Nikon คัมแบ็ก! การกลับมาทวงคืนบัลลังก์ของอดีตเบอร์ 1 โลกเซมิคอนดักเตอร์

หากเราย้อนเวลากลับไปในช่วงปี 2001 โลกของเทคโนโลยีในตอนนั้น มีมหาอำนาจจากญี่ปุ่นรายหนึ่งที่ทรงอิทธิพลจนหาใครเทียบได้ยาก…

แบรนด์ที่ว่านี้ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่คือ Nikon ชื่อที่เราคุ้นเคยกันดีในฐานะผู้ผลิตกล้องถ่ายภาพระดับโลก

แต่ในอีกมุมหนึ่ง พวกเขาคือ “โชกุน” ผู้กุมชะตากรรมของอุตสาหกรรมชิปคอมพิวเตอร์เอาไว้ในมือ

ในยุคนั้น เครื่องจักรที่ใช้ผลิตชิป หรือที่เรียกกันว่า Lithography เกือบ 40% ของทั้งโลก ล้วนมาจากโรงงานของ Nikon แทบทั้งสิ้น…

จินตนาการดูว่า ไม่ว่าเราจะหยิบแกดเจ็ตชิ้นไหนขึ้นมาใช้งาน ชิปที่อยู่ข้างในนั้นมีโอกาสสูงมากที่จะถูกปั๊มออกมาจากเครื่องจักรของยักษ์ใหญ่รายนี้

แต่พอตัดภาพมาที่ปัจจุบัน ความยิ่งใหญ่เหล่านั้นกลับหายไปราวกับความฝัน

ส่วนแบ่งการตลาดของ Nikon ในธุรกิจเดิมหดตัวลงเหลือเพียงแค่ 7% เท่านั้น

คำถามที่น่าสนใจคือ เกิดอะไรขึ้นกับยักษ์ใหญ่ที่เคยเป็นเจ้าตลาดในยุค 90?

อะไรคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้พวกเขาต้องเสียบัลลังก์ให้กับคู่แข่งจากยุโรปอย่าง ASML ไปแบบเบ็ดเสร็จ?

คำตอบของเรื่องนี้ ไม่ได้มาจากภัยธรรมชาติหรือวิกฤตเศรษฐกิจที่ไหน แต่มันคือการตัดสินใจที่ผิดพลาดในระดับ “ยุทธศาสตร์” ขององค์กรเอง…

ในช่วงรอยต่อของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ASML เลือกที่จะเดิมพันหมดหน้าตักกับแสงคลื่นสั้นที่เรียกว่า EUV ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการผลิตชิปขนาดจิ๋วที่ทรงพลัง

ในขณะที่ Nikon เลือกที่จะเดินเกมแบบปลอดภัย หรือการ Play Safe โดยเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ให้ดีขึ้น เพราะมองว่าเทคโนโลยีใหม่นั้นมีความเสี่ยงสูงเกินไป

การตัดสินใจครั้งนั้นกลายเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์การร่วงหล่น

เพราะเมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคสมาร์ทโฟนและ AI ทุกคนต่างต้องการชิปที่เล็กลงเรื่อย ๆ ซึ่งมีเพียงเครื่องจักรของ ASML เท่านั้นที่ทำได้…

ปัจจุบัน ASML กลายเป็นผู้คุมกฎของโลกไปแล้ว พวกเขาผูกขาดเครื่องจักรระดับสูงแบบ 100%

จนกลายเป็นคอขวดที่บริษัทอย่าง TSMC หรือ Samsung ต้องเข้าแถวรอคอยอย่างมีความหวัง

เครื่องจักร EUV ของ ASML เพียงเครื่องเดียว มีราคาสูงถึง 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกินไฟมหาศาลพอที่จะจ่ายให้หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านได้เลยทีเดียว

Nikon ในฐานะแชมป์เก่า พยายามจะสู้ด้วยเครื่องจักรต้นแบบในปี 2008 แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้และต้องถอยไปอยู่ข้างสนาม ปล่อยให้คู่แข่งโกยกำไรไปมหาศาล…

หลายคนอาจจะคิดว่าสงครามนี้จบลงแล้ว และ Nikon คงเป็นเพียงตำนานที่เล่าขานถึงความรุ่งโรจน์ในอดีตเท่านั้น

แต่ความจริงกลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะในปี 2025 Nikon กำลังซุ่มเตรียมแผนการกลับมาอย่างเงียบๆ

โดยครั้งนี้พวกเขาไม่ได้คิดจะไปชนกับ ASML ในสนามที่เสียเปรียบอีกต่อไป

สิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุดคือกลยุทธ์ “ตีโอบทางปีก” โดย Nikon หันไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่โลกกำลังมองข้าม แต่มันคือกุญแจสำคัญของอนาคต…

หัวใจสำคัญของการผลิตชิปคือการพิมพ์ลายวงจรลงบนแผ่นซิลิกอนที่เรียกว่า Wafer แต่ปัญหาใหญ่ในปัจจุบันคือ การทำให้ทรานซิสเตอร์เล็กลงเริ่มถึงทางตัน

เมื่อการยัดทุกอย่างลงไปในชิปชิ้นเดียวเริ่มแพงเกินไปและทำได้ยาก โลกจึงเกิดแนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “Chiplet” ขึ้นมา

ลองนึกภาพตามว่าแนวคิดนี้เหมือนกับการเล่นเลโก้ แทนที่เราจะหล่อชิ้นงานขนาดใหญ่ชิ้นเดียวให้สมบูรณ์แบบ ซึ่งมีโอกาสเสียสูงและราคาแพงมาก…

เราก็เปลี่ยนมาผลิตชิ้นส่วนเล็ก ๆ แยกกัน เช่น ส่วนประมวลผล ส่วนความจำ แล้วค่อยเอามาประกอบร่างเข้าด้วยกันในภายหลัง

วิธีนี้ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิตได้มหาศาล และนี่คือสนามรบใหม่ที่ Nikon มองเห็นเป็นคนแรก ๆ

อาวุธชิ้นแรกที่ Nikon นำออกมาใช้คือเครื่องจักรสำหรับ Advanced Packaging ซึ่งเป็นหัวใจของการประกอบร่างชิปแนวใหม่

ในเดือนกรกฎาคม ปี 2025 พวกเขาเปิดตัวระบบ DSP 100 ซึ่งมีความสามารถที่ต่างออกไปจากเครื่องจักรแบบเดิมอย่างสิ้นเชิง

แทนที่จะทำงานบนแผ่นวงกลมขนาดเล็กแบบที่ ASML ถนัด เครื่องของ Nikon กลับทำงานบนฐานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ถึง 600 x 600 มิลลิเมตร

นี่คือการเพิ่มพื้นที่การผลิตได้มากกว่าเดิมถึง 9 เท่าในครั้งเดียว ทำให้สามารถผลิตชิปที่ซับซ้อนได้เร็วขึ้นและต้นทุนถูกลงอย่างมาก…

Nikon นำความเชี่ยวชาญจากการผลิตเลนส์กล้องและความแม่นยำระดับนาโนที่สะสมมานาน มาประยุกต์ใช้ในจุดที่คู่แข่งยังไม่ได้ให้ความสำคัญ

ในขณะที่ ASML พยายามทำให้ชิป “เล็กลง” แต่ Nikon กำลังหาวิธีที่จะทำให้การ “ประกอบชิป” กลายเป็นเรื่องที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด

แต่ความทะเยอทะยานของพวกเขายังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะยังมีอาวุธลับชิ้นที่สองที่ชื่อว่า Nanoimprint Lithography หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า NIL

เทคโนโลยีนี้คือการ “เปลี่ยนเกม” ของอุตสาหกรรมเลยก็ว่าได้ เพราะมันฉีกกฎการใช้แสงเลเซอร์ฉายผ่านเลนส์ที่ซับซ้อนทิ้งไป

หลักการของมันอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุดคือการ “ปั๊มตรายาง” โดยการใช้แม่พิมพ์ที่มีลวดลายวงจรระดับนาโน กดลงบนซิลิกอนโดยตรง

ฟังดูอาจจะเหมือนงานฝีมือทั่วไป แต่เชื่อไหมว่ามันสามารถสร้างวงจรที่ละเอียดถึง 5 นาโนเมตร หรืออาจจะไปถึง 2 นาโนเมตรได้เลยทีเดียว

ข้อดีที่ทำให้เครื่องจักรชนิดนี้สั่นสะเทือนวงการคือ “ราคา” ที่ถูกกว่าเครื่องของ ASML ถึงเกือบครึ่งหนึ่ง และที่สำคัญคือมันกินไฟน้อยกว่าถึง 10 เท่า…

ลองคิดดูว่าถ้าคุณเป็นเจ้าของโรงงานผลิตชิป คุณจะเลือกเครื่องจักรราคาหลายพันล้านที่กินไฟมหาศาล หรือเครื่องจักรที่ให้ผลลัพธ์ใกล้เคียงกันในราคาประหยัด?

โดยเฉพาะในตลาดชิปหน่วยความจำหรืออุปกรณ์ IoT ที่เน้นเรื่องต้นทุนและความคุ้มค่า

เทคโนโลยี NIL ของ Nikon และพันธมิตร จึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่ากลัวมาก

การกลับมาของ Nikon ในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการสู้เพื่อศักดิ์ศรี แต่มันคือบทเรียนทางธุรกิจที่สำคัญเรื่องการหา “สนามรบใหม่”

เมื่อเราไม่สามารถสู้คู่แข่งในเกมที่เขาเป็นคนกำหนดกฎเกณฑ์ได้ การถอยออกมามองภาพกว้างแล้วสร้างกฎใหม่ขึ้นมาเอง จึงเป็นทางเดียวที่จะอยู่รอด

Nikon มองเห็นแล้วว่าอนาคตของโลกไม่ได้อยู่ที่การทำให้เล็กลงเพียงอย่างเดียว

แต่อยู่ที่การลดต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพในการประกอบร่างชิปเข้าด้วยกัน

แผนการตีโอบทางปีกนี้ อาจจะไม่ได้ทำให้พวกเขากลับมาครองส่วนแบ่ง 40% ได้ในชั่วข้ามคืนเหมือนในอดีต…

แต่มันคือการสร้างที่ยืนที่มั่นคงและทรงพลังในโลกยุค AI ที่ความต้องการชิปกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

สงครามเซมิคอนดักเตอร์ครั้งนี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันยาว ๆ เพราะอดีตโชกุลที่เคยพ่ายแพ้ ได้กลับมาพร้อมกับเขี้ยวเล็บที่คมกว่าเดิม

สุดท้ายแล้ว การเดิมพันครั้งใหญ่ของ Nikon ในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จจนสามารถสั่นคลอนบัลลังก์ของ ASML ได้หรือไม่?

หรือความแข็งแกร่งของเทคโนโลยี EUV จะยังคงเป็นกำแพงที่ไม่มีใครข้ามผ่านได้ในอนาคตอันใกล้นี้…

สิ่งหนึ่งที่เรารู้แน่ ๆ คือ ในโลกของเทคโนโลยี ไม่มีใครที่เป็นผู้ชนะไปได้ตลอดกาล และไม่มีใครที่เป็นผู้แพ้ถ้ายังไม่หยุดที่จะสร้างนวัตกรรม

บทเรียนจาก Nikon สอนให้รู้ว่า การล้มลงไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือโอกาสในการเรียนรู้เพื่อที่จะลุกขึ้นมาใหม่ให้แข็งแกร่งกว่าเดิม…

สงครามครั้งใหม่เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น และกฎเกณฑ์ในครั้งนี้ Nikon อาจจะเป็นคนเขียนมันขึ้นมาเองก็ได้

References : [Nikkei, Bloomberg, Reuters, SemiEngineering, Nikon]