Marc Benioff กับการสร้างอาณาจักร Saleforce บริการ CRM อันดับหนึ่งของโลก

เรื่องราวของ Salesforce เริ่มต้นในเดือนมีนาคม 1999 ในอพาร์ทเมนต์หนึ่งห้องนอนถัดจากบ้านของ Marc Benioff แถบ Telegraph Hill เมืองซานฟรานซิสโก โดยชายกลุ่มเล็ก ๆ ที่ประกอบไปด้วย Mark ,  Parker Harris, Frank Dominguez และ Dave Moellenhoff ซึ่งได้เริ่มต้นธุรกิจใหม่ในสำนักงานเล็ก ๆ ในเมืองซานฟรานซิสโก  

แน่นอนว่าพวกเขากำลังจะสร้างแอปพลิเคชั่นซอฟต์แวร์ธุรกิจในรูปแบบใหม่ที่ในขณะนั้นแทบจะไม่มีใครเคยทำมาก่อน ผ่านรูปแบบที่รู้จักในชื่อ Software-as-a-Service (SaaS) โดยการระดมทุนครั้งแรกได้รับการระดมทุนจาก Larry Ellison ของ Oracle (อดีตหัวหน้าของ Marc ที่ Oracle นั่นเอง)

ซึ่งซอฟต์แวร์รูปแบบใหม่นี้ จะทำให้เหล่าลูกค้าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้หลายล้านดอลลาร์สำหรับความซับซ้อนในเรื่องของการบำรุงรักษาของซอฟต์แวร์ในอดีต ซึ่งพวกเขาได้สร้างต้นแบบตัวแรกที่ทำงานได้ภายในหนึ่งเดือน และได้สร้างแบบจำลองตัวต้นแบบให้มีลักษณะคล้ายกับ Amazon.com ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ Marc ใช้เป็นแรงบันดาลใจในการคิดว่าทำไมแอปพลิเคชันทางธุรกิจไม่สามารถใช้งานผ่านเว็บไซต์ที่ใช้งานง่ายเหมือน Amazon.com

ในเดือนกรกฎาคม 1999 เมื่อ Marc ออกจากงานประจำที่ Oracle และเข้ามาลุยแบบเต็มเวลาที่ Salesforce.com ภารกิจแรกของเขาคือค้นหาสำนักงานที่สามารถปรับขนาดได้เหมือนกับซอฟต์แวร์รูปแบบใหม่ของเขา 

Marc ได้เลือกสำนักงานที่ Rincon Centre ที่มีพื้นที่แปดพันตารางฟุต แต่ช่วงแรกนั้นมีพนักงานเพียง 10 คนเท่านั้น  และเมื่อถึงเดือนพฤศจิกายน 1999 เริ่มมีโต๊ะทำงานในโถงทางเดิน เหล่าพนักงานหน้าใหม่ก็มาสุมหัวรวมกันจนเต็มพื้นที่ออฟฟิศแรกของพวกเขาในที่สุด

เมื่อเข้าสู่ปี 2000 Salesforce ได้สร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมออกมาได้สำเร็จ รวมถึงได้มีการย้ายไปยังสำนักงานแห่งใหม่ที่ One Market Street และ ณ ตอนนั้น มันก็ถึงเวลาที่ต้องเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของพวกเขาแล้ว 

ต้องบอกว่า Salesforce ได้ทำสิ่งที่แตกต่างมากและเมื่อเทียบกับพฤติกรรมของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ Salesforce ในขณะนั้นที่เปรียบเสมือนเป็นปลาตัวเล็ก ๆ ในสระน้ำขนาดใหญ่ แน่นอนว่าพวกเขาต้องทำสิ่งที่โดดเด่นกว่าใครในการเปิดตัว เพื่อให้เป็นที่จดจำ

Salesforce ได้ทำการเปิดตัวที่โรงละครรีเจนซี่ และสร้างความประหลาดใจให้แขกทุกคนที่เข้าร่วม พวกเขาเปลี่ยนโรงละครระดับล่างให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีลักษณะคล้ายกับ Enterprise Software หรือที่เรียกว่า“ Hell” ซึ่งเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดมาก ๆ ในการเปิดตัวซอฟต์แวร์

และพวกเขาได้สร้างแคมเปญโฆษณาที่แข็งแกร่งมาก ๆ สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ ใช้จุดเด่นของเครื่องบินขับไล่ไอพ่น โดยเครื่องบินขับไล่ไอพ่นถือเป็นตัวแทนของ Salesforce ซึ่งมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และปฏิวัติสิ่งใด ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ส่วนเครื่องบินปีกสองชั้นเป็นตัวแทนของอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ที่ล้าสมัยและไม่เหมาะสมสำหรับงานในธุรกิจยุคใหม่อีกต่อไป

สัญลักษณ์เครื่องบินไอพ่น แสดงออกถึงความแตกต่างของ Saleforce
สัญลักษณ์เครื่องบินไอพ่น แสดงออกถึงความแตกต่างของ Saleforce

ในปี 2003 ถือเป็นจุดกำเนิดของหนึ่งในกิจกรรมทางการตลาดที่โดดเด่นที่สุดของ Salesforce ก่อนหน้านี้ Salesforce ได้จัดกิจกรรมมากมายทั่วประเทศที่เรียกว่า“ City Tours” ซึ่งมักใช้เวลาราว ๆ 2-3 ชั่วโมง ในการแสดงคุณสมบัติและแผนที่ในการปฏิบัติงานของ Salesforce ล่าสุด รวมถึงให้ลูกค้าในเครือข่ายของพวกเขาได้พบปะพูดคุยเกี่ยวกับวิธีการที่จะใช้ประโยชน์จาก ผลิตภัณฑ์ 

โดยกิจกรรมใหม่นี้ถูกเรียกว่า Dreamforce และแทนที่จะใช้เวลานานสองสามชั่วโมง แต่มันถูกจัดขึ้นในเวลาถึง 2-3 วันแทน โดยงาน Dreamforce ครั้งแรกจัดขึ้นที่ใจกลางเมืองซานฟรานซิสโกที่โรงแรม Westin St. Francis และมีผู้เข้าร่วมลงทะเบียนกว่า 1,000 คนที่มาร่วมงาน และในงานดังกล่าวถูกใช้ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ตัวใหม่อย่าง Sforce 2.0

ในปี 2005 Salesforce พัฒนาบริการที่จะเปลี่ยนซอฟต์แวร์ธุรกิจไปตลอดกาล BusinessWeek เรียกมันว่า“ eBay for business software” และ Forbes อธิบายว่าเป็น ‘iTunes ของซอฟต์แวร์ธุรกิจ’ Salesforce เรียกบริการนี้ว่า AppExchange

AppExchange ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเพราะมีชุมชนที่ใช้งานผลิตภัณฑ์ ที่รู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดอยู่เสมอ  AppExchange เปรียบเสมือนสถานที่ให้เหล่าคู่ค้า สามารถที่จะพัฒนาแอปพลิเคชันของตนเองและเปิดบริการให้กับลูกค้าของ Salesforce ทุกคนได้ ซึ่ง Salesforce มองว่านี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการส่งเสริมวิสัยทัศน์ของ บริษัท และขยายขีดความสามารถและบริการของ Saleforce นั่นเอง

แต่ Salesforce ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น Parker Harris พัฒนาเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Visualforce ซึ่งอนุญาตให้ผู้ใช้สร้างส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ที่พวกเขาต้องการเองได้ ซึ่งพวกเขาสามารถสร้างฟอร์มปุ่มลิงก์และฝังปุ่มต่าง ๆ ที่พวกเขาชอบได้ ซึ่งนี่ถือเป็นการปูทางสำหรับส่วนขยายแบบลอจิคัลของแพลตฟอร์ม Salesforce SaaS ที่มุ่งสู่การเป็น Platform-as-a-Service

พวกเขาเรียกมันว่า Force.com และเปิดตัวใน Dreamforce 2008 ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ลูกค้าสามารถสร้างแอปพลิเคชันของพวกเขาเองบนแพลตฟอร์ม Force.com ไม่เพียง แต่อนุญาตให้ผู้ใช้เข้าถึงโซลูชัน CRM ที่แข็งแกร่งและปรับขนาดได้ตามที่ลูกค้าชื่นชอบเท่านั้น

แต่ยังช่วยให้เหล่าลูกค้าของ Saleforce สามารถเข้าถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาต้องการได้ ซึ่งแน่นอนว่ามันส่งผลโดยตรงต่อเหล่าลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของ Salesforce เช่น Citigroup, Morgan Stanley, Thomson Reuters และ Japan Post ซึ่งทั้งหมดใช้ Force.com เพื่อสร้างแอปพลิเคชันที่ต้องการได้ และที่สำคัญมันยังสามารถทำได้เร็วกว่าวิธีการเขียนโปรแกรมแบบทั่วไปถึงสี่เท่าในการสร้างแอปพลิเคชันบน Force.com

และเมื่อโลกได้เปลี่ยนไปขับเคลื่อนด้วยพลังของมือถือสมาร์ทโฟน ผู้คนกว่า 55% ในโลกที่เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนในปี 2013 แน่นอนว่ามันเป็นเวลาที่ Salesforce ต้องหันมาให้ความสำคัญกับมือถือ

โดยก่อนปี 2013 นั้น Salesforce มีแอปพลิเคชันบนมือถือที่ชื่อว่า Salesforce Mobile ซึ่งให้ลูกค้าเข้าถึงข้อมูลจำนวนหนึ่งจากโทรศัพท์ได้  แต่มันก็ยังไม่เพียงพอ ลูกค้าต้องการวิธีที่ดีกว่าในการจัดการกับข้อมูลลูกค้าทั้งหมดผ่านแอพบนมือถือ

ในปี 2013 Salesforce เปิดตัวแพลตฟอร์ม Salesforce1 โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดการเข้าถึงข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะสามารถเข้าถึงได้บนคอมพิวเตอร์ สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยให้ลูกค้าเข้าถึงแอป Salesforce ที่ชื่นชอบเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแอปพลิเคชันและการผนวกรวมกับโปรแกรมที่สร้างเอง รวมถึง AppExchange ที่ลูกค้าสามารถดาวน์โหลดจาก App Store Salesforce1 ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ถูกเรียกว่า Lightning

ผนวกรวมทุกอย่างและเรียกมันว่า Lightning
ผนวกรวมทุกอย่างและเรียกมันว่า Lightning

ต้องบอกว่า เรื่องราวความสำเร็จของ Salesforce.com นั้นน่าประทับใจมาก แต่ผลกระทบของพวกเขาที่มีต่อชุมชนและโลกที่พวกเขาพยายามสร้างนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่น่ายกย่องมากกว่า โดยผ่านรูปแบบของโมเดล 1/1/1 ของการทำบุญแบบบูรณาการ (1% ของผลิตภัณฑ์, 1% ของเวลาและ 1% ของทรัพยากร) ของพวกเขานั่นเอง

ซึ่งพวกเขาได้บริจาคเงินหลายล้านดอลลาร์ ยังรวมถึงจำนวนเงินมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ของผลิตภัณฑ์ของพวกเขาที่ใช้เพื่อการกุศลทั่วโลก  ใครจะรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไรสำหรับ Salesforce และชุมชนที่พวกเขาสร้างขึ้น แต่จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมานั้นดูเหมือนอนาคตของพวกเขาดูจะสดใสอยู่คู่กับวงการธุรกิจไปอีกนาน

ซึ่ง Marc Benioff ได้กล่าวไว้ในปี 2018 ว่ามันยังเร็วไปที่จะกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของ Salesforce เพราะเป้าหมายของเขา คือการเป็น บริษัทมูลค่า 60 พันล้านดอลลาร์ ให้ได้ภายในปี 2034 นั่นเองครับ

References : https://www.j2interactive.com/blog/brief-history-salesforce/ https://usefyi.com/salesforce-history/ https://www.computerworld.com/article/3427741/a-brief-history-of-salesforce-com.html https://en.wikipedia.org/wiki/Salesforce.com https://en.wikipedia.org/wiki/Marc_Benioff https://fortune.com/2019/10/15/wisdom-of-marc-benioff-ceo-daily/


Geek Forever’s Podcast


“Open Your World With Technology


AI , Blockchain และเทคโนโลยีใหม่ ๆ กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในหลายธุรกิจ ทั้ง แวดวงการเงิน สุขภาพ หรือ งานด้านบริการต่าง ๆ ผมเป็นคนหนึ่งที่สนใจเกี่ยวกับ AI หรือ Machine Learning

Podcast ของผมจะเล่าเรื่องราวต่าง รวมถึงเรื่องที่ผมสนใจอื่น ๆ เช่น startup หนังสือ หนัง หรือ กีฬาฟุตบอล อยากชวนคนที่สนใจให้ลองมาติดตาม podcast ของผมกันด้วยนะครับ

ฟังผ่าน podbean
ฟังผ่าน podbean
ฟังผ่าน Apple Podcasts
ฟังผ่าน Apple Podcasts
ฟังผ่าน Google Podcasts
ฟังผ่าน Google Podcasts
ฟังผ่าน Spotify
ฟังผ่าน Spotify
ฟังผ่าน Youtube
ฟังผ่าน Youtube

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่

Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol