IBM Simon สมาร์ทโฟนเครื่องแรกของโลกที่มาก่อนกาลแต่ทำไมถึงเจ๊ง?

เริ่มต้นที่ปี 2007 วันที่โลกเทคโนโลยีต้องจารึกเอาไว้ Steve Jobs ก้าวขึ้นเวทีพร้อมกับอุปกรณ์สี่เหลี่ยมในมือ ท่ามกลางสายตาของผู้ชมที่กำลังจับจ้อง

เขาประกาศกร้าวว่า Apple กำลังจะปฏิวัติวงการโทรศัพท์มือถือ

วินาทีที่นิ้วของเขาสัมผัสลงบนหน้าจอเพื่อปลดล็อก เสียงฮือฮาก็ดังสนั่นไปทั่วทั้งฮอลล์

ภาพจำในวันนั้นฝังลึกอยู่ในหัวของพวกเราทุกคน หลายคนเชื่ออย่างหมดใจว่า iPhone คือผู้ให้กำเนิดสมาร์ทโฟนหน้าจอสัมผัสเครื่องแรกของโลก

หากเราลองเดินไปถามผู้คนตามท้องถนนในวันนี้ คำตอบส่วนใหญ่ก็คงหนีไม่พ้นการยกเครดิตทั้งหมดให้กับความอัจฉริยะของ Apple

แต่ความจริงที่เราเชื่อกันมาตลอด อาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเสมอไป…

โลกใบนี้มีโทรศัพท์ที่สั่งการด้วยระบบสัมผัสเกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นนับสิบปี

เป็นโทรศัพท์ที่ทำได้แทบทุกอย่างเหมือนสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน

นวัตกรรมเหล่านั้นออกมาก่อนกาลเวลาเสียจนกลายเป็นความล้มเหลวที่น่าเสียดาย และดีไซน์อันล้ำสมัยที่เราคุ้นตาก็อาจได้รับแรงบันดาลใจมาจากแบรนด์แฟชั่นระดับโลก

เรื่องราวของประวัติศาสตร์ที่ถูกลืมนี้ชวนให้เราตั้งคำถามว่า ทำไมผู้มาก่อนถึงกลายเป็นผู้แพ้

และทำไมผู้ที่มาทีหลังถึงสามารถกวาดรายได้ไปครองเพียงผู้เดียว

ย้อนเวลากลับไปในช่วงต้นทศวรรษ 90 ยุคที่อินเทอร์เน็ตยังเป็นสิ่งแปลกใหม่และเข้าถึงยากสำหรับคนทั่วไป

โทรศัพท์มือถือในยุคนั้นยังมีรูปร่างเทอะทะเหมือนก้อนอิฐ

หน้าที่ของมันมีเพียงแค่การโทรออกและรับสาย ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะทำอะไรได้มากกว่านั้น

แต่ท่ามกลางข้อจำกัดทางเทคโนโลยี มีวิศวกรหัวก้าวหน้ากลุ่มหนึ่งจากบริษัทไอทีระดับโลกอย่าง IBM กำลังฝันถึงบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า

Frank Canova คือวิศวกรที่มองเห็นความเป็นไปได้จากทฤษฎี Moore’s Law ซึ่งระบุว่าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จะมีขนาดเล็กลงในขณะที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น

เขาเสนอแนวคิดที่ดูบ้าคลั่งในยุคนั้น นั่นคือการนำคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาย่อส่วนและผสานเข้ากับโทรศัพท์มือถือ

ผู้บริหารของ IBM มองเห็นศักยภาพและไฟเขียวให้เดินหน้าโปรเจกต์ลับที่ใช้ชื่อรหัสว่า Sweet Spot เพื่อสร้างสิ่งที่จะกลายเป็นอนาคตของการสื่อสาร

ในปี 1992 งานแสดงเทคโนโลยี Comdex ได้กลายเป็นเวทีเปิดตัวของสิ่งประดิษฐ์รูปทรงประหลาดที่ไม่มีปุ่มกดตัวเลขแบบดั้งเดิม

มันมีหน้าจอสัมผัสขนาดยาวและมาในชื่อ Simon ซึ่งเป็นการร่วมมือพัฒนาระหว่าง IBM และบริษัทโทรคมนาคม Bell South

มันไม่ได้เป็นแค่โทรศัพท์ แต่มันคือการรวมตัวกันของอุปกรณ์สื่อสารและเครื่องช่วยงานส่วนบุคคล หรือที่เรียกกันว่า PDA

ฟีเจอร์ของมันก้าวล้ำนำยุคไปไกลมาก ผู้ใช้สามารถรับส่งอีเมล ดูปฏิทินนัดหมาย บันทึกที่อยู่ และแม้กระทั่งส่งแฟกซ์ได้จากทุกที่

ในยุคที่การส่งแฟกซ์คือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ การมีเครื่องแฟกซ์พกพาติดตัวคือความฝันของนักธุรกิจทุกคน

เทคโนโลยีหน้าจอสัมผัสในตอนนั้นเรียกว่า Resistive ซึ่งต้องอาศัยการออกแรงกดลงบนหน้าจอเพื่อให้วงจรไฟฟ้าทำงาน

แม้จะดูเป็นนวัตกรรมที่น่าทึ่ง แต่มันก็ซ่อนปัญหาใหญ่หลวงเอาไว้เบื้องหลังความล้ำสมัยนั้น…

ปัญหาแรกที่ทำลายประสบการณ์การใช้งานคือเรื่องของแบตเตอรี่

เทคโนโลยีในยุคนั้นยังไม่สามารถรองรับการทำงานที่หนักหน่วงได้

การชาร์จไฟเต็มหนึ่งครั้งต้องใช้เวลายาวนานถึงสิบหกชั่วโมง แต่กลับนำมาใช้งานต่อเนื่องได้เพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น

นอกจากนี้ราคาเปิดตัวยังสูงถึง 899 ดอลลาร์ ซึ่งหากคำนวณอัตราเงินเฟ้อในปัจจุบันจะเทียบเท่ากับเงินจำนวนมหาศาล

ราคาที่แพงระยับประกอบกับการใช้งานหน้าจอที่ต้องใช้ปากกาสไตลัสกดแรงๆ ทำให้ผู้บริโภคทั่วไปเข้าไม่ถึง

ท้ายที่สุด อุปกรณ์ที่ตั้งใจจะเปลี่ยนโลกก็ต้องปิดฉากลง ถูกยกเลิกการผลิตหลังจากวางจำหน่ายได้เพียงหกเดือนเท่านั้น

เวลาผ่านไปกว่าทศวรรษ โลกเทคโนโลยีก้าวเข้าสู่ปี 2006 โทรศัพท์มือถือมีขนาดเล็กลงและมีหน้าจอสีสันสดใส

แต่รูปลักษณ์ภายนอกก็ยังคงเต็มไปด้วยปุ่มกดตัวเลขและแป้นพิมพ์ที่กินพื้นที่หน้าจอไปกว่าครึ่ง

จนกระทั่งบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าจากเกาหลีใต้อย่าง LG ตัดสินใจฉีกกฎเกณฑ์เดิมๆ ด้วยการจับมือกับแบรนด์แฟชั่นสัญชาติอิตาลีอย่าง Prada

ความร่วมมือครั้งนี้ก่อให้เกิดสมาร์ทโฟนที่เน้นความหรูหราและดีไซน์ที่ไร้ปุ่มกด ภายใต้ชื่อรุ่น LG Prada

จุดเด่นที่แท้จริงไม่ได้มีแค่ชื่อแบรนด์แฟชั่น แต่มันคือการเป็นโทรศัพท์เครื่องแรกของโลกที่ใช้หน้าจอสัมผัสแบบ Capacitive

เทคโนโลยี Capacitive อาศัยไฟฟ้าสถิตจากร่างกายมนุษย์ ผู้ใช้เพียงแค่ใช้นิ้วแตะเบาๆ บนหน้าจอก็สามารถสั่งการได้ทันที

ไม่ต้องออกแรงกด ไม่ต้องพึ่งพาปากกาสไตลัส มันให้ความรู้สึกที่ลื่นไหลและเป็นธรรมชาติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

ความสวยงามนวัตกรรมนี้ทำให้ LG Prada คว้ารางวัลการออกแบบยอดเยี่ยม และทำยอดขายทะลุหนึ่งล้านเครื่องในช่วงเวลาสั้นๆ

ผู้บริหารของ LG ถึงกับมั่นใจว่าดีไซน์ที่ล้ำหน้าของพวกเขาถูกขโมยไอเดียไป หลังจากที่โลกได้เห็นการเปิดตัวของคู่แข่งในเวลาต่อมา

แต่เบื้องหลังความสำเร็จที่ดูเหมือนจะสวยงาม โทรศัพท์สุดหรูเครื่องนี้ก็ยังคงมีบาดแผลฉกรรจ์ที่ซ่อนเอาไว้…

ซอฟต์แวร์ที่อยู่ภายในยังคงทำงานเหมือนโทรศัพท์รุ่นเก่า ไม่สามารถรองรับการติดตั้งแอปพลิเคชันเพิ่มเติมได้อย่างอิสระ

เมนูการใช้งานถูกออกแบบมาอย่างแข็งทื่อ ขาดความยืดหยุ่น และไม่สามารถดึงศักยภาพของหน้าจอสัมผัสออกมาได้อย่างเต็มที่

ยิ่งไปกว่านั้น วัสดุที่ใช้ประกอบตัวเครื่องยังคงเป็นเพียงพลาสติกสีดำเงา ซึ่งขาดความรู้สึกพรีเมียมเมื่อเทียบกับราคาที่ต้องจ่าย

ในขณะที่ผู้เล่นรายอื่นกำลังหลงทางอยู่กับข้อจำกัดเดิมๆ ชายที่ชื่อ Steve Jobs กำลังซุ่มพัฒนาอาวุธลับที่จะมาเปลี่ยนเกม

เขาไม่ได้เริ่มต้นจากการคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมด แต่เขาเฝ้ามองพฤติกรรมของผู้คนและมองหาจุดที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ

เขาสังเกตเห็นผู้คนที่ต้องพกพาทั้งโทรศัพท์มือถือและเครื่องเล่นเพลง iPod ไปพร้อมกันในกระเป๋าเสื้อ

คำถามที่จุดประกายการเปลี่ยนแปลงคือ จะเป็นอย่างไรถ้าเราสามารถรวมอุปกรณ์ทุกอย่างไว้ในเครื่องเดียว และทำให้มันใช้งานได้ง่ายที่สุด

Apple นำเทคโนโลยีหน้าจอสัมผัสที่มีอยู่แล้วมาขัดเกลาใหม่ ผสานเข้ากับระบบปฏิบัติการ Mac OS ที่ถูกย่อส่วนลงมา

ผลลัพธ์ที่ได้คืออินเทอร์เฟซที่ใช้งานง่าย ลื่นไหล และรองรับการสั่งการด้วยนิ้วมือหลายนิ้วพร้อมกัน หรือที่เรียกว่า Multi-touch

คุณสมบัตินี้ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้สองนิ้วถ่างเพื่อซูมรูปภาพ หรือย่อหน้าเว็บได้อย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่คู่แข่งทำไม่ได้

บ่อยครั้งที่ Steve Jobs มักจะอ้างอิงถึงคำพูดของ Pablo Picasso ที่กล่าวเอาไว้ว่า “ศิลปินที่ดีลอกเลียน ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ขโมย”

การขโมยในบริบทนี้ไม่ได้หมายถึงการลอกเลียนแบบผลงาน แต่คือการหยิบเอาแก่นแท้ของไอเดียมาต่อยอดและทำให้เป็นของตัวเองอย่างสมบูรณ์

iPhone รุ่นแรกไม่ได้เป็นแค่โทรศัพท์ แต่มันถูกวางตำแหน่งให้เป็นอุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านเบราว์เซอร์ Safari ที่เปิดเว็บได้จริงเหมือนบนคอมพิวเตอร์

ตัวเครื่องถูกประกอบขึ้นจากกระจกและโลหะ ให้สัมผัสที่หรูหราและแข็งแรงทนทาน ทิ้งห่างคู่แข่งที่ยังยึดติดกับกรอบพลาสติกเดิมๆ

นวัตกรรมทั้งหมดนี้ถูกรวบรวมและนำเสนอในเวลาที่เหมาะสมที่สุด ช่วงเวลาที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและแบตเตอรี่พร้อมที่จะรองรับการทำงาน

ความล้มเหลวของผู้มาก่อนกาลอย่าง IBM Simon สอนให้รู้ว่านวัตกรรมที่ล้ำหน้าเกินไปมักจะพังทลายหากโครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อมรองรับ

ส่วนบทเรียนจาก LG Prada ก็ตอกย้ำว่าฮาร์ดแวร์ที่สวยงามเพียงอย่างเดียวไม่สามารถเอาชนะใจผู้บริโภคได้ หากปราศจากซอฟต์แวร์ที่ยอดเยี่ยม

ในโลกของการทำธุรกิจและการสร้างสรรค์นวัตกรรม ผู้ที่เป็นคนแรกอาจได้รับการจดจำในฐานะผู้บุกเบิกเส้นทางใหม่

แต่ผู้ที่สามารถนำจิ๊กซอว์เหล่านั้นมาประกอบกัน แก้ไขจุดบกพร่อง และส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับผู้ใช้งาน คือผู้ที่จะคว้าชัยชนะไปในท้ายที่สุด

โทรศัพท์รุ่นบุกเบิกเหล่านั้นไม่ได้ล้มเหลวอย่างสูญเปล่า พวกเขาเป็นเสมือนบันไดขั้นสำคัญที่ปูทางไปสู่อนาคต

ทุกครั้งที่เราใช้นิ้วเลื่อนหน้าจอสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน นวัตกรรมและความกล้าหาญของผู้สร้างสรรค์ในอดีตยังคงซ่อนตัวอยู่ในนั้นเสมอ…

References : [theverge,wired,cnet,engadget,time]