เรื่องราวนี้เริ่มต้นในปี 2006 เพียงหนึ่งปีก่อนที่ iPhone จะเปิดตัว ในขณะนั้น Microsoft ครองตำแหน่งผู้นำตลาดสมาร์ทโฟนทิ้งคู่แข่งแบบไม่เห็นฝุ่นด้วยแพลตฟอร์ม Windows Mobile ของพวกเขา
หลายคนคาดหวังว่า Microsoft จะสามารถต่อกรกับ Apple ได้อย่างสูสีเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดของตน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นหนึ่งในความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์เทคโนโลยียุคใหม่
เมื่อ iPhone เปิดตัวครั้งแรก แม้จะมีผู้ชื่นชมเทคโนโลยีใหม่ๆ ของมัน แต่ก็มีกลุ่มคนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของมัน
Steve Ballmer ซีอีโอของ Microsoft ในขณะนั้นถึงกับกล่าวว่า “มันคือโทรศัพท์ที่แพงที่สุดในโลก ราคา 500 ดอลลาร์ พร้อมแผนการใช้งานอินเทอร์เน็ตที่ได้รับเงินอุดหนุนแบบเต็มจำนวน และมันไม่ดึงดูดลูกค้าองค์กร เพราะไม่มีแป้นพิมพ์ ทำให้ไม่เหมาะสำหรับการใช้งานอีเมล”
การกล่าวอย่างโอหังครั้งนี้ถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ครั้งแรกของ Microsoft แม้ว่าจะเข้าใจได้ว่าในเวลานั้น แนวคิดสมาร์ทโฟนไร้แป้นพิมพ์แบบ physical อาจจะเป็นความคิดที่ดูแปลกประหลาด และราคาของ iPhone ก็สูงกว่ามือถือสมาร์ทโฟนทั่วไปเป็นอย่างมาก
แต่สิ่งที่ Microsoft มองข้ามคือความสะดวกสบายและประสบการณ์การใช้งานที่เหนือกว่า ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามันมีค่าเหนือราคาสำหรับผู้บริโภค
ในขณะที่ Apple กำลังปฏิวัติวงการด้วย iPhone Microsoft กลับยึดมั่นกับกลยุทธ์เดิมๆ พวกเขาเชื่อมั่นใน Windows Mobile และอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการนี้ แต่กำลังจะเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
Steve Jobs ตั้งเป้าหมายให้ Apple ครองส่วนแบ่งตลาดโทรศัพท์มือถือทั่วโลก 1% ในปี 2008 ซึ่งหมายถึงการขาย iPhone 10 ล้านเครื่อง เป้าหมายนี้ดูท้าทายมาก เมื่อพิจารณาว่า Apple ใช้เวลา 22 ปีในการขาย Mac ได้เพียง 5 ล้านเครื่องในหนึ่งปี
Steve Ballmer ตอกกลับความคิดนี้ของ Jobs อีกครั้ง โดยกล่าวว่า “ไม่มีทางที่ iPhone จะได้ส่วนแบ่งตลาดที่มีนัยสำคัญ ไม่มีทาง” แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม
ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน Apple สามารถขาย iPhone ได้ถึง 6 ล้านเครื่อง และครองส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนในสหรัฐอเมริกาถึง 28% แซงหน้าทั้ง Palm และ Microsoft
ในขณะที่ Apple กำลังประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว Google ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาตระหนักถึงโอกาสในตลาดสมาร์ทโฟนและเริ่มพัฒนา Android อย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายที่จะเปิดตัวระบบปฏิบัติการภายในสิ้นปี 2007 เพื่อให้ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสามารถใช้งานได้ในปี 2008
แต่ Microsoft ยังคงยึดมั่นกับความเชื่อว่าสมาร์ทโฟนที่ไม่มีแป้นพิมพ์แบบ physical ไม่ใช่อนาคต พวกเขามองว่าลูกค้าองค์กรซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของพวกเขาต้องการแป้นพิมพ์สำหรับการใช้งานอีเมล ดังนั้นพวกเขาจึงยังคงพัฒนาระบบปฏิบัติการ Windows Phone สำหรับอุปกรณ์แบบเดิมต่อไป
ปี 2008 เป็นปีสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน Apple เปิดตัว iPhone 3G ซึ่งเป็นรุ่นแรกที่วางจำหน่ายไปทั่วโลกและมีราคาถูกลงมาก เริ่มต้นที่เพียง $199 ในขณะเดียวกัน สมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ใช้ Android ก็วางจำหน่ายในปีนี้เช่นกัน นั่นคือ HTC Dream
ในช่วงเวลานั้น ผู้ให้บริการเครือข่ายมีอำนาจควบคุมผู้ผลิตอย่างมาก พวกเขาขายโทรศัพท์ที่ใช้ได้เฉพาะกับเครือข่ายของตนเท่านั้น และอุดหนุนค่าใช้จ่ายของโทรศัพท์บางส่วน ทำให้ลูกค้าสามารถซื้อได้ง่ายขึ้น
แต่พวกเขาก็ต้องการรุ่นที่มีแนวโน้มจะเป็นสินค้าขายดี ดังนั้นเมื่อ iPhone เริ่มได้รับความนิยม ผู้ให้บริการเครือข่ายอื่นๆ ก็เริ่มมองหาพันธมิตรในการแข่งขันสมาร์ทโฟนหน้าจอสัมผัส
แต่ Microsoft ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันในเส้นทางนี้ เนื่องจากพวกเขายังไม่ได้เปิดตัวโทรศัพท์ของตัวเอง ระบบปฏิบัติการ Windows Mobile ของพวกเขายังคงถูกอนุญาตให้ผู้ผลิตบุคคลที่สามใช้งาน แต่อุปกรณ์เหล่านั้นดูล้าสมัยลงทุกที
ภายในปี 2009 ภูมิทัศน์ของสมาร์ทโฟนได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก Android เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ในขณะที่ Apple ขาย iPhone ได้มากกว่า 20 ล้านเครื่องทั่วโลก เพิ่มส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนของพวกเขาเป็น 14% ในทางกลับกันยอดขายของ Windows Mobile หดตัวเป็นครั้งแรก จาก 14% ในปี 2008 เหลือ 9% ในปี 2009
Microsoft เริ่มตระหนักถึงความผิดพลาดของตน Steve Ballmer ยอมรับว่าพวกเขา “ทำพลาด” กับ Windows Mobile พวกเขาเริ่มพัฒนาระบบปฏิบัติการใหม่ที่จะแข่งขันกับ iOS และ Android ซึ่งจะเปิดตัวในปี 2010
แต่การที่ Microsoft เปิดตัวระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟนยุคใหม่รุ่นแรกหลัง Apple 4 ปีและหลัง Google 3 ปี ทำให้พวกเขาเสียเปรียบเป็นอย่างมาก
Windows Phone 7 เปิดตัวในปี 2010 แม้จะได้รับการตอบรับที่ดีในด้านการออกแบบอินเทอร์เฟซ แต่ก็มีข้อบกพร่องหลายประการ ระบบนิเวศแอปยังไม่พัฒนาเต็มที่ และมีปัญหาด้านความเข้ากันได้กับรุ่นก่อนหน้า ทำให้ผู้ใช้ Windows Mobile 6 ไม่สามารถอัพเกรดเป็น Windows Phone 7 ได้
Microsoft พยายามแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วยการเปิดตัว Windows Phone 8 ในปี 2012 แต่ก็เป็นอีกครั้งที่ผู้ใช้ Windows Phone 7 ไม่สามารถอัพเกรดได้ ทำให้ลูกค้าที่ภักดีรู้สึกถูกเหมือนโดนเทและมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปใช้ iPhone หรือ Android มากขึ้น
ในความพยายามครั้งสุดท้าย Microsoft ซื้อธุรกิจสมาร์ทโฟนของ Nokia ในปี 2013 ด้วยมูลค่า 7.2 พันล้านดอลลาร์ แต่ก็ไม่สามารถพลิกสถานการณ์ได้
โทรศัพท์เครื่องแรกที่ Microsoft พัฒนาหลังจากซื้อ Nokia คือ Microsoft Lumia 950 ซึ่งเปิดตัวในปี 2015 พร้อมกับ Windows 10 Mobile แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
ภายในปี 2016 ส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลกของ Microsoft ลดลงเหลือเพียง 0.4% จากที่เคยครองอันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่งตลาด 34% เมื่อ 10 ปีก่อน ในที่สุด Microsoft ก็ประกาศยุติการผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ Windows 10 Mobile ในปี 2017
ความล้มเหลวของ Windows Phone เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับบริษัทเทคโนโลยี แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาด การเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค และการสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง Microsoft ล่าช้าเกินไปในการตอบสนองต่อการปฏิวัติสมาร์ทโฟน และเมื่อพวกเขาพยายามไล่ตาม ก็พบว่าตนเองอยู่ในสถานะเสียเปรียบอย่างมาก
เมื่อมองย้อนกลับไป Steve Ballmer ยอมรับว่า “Microsoft จะมีตำแหน่งที่แข็งแกร่งกว่านี้ในตลาดโทรศัพท์ในวันนี้ ถ้าผมสามารถย้อนกลับไปทำ 10 ปีที่ผ่านมาใหม่ได้ สิ่งที่ผมเสียใจคือเราไม่ได้นำฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มารวมกันเร็วพอ”
คำพูดนี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อผิดพลาดสำคัญของ Microsoft ในการไม่เข้าใจความสำคัญของการควบคุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ Apple ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
บทเรียนสำคัญที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากความล้มเหลวของ Windows Phone มีหลายประการ:
- การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง: Microsoft ล่าช้าเกินไปในการตอบสนองต่อการปฏิวัติสมาร์ทโฟน พวกเขายึดติดกับแนวคิดเดิมๆ เกี่ยวกับการใช้งานโทรศัพท์มือถือ ทำให้พลาดโอกาสสำคัญในการเป็นผู้นำตลาด
- การเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค: Microsoft มุ่งเน้นไปที่ลูกค้าองค์กรมากเกินไป โดยละเลยความต้องการของผู้บริโภคทั่วไปที่ต้องการสมาร์ทโฟนที่ใช้งานง่ายและมีความสามารถหลากหลาย
- ความสำคัญของระบบนิเวศ: Microsoft ไม่สามารถสร้างระบบนิเวศแอปที่แข็งแกร่งได้ ทำให้ Windows Phone ขาดแอปยอดนิยมหลายตัว ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อสมาร์ทโฟนของผู้บริโภค
- ความต่อเนื่องและความเข้ากันได้: การที่ Microsoft ไม่สามารถรองรับการอัพเกรดระบบปฏิบัติการสำหรับอุปกรณ์รุ่นเก่าได้ ทำให้ผู้ใช้รู้สึกถูกทอดทิ้งและสูญเสียความไว้วางใจ
- การควบคุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์: การที่ Microsoft ไม่ได้ควบคุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ตั้งแต่ต้น ทำให้พวกเขาไม่สามารถสร้างประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่นและสอดคล้องกันได้เหมือน Apple
- ความรวดเร็วในการตัดสินใจ: การตัดสินใจที่ล่าช้าในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทำให้ Microsoft ตามหลังคู่แข่งอย่าง Apple และ Google
- การรักษาฐานลูกค้าเดิม: การละทิ้งผู้ใช้ Windows Mobile เดิมโดยไม่มีเส้นทางการอัพเกรดที่ชัดเจน ทำให้ Microsoft สูญเสียฐานลูกค้าที่มีความภักดีไป
- การสื่อสารในด้านวิสัยทัศน์: Microsoft ไม่สามารถสื่อสารวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับอนาคตของ Windows Phone ให้กับทั้งผู้บริโภคและพันธมิตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- การสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่ง: แม้ว่า Microsoft จะพยายามสร้างความร่วมมือกับ Nokia แต่ก็เป็นการดำเนินการที่ล่าช้าเกินไป และไม่สามารถสร้างผลกระทบที่มีนัยสำคัญในตลาดได้
- การลงทุนในนวัตกรรม: Microsoft ไม่ได้ลงทุนในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ สำหรับ Windows Phone มากพอที่จะทำให้มันโดดเด่นจากคู่แข่ง
ความล้มเหลวของ Windows Phone ไม่ใช่เพียงเรื่องของการพลาดโอกาสทางธุรกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดได้ มันแสดงให้เห็นว่าแม้แต่บริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงก็สามารถพลาดโอกาสครั้งสำคัญได้ หากขาดวิสัยทัศน์และความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม Microsoft ได้เรียนรู้จากประสบการณ์นี้และปรับตัวในธุรกิจอื่นๆ ของพวกเขา เช่น การพัฒนา Surface ซึ่งเป็นแท็บเล็ตและแล็ปท็อปที่ประสบความสำเร็จ และการมุ่งเน้นไปที่บริการคลาวด์อย่าง Azure ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรม
ในท้ายที่สุด เรื่องราวของ Windows Phone เป็นเครื่องเตือนใจสำหรับทุกบริษัทว่า ในโลกของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การยึดติดกับความสำเร็จในอดีตและการปฏิเสธที่จะปรับตัว สามารถนำไปสู่การสูญเสียตำแหน่งผู้นำในตลาดได้อย่างรวดเร็ว ความสำเร็จในอดีตไม่ได้รับประกันความสำเร็จในอนาคต และการเปิดใจรับฟังเสียงของผู้บริโภคและแนวโน้มของตลาดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการอยู่รอดและเติบโตในระยะยาว
References :
https://ddvhegde100.medium.com/how-microsoft-both-failed-succeeded-in-the-smartphone-industry-62e321d4e80c
https://www.computerworld.com/article/1713092/how-microsoft-lost-the-wireless-smartphone-wars.html
https://youtu.be/SNEF1ujd2Mc?si=e2UUax0Y4DIr3f63
https://www.wired.com/2009/11/microsoft-windows-mobile/
https://www.zdnet.com/article/here-are-the-real-reasons-windows-phone-failed-reveals-ex-nokia-engineer/





