จากศูนย์สู่เบอร์ 3 ของโลก แชมเปี้ยนชิปแห่งแดนมังกร กับเส้นทางมหัศจรรย์ของ SMIC

เคยสงสัยไหมครับว่า ในสมรภูมิที่มีแต่ผู้เล่นระดับยักษ์ใหญ่ครองพื้นที่ทั้งหมด จะมีที่ว่างให้ม้านอกสายตาสักตัวแจ้งเกิดได้อย่างไร โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ขึ้นชื่อว่าโหดและหินที่สุดอย่าง “เซมิคอนดักเตอร์”

เรื่องราวของบริษัทที่ผมจะเล่าในวันนี้ ก็เปรียบเสมือนมหากาพย์ของมังกรตัวหนึ่ง ที่ไม่ได้เกิดมาพร้อมปีกที่แข็งแกร่ง แต่ถูกสถานการณ์บีบคั้นให้ต้องเรียนรู้ที่จะบินฝ่าพายุ เพื่อแบกรับความหวังของทั้งประเทศไว้บนบ่า

บริษัทแห่งนั้นมีชื่อว่า SMIC

เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของศตวรรษที่ 21 ประเทศจีนในเวลานั้น กำลังผงาดขึ้นมาเป็น “โรงงานของโลก” อย่างเต็มตัว สินค้า Made in China ถูกส่งออกไปทั่วทุกมุมโลก สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

แต่ท่ามกลางความรุ่งโรจน์นั้น มันมีความจริงที่น่าเจ็บปวดซ่อนอยู่ นั่นคือแม้จีนจะประกอบสมาร์ทโฟนหรือคอมพิวเตอร์ได้ทั้งเครื่อง แต่ชิ้นส่วนที่เป็นเหมือน “สมอง” ของอุปกรณ์เหล่านั้น หรือที่เราเรียกกันว่า “ชิป” กลับต้องนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด

ลองนึกภาพตามนะครับ ประเทศที่ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุดในโลก แต่กลับสร้างสมองให้อุปกรณ์ของตัวเองไม่ได้ มันคือความเปราะบางทางยุทธศาสตร์ที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะนั่นหมายความว่าลมหายใจทางเทคโนโลยีของจีนทั้งประเทศ ถูกกุมไว้ในมือของชาติอื่น

ในสภาวะเช่นนี้ รัฐบาลปักกิ่งรู้ดีว่าพวกเขาไม่สามารถปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ต่อไปได้ จีนจำเป็นต้องมีบริษัทผลิตชิปสัญชาติของตัวเองที่สามารถยืนหยัดบนเวทีโลกให้ได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง

ปี ค.ศ. 2000 ชายชื่อ Richard Chang อดีตผู้บริหารมากประสบการณ์จาก Texas Instruments ยักษ์ใหญ่ด้านชิปของอเมริกา ได้รับภารกิจอันยิ่งใหญ่นี้ เขาก่อตั้งบริษัทที่มีชื่อเต็มว่า Semiconductor Manufacturing International Corporation หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ SMIC

ภารกิจแรกของ SMIC ไม่ใช่การเอาชนะใคร แต่คือการ “เอาตัวรอด” ให้ได้เสียก่อน เพราะอุตสาหกรรมนี้ต้องใช้เงินทุนมหาศาล เทคโนโลยีที่ซับซ้อน และบุคลากรที่เชี่ยวชาญ ซึ่งทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ SMIC ขาดแคลนอย่างหนัก

การสร้างโรงงานผลิตชิป หรือที่เรียกว่า Fab แห่งหนึ่ง อาจต้องใช้เงินลงทุนหลายแสนล้านบาท SMIC ในยุคแรกจึงต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อระดมทุน ขณะเดียวกันก็ต้องไล่ล่าซื้อตัววิศวกรเก่งๆ จากไต้หวันและที่อื่นๆ มาช่วยวางรากฐานให้กับบริษัท

พวกเขาเริ่มต้นด้วยกลยุทธ์ที่ชาญฉลาด คือการหลีกเลี่ยงการปะทะกับเจ้าตลาดอย่าง TSMC และ Samsung โดยตรง แต่หันไปรับผลิตชิปที่ไม่ซับซ้อน หรือที่เรียกว่า Mature Nodes ซึ่งยังเป็นที่ต้องการในตลาดวงกว้าง

กลยุทธ์นี้ทำให้ SMIC เริ่มตั้งหลักได้ มีรายได้เข้ามาหล่อเลี้ยงบริษัท และค่อยๆ สร้างฐานลูกค้าในประเทศจีนให้แข็งแกร่งขึ้น แต่เส้นทางของมังกรตัวน้อย ก็ไม่ได้ราบรื่นนัก เพราะบททดสอบแรกที่มาจากคู่แข่งโดยตรง กำลังรอพวกเขาอยู่

เพียงไม่กี่ปีหลังก่อตั้ง ในปี 2003 พายุลูกแรกก็พัดเข้ามาอย่างจัง เมื่อ TSMC ราชันแห่งวงการจากไต้หวัน ได้ยื่นฟ้อง SMIC ในศาลสหรัฐฯ ในข้อหาที่ร้ายแรงอย่างยิ่ง คือการขโมยความลับทางการค้าและทรัพย์สินทางปัญญา

คดีความครั้งนั้นสั่นสะเทือนบริษัทน้องใหม่อย่าง SMIC อย่างรุนแรง มันคือการรับน้องในเวทีระดับโลกที่ทั้งเจ็บปวดและมีราคาแพง การต่อสู้ทางกฎหมายที่ยาวนาน ทำให้บริษัทต้องสูญเสียทั้งเงินทุนและชื่อเสียง

สุดท้าย SMIC ก็ต้องยอมความด้วยการจ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาล และมอบหุ้นส่วนหนึ่งของบริษัทให้กับ TSMC ไป บทเรียนครั้งนี้สอนให้ SMIC รู้ว่า การจะยืนหยัดในอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างยั่งยืน ไม่มีทางลัดใดๆ นอกจากการสร้างเทคโนโลยีของตัวเองขึ้นมา

หลังจากพายุลูกนั้นผ่านไป SMIC ก็กลับมาตั้งหลักและมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองอย่างหนัก พวกเขาเรียนรู้จากความผิดพลาด และพยายามสร้างรากฐานทางเทคโนโลยีของตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้น แต่ใครจะรู้ว่าพายุลูกถัดไปที่กำลังจะมาถึงนั้น มันใหญ่หลวงและรุนแรงกว่าครั้งแรกหลายเท่านัก

พายุลูกที่สองนี้ไม่ได้มาจากคู่แข่งทางธุรกิจ แต่มาจากมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา

เมื่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนทวีความรุนแรงขึ้น เทคโนโลยีได้กลายเป็นสมรภูมิสำคัญ สหรัฐฯ มองว่าการเติบโตของจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมชิป คือภัยคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของชาติ

และแล้วในเดือนธันวาคม ปี 2020 สิ่งที่หลายคนคาดการณ์ไว้ก็เกิดขึ้นจริง สหรัฐฯ ได้ประกาศนำชื่อของ SMIC ใส่เข้าไปใน “บัญชีดำทางการค้า” หรือที่รู้จักกันในชื่อ Entity List

การติดอยู่ในบัญชีนี้ เปรียบเสมือนการถูกตัดขาดจากลมหายใจทางเทคโนโลยี SMIC ไม่สามารถเข้าถึงซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ หรือเทคโนโลยีใดๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ ได้อีกต่อไป ซึ่งนี่คือมาตรการที่รุนแรงและอาจหมายถึงการสิ้นสุดของบริษัทได้เลย

แต่สิ่งที่เจ็บปวดที่สุด คือการถูกแบนไม่ให้เข้าถึงเครื่องจักรที่สำคัญที่สุดในการผลิตชิปขั้นสูง นั่นคือเครื่อง EUV Lithography จากบริษัท ASML ของเนเธอร์แลนด์

เพื่อให้เห็นภาพ ลองจินตนาการว่าการสร้างชิปคือการวาดวงจรที่เล็กจิ๋วลงบนแผ่นเวเฟอร์ซิลิคอน เครื่อง EUV ก็เปรียบเสมือนปากกาที่มีหัวแหลมที่สุดในโลก สามารถวาดเส้นที่เล็กและซับซ้อนได้อย่างแม่นยำ ทำให้สร้างชิปที่ล้ำสมัยขนาดต่ำกว่า 7 นาโนเมตรได้

การถูกแบนไม่ให้ใช้เครื่อง EUV ก็เหมือนการบอกให้นักรบลงสนามรบโดยไม่มอบอาวุธที่ดีที่สุดให้ ในขณะที่คู่แข่งอย่าง TSMC และ Samsung มีอาวุธชนิดนี้ครบมือ SMIC กลับต้องต่อสู้ด้วยมือเปล่า โลกทั้งใบต่างจับตามอง และหลายคนเชื่อว่านี่คือจุดจบของ SMIC แล้ว

แต่ในภาวะที่หลังชนฝาจนไม่มีทางให้ถอยนี่เอง ที่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดของมังกรตัวนี้ได้แสดงพลังออกมาอย่างเต็มที่ SMIC เลือกที่จะไม่ยอมจำนน แต่ปรับกลยุทธ์ครั้งใหญ่เพื่อเอาชีวิตรอด

พวกเขาหันไปใช้เครื่องจักรรุ่นเก่าที่เรียกว่า DUV ซึ่งเปรียบเหมือนปากกาหัวทู่กว่า แล้วพยายามเค้นประสิทธิภาพของมันออกมาให้ถึงขีดสุด ด้วยเทคนิคที่ซับซ้อนและมีโอกาสผิดพลาดสูงอย่าง Multi-Patterning ซึ่งก็คือการวาดทับลงไปที่เดิมซ้ำๆ หลายครั้งเพื่อให้ได้เส้นที่เล็กตามต้องการ

มันเป็นงานที่หินอย่างยิ่ง แต่ทีมวิศวกรของ SMIC ภายใต้การนำของ Leang Mong ผู้บริหารระดับสูงที่เคยทำงานกับทั้ง TSMC และ Samsung ก็ได้ทุ่มเทความพยายามทั้งหมดเพื่อเอาชนะข้อจำกัดนี้

และแล้ว ปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นจริง

ในเดือนสิงหาคม ปี 2023 โลกต้องตกตะลึง เมื่อ Huawei บริษัทจีนที่ถูกแบนเช่นกัน เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่น Mate 60 Pro ซึ่งภายในขับเคลื่อนด้วยชิป Kirin 9000S ที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีกระบวนการ 7 นาโนเมตร และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลิตก็คือ SMIC นั่นเอง

การค้นพบครั้งนี้ส่งแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการเทคโนโลยีและภูมิรัฐศาสตร์โลก มันคือการประกาศอย่างท้าทายว่า “แม้คุณจะกีดกันเราทุกวิถีทาง แต่เราก็ยังหาวิธีที่จะก้าวไปข้างหน้าจนได้” มันคือบทพิสูจน์ของความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา

แล้วปัจจุบัน SMIC ยืนอยู่ตรงจุดไหนของโลกใบนี้?

นี่คือสิ่งที่น่าทึ่งที่สุดครับ จากข้อมูลล่าสุด ณ ปี 2025 SMIC ได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตชิปแบบรับจ้าง หรือ Foundry ที่มีส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 3 ของโลก แซงหน้าคู่แข่งที่เคยอยู่เหนือกว่าอย่าง GlobalFoundries ของสหรัฐฯ ได้สำเร็จ

จากบริษัทที่เริ่มต้นจากศูนย์ ถูกฟ้องร้องโดยเจ้าตลาด และถูกกีดกันโดยมหาอำนาจ วันนี้พวกเขากลายมาเป็นผู้เล่นเบอร์ 3 ของโลก นี่คือความสำเร็จที่เกินกว่าที่ใครหลายคนจะจินตนาการได้

แต่เรื่องราวยังไม่จบลงแบบสวยหรูทั้งหมด แม้จะเป็นเบอร์ 3 แต่รายได้หลักของ SMIC ยังคงมาจากตลาดชิปรุ่นเก่าที่กำไรไม่สูงนัก ในขณะที่สมรภูมิด้านชิปที่ล้ำหน้าที่สุดขนาด 3 นาโนเมตร หรือ 2 นาโนเมตร พวกเขายังคงตามหลัง TSMC และ Samsung อยู่หลายช่วงตัว

ช่องว่างทางเทคโนโลยีนี้ยังคงเป็นความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของ SMIC ต่อไปในอนาคต

อย่างไรก็ตาม จุดแข็งที่สุดของ SMIC ในวันนี้ อาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ล้ำที่สุด แต่เป็น “ตลาดในบ้าน” ที่แข็งแกร่ง นโยบายของรัฐบาลจีนที่มุ่งส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี ทำให้ SMIC มีตลาดขนาดมหึมารองรับอยู่แล้ว

พร้อมกันนั้น พวกเขากำลังพยายามสร้างระบบนิเวศทางเทคโนโลยีของตัวเองขึ้นมา ลดการพึ่งพาจากต่างชาติให้ได้มากที่สุด ตั้งแต่การออกแบบ การผลิต ไปจนถึงเครื่องจักร

คำถามสุดท้ายที่เรื่องราวนี้ทิ้งไว้ให้เราขบคิดก็คือ การเดินทางของ SMIC จะกลายเป็นพิมพ์เขียวให้กับประเทศอื่นๆ ที่ต้องการสร้างอธิปไตยทางเทคโนโลยีของตนเองหรือไม่ และเรากำลังมุ่งหน้าสู่โลกที่จะมีมาตรฐานเทคโนโลยีสองระบบอย่างที่หลายคนคาดการณ์ไว้จริงหรือ

อนาคตยังคงเป็นสิ่งที่ไม่มีใครรู้คำตอบ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การเดินทางของมังกรที่ชื่อ SMIC จะเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของโลกเทคโนโลยีไปอีกนานแสนนาน

References : [counterpointresearch,reuters,anandtech,semi,wikipedia]