Movie Review : Charlie’s Angels นางฟ้าชาร์ลี

ผมและหลาย ๆ คน ณ ที่นี้น่าจะโตมาพร้อม ๆ กับ James Bond, Jason Bourne, Ethan Hunt หรือในยุคหลังๆอย่าง Kingsman, Johnny English แต่ถ้าถามว่า “หนังแนวสายลับ ทำภารกิจพิเศษอย่างนี้ที่ตัวเอกเป็นผู้หญิง คุณนึกถึงใครบ้าง?” NIKITA? SALT? ANNA? HANNA? แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่า “Charlie’s Angels” หรือ “นางฟ้าชาลี” นั้นต้องอยู่ในหัวของคุณแน่นอน (ขออนุญาตไม่พูดถึงคุณแม่ Black Widow นะครับ เพราะยังไม่ออกหนังเดี่ยว อิ อิ)

Charlie’s Angels นั้นถือกำเนิดมาในซีรี่ส์ เมื่อปี 1976 เนื้อเรืองหลักๆคือ เศรษฐีที่ชื่อ “ชาลี”  (ผู้ชาย มั้ง?) ที่เราไม่เคยเห็นหน้าเลยสักครั้งจนปัจจุบัน ได้ตั้งองค์กรสายลับ Townsend Agency ขึ้นมา ที่ปฏิบัติงานโดยผู้หญิง เพื่อปฏิบัติภารกิจผดุงความยุติธรรมต่าง ๆ และมีตัวแทนของ “ชาลี” ที่เรียกว่า “บอสลีย์” ในการแจกจ่ายภารกิจให้เหล่านางฟ้า ตลอด 5 ซีซั่น ที่ผ่านมานั้น เหล่านางฟ้าในซีรี่ส์มีทั้งหมด 6 คน

และในอีก 20 ปีถัดมา เหล่านางฟ้าก็กระโดดออกจากจอทีวีมาโลดแล่นอยู่บนแผ่นฟิล์ม เหล่านางฟ้าในยุคเริ่มต้นของศักราชมิลเลนเนี่ยมนั้น ช่างเซ็กซี่ขยี้ใจ ในแบบที่ชายยุคนั้นน่าจะชอบเอามาก ๆ อาจจะมีความโก๊ะบ้างพอเป็นสีสัน แต่การเปิดตัวในครั้งนั้นก็ทำให้ทุกคนทั่วโลกได้รู้จักพวกเธอยิ่งกว่าตอนที่เธอยังอยู่เพียงแค่ในจอทีวี และได้บอกให้ทุกคนได้รู้ว่า “สายลับนั้นไม่ได้มีแค่ผู้ชายเท่านั้นนะที่จะทำได้”

ในอีกเกือบ 20 ปีถัดมา พวกเธอก็กลับมาอีกครั้ง Charlie’s Angels (2019) ได้นำเสนออีกมุมมองที่ชัดเจน และแสดงให้เห็นว่าทิศทางของพวกเธอหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร กับนักแสดงที่เรียกได้ว่าพวกเรารู้จักเธอน้อยมาก อย่าง Naomi Scott เจ้าหญิงจัสมินในอะลาดินภาคล่าสุดที่เราแอบหลงรักเสน่ห์ของเธอไปโดยไม่รูัตัว รับบท Elena Houghlin นักวิทยาศาสตร์สาวผู้มีความเนิร์ด น่ารัก อัจฉริยะ, Ella Balinska นักแสดงจากซีรี่ส์ในอเมริกา คนนี้นี่ไม่เคยรู้จักเลยจริง ๆนะ ผลงานก็ไม่เคยดู รับบท Jane Kano อดีตเจ้าหน้าที่ MI6 ขาบู๊ประจำทีม, Kristen Stewart น้องเบลล่าผู้หน้าตาคร่ำเครียดตลอดเวลาจากแวมไพร์ ทไวไลท์ รับบท Sabina Wilson สาวห้าว มาดกวนๆ พูดเก่ง ทั้งสามคนต้องมาเกี่ยวข้องกันโดยภารกิจที่จะค่อย ๆ ร้อยเรียงความสัมพันธ์ของพวกเธอไปทีละนิด จนกลายเป็นทีมในท้ายที่สุด

ความคิดเห็น:

1. บทภาพยนตร์ไม่มีความซับซ้อนใด ๆ มากมาย โยงภาคก่อนๆเล็กน้อย ไม่ต้องคิดเยอะ อะไรหลายๆอย่างเดาได้ ฉากแอคชั่นไม่ได้วินาศสันตะโร เวอร์วังอลังการ อย่าคิดว่าคุณกำลังเข้าไปดู Hobbs & Shaw และก็ไม่ได้จะตลก ฮา เหมือนสองภาคก่อนหน้าในช่วงต้นของยุค2000 แต่นี่คือหนังสายลับหญิง ที่เน้นความเป็นผู้หญิง และกำลังแสดงให้พวกคุณเห็นว่าผู้หญิงในยุคปัจจุบันนั้นเธอไม่ได้ต่างจากผู้ชายแล้วจริง ๆ เรากำลังเข้าสู่โลกที่เลิกแบ่งแยกชายหญิงกันได้แล้วนะ ผมไม่ใช่คนที่เข้าใจคำว่า Feminist ได้ลึกซึ้งอะไรมาก

แต่ผมชอบ ชอบตั้งแต่บทสนทนาแรกที่เปิดเรื่องจนถึงการดำเนินเรื่องต่อ ๆ มา ถึงแม้หนังจะแสดงความเป็นผู้หญิงมากเท่าไหร่ ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าความเป็นผู้ชายนั้นถูกกด หรือโดนย่ำยีใด ๆ ตัวนักฆ่า หรือสายลับฝั่งตรงข้ามเอง หนังก็ได้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าผู้ชายนั้นแข็งแกร่งจริง ๆ นะ การปฏิบัติการ หรือการวางแผนต่าง ๆ ที่หนังแสดงให้เห็นถึงทั้งสองขั้วชาย-หญิง ก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

2. อย่างที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้ นักแสดงที่เข้ามารับบทนั้นคือตัวแทนของสาวยุคปัจจุบัน เธอฉลาด เธอเก่ง เธอไม่ได้เน้นแต่ความเซ็กซี่ เธอมีเสน่ห์เฉพาะตัวที่ผมว่ามันดีกว่ายุคก่อนมาก ๆ ในแง่ของความเป็นอิสระในการกระทำหลาย ๆ อย่าง เธอเลือกเส้นทางของตัวเอง เธอไม่ยอมโดนกดใด ๆอีกต่อไป และทั้งสามคนก็ทำหน้าที่ตามบทบาทของตัวเองได้ดีมาก ๆ ตัวละครทั้งสามคนเริ่มต้นจากที่ไม่รู้จักกัน นี่คือจุดต่างจากภาคก่อน ๆ จากนั้นพวกเธอก็ค่อย ๆ เติมเต็มความสัมพันธ์จากภารกิจที่ทำร่วมกัน จนเป็นทีม ทีมที่รักกัน ทีมที่แคร์กัน นี่คือพลังหญิง พลังที่เป็นกลุ่ม ไม่ใช่ One Man Show เหมือนสายลับฝั่งผู้ชายที่เราคุ้นๆกัน (หลังๆ อีธาน ฮันท์ ของผมก็ทำงานเป็นทีมขึ้นเยอะนะ อิ อิ)

นี่คือภาคที่เราจะได้เห็นว่านางฟ้าชาลีกลุ่มนี้ เธอยังเด็ก เธอคือคนยุคใหม่ เธอรักพวกพ้อง และนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของพวกเธอที่จะเป็นทีมที่แข็งแกร่งต่อไปในอนาคต (แอบนึกถึงฉากที่ขุ่นแม่ Carol Danvers เหาะมารับถุงมืออัญมณีจากปีเตอร์ แล้วจากนั้นก็เป็นภาพการรวมกันของเหล่าฮีโร่หญิงของมาร์เวลทั้งหมด กำลังมุ่งหน้าไปถล่มเหล่าลูกระจ๊อกของธานอส)

3. แอบเสียดายตอนจบเล็กน้อย อยากให้…..รอด แบบหนีไปได้ ไปฟอร์มทีมมาสู้กันต่อภาคต่อ ๆ ไป

4. ผู้กำกับพ่วงนักแสดงแถมเขียนบทเองด้วยอย่าง Elizabeth Banks ที่มีผลงานผ่านตามาอย่าง Pitch Perfect หรือ The Hunger Games ที่รับบท “บอสลี่ย์” คนสำคัญในการแจกจ่ายภารกิจต่าง ๆ ให้เหล่านางฟ้า นั้นตั้งใจมาก ๆ ที่จะกำหนดว่านี่คือทิศทางของเหล่านางฟ้าในยุคนี้ บางคนอาจมองว่า เธอตั้งใจใส่บทให้ตัวเองสำคัญมากไป หรือเทียบเท่าเหล่านางฟ้า แต่ผมก็ไม่ได้สนใจประเด็นนี้เท่าไหร่นัก

5. หนังจบ ไม่ต้องรีบลุกกลับบ้าน เว้นแต่คุณไม่ชอบ คุณรีบจริง ๆ เพราะ Mid Credit มีให้ดูต่อยาว ๆ โดยเฉพาะนักแสดงตั้งแต่ซีรี่ส์ยุคเก่า ขนกันมาเกือบหมด จะเรียก Cameo หรือ Ester egg ดีก็ไม่รู้

6. ผมทำใจเรื่องรายได้ ถ้ามันไม่ดี ก็ว่ากันไปตามธุรกิจ จะไม่มีภาคต่อ จะรีบู๊ท จะรีเมค ก็สุดแล้วแต่ แต่ผมชอบภาคนี้ ชอบทิศทาง แนวทางที่ปูไว้ให้ไปต่อได้ เพราะนางฟ้าทีมใหม่ทีมนี้ผมมั่นใจว่ามีแววมาก พวกเธอเหลือล้นในเสน่ห์ของสาวยุคใหม่ พวกเธอเติบโตได้อีก และทั้งสามคนดูเข้ากันอ่ะ เป็นทีมที่แอบอยากให้ไปต่อมาก ๆ และภาคหน้าจัดฉากวินาศสันตะโรมาให้เต็มที่เลยนะ ผมรออยู่

7. ถ้าคุณติดอยู่กับสมัย ดรูว ลูซี่ คาเมรอน ผมก็เข้าใจได้นะ ภาคนี้ก็ดูไม่สนุกไปเลยล่ะ แต่ก็นั่นแหละ ทุกอย่างมันก็ต้องก้าวต่อไป แม้ก้าวลงเหว ก็อยู่ที่ว่าเราคาดหวังแค่ไหนล่ะมั้งเนอะ

8. สุดท้าย ไม่ว่านางฟ้าของคุณจะเป็นแบบไหน ลองเปิดใจไปรู้จักกับเหล่านางฟ้ายุคใหม่ทีมนี้กันนะครับ

ปล 1. ซาวด์แทร็คของเหล่านางฟ้ายุค2000 ยังติดหูผมมาอยู่จนถึงทุกวันนี้ แต่ชั่วโมงนี้ขอแอบไปฟัง “Don’t call me angel” ก่อนนะครับ สวัสดีครับ

ปล. 2.Elena Houghlin สาวๆแบบนี้หาได้ที่ไหนบ้าง  หลงมากตอนนี้

เรียบเรียงความคิด ตัดต่อตัวอักษร ใส่ใจความรู้สึก โดย: Gaszoline Skywalker (แขกพิเศษมาเขียนเรื่องหนัง)

สมการดูหนังอย่างไรให้สนุก:

หนังสนุก + คนดูสนุก = สนุก

หนังไม่สนุก + คนดูสนุก = สนุก

หนังสนุก + คนดูไม่สนุก = ไม่สนุก

หนังไม่สนุก + คนดูไม่สนุก = ไม่สนุก

อยู่ที่ตัวคุณนะครับ ^_^

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

HostGator กับ Web Hosting ระดับโลกที่ก่อกำเนิดขึ้นในหอพักมหาวิทยาลัย

ต้องบอกว่าธุรกิจ Web Hosting ถือเป็นธุรกิจที่มาแรงธุรกิจนึงในโลกอินเตอร์เน็ตเพราะการก่อเกิดของเว๊บไซต์ที่มีขึ้นมากมายอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน และอินเตอร์เน็ตกำลังเข้าถึงผู้ใช้งานทั่วโลก แต่การสร้างบริการ web hosting ที่มีคุณภาพก็ถือว่าไม่เป็นเรื่องง่ายเลย เหมือนอย่างที่ HostGator ทำได้สำเร็จ

สำหรับไอเดียของ HostGator นั้นเกิดขึ้นจาก Brent Oxley ในขณะที่เขาเรียนมหาวิทยาลัย Florida Atlantic University ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นช่วงเวลาที่ Brent มีเวลาว่างในรอบหลาย ๆ ปี เขาจึงคิดที่จะสร้างธุรกิจอะไรซักอย่างขึ้นมา และด้วยทุนทรัพย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียง 1,000 ดอลลาร์เท่านั้น ทำให้เขาเลือกที่จะสร้างบริการ web hosting ขึ้นมา

เพราะมันสามารถใช้อินเตอร์เน็ตมาขยายกิจการของเขาได้และที่สำคัญ มันก็ไม่ได้ใช้ทุนมากมายนักในการเริ่มสร้าง web hosting เพื่อเปิดให้บริการให้กับลูกค้าจริง ๆ

และปัญหาแรกที่เขาต้องเจอก็คือการตั้งชื่อนั่นเอง ซึ่งเหมือนที่ทุก ๆ คนเจอในยุคหลัง ที่ชื่อบริการต่าง ๆ ที่มีชื่อเจ๋ง ๆ นั้นได้ถูกจับจองไปแทบจะหมดแล้ว เขาได้คัดกรองจนเหลือ 2 ชื่อสุดท้าย คือ hostlion.com และ hostgator.com และสุดท้ายเขาก็เลือก hostgator.com และจดทะเบียนโดเมนดังกล่าวในปี 2002

ซึ่งเมื่อเขาคิดที่จะจริงจังกับธุรกิจใหม่นี้แล้วนั้น ตอนแรกเขาได้ใช้หอพักของเขาทำหน้าที่เป็นสำนักงานใหญ่ของ HostGator ช่วงแรกเขาก็เรียนไปด้วย และทำงานสร้างธุรกิจของเขาไปด้วย โดย พยายามทำการบ้านจากใน class ที่เขาเรียน ให้เสร็จในห้องเรียนทั้งหมด แล้วกลับห้องมาตอนเย็นเพื่อโฟกัสกับธุรกิจ HostGator

ซึ่งช่วงแรก ๆ นั้นต้องบอกว่า เขามักจะทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ด้าน IT ของมหาลัยอยู่เสมอเพราะ การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่มีปัญหา ซึ่งส่งผลกับธุรกิจเขาตรง ๆ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก ด้วยเงินทุนที่จำกัด เพียงแค่ 1,000 ดอลลาร์เท่านั้น ทำให้อะไรที่ประหยัดได้เขาก็ต้องประหยัดให้มากที่สุดก่อน

แต่ Brent ก็ได้พยายามประคองสถานการณ์ ทั้งการเรียนและธุรกิจของเขาให้ดีที่สุด แต่ต้องบอกว่า ตอนนั้น HostGator ของเขากำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญเงินลงทุนก้อนแรกของเขาก็เริ่มใกล้จะหมดเต็มที

Brent Oxley ผู้เลือกลาออกจากการเรียนมาลุยกับธุรกิจ Hostgator

เมื่อเข้าถึงช่วงฤดูร้อน ทำให้ Brent มีสองตัวเลือก คือ เลิกเรียน หรือ ปิดกิจการของเขา แต่ตัว Brent ดูเหมือนจะมั่นใจว่าธุรกิจของเขาจะไปรอด แม้จะได้รับเสียงทักท้วงจากครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขาอย่างหนักก็ตามที

สุดท้ายเขาก็ได้เลือกการลาออกจากการเรียน และมุ่งหน้าสู่ธุรกิจของเขาแบบเต็มตัว ซึ่งในปี 2003 นั้นกิจการของ Brent มีลูกค้าที่ใช้งานอยู่ 112 ราย และอีกเพียงแค่ปีถัดมาจำนวนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีลูกค้า 1,031 ราย

หลังจากมาโฟกัสอย่างเต็มตัว เขาได้เริ่มเปิดให้มีตัวแทนจำหน่ายแบบออนไลน์ แม้ในช่วงแรกนั้น Brent จะเกลียดการให้บริการแบบมีตัวแทนจำหน่ายเพราะเขายังต้อง support อยู่ตลอดเวลา

แต่หลังจากได้ทำการเริ่มโฆษณาเพิ่มมากขึ้น เขาก็ได้พบขุมทรัพย์ทางการเงินใหม่ โดย HostGator ได้เริ่มทำแคมเปญโฆษณาในเว๊บไซต์ชื่อดังอย่าง Yahoo ซึ่งทำให้บริการของเขาได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในที่สุด

ช่วง 2 ปีแรกของการเปิดบริษัทนั้น Brent แทบจะไม่ได้พัก เพราะเขาต้องคอยรับโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา่เพื่อให้การ support รวมถึงการขาย หลังจากนั้นอีกสามปีต่อมา บริษัทก็เริ่มตั้งตัวได้ และมีทีมงานคอยช่วยเหลือเขาในการดูแลลูกค้าเพิ่มมากขึ้น และลูกค้าก็เติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัว

และเขาก็ได้เริ่ม Focus ไปที่การบริหารงานบริษัทมากขึ้น โดนเน้นไปที่ความพึ่งพอใจของลูกค้าเป็นหลัก รวมถึงการบริหารทรัพยากรบุคคลของบริษัท ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยจ้างมืออาชีพเข้ามาดูแลในส่วนนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของบริษัท

Hostgator ที่เน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก
Hostgator ที่เน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก

ในปี 2006 HostGator ได้ขยายไปยังต่างประเทศครั้งแรกด้วยการตั้งสำนักงานที่เมืองออนแทรีโอ ในประเทศแคนาดา และขยายพื้นที่สำนักงานกว่า 2,000 ตร.ฟุตในเมืองโบคาเรตัน และย้าย Head Quater ไปยังอาคารขนาด 25,000 ฟุตที่ใหญ่ขึ้นในรัฐเท็กซัส

ในปี 2007 บริษัทได้เปิดตัวบล็อกของตัวเองอย่างเป็นทางการ ซึ่งเรียกว่า Gator Crossing ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นการโพสต์เกี่ยวกับข้องกับการใช้งาน HostGator รวมถึงเรื่องความปลอดภัยของ Hosting ที่คอยให้ข้อมูลความรู้กับลูกค้า และในปีเดียวกันนั้นได้เปิดสำนักงานในอเมริกาใต้ ที่เมือง ซานตาการีนา ประเทศบราซิล

ในปี 2009 จำนวนลูกค้าก็เพิ่มมากขึ้นถึง 200,000 คน บริษัทยังคงอัตราการเติบโตในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และในปี 2010 มีการขยายสำนักงานในเมืองฮูสตัน ซึ่งย้ายไปอยู่สำนักงานใหญ่ที่มีขนาดถึง 100,000 ตร.ฟุต

ในปี 2011 จำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 500 คน และเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ในปีเดียวกันพวก HostGator ได้สร้างสถิติการใช้งาน LiveChat เป็นครั้งที่ 5,000,000 โดยมีอัตราการเติบโตของธุรกิจที่รวดเร็ว และ สร้างรายได้อย่างน่าประทับ

จนสุดท้ายนำไปสู่การซื้อกิจการโดย Endurance Internation Group (EIG) ในปี 2012 ด้วยมูลค่า 225 ล้านเหรียญ และได้เริ่มขยายตลาดไปยังเมืองจีน และรัสเซีย

ซึ่งแน่นอนเรื่องราวของ HostGator นั้นแสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของ Brent ผู้ก่อตั้งบริษัท ที่ยอมรับความเสี่ยง ซึ่งเรื่องราวคงจะไม่เป็นแบบนี้หาก Brent เลือกที่จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัย และทิ้งโอกาสที่สำคัญครั้งนี้

ซึ่งแน่นอนเมื่อเขาเลือกที่จะเดินตามความฝันในการสร้างธุรกิจของเขาอย่างที่เห็น เขาก็ทำมันอย่างเต็มที่และได้สร้าง HostGator ขึ้นมาจนกลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม Web Hosting ซึ่งสุดท้ายนั่นก็คือผลตอบแทนในความพยายามและการทำงานหนักของ Brent นั่นเองครับ

References : https://www.shoutmeloud.com/hostgator-sold-endurance-endurance-group.html https://en.wikipedia.org/wiki/HostGator https://www.hostreview.com/interview/interview-brent-oxley-hostgator

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Movie Review : 21 Bridges เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก

ต้องบอกว่าเป็นหนังที่มีการโปรโมตได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียวสำหรับหนังเข้าใหม่ในสัปดาห์นี้อย่าง 21 Bridges เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก ซึ่ง แฟน ๆ หนังแอ็คชั่นหลาย ๆ ท่านน่าจะรอคอยกัน

ซึ่งที่น่าสนใจก็คือ การได้ดารานำจาก Black Panther อย่าง  Chadwick Boseman มารับบทนำในหนังเรื่องนี้ โดยมารับบทตำรวจนิวยอร์คหนุ่มไฟแรง “อังเดร เดวิส” ที่เมื่อเกิดเหตุฆาตกรรมตำรวจขึ้นโดยคนร้ายสองคน

ซึ่งหนังได้เพิ่มความระทึกใจด้วยการดำเนินเรื่องโดยให้ อังเดร มีเวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมง เพื่อตามล่าคนร้ายในคดีอุกฉกรรจ์นี้ให้สำเร็จ และการที่จะไม่ให้ผู้ร้ายหลบหนีไปได้ อังเดรสั่งการปิดเกาะแมนฮัตตันลงทั้งเกาะ

ซึ่งการจะปิดเกาะแมนฮัตตันทั้งเกาะนั้น ต้องทำการปิดสะพาน 21 จุด (ที่มาของชื่อหนัง 21 Bridges) แม่น้ำ 3 สาย อุโมงค์ อีก 4 จุด และต้องหยุดขบวนรถทุกประเภทเข้าออกจากเกาะ แล้วส่งนายตำรวจเข้าไปปฏิบัติการไล่ล่า และความเดือดระอุครั้งนี้จึงได้เริ่มต้นขึ้น

สำหรับความน่าสนใจอีกอย่างของหนังเรื่องนี้ ก็คือ การได้ Brian Kirk ผู้อำนวยการสร้าง Series ชุดดังในตำนานของ HBO อย่าง Game of Throne มากำกับในหนังเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ก็ถือว่าเป็นหนัง action ที่ทำออกมาได้น่าสนใจพอสมควร กับเนื้อเรื่องแนวนี้ ที่ดูจะเล่นใหญ่ ถึงกับปิด เกาะแมนฮัตตัน ไล่ล่าโจร เพียงแค่ 2 คนเลยทีเดียว

ก่อนอื่นจะของพูดถึงบทของหนังเรื่องนี้ ที่ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ มีการผูกเงื่อนปมต่าง ๆ ของเรื่องราวให้เราได้คอยตามหาว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงของเหตุการณ์ครั้งนี้ ซึ่งแน่นอนมันไม่ใช่หนัง action แบบเดินเรื่องเป็นเส้นตรงไปจนถึงตอนจบ เรียกได้ว่ามีการตั้งปมของเรื่องไว้ได้น่าสนใจเลยทีเดียว (อยากให้ไปลองดูกัน)

ส่วนนักแสดงนำอย่าง Boseman นั้นก็เรียกได้ว่า แบกหนังแทบจะทั้งเรื่องไว้กับตัวเพียงคนเดียวเลยก็ว่าได้ เพราะเค้าเป็นตัวดำเนินเรื่องหลักแทบจะคนเดียว คอยตามล่าผู้ร้าย และคอยแกะเรื่องราวที่ค่อย ๆ คลี่คลายปมของหนังออกมาเรื่อย ๆ จนจบเรื่อง

แต่ด้วยฉาก action ที่ไม่ได้มีอะไรมาก นัก เป็นการดวลปืนกันระหว่างตำรวจกับโจรที่ไล่ล่ากันในเมืองแมนฮัตตันเสียส่วนใหญ่ ก็ถือว่ายังทำผลงานได้ต่ำกว่าที่ตัวผมคาดหวังไว้ เพราะนึกว่าจะมี ฉากมันส์ ๆ เยอะกว่านี้ แต่เรื่องนี้ยังถือว่าน้อยมากถ้าเทียบกับหนัง action เรื่องอื่น ๆ

ซึ่งก็อย่างที่กล่าวไป มันทดแทนด้วยบท ที่มีความซับซ้อนของเรื่องราวอยู่บ้าง แม้จะเดากันได้ไม่ยาก แต่ก็ถือว่าทำได้โอเค ซึ่งบทสรุปของหนังก็ชี้ให้เห็นหลาย ๆ อย่าง ซึ่งถือว่าเป็นบทสรุปที่ดีเลยทีเดียว (เขียนรายละเอียดเยอะไม่ได้กลัวสปอยด์ อยากให้ไปดูกันเองครับ) ซึ่งแฟน ๆ หนัง action ก็ไม่น่าจะพลาดกันนะครับสำหรับหนังเข้าใหม่ในสัปดาห์นี้อย่าง 21 Bridges เผด็จศึกยึดนิวยอร์ก

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Zilingo กับแรงบันดาลใจจากตลาดนัดจตุจักรสู่บริษัทพันล้านเหรียญ

Ankiti Bose สาวน้อยอายุ 27 ปี ที่หลงรักเรื่องราวของแฟชั่นชาวอินเดีย ได้กลายเป็นผู้หญิงคนแรกของอินเดียที่ร่วมก่อตั้้งบริษัท Zilingo ที่กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงถึง หนึ่งพันล้านเหรียญ ได้สำเร็จ

ต้องบอกว่าเป็นการเดินทางที่รวดเร็วมาก ๆ ของเธอ เพราะบริษัทของเธอมีอายุได้เพียงแค่ 4 ปีเพียงเท่านั้น ซึ่งเธอได้พัฒนาเว๊บไซต์ทางด้าน Ecommerce ขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นมาในชื่อว่า Zilingo

ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์ม Zilingo นั้นได้กลายเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีผู้ใช้งานกว่า 7 ล้านคน และมีการขยา่ยตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งในรอบการลงทุนครั้งล่าสุดของบริษัทนั้น ทำให้มูลค่าธุรกิจของเธอสูงขึ้นถึง 970 ล้านเหรียญสหรัฐ

และเรื่องราวเริ่มต้นของ Zilingo นั้นเกิดขึ้นที่ตลาดนัดที่ดังที่สุดแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต่างต้องมาสัมผัสกัน เมื่อยามต้องมาเยือนกรุงเทพ นั่นก็คือ ตลาดนัดจตุจักรนั่นเอง

มันเกิดขึ้นในปี 2014 ที่ Ankiti Bose ได้เดินทางมาเที่ยวที่ประเทศไทย และได้เดินทางมาที่ตลาดนัดจตุจักร ซึ่งเธอมองว่าเป็นตลาดที่โดดเด่นมาก ๆ มีร้านค้ามากกว่า 15,000 ร้าน และ มีพ่อค้ากว่า 11,500 ราย ซึ่งถือเป็นตลาดนัดวันหยุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกตลาดนึงเลยก็ว่าได้

และตัว Bose เองก็ได้เห็นโอกาสจากที่นี่นั่นเอง เธอคิดว่า ควรที่จะนำสินค้าเหล่านี้ ที่แสนพิเศษที่อยู่ในตลาดนัดจตุจักร ขึ้นไปอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งแน่นอน ว่าอาจจะมีหลายคนคิดแนวคิดเดียวกันนี้ แต่ที่ต่างกันก็คือ เธอเริ่มลงมือทำมันทันที

กับแรงบันดาลใจจากการเดินตลาดนัดจตุจักรในประเทศไทย
กับแรงบันดาลใจจากการเดินตลาดนัดจตุจักรในประเทศไทย

หลังจากกลับมาจากประเทศไทย เธอก็คิดที่จะก่อตั้งอาณาจักรทางด้านสินค้าแฟนชั่นออนไลน์ขึ้นมาทันที โดยตัว Bose นั้นอาศัยอยู่ในศูนย์กลางของเทคโนโลยีของประเทศอินเดีย นั่นก็คือเมือง บังกาลอร์

เธอได้จับตามองรูปแบบธุรกิจของ Ecommerce ยักษ์ใหญ่อย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็น Amazon ของอเมริกา Alibaba ของจีน หรือ ยักษ์ใหญ่ทางด้าน Ecommerce ของประเทศบ้านเกิดของเธอเองอย่าง Flipkart ซึ่งแน่นอนว่าตอนนั้นเธอยังเห็นโอกาสในตลาดของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังเปิดอยู่เป็นอย่างมาก

ต้องบอกว่าตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เนื่องจากปัญหาเรื่อง Economy of Scale ที่ทำให้เหล่าผู้ผลิตไม่สามารถที่จะขายโดยตรงให้กับผู้บริโภคได้ จึงมักจะมีรูปแบบของพ่อค้าคนกลางซึ่งมักจะส่งผลให้กำไรที่ได้น้อยลง รวมถึง สภาพการทำงานที่ดูเหมือนจะแย่ลงเรื่อย ๆ

เธอจึงได้ตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับมัน และทำการสร้างตลาดออนไลน์เพื่อรวมผู้ค้าปลีกอิสระในภูมิภาคและช่วยพวกเขาให้นำสินค้ามาขายบนออนไลน์

มันเป็นความคิดง่าย ๆ Zilingo นั้นก็ทำงานเหมือนกับตลาด Ecommerce อื่น ๆ โดยอนุญาติให้ร้านค้าลงทะเบียน รวมถึงลงรายการสินค้าด้วยตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามผู้ขายแต่ละรายจะถูกตรวจสอบโดย Zilingo เพื่อความถูกต้องของการกำหนดราคา รวมถึงบริการพิเศษอื่น ๆ ที่ Zilingo จะมีให้ เช่น การสนับสนุนด้านเทคนิครวมถึงการจัดหาเงินทุน

โมเดลธุรกิจ คือ Zilingo จะทำการเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นจากร้าน ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่าง 10-30% สำหรับการขายแต่ละครั้ง

แม้ตัว Bose เองนั้นจะเรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ และตัวเธอนั้นก็ไม่ได้มีพื้นฐานที่ดีนักในเรื่องเทคโนโลยี และเหมือนโชคชะตาฟ้าลิขิตที่ทำให้เธอได้มาเจอกับ Dhruv Kapoor วิศวกรซอฟต์แวร์อายุ 24 ปี ที่อาศัยอยู่ที่เมืองบังกาลอร์เช่นเดียวกัน ซึ่ง Kapoor กลายมาเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญมาก ๆ กับ Zilingo ในเรื่องของเทคโนโลยีเบื้องหลังทั้งหมดของแพลตฟอร์ม

โดยภายใน 6 เดือน ทั้งสองได้รวบรวมเงินออมของพวกเขาได้ราว ๆ คนละ 30,000 ดอลลาร์ และได้ลาออกจากงานประจำของพวกเขา และมาสร้างฝันทางธุรกิจให้กลายเป็นจริงแบบเต็มตัว

แม้เราจะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยกันนั้น มักจะมีความรู้จักคุ้นเคยกันมานานหลายปีเป็นส่วนใหญ่ แต่ ทั้ง Bose และ Kapoor นั่นต้องบอกว่าเพิ่งมีโอกาสได้คุยกัน แต่แนวความคิดของพวกเขาทั้งสองคนนั้นเหมือนกัน ทำให้สามารถกลายมาเป็นพาร์ทเนอร์กันได้ในที่สุด

สองผู้ก่อตั้งที่เคมีตรงกัน และเริ่มลุยทันที
สองผู้ก่อตั้งที่เคมีตรงกัน และเริ่มลุยทันที

เริ่มแรกนั้น ทั้งสองได้เริ่มต้นด้วยการรับซื้อสินค้าจากพ่อค้าโดยตรง Bose จึงเดินทางไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อทำการโน้มน้าวเหล่าผู้ค้าปลีกว่า Zilingo สามารถช่วยขยายธุรกิจของพวกเขาได้

และฝั่งเทคโนโลยีนั้น Kapoor ตั้งเป้าที่จะสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี ในบังกาลอร์ ด้วยความตั้งใจที่จะทำมันให้ใช้ง่ายเหมือน Facebook แพลตฟอร์ม Social Network ยักษ์ใหญ่ของโลก

และในปีถัดมาหลังจากก่อตั้ง Zilingo ได้ให้บริการกับพ่อค้าแม่ค้า นับร้อยทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้จัดตั้งสำนักงานขึ้นในประเทศสิงคโปร์ และบังกาลอร์ และได้ระดมทุนจากเหล่านักลงทุนได้หลายล้านดอลลาร์ รวมถึง Sequoia Capital ในประเทศอินเดีย

และ Zilingo ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี มีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 27,000 ร้าน ในทุก ๆ ภูมิภาคทั่วโลก มีพนักงานมากกว่า 500 คน ใน 8 ประเทศ ซึ่งรวมทั้งสหรัฐอเมริกา , ออสเตรเลีย และ ฮ่องกง จนถึงขณะนี้ได้รับเงินทุน 308 ล้านดอลลาร์ จากนักลงทุน ซึ่งรวมถึง คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจของสิงค์โปร์ (EDBI) รวมถึงกองทุนชื่อดังจากสิงค์โปร์อย่างเทมาเส็ก

ซึ่งจากรอบการระดมทุนครั้งล่าสุดของ Zilingo นี่เอง ที่ทำให้บริษัท มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยรายได้ของบริษัทเติบโตขึ้นถึง 4 เท่า แม้จะไม่ได้เปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัด

และนั่นทำให้ Ankiti Bose ได้กลายเป็นผู้หญิงคนแรกในอินเดีย ที่สร้างบริษัท Unicorn ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนักธุรกิจหญิงยุคใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้เลยก็ว่าได้ของประเทศอินเดีย

แน่นอนว่า ความสำเร็จของ Bose นั้นถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นสตรี โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งถือว่ามีน้อยมาก ๆ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวทำให้เธอกลายเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญให้กับผู้หญิงชาวเอเชียคนอื่น ๆ ได้เห็นว่า ผู้หญิงก็สามารถประสบความสำเร็จได้ แม้ในอุตสาหกรรมอย่างเทคโนโลยี ที่เน้นเรื่องนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเราจะเห็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้านนี้เป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่นั่นเอง

References : https://thepeakmagazine.com.sg/interviews/ankiti-bose-zilingo-fashion-company/ https://fortune.com/2019/02/12/zilingo-ankiti-bose/ https://en.wikipedia.org/wiki/Zilingo

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Tesla กับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ปัดน้ำฝนใหม่ด้วยแสงเลเซอร์

เห็นได้ชัดว่าที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้าแบบคลาสสิกที่ใช้เมื่อฝนตกหรือใช้ในการปัดฝุ่นรถยนต์มานานกว่าหนึ่งศตวรรษนั้นเริ่มจะไม่เพียงพอต่อความต้องการสำหรับรถยนต์ Tesla เสียแล้ว 

จากรายงานล่าสุด บริษัท Tesla ได้พัฒนาระบบเลเซอร์แบบใหม่สำหรับการกำจัดฝุ่น หรือ ขยะจากแผงกระจกหรือแผงโซลาร์เซลล์ 

โดยทาง Tesla ได้จดสิทธิบัตรใหม่สำหรับที่ปัดน้ำฝนเลเซอร์ เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ตามรายงานของ Electrek

โดยสิทธิบัตรดังกล่าวได้อธิบายถึง ระบบทำความสะอาดกระจกรูปแบบใหม่สำหรับรถยนต์ ที่ใช้ลำแสงเลเซอร์ และเทคโนโลยีแบบพิเศษในการตรวจจับสิ่งสกปรก ที่สะสมอยู่บนกระจกรถยนต์ 

สิทธิบัตรแสดงการทำงานของเลเซอร์ ระบบใหม่นี้
สิทธิบัตรแสดงการทำงานของเลเซอร์ ระบบใหม่นี้

โดยระบบดังกล่าวนั้นจะมีวงจรคอยควบคุมเพื่อปรับค่าพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับลำแสงเลเซอร์ที่ปล่อยออกมาใช้ในการตรวจจับสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ทั่วบริเวณกระจก ให้เหมาะสม

ซึ่งทาง Tesla อธิบายว่าระบบดังกล่าวจะมีประโยชน์ในการกำจัดสิ่งกีดขวาง มุมมองของกล้อง Autopilot รอบ ๆ รถโดยอัตโนมัติ ด้วยเช่นกันทำให้รถสามารถทำงานในโหมด Autopilot ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ Tesla วางแผนที่จะใช้ประโยชน์จากระบบนี้เพื่อล้างสิ่งสกปรกออกจากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคารถโดยอัตโนมัติอีกด้วย

แต่สิทธิบัตรดังกล่าวจากการรายงานของ Electrek มุ่งเน้นไปที่ระบบของรถเพียงเท่านั้น สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือ Tesla ได้พิจารณาถึงความปลอดภัยของดวงตาของผู้ขับขี่หรือไม่ เมื่อตัดสินใจที่จะเล็งแสงเลเซอร์ตรงไปยังส่วนที่คนขับกำลังมองอยู่ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อผู้ขับขี่ได้นั่นเอง

References : https://electrek.co/2019/11/25/tesla-laser-beams-clean-debris-off-cars/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol