เราทุกคนคงคุ้นเคยกับการคลิกขวาที่เมาส์เพื่อบีบอัดไฟล์ หรือที่เรียกกันติดปากว่าการทำไฟล์ “ZIP” เพื่อส่งงานทางอีเมล มันเป็นสิ่งที่เราทำกันจนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน…
แต่เชื่อหรือไม่ว่า เบื้องหลังเครื่องมือที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน กลับมีเรื่องราวการต่อสู้ทางธุรกิจที่ดุเดือด
มีการฟ้องร้องแย่งชิงสิทธิ์ มีการแบนสินค้าจากผู้บริโภค และจบลงด้วยโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าของอัจฉริยะคนหนึ่ง
…
เพื่อทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของเรื่องนี้ เราต้องย้อนเวลากลับไปในยุค 80 สมัยที่อินเทอร์เน็ตยังไม่ได้มีความเร็วสูงและเข้าถึงง่ายเหมือนในทุกวันนี้…
โลกในยุคนั้นขับเคลื่อนด้วยระบบที่เรียกว่า “BBS” ซึ่งเป็นเหมือนกระดานข่าวออนไลน์
คนต้องใช้โมเด็มโทรศัพท์บ้านหมุนเบอร์เชื่อมต่อเข้าไปเพื่อพูดคุยหรือดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ…
ปัญหาใหญ่ที่สุดในยุคนั้นคือความเร็ว โมเด็มยุค 80 มีความเร็วที่เชื่องช้ามาก การดาวน์โหลดไฟล์ขนาดแค่ไม่กี่เมกะไบต์อาจต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมง…
ที่สำคัญคือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในยุคนั้นคิดค่าบริการเป็นนาทีเหมือนการโทรศัพท์ทางไกล
ยิ่งใช้เวลานาน ค่าโทรศัพท์ก็ยิ่งแพงมหาศาล การทำให้ไฟล์มีขนาดเล็กลงจึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย…
การบีบอัดข้อมูลจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการประหยัดพื้นที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์ แต่มันคือการประหยัดเงินในกระเป๋าของผู้ใช้งานโดยตรง…
รากฐานของการบีบอัดข้อมูลต้องยกเครดิตให้กับงานวิจัยในปี 1952 ของ David A Huffman ขณะที่เขาเรียนอยู่ที่ MIT เขาได้คิดค้นทฤษฎีการเข้ารหัสข้อมูลให้มีขนาดเล็กลง…
หลักการของมันคือการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ว่าตัวอักษรไหนถูกใช้งานบ่อยที่สุด แล้วแทนที่ด้วยรหัสที่สั้นลง ทำให้ขนาดของไฟล์โดยรวมเล็กลงอย่างมาก…
จากทฤษฎีบนหน้ากระดาษ เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้จริงในเชิงพาณิชย์โดยบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อว่า SEA ซึ่งก่อตั้งโดย Thom Henderson และ Andy Foray…
ในช่วงปี 1985 บริษัท SEA ได้สร้างโปรแกรมบีบอัดไฟล์ที่ชื่อว่า ARC โปรแกรมนี้ประสบความสำเร็จอย่างถล่มทลายและกลายเป็นมาตรฐานของวงการในพริบตา…
สิ่งที่ทำให้ ARC โด่งดังไม่ได้มีแค่เทคโนโลยีที่ดี แต่เป็นเพราะโมเดลธุรกิจที่พวกเขาเลือกใช้ นั่นคือการเปิดให้คนดาวน์โหลดไปทดลองใช้ฟรีก่อน ถ้าชอบหรืออยากใช้เชิงพาณิชย์ค่อยจ่ายเงิน…
นอกจากนี้ทางผู้ก่อตั้งยังใจกว้างถึงขั้นเปิดเผยซอร์สโค้ดของโปรแกรมให้ทุกคนสามารถเข้าไปศึกษาและดูวิธีการทำงานของมันได้แบบไม่มีกั๊ก…
การทำแบบนี้ทำให้บริษัท SEA ได้รับคำชมและจดหมายขอบคุณจากผู้ใช้งานทั่วโลก
เพราะโปรแกรมของพวกเขาช่วยคนประหยัดค่าโทรศัพท์ไปได้มหาศาล ทุกอย่างดูเหมือนจะดำเนินไปได้สวย…
แต่ความสงบสุขในโลกธุรกิจมักอยู่ได้ไม่นาน เมื่อมีชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้ามาในสมรภูมินี้ เขาคนนี้มีชื่อว่า Phil Katz…
Phil Katz เป็นนักศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ เขาเป็นคนที่หลงใหลในการเขียนโปรแกรมและใช้เวลาว่างส่วนใหญ่คลุกคลีอยู่กับระบบ BBS…
จุดแข็งของเขาคือความสามารถในการเขียนโปรแกรมที่รีดประสิทธิภาพการทำงานของคอมพิวเตอร์ออกมาได้สูงสุด เขาใช้คำสั่งที่น้อยที่สุดเพื่อให้โปรแกรมทำงานได้เร็วที่สุด…
ในปี 1986 เขาได้ก่อตั้งบริษัทของตัวเองชื่อว่า PKWARE และปล่อยโปรแกรมบีบอัดไฟล์ตัวใหม่ออกมาในชื่อ PKARC เพื่อท้าชนกับเจ้าตลาดเดิม…
สิ่งที่ทำให้คู่แข่งรายนี้น่ากลัวคือ โปรแกรมของ Phil Katz สามารถทำงานร่วมกับไฟล์ ARC ได้อย่างสมบูรณ์แบบ แถมยังบีบอัดข้อมูลได้เร็วกว่าต้นฉบับอย่างเห็นได้ชัด…
เคล็ดลับความเร็วอยู่ที่ภาษาคอมพิวเตอร์ที่เขาเลือกใช้ เขาเลือกเขียนบางส่วนของโปรแกรมด้วยภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาเครื่องมากที่สุด ทำให้มันสื่อสารกับระบบและทำงานได้เร็วกว่า…
เมื่อมีโปรแกรมที่ทำงานได้เร็วกว่าและยังรองรับไฟล์รูปแบบเดิม
ผู้ใช้งานจึงแห่กันไปใช้โปรแกรมของ Phil Katz กันหมด ทำให้ SEA เริ่มสูญเสียรายได้และส่วนแบ่งตลาดอย่างหนัก…
ผู้ก่อตั้ง SEA เริ่มรู้สึกผิดสังเกตและตัดสินใจตรวจสอบโค้ดเบื้องหลังของโปรแกรมคู่แข่ง และสิ่งที่เขาค้นพบก็ทำให้เขาถึงกับพูดไม่ออก…
ปรากฏว่า Phil Katz ไม่ได้แค่สร้างโปรแกรมขึ้นมาใหม่โดยอ้างอิงจากหลักการเดิม แต่เขากลับคัดลอกซอร์สโค้ดของ SEA ไปใช้แบบหน้าตาเฉย…
หลักฐานที่มัดตัวที่สุดคือข้อความคอมเมนต์อธิบายในโค้ดและคำที่สะกดผิดแบบแปลกๆ ของทีมงาน SEA กลับไปปรากฏอยู่ในโค้ดของ PKARC แบบตัวอักษรต่อตัวอักษร…
ทาง SEA พยายามเจรจาอย่างประนีประนอม โดยขอให้เขาจ่ายค่าลิขสิทธิ์ในการใช้งานโค้ด
แต่ Phil Katz ปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวและบอกว่าเขาคิดทุกอย่างขึ้นมาเอง…
เมื่อการเจรจาไม่เป็นผล ในปี 1988 บริษัท SEA จึงตัดสินใจยื่นฟ้อง Phil Katz และบริษัท PKWARE ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า…
ในแง่ของกฎหมาย คดีนี้แทบจะตัดสินได้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม หลักฐานการคัดลอกโค้ดชัดเจนมาก
แต่สิ่งที่ SEA คาดไม่ถึงคือปฏิกิริยาของสังคมผู้ใช้งาน…
เรื่องนี้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงเกี่ยวกับการจัดการภาพลักษณ์องค์กร
ทันทีที่ข่าวการฟ้องร้องแพร่กระจายออกไป ชุมชนผู้ใช้งานกลับโกรธแค้นบริษัท SEA อย่างหนัก…
ผู้คนมองว่าบริษัท SEA กำลังทำตัวเป็นยักษ์ใหญ่หน้าเลือดที่พยายามผูกขาดตลาด และใช้กฎหมายรังแกโปรแกรมเมอร์ตัวเล็กๆ อย่าง Phil Katz…
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองบริษัทต่างก็เป็นเพียงธุรกิจครอบครัวขนาดเล็กที่มีพนักงานแค่ไม่กี่คน แถมในตอนนั้น Phil Katz ยังทำรายได้มากกว่า SEA เสียอีก…
แคมเปญต่อต้านบริษัท SEA เกิดขึ้นทั่วอินเทอร์เน็ต ผู้ดูแลระบบหลายแห่งประกาศแบนโปรแกรม ARC และรณรงค์ให้ทุกคนหันไปบริจาคเงินสนับสนุน Phil Katz แทน…
การต่อสู้ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การต่อสู้ในชั้นศาล แต่เป็นสงครามความรู้สึกของมวลชนที่บริษัท SEA พ่ายแพ้อย่างราบคาบ…
ในที่สุด SEA ก็สามารถตกลงยอมความกับ Phil Katz ได้สำเร็จ
ภายใต้ข้อตกลงนี้ Phil Katz จะต้องจ่ายเงินชดเชยและถูกสั่งห้ามไม่ให้ใช้ชื่อและรูปแบบไฟล์ ARC อีกต่อไป…
บริษัท SEA ชนะคดีทางกฎหมาย แต่แพ้สงครามธุรกิจอย่างย่อยยับ
ภาพลักษณ์ของพวกเขาป่นปี้จนกู้ไม่กลับ และในที่สุดก็ต้องยอมขายกิจการให้กับบริษัทอื่นไปในปี 1992…
ส่วนทางด้าน Phil Katz แม้จะแพ้คดีและสูญเสียสิทธิ์ในโปรแกรมที่สร้างรายได้ให้กับเขา แต่เขาไม่ได้ยอมแพ้และเปลี่ยนความโกรธแค้นให้เป็นพลังงานใหม่…
เขาทิ้งรูปแบบไฟล์เดิมไว้เบื้องหลัง และซุ่มพัฒนาโปรแกรมบีบอัดข้อมูลตัวใหม่ที่ทำงานได้เร็วกว่าและดีกว่าเดิม เขาตั้งชื่อรูปแบบไฟล์ใหม่นี้ว่า “ZIP”…
คำว่า ZIP สื่อความหมายถึงความรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ เขาปล่อยโปรแกรมตัวใหม่ออกมาในชื่อ PKZIP สำหรับบีบอัดไฟล์ และ PKUNZIP สำหรับคลายไฟล์…
หมากเกมที่ชาญฉลาดที่สุดของ Phil Katz ไม่ใช่แค่การสร้างโปรแกรมที่ดีกว่า แต่เขาเรียนรู้จากความผิดพลาดของคู่แข่งและเดินเกมอย่างเหนือชั้น…
เขาเผยแพร่เอกสารข้อกำหนดทางเทคนิคลงสู่สาธารณะ อธิบายวิธีการทำงานของไฟล์ ZIP อย่างละเอียด และประกาศว่ารูปแบบไฟล์นี้จะเป็นมาตรฐานเปิดที่ใครก็นำไปใช้ได้ฟรี…
การตัดสินใจครั้งนี้พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ไปตลอดกาล
ทันทีที่รูปแบบไฟล์ ZIP กลายเป็นของฟรี นักพัฒนาทั่วโลกก็แห่กันนำมาตรฐานนี้ไปใช้กับโปรแกรมของตัวเอง…
ไฟล์ ZIP กระจายตัวไปทั่วทุกมุมโลกและกลายเป็นมาตรฐานสากล แม้รูปแบบไฟล์จะฟรี
แต่ถ้าใครอยากได้โปรแกรมบีบอัดที่เสถียรที่สุด ก็ยังต้องยอมจ่ายเงินซื้อโปรแกรมของเขาอยู่ดี…
กลยุทธ์นี้ทำให้ PKWARE เติบโตอย่างก้าวกระโดดและกลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ Phil Katz กลายเป็นเศรษฐีและได้รับการยกย่องเป็นฮีโร่ของวงการ…
ภาพการผงาดขึ้นมาครองโลกเทคโนโลยีของเขาดูเหมือนจะเป็นบทสรุปที่สวยงาม
แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เรื่องราวนี้ไม่ได้จบลงด้วยความสุขเสมอไป…
เบื้องหลังความสำเร็จและอัจฉริยภาพ Phil Katz ต้องต่อสู้กับปีศาจร้ายในจิตใจของตัวเอง เขาเป็นคนที่มีปัญหาในการเข้าสังคมและมักมีความเครียดสะสม…
เขาเลือกที่จะหลีกหนีจากโลกความจริงด้วยการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก
แม้ว่าบริษัทจะเติบโต แต่เขากลับทำตัวเหินห่างจากทุกคนและแทบจะไม่เข้ามาบริหารงาน…
เขาหมกตัวใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ปล่อยให้ตัวเองจมดิ่งลงไปกับโรคพิษสุราเรื้อรัง
เขาไม่สนใจโลกภายนอกและไม่แยแสทรัพย์สินเงินทองที่เขามีเลยแม้แต่น้อย…
จนกระทั่งในเดือนเมษายนปี 2000 โลกคอมพิวเตอร์ก็ต้องพบกับข่าวสลด
เมื่อมีคนพบร่างของ Phil Katz เสียชีวิตอยู่ภายในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง…
เขาเสียชีวิตในวัยเพียง 37 ปี ร่างกายของเขาพังทลายจากภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการดื่มอย่างหนัก
ภายในห้องนั้นไม่มีใครอยู่เคียงข้าง มีเพียงขวดเหล้าที่ว่างเปล่ากลิ้งเกลื่อนอยู่รอบตัว…
เรื่องราวการผงาดขึ้นและร่วงหล่นของอัจฉริยะคนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของทั้งโลกธุรกิจและจิตใจมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้ง…
ในโลกธุรกิจ เราได้เรียนรู้ว่าเทคโนโลยีที่ดีที่สุดอาจไม่ใช่ผู้ชนะเสมอไป
การได้ใจผู้บริโภคและการเปิดกว้างเพื่อสร้างมาตรฐานสากลต่างหากคือกุญแจสู่ความสำเร็จ…
ในขณะเดียวกัน เรื่องนี้ก็ย้ำเตือนเราว่า ความเป็นอัจฉริยะและความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ไม่สามารถการันตีความสุขหรือความสงบสุขในชีวิตของมนุษย์คนหนึ่งได้เลย…
ทุกครั้งที่เราคลิกขวาเพื่อบีบอัดไฟล์ ส่งข้อมูลสำคัญ หรือดาวน์โหลดเอกสารต่างๆ ผ่านนามสกุล ZIP มรดกของชายคนนี้ยังคงทำงานอยู่อย่างเงียบๆ…
มันซ่อนตัวอยู่ภายใต้ไอคอนรูปโฟลเดอร์ที่มีซิปรูดปิดอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องเตือนใจถึงนวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ ภายใต้ชีวิตที่แตกสลายของผู้สร้างมันขึ้นมา…
References : [wikipedia, bbsdocumentary, wired, esva, pcworld]



