ประวัติ Tim Cook ตอนที่ 3 : Jobs in Time

ต้องบอกว่าการได้งานที่ IBM ถือเป็นช่วงเวลาที่โชคดีอย่างยิ่งของ Cook เพราะอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์กำลังอยู่ในช่วงเริ่มเฟื่องฟู ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 เหล่าผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลต่างกำลังต่อสู้เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่กำลังคิดจะมีคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องแรก

คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของ IBM ถือเป็นเครื่องจักรที่ล้ำสมัยในยุคนั้น ที่ราคาขายราว ๆ 1,565 เหรียญ การใช้งานภาษา BASIC ซึ่งเป็นภาษาเขียนโปรแกรมยอดนิยมในยุคนั้น และให้ความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพสูง มีการใช้งานไมโครโพรเซสเซอร์ขนาด 16 บิต , Ram 16 กิโลไบต์ และสามารถเก็บข้อมูลได้ 40 กิโลไบต์ ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่มาก ๆ ในยุคสมัยนั้น

โดยแผนกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของ IBM ตั้งอยู่ในโรงงานขนาดใหญ่ที่ Research Triangle Park โดยกลยุทธ์ของ IBM ก็คือการว่าจ้างบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยดัง ๆ จำนวนมาก มาฝึกอบรม และมาทำการโปรโมตเลื่อนตำแหน่งในกลุ่มของตนเอง

และ Cook ก็อยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับบัณฑิตจบใหม่เหล่านั้น เขาได้ร่วมงานที่โรงงาน RTP ที่มีขนาดกว่าหกแสนตารางฟุต มีจำนวนการผลิต ถึง 6 สายการผลิตทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ สามารถผลิตคอมพิวเตอร์ได้ราว ๆ นาทีละเครื่อง

โดยประมาณครึ่งหนึ่งของพนักงานในโรงงานทั้งหมด 12,000 คนนั้น เป็นผู้ประกอบชิ้นส่วนต่าง ๆ และแทบจะทั้งหมดนั้นทำด้วยมือ โดยสามารถประกอบคอมได้ราว ๆ 6-8 พันเครื่องต่อวัน และอาจเพิ่มขึ้นถึงหมื่นเครื่องต่อวันในช่วงพีค

IBM PC ที่เป็นเจ้าตลาดและทันสมัยมากในยุคนั้น
IBM PC ที่เป็นเจ้าตลาดและทันสมัยมากในยุคนั้น

โดยโรงงานของ IBM ใช้แนวคิดการผลิตแบบลีน โดยใช้ระบบการผลิตแบบทันเวลา (JIT) โดยปรัชญาของ JIT ในสหรัฐอเมริกาได้รับการออกแบบเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพในขณะที่หลีกเลี่ยงสินค้าส่วนเกิน ซึ่งมันได้รับความนิยมในประเทศญี่ปุ่นในช่วงปี 1960 และ 1970 ซึ่งนำโดยบริษัทผลิตรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Toyota ที่ใช้ JIT เป็นเสาหลักของระบบการผลิตทั้งหมดเพื่อให้กระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมาขึ้นและให้ผลตอบแทนจากการลงทุนสูงนั่นเอง

และเป็นบทบาทแรกของ Cook ที่ IBM ที่เขาได้เรียนรู้ความซับซ้อนของ JIT (just-in-time) ซึ่งเขาจะใช้ในการปรับปรุงกระบวนการผลิตทั้งหมดของ Apple ในภายหลัง ซึ่งานแรกที่ IBM นั้นเขาอยู่ในสายการผลิตจากโรงงาน และเขามีหน้าที่ในการจัดการไปป์ไลน์เพื่อให้แน่ใจว่าโรงงานมีชิ้นส่วนเพียงพอที่จะสร้างคอมพิวเตอร์ ซึ่งถือเป็นงานที่ท้าทายมาก ๆ งานแรกที่ Cook ได้ทดสอบฝีมือ

และเพียงแค่ 2-3 ปีหลังจากได้เข้าร่วมงานกับ IBM ตัว Cook เองก็ได้รับการประเมินให้เป็นพนักงานที่มีศักยภาพสูงหรือ “HiPo” ซึ่งเป็นศัพท์เฉพาะของ IBM ซึ่งเป็นการวางเส้นทางสำหรับผู้นำในอนาคตของบริษัท ซึ่งในทุก ๆ ปีนั้นผู้บริหารระดับสูงในโรงงานจะเขียนรายชื่อพนักงานที่มีแนวโน้มมากที่สุด 25 คน โดยมีรายเอียดของสิ่งต่าง ๆ เช่น ประสิทธิภาพการทำงาน ความรับผิดชอบ ศักยภาพในการเป็นผู้นำ และแน่นอนว่าที่นั่น Cook คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่เสมอ

ซึ่งต้องบอกว่าเพื่อนร่วมงานหลายคนก็พูดในทำนองเดียวกันถึงความโดดเด่นของ Cook เพราะเขาฉายแววผู้นำมาตั้งแต่เข้าทำงานใหม่ ๆ เขามีความโดดเด่น แต่มีความสุภาพ ซึ่ง IBM ก็ช่วยส่งเสริมเขาในเรื่องความเป็นผู้นำ และเริ่มสร้างเสริมทักษะเขาด้วยการส่ง Cook ไปศึกษาเพิ่มเติมด้านธุรกิจที่มหาวิทยาลัย Duke

โดยตัว Cook นั้นได้เข้าเรียนตอนเย็นที่ Fuqua School of Business ของ Duke University ซึ่งทำให้เขาได้รับปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจในปี 1988 และการได้ดีกรีด้านบริหารธุรกิจนี่เองที่ช่วยพัฒนาอาชีพของเขาที่ IBM ที่ทำให้เขาเรียนรู้เรื่องของธุรกิจมายิ่งขึ้น ไม่ใช่เก่งเพียงแค่ทางด้านวิศวกรรมอย่างเดียวอีกต่อไป

เมื่อ Cook ทำงานกับ IBM เป็นเวลา 12 ปี เขาก็ได้เริ่มหาความท้าทายใหม่โดยมารับบทบาทหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการของแผนกผู้จำหน่ายคอมพิวเตอร์ที่บริษัท Intelligent Electrics ในเมืองเดนเวอร์ มันดูเหมือนอาชีพเขาจะ Drop ลงหลังจากย้ายมาอยู่กับบริษัทเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับ IBM ที่เป็นยักษ์ใหญ่วงการเทคโนโลยีโลก

เขาช่วยให้ Intelligent Electrics เปิดตัวโปรแกรมที่เรียกว่า PowerCorps ซึ่งเป็นโปรแกรมที่ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อเพิ่มยอดขายผลิตภัณฑ์ Apple ผ่านตัวแทนจำหน่ายของ Intelligent Electrics โดยทำให้รายรับของ Intelligent Electrics มีรายรับเพิ่มขึ้น 21% แต่สุดท้าย Intelligent Electrics ก็เจอปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเกี่ยวกับการขยายราคาหุ้นทำให้ตัว Cook เองแนะนำให้ผู้บริหารขายบริษัทให้กับ General Electric ในราคา 136 ล้านเหรียญ

และมันได้ทำให้เขาพบกับจุดเปลี่ยนสำคัญในอาชีพซึ่งก็คือ การได้เข้ามาร่วมงานกับ Compaq ในตำแหน่งรองประธานฝ่ายสื่อสารองค์กร เนื่องจาก Compaq เองเป็นซัพพลายเออร์รายหนึ่งของ Intelligent Electrics หลังจากขายกิจการสำเร็จ Compaq จึงได้ดึงตัว Cook เข้ามาร่วมงานเนื่องจากมองเห็นในศักยภาพของเขา

ในช่วงนั้น Compaq ได้กลายเป็นผู้ผลิต PC รายใหญ่ที่สุดของโลก แซงหน้า Apple และ IBM ได้สำเร็จ ทำให้ดูเหมือนชีวิตของ Cook จะเข้าสู่วงโคจรที่รุ่งโรจน์อีกครั้ง

สถานการณ์การแข่งขันในขณะนั้น ได้มีแนวคิดในการสร้างคอมพิวเตอร์ในราคาไม่แพงที่ต่ำกว่า 1,000 เหรียญออกมาแข่งกัน ซึ่งแน่นอนว่าทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์สามารถเข้าถึงได้มากขึ้นทำให้ตลาดมีขนาดใหญ่ขึ้น

Compaq ที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของโลกในยุคนั้น
Compaq ที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ของโลกในยุคนั้น

Intel ได้เปิดตัว Celeron ซึ่งเป็น CPU ราคาประหยัดในเดือนเมษายน ปี 1998 รวมถึง AMD ก็ผลิตชิปในราคาถูกเข้ามาแข่งขัน ทำให้ราคาของเครื่องคอมพิวเตอร์ลดลงเป็นอย่างมาก

และแน่นอนว่า ราคา PC ที่ลดลงส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อ Apple เป็นอย่างมาก ในขณะที่เครื่อง PC ราคาถูกลง ทำให้ผู้คนเมินที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของ Apple ที่มีราคาแพง ทำให้มีสินค้าของ Apple ขายไม่ออกและค้างอยู่ในโกดังเป็นจำนวนมาก

ตัว Cook เองในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งที่ Compaq นั้น ได้ช่วยให้บริษัท เปลี่ยนไปสู่รูปแบบการผลิตตามคำสั่ง ซึ่งเป็นแนวคิดต่อยอดจาก JIT ที่เขาเคยได้เรียนรู้ที่ IBM นั่นเอง โดยใช้ชื่อว่า “Optimized Distribution Model” ซึ่งแทนที่จะลงทุนสร้างเครื่องจักรเพื่อคาดการณ์อุปสงค์ แต่ Compaq จะเริ่มกระบวนการผลิตหลังจากได้รับคำสั่งซื้อแทน

สิ่งนี้นี่เองที่ทำให้การผลิตคอมพิวเตอร์ของ Compaq มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และช่วยลดปริมาณสินค้าคงคลัง แต่ในทางกลับกัน บริษัทต้องจัดการซัพพลายเออร์ของตนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อที่จะตอบสนองความต้องการได้อย่างรวดเร็วและคุ้มค่า

Cook เป็นผู้ที่บทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลง Optimized Distribution Model ที่ Compaq และทำให้ชื่อของเขากลายเป็นที่จับตามองในวงการผลิตคอมพิวเตอร์ ซึ่งที่ Compaq นี่เอง ที่ Cook ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับเหล่าซัพพลายเออร์ เพื่อให้เปลี่ยนมาใช้รูปแบบ Model ใหม่ดังกล่าว

และสถานการณ์ในขณะนั้นบริษัทอย่าง Apple ที่เริ่มหมดหวังกับการที่จะปรับปรุงกระบวนการผลิตที่สุดยุ่งเหยิงของตัวเอง เพื่อให้สามารถกลับมาแข่งขันกับคู่แข่งในวงการคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ที่ดูเหมือนจะเริ่มหมดหวังเข้าไปทุกที สถานการณ์ของบริษัทย่ำแย่ถึงภาวะใกล้ล้มละลาย

แต่ก็เป็น Steve Jobs ที่ได้กลับมากุมบังเหียน Apple ในรอบที่สองอีกครั้ง และงานสำคัญของเขาก็คือมองหาวิธีแก้ไขปัญหา ในเรื่องการผลิต และหาคนที่เหมาะสมสำหรับงานดังกล่าว และ Cook เองก็เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดที่จะช่วยพลิก Apple ให้กลับมารุ่งเรืองได้อีกครั้ง

ต้องบอกว่า เมื่อทั้งสองได้มาเจอกัน มันคือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของวงการคอมพิวเตอร์ ที่ Jobs และ Cook สองผู้นำที่แตกต่างกันจะมาร่วมมือกันเพื่อสร้างระบบการผลิตแบบ Just-in-Time ให้กับ Apple จะเกิดอะไรขึ้น เมื่อสองผู้นำที่จะได้มาร่วมมือกันเปลี่ยนโลกอีกครั้งให้กับ Apple ที่ใกล้ล้มละลายเต็มที โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 4 : The Operations Guy

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Death of God *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Tim Cook ตอนที่ 2 : The Soul of the South

Timothy Donald Cook เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ปี 1960 ที่เมือง Mobile , Alabama เมืองท่าเรือทางชายฝั่ง และเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของรัฐ โดยตัว Cook นั้นเป็นลูกชายคนที่ 2 จาก 3 คนที่เกิดมาจาก Don และ Geraldine Cook พ่อแม่ของเขา โดยทั้งคู่เป็นชาวพื้นเมือง Alabama ในแถบชนบท

Don พ่อของ Cook ทำงานที่อู่ต่อเรือ ซึ่งถือเป็นอาชีพหลักของชาวเมืองในขณะนั้น ส่วน Geraldine ทำงานเป็นเภสัชกร พาร์ทไทม์ และอุทิศเวลาส่วนที่เหลือให้กับงานบ้าน และมีช่วงเวลาหนึ่งที่ครอบครัวต้องย้ายไปอยู่ที่เมือง Pensacola รัฐ Florida ซึ่ง Don ได้งานทำที่ฐานทัพเรือขนาดใหญ่

แต่เมื่อเข้าสู่ปี 1971 เมื่อ Cook เข้าสู่ช่วงวัยเรียนมัธยม ครอบครัวของเขาก็ได้ตัดสินใจที่จะย้ายกลับมาตั้งรกรากที่ Alabama ใน Robertsdale เมืองเล็ก ๆ ในชนบท ที่ตั้งอยู่กลาง Baldwin County ซึ่งเป็นเขตที่ใหญ่ที่สุดของรัฐ ซึ่งสาเหตุที่ Gereldine เลือกที่จะพาครอบครัวมาตั้งรกรากที่นี่ ก็เพื่อให้ลูกชายทั้งสามคนของเขา ได้รับประโยชน์สูงสุดจากระบบโรงเรียนของรัฐนั่นเอง

เมือง Robertsdale เป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ทางตอนใต้ของอเมริกา มีประชากรไม่ถึง 5 พันคนเท่านั้น ผู้คนในเมืองแทบจะรู้จักกันทั้งหมดเลยก็ว่าได้ ต้องเรียกได้ว่าเป็นเมืองที่เหมาะแก่การพักผ่อน รวมถึงการผ่อนคลาย Robertsdale เป็นเมืองที่มีพื้นที่เพาะปลูกอุดมสมบูรณ์

ครอบครัวของ Cook ได้ปลูกฝังเขาให้มาเป็นคนที่มีความเคร่งในศาสนา เขามักอ้างอิงความเชื่อเรื่องศาสนาตลอดอาชีพการทำงานของเขา ซึ่งต้องบอกว่าพื้นฐานทางด้านศาสนาของ Cook นี่เองที่เป็นสิ่งหนึ่งที่ปลูกฝัง Cook ให้กลายมาเป็นยอด CEO อย่างที่เราได้เห็นในทุกวันนี้

เขาเป็นเด็กที่เจียมเนื้อเจียมตัว แต่มีความแข็งแกร่งด้วยความที่เป็นนักกีฬา ในการเรียนนั้นเขาเก่งในเรื่องเกี่ยวกับการวิเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง พีชคณิต เรขาคณิต หรือ ตรีโกณมิติ ซึ่งทุกอย่างล้วนแล้วอาศัยทักษะในการวิเคราะห์

และไม่ใช่เพียงแค่เรื่องการเรียนอย่างเดียวเท่านั้น แต่เขายังเก่งในกิจกรรมนอกหลักสูตรและแสดงให้เห็นถึงความเฉียบแหลมทางธุรกิจ ตั้งแต่อายุน้อย ๆ เขาเคยเป็นคนจัดการเรื่องการผลิตหนังสือประจำปีของโรงเรียน ที่เป็นการฝึกให้เขาต้องหาค่าโฆษณาให้เพียงพอเพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการผลิตหนังสือประจำปี

Cook (ล่างซ้าย) สมัยเรียนมัธยมในรัฐ Alabama
Cook (ล่างซ้าย) สมัยเรียนมัธยมในรัฐ Alabama

Cook ได้เริ่มคิดวิธีการในการทำการตลาด รวมถึงสร้างโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เพื่อกระตุ้นยอดขายของหนังสือตั้งแต่เขายังเด็ก ซึ่งในปีนั้น Cook สามารถทำสถิติใหม่ทั้งยอดขายหนังสือ รวมถึงยอดโฆษณา ที่ไม่เคยมีใครสามารถทำได้มาก่อน

แน่นอนว่าประสบการณ์สำคัญทางธุรกิจในวัยเด็กของ Cook นั้นช่วยหล่อหลอมและวางรากฐานทางแนวคิด ในการทำงานเมื่อเขาเติบโตขึ้น เช่นเดียวกับการสร้างสถิติใหม่ในการสร้างรายได้ให้กับหนังสือของเขาที่โรงเรียน และสุดท้ายเขาก็สามารถทำได้แบบเดียวกันที่ Apple ในอีกหลายปีต่อมานั่นเอง

แม้ว่าทุกอย่างในเมือง Robertsdale นั้นจะดู perfect ไปหมดสำหรับ Cook แต่ก็มีเรื่องนึงที่คอยหล่อหลอมเขาในเรื่องของความเท่าเทียม เพราะเมืองที่เงียบสงบแห่งนี้ ยังคงมีกระแสของการเหยียดทางเชื้อชาติพันธุ์อยู่ ซึ่งประสบการณ์ถูกเหยีดในเรื่องเชื้อชาติที่ Robertsdale นี่เองที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อ Cook เกี่ยวกับมุมมองของเขาต่อโลก และการเน้นความเท่าเทียมกันที่เขามักจะโฟกัสอยู่เสมอเมื่อขึ้นมาดำรงตำแหน่ง CEO ของ Apple

ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 เมื่อตอนที่ Cook เรียนในชั้นมัธยม ในคืน ๆ หนึ่งที่เขาขับจักรยานคู่ใจไปตามท้องถนนในเมือง เขารู้สึกประหลาดใจเมื่อได้เห็นกลุ่มไฟ อยู่ตรงหัวถนน เขาพยายามที่จะพาจักรยานคู่ใจมาใกล้ ๆ กับกลุ่มไฟดังกล่าว

เขาต้องรู้สึกตกใจเมื่อได้เห็นภาพ ไม้กางเขนกำลังถูกเผา ล้อมรอบด้วยกลุ่มเสื้อคลุมชุดขาว ที่เป็นสมาชิกของคูคลักซ์แคลน ซึ่งในแถบดินแดนใต้ของอเมริกาที่ Cook อาศัยอยู่นั้น ลัทธิของกลุ่มคูคลักซ์แคลนเคยมีจำนวนสูงสุดถึง 4 ล้านคน ก่อนที่จะลดลงเหลือไม่กี่พันคนในช่วงปี 1970 ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าตกใจสำหรับ Cook ในวัยเยาว์ ณ ขณะนั้น

คุณค่าหลาย ๆ อย่างที่ Cook ได้นำมาใช้กับ Apple นั้นดูเหมือนจะเป็นผลโดยตรงจากประสบการณ์ในวัยเด็กของเขา ความเกลียดชัง และการถูกเลือกปฏิบัติที่ Cook ได้เห็นในแถบดินแดนใต้ของอเมริกานั้น เป็นประสบการณ์ที่ติดอยู่กับเขาตลอดชีวิต ซึ่งล้วนมีอิทธิพลต่อวิธีที่เขาใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจ

ต้องบอกว่าความมีคุณธรรมของ Cook ที่ทุกคนได้เห็นทั้งการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจ ล้วนมีรากฐานมากจากการเลี้ยงดูแบบคริสเตียน มารยาทแบบคนใต้ และคำสอนของ มาร์ติน ลูเทอร์คิง จูเนียนร์ และ โรเบิร์ต เอฟ เคเนดี ซึ่งเป็นวีรบุรุษของเขา

โดยหลังจากที่ Cook จบการศึกษาจากโรงเรียนมัธยมในปี 1978 เขาก็ได้ออกจากเมือง Robertsdale ไปเข้าเรียนต่อที่ Auburn University ในสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ ซึ่งตอนนั้นถือเป็นความฝันของเขาเลยทีเดียว

แนวควาวคิดหลาย ๆ อย่างของ Cook ถูกปลูกฝังที่ Auburn University
แนวควาวคิดหลาย ๆ อย่างของ Cook ถูกปลูกฝังที่ Auburn University

เขาเลือกเรียน วิศวกรรมอุตสาหการที่ Auburn อย่างชาญฉลาด อดีต CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่หลาย ๆ คน มีพื้นฐานทางวิศวกรรมอุตสาหการ เช่นเดียวกับ Cook ซึ่ง Cook ก็ต้องการดำเนินรอยตามเหล่าผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น Lee Iacocca ที่เป็นอดีต CEO ของบริษัท ไครสเลอร์

การเรียนในด้านวิศวกรรมอุตสาหการนั้นมุ่งเน้นไปที่วิธีการในการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบที่ซับซ้อนที่สุด ในการกำจัดค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่า และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด ซึ่งนี่เองเป็นทักษะที่สำคัญที่ Cook พัฒนามาตั้งแต่ต้น

ที่ Auburn นี่เองที่เขาได้เรียนรู้ทักษะมากมายที่จะช่วยเขาตลอดอาชีพการทำงานของเขา เขาเรียนรู้วิธีการเขียนโปรแกรม ในชั้นปีหนึ่ง เขาเคยสร้างระบบเพื่อปรับปรุงเวลาของสัญญาณไฟจราจรใกล้มหาวิทยาลัย

และที่ Auburn ดูเหมือนว่าจะมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเกี่ยวกับวิธีการทำงานของ Cook และมุมมองโลกของเขา Cook นั้นเชื่อในการทำงานหนักตั้งแต่อายุยังน้อยและเห็นได้อย่างชัดเจนจากวิธีที่เขาใช้ในการบริหาร Apple ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และที่สำคัญเขายังได้รับประสบการณ์ครั้งแรกในการจัดการองค์กร เขาเคยใช้เวลาส่วนหนึ่งที่บริษัท Reynolds Aluminium ใน Richmond รัฐเวอร์จิเนีย เขาได้เคยช่วยประธานบริษัทในการจัดการงานที่ซับซ้อนขององค์กร ในการรีดประสิทธิภาพขององค์กร ด้วยการลดจำนวนพนักงานที่มีความซ้ำซ้อนลง ซึ่งถือเป็นบทบาทหนึ่งที่เขาเคยได้ลองงานด้านการบริหารองค์กร ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุดที่บริษัท Apple ในภายหลัง

Cook จบการศึกษาจาก Auburn ในปี 1982 ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลังจากการทำ IPO ของ Apple เพียงแค่ 18 เดือน แต่ตอนนั้น Apple ยังคงเป็นบริษัทเล็ก ๆ ที่ Cook นั้นยังไม่แทบชายตามองเลยด้วยซ้ำ

ซึ่งเมื่อเขาจบการศึกษา ก็ได้ข้อเสนอจาก IBM ที่ตอนนั้นเพิ่งเปิดตัว PC เครื่องแรกของ IBM รวมถึงได้ข้อเสนอจากบริษัท Andersen Consulting รวมถึง General Electric (GE) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ในขณนั้น ที่มักจะดึงดูดเหล่าอัจฉริยะที่เพิ่งเรียนจบใหม่จากมหาลัยชื่อดังในสหรัฐ

และสุดท้าย Cook ก็ได้ตัดสินใจเริ่มงานครั้งแรกในชีวิตการทำงานที่ IBM แม้ตอนนั้นโชคชะตาจะพาเขาเข้าสู่วงการคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะเขาเองก็ไม่ได้คิดถึงงานด้านคอมพิวเตอร์เลยด้วยซ้ำ แต่เขารับรู้ได้ว่า Personal Computer (PC) ของ IBM มันกำลังจะเปลี่ยนโลกของเราไปตลอดการ มันมีบางสิ่งบางอย่างที่กำหนดให้เขาต้องเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิวัติทางด้านเทคโนโลยีครั้งยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ แล้วเส้นทางเดินของ Tim Cook จะเป็นอย่างไรต่อไป โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

-> อ่านตอนที่ 3 : Jobs in Time

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :The Death of God *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

References : https://www.flickr.com/photos/iphonedigital/29134927722 https://www.gkac.us/auburn-university/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Tim Cook ตอนที่ 1 : The Death of God

ในวันอาทิตย์ที่ 11 สิงหาคม ปี 2011 Tim Cook ได้รับโทรศัพท์ที่จะเปลี่ยนชีวิตของเขาไปตลอดกาล เมื่อ Jobs ที่อยู่ปลายสาย ขอให้เขามาที่บ้าน ซึ่งในขณะนั้น Jobs ได้พักฟื้นจากการรักษาโรคมะเร็งตับอ่อน และเพิ่งได้รับการปลูกถ่ายตับไปก่อนหน้านั้นไม่นาน

เมื่อ Cook มาถึงบ้านของ Jobs ในพาโล อัลโต Jobs ได้บอกกับ Tim Cook ว่า ต้องการให้เขารับตำแหน่ง CEO ของ Apple ซึ่ง jobs มีแผนที่จะก้าวลงจากตำแหน่ง CEO เพื่อขึ้นไปเป็นประธานของบริษัท ซึ่งสถานการณ์ในตอนนั้นแม้ตัว Jobs เองจะยังเชื่อว่าเขาจะอยู่รอดได้อีกนานก็ตาม แต่เขาอยากที่จะเกษียณอายุก่อนกำหนด และหาแนวทางในการทำงานร่วมกับ Cook ในตำแหน่ง ประธานบริษัท

ซึ่ง Jobs ต้องการให้ Tim Cook ตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ของ Apple ทั้งหมดแทนเขา แม้ว่าโดยทางปฏิบัติ ณ ช่วงเวลานั้น Cook ก็ดูแลงานทุกอย่าง Operation แต่ละวันแทน Jobs แทบจะทั้งหมดแล้วในบทบาท COO ของเขา

แม้ในตอนแรก บอร์ดของ Apple ก็มีความลังเล โดยมีข่าวลือว่าบอร์ดเองก็ต้องการคนนอก มาแทน Jobs ในตำแหน่ง CEO แต่บอร์ดของ Apple ก็คือ บอร์ดของ Jobs ทุกคนต่างเชื่อฟัง Jobs เพราะ Jobs คุมเสียงทั้งหมดไว้ตั้งแต่เขาก้าวเข้ามาสู่ Apple ในคำรบสองในปี 1995

และตัว Jobs เองก็ต้องการคนใน ที่ได้รับวัฒนธรรมของ Apple มาอย่างดีแล้ว และเขาก็ไม่คิดว่าใครจะเหมาะสมกับตำแหน่งนี้มากกว่า Tim Cook นั่นเอง แม้หลาย ๆ คนรวมถึงสื่อต่าง ๆ จะมองไปถึง Jony Ive มากกว่า แต่ด้วยเบื้องลึกของจิตใจ Jobs เองนั้นเขารู้ดีว่า Cook เหมาะสมที่สุดที่จะพา Apple ก้าวต่อไปในอนาคตได้

Tim Cook ชายที่เหมาะสมที่สุดกับอนาคตของ Apple ในสายตา Jobs
Tim Cook ชายที่เหมาะสมที่สุดกับอนาคตของ Apple ในสายตา Jobs

หรือแม้แต่ Scott Forstall ผู้บริหารอีกคนที่มีความทะเยอทะยาน ซึ่งตอนนั้นเขารับตำแหน่งรองประธานอาวุโสของ Software iOS ซึ่งตัว Forstall เองนั้นได้ไต่เต้าขึ้นมาสู่ตำแหน่งระดับสูงจากผลงานมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Mac OS X รวมถึงประสบความสำเร็จอย่างมากกับ iPhone เนื่องจากเขาเป็นผู้นำในการดูแลการพัฒนา Software ต่าง ๆ ของ iPhone ถึงขนาดที่ว่า สำนักข่าวใหญ่อย่าง Bloomberg เคยเรียก Forstall ว่า “mini-Steve” เลยด้วยซ้ำ

ซึ่งท้ายที่สุด Cook ก็ได้รับเลือกให้มาดำรงตำแหน่ง CEO เนื่องจากตัว Cook เองก็เคยมีประสบการณ์ในการรับตำแหน่งชั่วคราว เมื่อคราวที่ Jobs หยุดงานสองครั้งในปี 2009 และ 2011 แม้ตัว Cook เองจะต่างจาก Jobs มาก แต่เขาก็บริหารบริษัทได้สำเร็จถึงสองครั้ง ทำให้ในท้ายที่สุดคณะกรรมการจึงรู้สึกว่า Cook น่าจะเป็นคนที่สามารถรักษาเสถียรภาพที่ยาวนานของ Apple ต่อไปได้หลังจากยุคของ Jobs

โดยหลังจากได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในฐานะ CEO Cook ก็ยอมรับว่าเขากำลังจะสานงานต่อในระบบที่ Jobs ได้สร้างเอาไว้ และจะนำพา Apple ในเส้นทางที่ Jobs ได้ปูทางไว้อย่างดีแล้วนั่นเอง และที่สำคัญในตอนนั้น Jobs เองก็ได้วางแผนการทางด้านผลิตภัณฑ์อย่างละเอียดที่จะขยายตลาดไปอีกราว ๆ 4 ปีเป็นอย่างน้อย เพื่อให้ทุกคนมั่นใจว่า Apple ยังคงจะดำเนินรอยตามสิ่งที่ Jobs ได้สร้างไว้

หลังจากนั้นไม่นานสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้เป็นเรื่องจริงก็เกิดขึ้น เมื่อ Jobs ได้เสียชีวิตลงในวันที่ 5 ตุลาคมปี 2011 มันทำให้ทั้งโลกสั่นคลอน ซึ่งเป็นเวลาเพียงหนึ่งเดือนหลังจากที่ Cook ได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง CEO ของ Apple

ข่าวการเสียชีวิตของ Jobs นั้นได้สร้างความสั่นสะเทือนและความโศกเศร้าไปทั่วโลก การเสียชีวิตของตำนานนักธุรกิจ ที่มาพลิกฟื้น Apple จากกิจการที่ใกล้ล้มละลายกลายมาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกนั้น ทำให้ทุกฝ่ายต่างอาลัยอาวรณ์กับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่มีใครอยากให้มันเป็นเรื่องจริง

เมื่อ Jobs เสียชีวิต คู่แข่งสำคัญอย่าง Microsoft ก็ลดธงลงครึ่งเสา เป็นการให้เกียรติ คู่ต่อสู้ที่ขับเคี่ยวกันมานานหลายทศวรรษ

ร้านค้า Apple Store ทั่วโลก กลายร่างเป็นสถานที่บูชาให้ Jobs ด้วยการ์ดที่แฟน ๆ ทำเพื่อระลึกถึง CEO ที่พวกเขาเทิดทูน ดอกไม้ และ เทียน เกลื่อนไปทั่วบริเวณทางเท้าด้านนอกของร้าน Apple Store ในแทบจะทุกสาขา

แฟน ๆ Apple ต่างโศกเศร้ามาไว้อาลัยที่ Apple Store ทั่วโลก
แฟน ๆ Apple ต่างโศกเศร้ามาไว้อาลัยที่ Apple Store ทั่วโลก

แต่แม้จะโศกเศร้าเพียงใด Cook ก็ต้องเดินหน้าพา Apple ก้าวต่อไปให้ได้ ภาระอันหนักอึ้งของเขายังเหลืออีกมากมาย แต่ยังถือว่าโชคดีที่ หลายเดือนหลังการตายของ Jobs ผลิตภัณฑ์ของ Apple นั้นยังเป็นที่นิยมเช่นเคย iPhone 4S มียอดสั่งซื้อถล่มทลาย โดยมียอดขายมากกว่า 4 ล้านเครื่อง ในสุดสัปดาห์แรกเพียงเท่านั้น

แต่เหล่าแฟน ๆ ของ Apple นั้นก็ยังกลัวกับอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับบริษัท ต้องบอกว่า บทบาทของ CEO Apple ที่ Tim Cook ได้รับมานั้น เป็นตำแหน่งที่ในชีวิตคนส่วนใหญ่ไม่กล้าฝันถึง มันเป็นงานที่เสี่ยงที่สุดในโลก การเดินตามรอยเท้าของ Jobs ภายใต้แรงกดดันต่าง ๆ จากโลกภายนอกเป็นสิ่งที่น่ากังวล การทำงานกับ Apple ในฐานะ CEO ของ Cook นั้นจะเป็นงานที่มีคนจับตามองมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

แน่นอนว่ามันเป็นเวลาที่น่ากลัวสำหรับ Tim Cook ในขณะที่เขาอยู่ที่ Apple มานานกว่าทศวรรษ และได้กลายมาเป็นรองประธานอาวุโสสูงสุดของ Jobs ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการหรือ COO แต่ตอนนี้เขากำลังเผชิญกับภารกิจที่น่าเกรงขาม ในการกุมบังเหียน บริษัทที่เป็นสัญลักษณ์ที่มีแฟน ๆ ที่บ้าคลั่งที่เปรียบเหมือนเป็นดั่งศูนย์กลางของ Apple

บริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก การเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในการปฏิวัติการใช้ smartphone ที่กำลังขยายตัวทั่วโลกในขณะนั้น ต้องเรียกว่างานนี้ เป็นการเดิมพันครั้งสำคัญในชีวิตของชายที่ชื่อ Tim Cook เลยก็ว่าได้

แล้วเรื่องราวของ Tim Cook กว่าจะก้าวมาถึงจุด ๆ นี้มีความเป็นมาอย่างไร แล้วเขาจะนำพา Apple ไปในทิศทางไหน กับ ภาระอันหนักอึ้งที่เขาได้รับมา งานที่แทบจะพูดได้ว่า เป็นงานที่ยากที่สุดในโลก Tim Cook จะจัดการกับเรื่องทั้งหมดนี้ได้อย่างไร โปรดอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปครับผม

–> อ่านตอนที่ 2 : The Soul of the South

References : https://www.snopes.com/fact-check/steve-jobs-deathbed-speech/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Blog Series : Tim Cook The Genius Who Took Apple to Next Level

ชายที่มีนามว่า Tim Cook ได้เข้ามาเป็น CEO แบบเต็มตัวของ Apple ในปี 2011 แน่นอนว่าเขาต้องมารับภาระอันยิ่งใหญ่ที่ Steve Jobs ผู้จากลาได้สร้าง Apple ไว้อย่างยิ่งใหญ่ แต่ก็เป็นตัว Jobs เองที่ตัดสินใจมอบภารกิจสานต่อ Apple ให้กับ Tim Cook เพราะเขาเชื่อมั่นในตัว Tim Cook เป็นอย่างมาก

แม้เหล่านักวิจารณ์ รวมถึงสื่อต่าง ๆ จะค่อนขอดกับความสามารถของ Tim Cook ว่าคงไม่สามารถสร้าง Apple ให้ยิ่งใหญ่ได้เหมือนที่ Steve Jobs ทำไว้ เพราะเขาไม่ได้มีจิตวิญญาณที่เป็นนักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ และไม่มีวี่แววของความเป็นศิลปิน อย่างที่ Jobs เคยทำกับ Apple ตลอดมา

ซึ่งหลังจากเข้ามากุมบังเหียน Apple ในครั้งที่สองของ Jobs เมื่อปี 1995 ทุกคนต่างมองว่า Cook เป็นเพียงแค่มือ Operation ที่อยู่ภายใต้เงาของ Jobs เพียงเท่านั้น คงไม่สามารถทำให้ Apple กลับมาเฉิดฉายในเวทีโลกได้เหมือนช่วงที่ Steve Jobs อยู่อีกต่อไป

แต่เหล่านักวิจารณ์ก็คิดผิดมหันต์ เพราะถัดจากนั้น 8 ปี หลังจากที่ Cook ได้เข้ามาคุม Apple ในฐานะ CEO เต็มตัว เขาได้หักปักกาเหล่านักวิจารณ์ทั้งหลายจนหมดสิ้น Cook ทำให้ Apple ขึ้นสู่จุดสูงสุด กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก

บริษัทมีเงินสดสำรอง เพิ่มขึ้นมากกว่า 4 เท่านับตั้งแต่ปี 2010 ซึ่งสูงถึง 267.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ Cook ทำให้ Apple สร้างรายได้ 88.3 พันล้านเหรียญ และทำกำไรได้ถึง 20 พันล้านเหรียญใน Q1 ของปี 2018

Cook ได้สร้างแนวรบใหม่ของ Apple ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่าง Apple Watch ในปี 2015 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักชิ้นแรกที่ออกมาจากมันสมองของ Cook ล้วน ๆ โดยไม่มีเงาของ Jobs อีกต่อไป โดยเขาสามารถทำให้ Apple Watch ขายได้กว่า 40 ล้านเครื่อง และยังมียอดขายเพิ่มขึ้น 50% ไตรมาสต่อไตรมาส นับตั้งแต่เปิดตัว และที่สำคัญ Cook กำลังเดินหน้าพา Apple บดขยี้ในทุกสถิติที่บริษัทมหาชนยักษ์ใหญ่ในธุรกิจ จะสามารถทำได้ โดยแทบจะไม่ผ่อนคันเร่งแต่อย่างใด

ต้องบอกว่า ชีวิตของ Tim Cook นั้นถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ คนหนึ่ง โดยใน Blog Series ชุดนี้ ต้อนรับปี 2020 เราจะมาทำความรู้จักกับ Tim Cook กันให้มากขึ้นผ่าน Blog Series ชุด Tim Cook The Genius Who Took Apple to Next Level กันครับ

หนังสือ Tim Cook The Genius Who Took Apple to Next Level

โดยข้อมูลหลักผมจะนำมาจากหนังสือ Time Cook The Genius Who Took Apple to Next Level มาเรียบเรียงใหม่ ในสไตล์ผมเอง และรวบรวมข้อมูลจากแหล่งอื่น ๆ ทั้ง wikipedia หรือ ทางเว๊บไซต์ออนไลน์ มารวมรวมใหม่ ใน Blog Series ชุดนี้กันครับ

–> อ่านตอนที่ 1 : The Death of God

References : https://www.ndtv.com/book-excerpts/an-empty-chair-windows-covered-by-post-its-how-world-mourned-steve-jobs-2024333

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Geek Monday EP33 : Future of US

ต้องบอกว่า ก่อนหน้านี้ ที่ IBM เคยเอาชนะแชมป์หมากรุกโลกได้นั้น ถือเป็นเรื่องเล็ก ๆ ไปเลย เมื่อเทียบกับเกมส์โกะ เพราะเกมส์โกะ เป็นเกมส์ที่มีความน่าจะเป็นในกระดานสูงมาก และต้องคิดแบบหลายชั้น ซึ่งการที่ AI สามารถเอาชนะขีดจำกัดในข้อนี้ของมนุษย์ได้นั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา เราต้องลองจินตนาการว่า หาก Alpha Go สามารถเอาชนะแชมป์โลกโกะ ได้ แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อ AI สามารถเรียนรู้การทำงานของมนุษย์ และรู้ถึงจุดอ่อนของมนุษย์เราได้

แต่ก็อยู่ที่ว่ามนุษย์เรานั้นจะสามารถยอมรับได้หรือไม่ หากต่อไป นั้น เราจะถูกวินิจฉัยโดย AI ซึ่งไม่ใช่หมอ เช่นเดียวกับ ในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะยอมรับได้มั๊ยว่า รถแบบขับเคลื่อนอัตโนมัตินั้น จะเป็นรถปรกติที่วิ่งบนถนนเดียวกับเรา ซึ่ง ยังไงอัตราการเกิดอุบติเหตุจาก AI เหล่านี้ ก็น่าจะน้อยกว่ามนุษย์อยู่แล้ว เพราะความแม่นยำที่สามารถตรวจสอบได้ และขีดจำกัดหลาย ๆ อย่างของมนุษย์นั้น จะไม่สามารถทำงานได้เทียบเท่า AI อีกต่อไป

เลือกฟังกันได้เลยนะครับ อย่าลืมกด Follow ติดตาม PodCast ช่อง Geek Forever’s Podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน Podbean : http://bit.ly/2tuKuof

ฟังผ่าน Apple Podcast : https://apple.co/2lEqPPg

ฟังผ่าน Google Podcast :  http://bit.ly/2ZPzz4L

ฟังผ่าน Spotify :  https://spoti.fi/2MXUHR4

ฟังผ่าน Youtube : https://youtu.be/lraW0KddTmE

*** หมายเหตุ ใน EP โปรดใช้วิจารณญาณในการรับฟังนะครับ เป็นการคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้น จากที่ผมได้ติดตามเรื่องราวเทคโนโลยีใหม่ ๆ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเท่านั้นครับ ***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol