของ AJI-NO-MOTO จาก “ผงชูรส” สู่วัสดุที่ชิป AI ขาดไม่ได้

เมื่อพูดถึงยุค AI ผมว่าภาพแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก

ไม่ว่าจะเป็น NVIDIA ที่ออกแบบชิปสุดล้ำ หรือ TSMC ที่รับหน้าที่ผลิตชิปป้อนตลาดโลก

รวมไปถึง Microsoft, Google และ Amazon ที่กำลังทุ่มเงินมหาศาลสร้างศูนย์ข้อมูล…

บริษัทเหล่านี้ต่างกว้านซื้อ GPU และเซิร์ฟเวอร์จำนวนมหาศาลเพื่อรองรับการประมวลผลบนคลาวด์

แต่เชื่อมั๊ยครับว่าเครื่องจักร AI สุดล้ำเหล่านี้อาจต้องหยุดทำงานลงทันที

หากโลกนี้ขาดบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นบริษัทหนึ่งที่ชื่อว่า Ajinomoto (อายิโนะโมะโต๊ะ)

บริษัทเดียวกับที่คิดค้นและผลิตผงชูรสที่เราคุ้นเคยกันในครัวนั่นเอง

หากไม่มี Ajinomoto ชิปประสิทธิภาพสูงบนโลกใบนี้คงยากที่จะทำงานได้อย่างเสถียร

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา พวกเขาแทรกซึมเข้าไปอยู่ในจุดที่ลึกที่สุดของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างเงียบๆ…

มันเป็นคำถามที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับว่า บริษัทอาหารก้าวข้ามสายมาสู่วงการเทคโนโลยีระดับนี้ได้อย่างไร

เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปในปี 1908

เมื่อศาสตราจารย์ Kikunae Ikeda ได้สกัดกรดอะมิโนออกจากสาหร่ายทะเล

การทดลองครั้งนั้นนำไปสู่การสร้างรสชาติที่เรียกว่า “Umami (อูมามิ)”

การค้นพบครั้งนี้ทำให้ Ajinomoto กลายเป็นแบรนด์ระดับนานาชาติในเวลาไม่ถึงสิบปี

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าตัวผงชูรสคือความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการวิจัย…

ศาสตราจารย์ตระหนักว่ากรดอะมิโนคือองค์ประกอบที่เล็กที่สุดของสิ่งมีชีวิต

โปรตีนคือสารอาหารสำคัญที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของพวกเราทุกคน

แทนที่บริษัทจะนำกำไรมหาศาลจากการขายเครื่องปรุงรสไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์หรือการเงิน

พวกเขากลับเลือกเส้นทางที่ท้าทายกว่าด้วยการเจาะลึกลงไปศึกษาเรื่องกรดอะมิโนอย่างจริงจัง

Ajinomoto ค่อยๆ เปลี่ยนภาพลักษณ์จากบริษัทผลิตเครื่องปรุงรส

กลายมาเป็นสถาบันวิจัยแบบสหวิทยาการที่ล้ำสมัย…

พวกเขาค้นพบว่ากรดอะมิโนส่งผลต่อโภชนาการของมนุษย์ ปศุสัตว์ และผิวหนังที่ร่วงโรยได้อย่างไร

จากการพัฒนาด้านโภชนาการทางการแพทย์ อาหารสัตว์ และส่วนผสมในการดูแลร่างกาย

พวกเขาก็ได้ต่อยอดไปสู่วัสดุเคมีระดับไฮเอนด์

สิ่งเหล่านี้อาจดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลยในตอนแรก

แต่ทั้งหมดเกิดขึ้นได้จากการควบคุมวัสดุในระดับโมเลกุล

ความสามารถพิเศษนี้ช่วยให้บริษัทเชื่อมโยงโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงเข้าด้วยกัน…

ในช่วงปี 1980 และ 1990 Ajinomoto เริ่มนำพลาสติกโพลีเมอร์และวัสดุอิเล็กทรอนิกส์มาผสานกัน เพื่อสร้างสรรค์รสชาติและยารักษาโรคที่มีความซับซ้อน

พวกเขาทำการวิจัยจนเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีการเคลือบด้วยตัวทำละลายที่ล้ำยุค

จุดเปลี่ยนสำคัญบนหน้าประวัติศาสตร์เทคโนโลยีเกิดขึ้นโดยบังเอิญ

เมื่อผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตผงชูรสมีคุณสมบัติช่วยทำให้พลาสติกอ่อนตัวลง

และในระหว่างการวิจัยเชิงลึก พวกเขาก็พบความลับอีกอย่างหนึ่งที่ซ่อนอยู่…

วัสดุตัวนี้มีคุณสมบัติเป็นฉนวนไฟฟ้าที่ยอดเยี่ยมเอามากๆ

ในเวลานั้นอุตสาหกรรมชิปคอมพิวเตอร์กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่

โลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบปฏิบัติการที่ต้องการภาพกราฟิกและการประมวลผลที่ทรงพลัง

วัสดุฉนวนที่ใช้กันทั่วไปในอุตสาหกรรมตอนนั้นคือหมึกเหลว

แต่ปัญหาคือเมื่อหมึกเหลวแห้งตัว มันมักจะทิ้งฟองอากาศเล็กๆ หรือสร้างพื้นผิวที่ไม่สม่ำเสมอ

รอยตำหนิเพียงเล็กน้อยก็ก่อให้เกิดการลัดวงจรหรือทำให้ประสิทธิภาพของชิปลดลงอย่างมหาศาล…

ยิ่งไปกว่านั้นกระบวนการผลิตด้วยหมึกเหลวยังใช้เวลานานมาก

ก๊าซพิษที่ระเหยออกมายังเป็นอันตรายต่อคนงานและสภาพแวดล้อมโดยรอบ

อุตสาหกรรมชิปต้องการวัสดุที่บาง ทนทาน ทนความร้อน และมีความเสถียรมากกว่าฉนวนแบบดั้งเดิม

เมื่อบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอิเล็กทรอนิกส์ทราบว่า Ajinomoto มีเทคโนโลยีด้านอีพอกซีเรซินขั้นสูง

พวกเขาจึงรีบติดต่อเข้ามาเพื่อขอความช่วยเหลือ

และนี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ Ajinomoto รอคอยมาตลอด…

วิศวกรหนุ่มคนหนึ่งได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจระดับชาตินี้

เขาและทีมงานทุ่มเททำงานหามรุ่งหามค่ำอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

ทำการทดสอบและปรับแต่งนับครั้งไม่ถ้วนเพื่อปรับโครงสร้างระดับโมเลกุลของเรซินชนิดนี้

ในระยะเวลาเพียงสี่เดือน ภารกิจอันหนักอึ้งก็สำเร็จลุล่วง

Ajinomoto สามารถแก้ปัญหาระดับโลกด้วยการให้กำเนิดวัสดุฉนวนชนิดแห้งที่ชื่อว่า “ABF”

แต่ละชั้นของวัสดุชนิดนี้มีความหนาเพียงประมาณ 10 ไมครอนเท่านั้น…

มันบางราว 1 ใน 8 ของความกว้างของเส้นผมมนุษย์

แต่กลับมีความแข็งแกร่งและเสถียรพอที่จะแยกชั้นวงจรภายในชิปที่สลับซับซ้อนออกจากกันได้

วิศวกรจึงสามารถซ้อนทับชั้นวงจรหลายชั้นได้อย่างอิสระ

สัญญาณไฟฟ้าถูกควบคุมเอาไว้ได้อย่างแม่นยำ ช่วยป้องกันสัญญาณรบกวนและไฟฟ้าลัดวงจรได้อย่างเด็ดขาด

ที่สำคัญคือวัสดุนี้ถูกสร้างขึ้นจากกระบวนการผลิตที่เริ่มต้นมาจากผงชูรสที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม…

ในปี 1999 ฟิล์ม ABF ได้ถูกนำมาใช้ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ

และมันได้กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรมไมโครโปรเซสเซอร์ระดับโลก

จากงานวิจัยที่ดูเหมือนจะเป็นแค่เรื่องรอง Ajinomoto ได้ก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่างเต็มตัว

ชิปคอมพิวเตอร์จำเป็นต้องมีแผ่นฐานรองรับที่แข็งแรงเพื่อส่งสัญญาณออกไปยังแผงวงจรหลัก

แผ่นฐานนี้ต้องเป็นฉนวนไฟฟ้า จัดการกับความร้อนมหาศาลที่เกิดขึ้น

และรักษาการเชื่อมต่อขนาดจิ๋วนับพันจุดให้สมบูรณ์โดยปราศจากการรบกวน…

ฟิล์ม ABF ทำหน้าที่เหมือนแผ่นฟิล์มบางเฉียบ

เมื่อถูกกดทับลงบนฐานของชิป มันจะละลายและไหลเข้าไปตามร่องรอยแตกต่างๆ เหมือนซีเมนต์เหลว

ช่วยปิดผนึกพื้นผิวได้อย่างแนบสนิทโดยไม่ทิ้งช่องว่างหรือฟองอากาศเอาไว้แม้แต่นิดเดียว

เมื่อได้รับความร้อน ฟิล์มนี้จะเปลี่ยนสถานะจากวัสดุอ่อนนุ่มไปเป็นชั้นฉนวนที่แข็งแรงทนทาน

สิ่งนี้มีความสำคัญระดับคอขาดบาดตาย เพราะในชิปหนึ่งตัว เส้นสายไฟฟ้าจะถูกจัดเรียงไว้ชิดกันในระดับนาโนเมตร…

หากชั้นฉนวนมีรูรั่วเพียงนิดเดียว กระแสไฟฟ้าอาจหลุดออกนอกเส้นทาง

ทำให้เกิดสัญญาณรบกวน วงจรทำงานช้าลง หรือถึงขั้นลัดวงจรทำลายชิปทั้งตัว

นอกจากเรื่องของกระแสไฟฟ้าแล้ว ชิปจะร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อต้องประมวลผลหนักๆ

ภายในชิปประกอบด้วยวัสดุหลากหลายชนิด ทั้งซิลิคอน ทองแดง และพลาสติก

วัสดุต่างชนิดกันจะขยายตัวและหดตัวในอัตราที่ต่างกันเมื่อได้รับความร้อน

หากฉนวนพลาสติกขยายตัวในอัตราที่ต่างจากทองแดง มันจะสร้างแรงดึงที่ฉีกกระชากสายไฟขนาดจิ๋วจนขาด…

วิศวกรของ Ajinomoto ไม่ได้ใช้พลาสติกอีพอกซีแบบบริสุทธิ์เพียงอย่างเดียว

เพราะรู้ดีว่าเมื่อมันร้อนขึ้น มันมักจะขยายตัวมากกว่าซิลิคอนและทองแดง

พวกเขาจึงนำอนุภาคอนินทรีย์ขนาดเล็กจิ๋วมาผสมลงไปในชั้นพลาสติก

หลักการนี้คล้ายกับการผสมทรายและกรวดลงในปูนซีเมนต์

ซีเมนต์เปล่ามักจะหดตัวและแตกร้าวได้ง่าย แต่เมื่อผสมทรายและกรวดในสัดส่วนที่พอดี มันจะกลายเป็นคอนกรีตที่แข็งแกร่งและเสียรูปได้ยากขึ้น…

อนุภาคเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นจุดยึดเหนี่ยวรั้งไม่ให้เรซินขยายตัวหรือหดตัวมากเกินไป

ช่วยให้วัสดุมีความเสถียรและขยายตัวสอดคล้องกับชิ้นส่วนอื่นๆ

แทนที่จะหาทางกำจัดความร้อน พวกเขากลับเลือกที่จะปรับแต่งให้วัสดุอยู่ร่วมกับความร้อนได้อย่างสมดุล

การคิดค้นฟิล์ม ABF จึงเป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของการพัฒนาชิปแบบหลายชั้นที่มีประสิทธิภาพสูง

เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุค AI บทบาทของฟิล์มชนิดนี้ก็ยิ่งสำคัญจนกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ AI ทำให้โลกต้องการชิปที่ซับซ้อนและใช้วัสดุในการผลิตมากขึ้นหลายเท่าตัว…

โปรเซสเซอร์ของคอมพิวเตอร์ทั่วไปมักจะใช้วัสดุ ABF เรียงซ้อนกันประมาณ 6 ชั้น

แต่สำหรับชิป AI รุ่นเรือธง การซ้อนทับอาจกระโดดไปถึง 18 ชั้น

พื้นที่ฐานของชิป AI ยังมีขนาดใหญ่กว่าชิปคอมพิวเตอร์ทั่วไปถึง 3.5 เท่า

ปริมาณการใช้ฟิล์ม ABF ต่อชิปหนึ่งตัวอาจเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่า

อุตสาหกรรม AI ยังกดดันให้วัสดุ ABF ต้องพัฒนาคุณภาพให้สมบูรณ์แบบ

สัญญาณข้อมูลจำนวนมหาศาลต้องเดินทางด้วยความเร็วสูงมากโดยไม่สูญเสียพลังงานระหว่างทาง…

ชิป AI ที่มีขนาดใหญ่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการบิดงอ

วัสดุฉนวนจึงต้องมีความเหนียวและยืดหยุ่นรับแรงกดทับได้อย่างยอดเยี่ยม

ยิ่งชิปมีความทรงพลัง สายทองแดงยิ่งต้องมีขนาดเล็กและหนาแน่นขึ้น พื้นผิวของ ABF จึงต้องเรียบเนียนสูงสุด

ความต้องการที่ซับซ้อนระดับนี้ทำให้บริษัทคู่แข่งอื่นๆ ตามไม่ทัน

ปัจจุบัน Ajinomoto ยังคงครองส่วนแบ่งตลาดโลกในกลุ่มวัสดุ ABF สูงถึง 95%

ท่ามกลางวิกฤตความต้องการชิป AI ที่พุ่งสูงขึ้น ผู้ผลิตชิปชั้นนำต่างต้องพึ่งพาฟิล์มชนิดนี้…

ธุรกิจวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ของ Ajinomoto เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่ผ่านมา

ผลกำไรจากการดำเนินงานครองสัดส่วนถึง 30% ของกำไรรวมทั้งบริษัท

แม้มียอดขายเพียงแค่ 6% ของรายได้ทั้งหมด แต่กลับมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงทะลุ 50%

ผู้บริหารระดับสูงได้เตรียมทุ่มเม็ดเงินลงทุนมหาศาล เพื่อขยายกำลังการผลิตวัสดุ ABF ให้เพิ่มขึ้น 1.5 เท่าภายในปี 2030

พร้อมกว้านซื้อที่ดินสำหรับสร้างโรงงานผลิตฟิล์ม ABF แห่งใหม่เพื่อรองรับความต้องการในอนาคต…

ตัวเลขการเติบโตนี้ย่อมดึงดูดสายตาของคู่แข่งหน้าใหม่จากญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน

แต่การจะผสมผสานวัสดุอินทรีย์และอนินทรีย์ให้เป็นเนื้อเดียวกันอย่างสมบูรณ์แบบ

ต้องอาศัยความรู้ด้านวัสดุศาสตร์และศาสตร์แห่งกรดอะมิโนที่สั่งสมมานานหลายสิบปี

ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทยังมีสูตรมาตรฐานที่ถูกปรับแต่งยิบย่อยออกไปอีกหลายประเภท เพื่อให้เข้ากับสถาปัตยกรรมชิปของลูกค้าแต่ละราย

นี่คือกำแพงที่สูงลิบลิ่วสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่ที่คิดจะก้าวเข้ามาท้าทายในตลาดนี้…

ในมุมของสมรภูมิภูมิรัฐศาสตร์ด้านเทคโนโลยี

สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำด้านการออกแบบชิป

ไต้หวันเป็นฐานการผลิตระดับโลก

เกาหลีใต้ครองความเป็นใหญ่ในตลาดหน่วยความจำ

ส่วนจีนก็กำลังพยายามดิ้นรนอย่างหนักเพื่อควบคุมห่วงโซ่อุปทานของตนเอง

แต่ญี่ปุ่นกลับเป็นประเทศที่กุมความลับในการสร้างรากฐานที่เล็กที่สุดเอาไว้อย่างเงียบเชียบ

และ Ajinomoto ก็ไม่ได้หยุดนิ่งเพียงเท่านี้ พวกเขายังเดินหน้าวิจัยวัสดุใหม่ๆ สำหรับอนาคต…

โดยต่อยอดจากรากฐานวิทยาศาสตร์ด้านกรดอะมิโนไปสู่วัสดุแม่เหล็ก วัสดุไวแสง และวัสดุโฟโตนิก

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญของเทคโนโลยีรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และการสื่อสารความเร็วสูง

บางครั้งสิ่งที่มีอิทธิพลที่สุดในโลก อาจไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจนหรือมีขนาดใหญ่โต

แต่มันคือสิ่งที่อยู่ลึกลงไปในระดับโมเลกุล

การสร้างวัสดุที่มีความหนาเพียงไม่กี่ไมครอน ที่ต้องสะอาดบริสุทธิ์ ทนทาน และแม่นยำ

จนบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกยอมฝากอนาคตและเงินมหาศาลไว้กับมัน

นี่คือผลงานระดับมาสเตอร์พีซของบริษัทอาหารแห่งนี้

ซึ่งหากไม่มีความพากเพียรของพวกเขาในวันนั้น

โลกเทคโนโลยีของเราในวันนี้อาจจะเดินช้ากว่านี้ไปอีกหลายทศวรรษ

References : [bloomberg, reuters, nikkei, trendforce, cnbc]

Geek Story EP790 : ความลับของ AJI-NO-MOTO จาก “ผงชูรส” สู่วัสดุที่ชิป AI ขาดไม่ได้

เมื่อพูดถึงความยิ่งใหญ่ของยุค AI เรามักจะนึกถึงบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง NVIDIA หรือ TSMC ที่สร้างชิปสุดล้ำ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า เทคโนโลยี AI ระดับโลกเหล่านี้อาจหยุดชะงักลงทันที หากขาดบริษัทสัญชาติญี่ปุ่นบริษัทหนึ่ง ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจจากการผลิต “ผงชูรส”

ใช่ครับ เรากำลังพูดถึง Ajinomoto

คำถามคือ บริษัทอาหารที่เรารู้จักกันดีในห้องครัว เข้าไปกุมชะตาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่ล้ำสมัยที่สุดในโลกได้อย่างไร? จากรสชาติอูมามิ สู่ความลับระดับโมเลกุลที่ชิปคอมพิวเตอร์ขาดไม่ได้ เรื่องราวการพลิกโฉมธุรกิจที่น่าทึ่งนี้เป็นมาอย่างไร

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/3fsxuw96

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/26ewzhjh

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/579apwe3

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/8sUMkgYrE2k

Geek Story EP751 : กระจกที่แพงที่สุดในโลก! เบื้องหลังเครื่องทำชิป EUV ที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์

รู้มั๊ยครับว่างานวิศวกรรมที่โหดหินและยากที่สุดในโลก อาจไม่ใช่การสร้างสถานีอวกาศ แต่มันคือ “การสร้างกระจก”

กระจกที่ว่านี้คือหัวใจสำคัญของเครื่องทำชิป EUV ที่ช่วยกอบกู้วิกฤตการณ์ของโลกเทคโนโลยีไม่ให้ถึงทางตัน มันต้องการความสมบูรณ์แบบระดับที่นักวิทยาศาสตร์เคยหัวเราะเยาะว่า “ไม่มีทางเป็นไปได้”

ลองจินตนาการดูว่า ถ้ากระจกบานนี้ใหญ่เท่าประเทศเยอรมนี ยอดเขาที่สูงที่สุดบนนั้นจะสูงไม่เกิน 0.1 มิลลิเมตรเท่านั้น ความผิดพลาดเพียงเสี้ยวเปอร์เซ็นต์หมายถึงเงินลงทุนนับพันล้านดอลลาร์ต้องสูญเปล่า และอาจทำให้เทคโนโลยี AI หรือสมาร์ตโฟนเรือธงที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นจริง

มนุษยชาติฝืนขีดจำกัดของฟิสิกส์ สร้างสิ่งที่เล็กกว่าโมเลกุลของน้ำเพื่อผลักดันโลกสู่อนาคตได้อย่างไร

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/2kf89jh7

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/mwne9hnc

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/5ffh43he

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/8GTx2zlUidE

จุดจบราชาชิปโลก สรุปมหากาพย์ความพ่ายแพ้ของ Nikon ต่อ ASML

ลองจินตนาการถึงอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ อาณาจักรที่เคยควบคุมโครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีทั่วโลก

และยังเป็นบริษัทที่ผู้นำระดับโลกต้องบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาต่อแถว เพื่อขอร้องให้ได้ซื้อสินค้า…

นี่คือเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นกับบริษัท Nikon ยักษ์ใหญ่จากประเทศญี่ปุ่น

ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นราชาผู้ครอบครองตลาดเครื่องผลิตชิป หรือที่ในวงการเรียกว่าเครื่อง Lithography มากกว่าครึ่งโลก

แต่ในวันนี้ ราชาองค์นั้นกำลังยืนอยู่บนปากเหว และผลประกอบการล่าสุดในปี 2026 ก็เปรียบเสมือนการก้าวเท้าตกลงไปสู่ก้นบึ้งของหายนะ

เรื่องราวนี้เริ่มต้นจากยุคทอง ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ การสร้างชิปคอมพิวเตอร์สักชิ้นเปรียบเสมือนการสร้างมหานครขนาดจิ๋วลงบนแผ่นซิลิกอน

อุปกรณ์ที่ทำหน้าที่วาดลวดลายของมหานครแห่งนี้คือเครื่อง Lithography ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีแสงและเลนส์ที่มีความแม่นยำระดับเหนือมนุษย์…

ย้อนกลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 และ 1990 Nikon คือบริษัทที่ไม่มีใครเทียบได้

พวกเขาใช้ความเชี่ยวชาญจากการทำเลนส์กล้องถ่ายรูปมาต่อยอดได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เทคโนโลยีเครื่องผลิตชิปขนาด 193 นาโนเมตร ของพวกเขากลายเป็นมาตรฐานระดับโลก มีความเสถียรและความคมชัดสูงสุดจนใครก็ยากจะตามทัน

ในเวลานั้น Nikon กอดคอกับบริษัทร่วมชาติอย่าง Canon ครองส่วนแบ่งตลาดโลกไปถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ ทิ้งห่างคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่น…

พวกเขาสร้างเครื่องจักรแบบสั่งทำพิเศษให้กับ Intel ซึ่งเป็นอาวุธชิ้นสำคัญที่ Intel ใช้ทิ้งห่างคู่แข่งอย่าง AMD ชนิดราบคาบ

บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ว่าจะเป็น IBM หรือ Texas Instruments ต่างต้องส่งทีมวิศวกรไปประจำการที่สำนักงานของ Nikon ในสหรัฐอเมริกาเพื่อรอรับเครื่องจักร

ซีอีโอบางคนถึงกับต้องยอมจ่ายเงินล่วงหน้าก้อนโต เพียงเพื่อให้เครื่องจักรของตนได้รับการตั้งค่าให้พร้อมใช้งานเร็วขึ้น…

ในขณะที่ยุคนั้น บริษัทสัญชาติดัตช์ที่ชื่อว่า ASML ยังเป็นเพียงบริษัทเล็ก ๆ ที่ทำงานอยู่ในโรงเก็บของที่มีหลังคารั่ว

พวกเขามีส่วนแบ่งตลาดไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ และกำลังดิ้นรนเอาชีวิตรอดในอุตสาหกรรมที่แข่งขันกันอย่างดุเดือด

แต่แล้วจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่รอยร้าวแรกของอาณาจักรก็มาถึง มันคือรอยร้าวที่เกิดจากความเย่อหยิ่ง…

ในช่วงปี 2002 อุตสาหกรรมชิปเดินทางมาถึงทางตัน เทคโนโลยี 193 นาโนเมตร ชนกับขีดจำกัดทางฟิสิกส์

การจะทำให้ลวดลายบนชิปเล็กลงไปอีกกลายเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้

ทั้งวงการกำลังพยายามทุ่มเงินมหาศาลเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีใหม่

ทุกคนมุ่งหน้าไปที่ความยาวคลื่น 157 นาโนเมตร ซึ่งหมายถึงการต้องใช้เงินทุนมหาศาลและแบกรับความเสี่ยงทางเทคนิคที่สูงลิบลิ่ว…

จนกระทั่งมีวิศวกรคนหนึ่งจากบริษัท TSMC ชื่อ Lin Ben Jian เดินเข้ามาหา Nikon พร้อมกับไอเดียที่ฟังดูบ้าบิ่น

เขาเสนอว่า แทนที่จะเสียเวลาไปกับการเปลี่ยนความยาวคลื่นแสง

ทำไมเราไม่ลองเอาน้ำบริสุทธิ์ไปหยดคั่นระหว่างเลนส์กับแผ่น Wafer ดูล่ะ

หลักการทางฟิสิกส์ง่าย ๆ คือน้ำช่วยหักเหแสง ทำให้ลำแสงเดิมสามารถวาดลวดลายได้ละเอียดขึ้นเทียบเท่ากับ 134 นาโนเมตร

วิธีนี้ทั้งประหยัดและเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างมหาศาล เทคโนโลยีนี้ต่อมาถูกเรียกว่า “Immersion”

แต่คำตอบที่ Lin Ben Jian ได้รับจากผู้บริหารของ Nikon คือการถูกปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง

พวกเขาให้เหตุผลว่า การเอาน้ำไปยุ่งเกี่ยวกับระบบออปติกความแม่นยำสูงคือการดูหมิ่นศิลปะแห่งวิศวกรรมที่พวกเขาสร้างมา…

แต่เบื้องลึกแล้ว Nikon ได้ลงทุนไปหลายร้อยล้านดอลลาร์กับเทคโนโลยีเดิม

การยอมรับเทคโนโลยีใหม่หมายถึงการต้องโยนเงินก้อนนั้นทิ้งไป

ว่ากันว่า Nikon ถึงกับติดต่อไปยัง TSMC เพื่อขอให้สั่งระงับการนำเสนอแนวคิดนี้ไม่ให้แพร่กระจายไปสู่อุตสาหกรรม

เมื่อประตูบานแรกปิดลง Lin Ben Jian จึงบินไปเนเธอร์แลนด์เพื่อพบกับ ASML บริษัทที่กำลังหิวโหยโอกาส…

และนั่นคือการตัดสินใจที่เปลี่ยนโลก ASML คว้าไอเดียนี้ไว้และเดิมพันทุกอย่างกับน้ำ

ในปี 2004 เครื่องจักร Immersion เครื่องแรกของ ASML ออกสู่ตลาด มันกวาดล้างเทคโนโลยีเก่าไปจนหมดสิ้น

ส่วนแบ่งตลาดของ ASML พุ่งทะลุหกสิบเปอร์เซ็นต์และเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ในเวลาต่อมา ทิ้งให้ Nikon ต้องสูญเสียอาณาจักรไปกว่าครึ่ง…

บาดแผลแรกอาจจะเจ็บปวด แต่การเดิมพันครั้งที่สองต่างหากที่ปลิดชีพอาณาจักรนี้อย่างช้า ๆ

เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคของเทคโนโลยีชิปขั้นสูง อุตสาหกรรมต่างจับจ้องไปที่เทคโนโลยี “EUV”

เทคโนโลยีนี้มีความยาวคลื่นสั้นเพียง 13.5 นาโนเมตร ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดของความสำเร็จทางอุตสาหกรรมของมนุษยชาติ…

Nikon เลือกที่จะเดินตามวิถีแห่งความภาคภูมิใจแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม นั่นคือการพึ่งพาตนเอง

พวกเขาร่วมมือกับรัฐบาลและแบรนด์ดังในประเทศอย่าง Sony และ Toshiba หมายมั่นปั้นมือว่าจะสร้างเครื่องจักรที่ทุกชิ้นส่วนผลิตในญี่ปุ่น

แต่ ASML เลือกเดินเกมที่เหนือชั้นกว่า พวกเขารู้ว่าเทคโนโลยีนี้ใหญ่เกินกว่าที่บริษัทเดียวจะแบกรับไหว…

ในปี 2012 ASML เชิญลูกค้ารายใหญ่ที่สุดสามราย ได้แก่ Intel, Samsung และ TSMC ให้มาร่วมลงทุนเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท

นี่คือแผนการที่อัจฉริยะ มันไม่ใช่แค่การระดมทุน แต่เป็นการล็อกคำสั่งซื้อล่วงหน้าไปอีกสิบปี

พวกเขาดึงซัพพลายเออร์ระดับโลกอย่าง Zeiss จากเยอรมนี และ Cymer จากอเมริกา เข้ามาเป็นพันธมิตรในระบบนิเวศแบบเปิด…

ผลลัพธ์ก็คือ ASML กลายเป็นผู้ผูกขาดตลาด EUV ทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์

ในขณะที่ Nikon ซึ่งพยายามแบกโลกทั้งใบไว้บนบ่า ต้องยอมแพ้และประกาศยุติการพัฒนาเชิงพาณิชย์ไปในที่สุด

ความผิดพลาดทางเทคโนโลยีเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ความผิดพลาดทางการตลาดคือตัวเร่งปฏิกิริยาแห่งหายนะ…

ตลอดเวลาที่ผ่านมา Nikon พึ่งพาลูกค้ารายใหญ่อย่าง Intel มากเกินไป

เมื่อ Intel ประสบปัญหาและลดงบประมาณการลงทุน คำสั่งซื้อของ Nikon ก็ดิ่งพสุธาตามไปด้วย

ถึงกระนั้น Nikon ก็ยังมีเส้นเลือดใหญ่เส้นสุดท้าย นั่นคือตลาดในประเทศจีนที่กำลังกว้านซื้อเครื่องจักรรุ่นเก่าเพื่อขยายฐานการผลิต…

ในช่วงเวลาหนึ่ง ยอดขายกว่าสี่สิบเปอร์เซ็นต์ของ Nikon มาจากจีน

แต่เมื่อสหรัฐอเมริกาสั่งแบนการส่งออกเทคโนโลยีชิป Nikon กลับเลือกที่จะเพิ่มมาตรการคุมเข้มของตัวเองเข้าไปอีก

การกระทำดังกล่าวทำให้การขายของให้จีนกลายเป็นเรื่องยุ่งยาก ซับซ้อน และมีต้นทุนสูงปรี๊ด…

เมื่อถูกบีบให้จนมุม ลูกค้าชาวจีนจึงหันไปสนับสนุนผู้ผลิตในประเทศอย่าง Shanghai Microelectronics

บริษัทจีนสามารถผลิตเครื่องจักรออกมาได้ในราคาที่ถูกกว่าและบริการที่รวดเร็วกว่า

ทำให้เส้นเลือดใหญ่เส้นสุดท้ายของ Nikon ขาดสะบั้น

และเมื่อธุรกิจหลักกำลังจะล่มสลาย Nikon พยายามดิ้นรนด้วยการเอาเงินไปลงทุนในตลาดเครื่องพิมพ์สามมิติ…

แต่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับความรวดเร็วและห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นของบริษัทจีนอย่าง Bamboo Lab อีกครั้ง

โมเดลธุรกิจแบบองค์กรขนาดใหญ่ที่อุ้ยอ้ายของญี่ปุ่น ไม่สามารถสู้กับความคล่องตัวของบริษัทหน้าใหม่ได้เลย

บทสรุปของเรื่องนี้ค่อนข้างชัดเจน การล่มสลายของธุรกิจชิป Nikon ไม่ใช่เพราะพวกเขาขาดเงินทุน หรือขาดนักวิจัยที่เก่งกาจ…

แต่พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับกรอบความคิดของตัวเอง ความสำเร็จในอดีตทำให้พวกเขาสร้างกำแพงแห่งความสมบูรณ์แบบขึ้นมา

ระบบปิดที่เคยเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีในยุคที่เทคโนโลยีคงที่ กลับกลายเป็นกรงขังเมื่อต้องเผชิญกับคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลง

เปรียบเทียบกับ Canon ที่ถึงแม้จะแพ้ในสมรภูมิเดียวกัน แต่พวกเขาเลือกที่จะยอมรับความจริงและหาพื้นที่ใหม่…

พวกเขาหันไปโฟกัสที่เทคโนโลยีทางเลือกอย่าง Nanoimprint Lithography

แม้เทคโนโลยีนี้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็เป็นทางรอดที่ฉลาดในการหลีกเลี่ยงการปะทะตรง ๆ กับยักษ์ใหญ่

ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงแบบก้าวกระโดด ไม่มีใครสามารถครอบครองนวัตกรรมทั้งหมดไว้ได้เพียงลำพัง…

พันธมิตรและระบบนิเวศแบบเปิดคือกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุด

ASML พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการดึงทุกคนมาร่วมแบกรับความเสี่ยงและแบ่งปันความสำเร็จ คือกุญแจสำคัญ

ในเวทีการแข่งขันที่โหดร้ายนี้ ไม่มีราชาที่อยู่ยงคงกระพัน…

มีเพียงผู้ที่พร้อมจะเรียนรู้ โอบรับความร่วมมือ และกล้าที่จะทำลายความสำเร็จในอดีตของตัวเองเท่านั้นที่จะอยู่รอด

และนี่คือบทเรียนราคาแพงที่สุด ที่บริษัทระดับโลกอย่าง Nikon ได้จ่ายเพื่อเป็นกรณีศึกษาให้กับพวกเราทุกคน

References : [bloomberg,reuters,nikkei,asml,cnbc]

Geek Story EP736 : จุดจบราชาชิปโลก สรุปมหากาพย์ความพ่ายแพ้ของ Nikon ต่อ ASML

ลองจินตนาการถึงบริษัทที่เป็นราชาผู้ครองตลาดเทคโนโลยีโลกกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Intel ยังต้องมาเข้าแถวอ้อนวอนขอซื้อสินค้า แต่ตัดภาพมาปัจจุบัน ราชาองค์นี้กลับขายเครื่องจักรได้เพียง 9 เครื่องในเวลาครึ่งปี ขณะที่อดีตบริษัทโนเนมจากยุโรปกลับก้าวขึ้นมาผูกขาดตลาดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ จนกลายเป็นผู้กุมชะตาเทคโนโลยีชิปขั้นสูงของทั้งโลก

นี่ไม่ใช่เรื่องแต่ง แต่คือโศกนาฏกรรมทางธุรกิจที่เกิดขึ้นกับ Nikon ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ที่ต้องสูญเสียอาณาจักรเครื่อง Lithography มูลค่ามหาศาล เพียงเพราะความเย่อหยิ่งที่มีต่อ “หยดน้ำ” เพียงหยดเดียว และการปิดประตูขังตัวเองไว้กับความสำเร็จในอดีต

เกิดอะไรขึ้นกับอดีตราชันย์แห่งวงการเซมิคอนดักเตอร์ การก้าวพลาดเพียงครั้งเดียวเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์สงครามเทคโนโลยีไปตลอดกาลได้อย่างไร ร่วมเจาะลึกเบื้องหลังความล่มสลายนี้ไปพร้อมกันครับ

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

🎧 ฟังผ่าน Spotify : 
https://tinyurl.com/ys9rv582

🎧 ฟังผ่าน Apple Podcast :
https://tinyurl.com/3ptmjkxy

🎧 ฟังผ่าน Podbean : 
https://tinyurl.com/3yrp55em

🎧 ฟังผ่าน Youtube 
https://youtu.be/AiHxpuVxxpM