จากขายรถสู่ขายหุ่นยนต์? ก้าวต่อไปที่เสี่ยงที่สุดของ Tesla เมื่อสายการผลิตรถหรูถูกรื้อทิ้ง!

หากเราย้อนกลับไปในช่วงสิบกว่าปีก่อน ภาพของรถยนต์ไฟฟ้าในสายตาคนส่วนใหญ่ คือรถคันเล็กๆ ที่วิ่งได้ไม่ไกล และดูเหมือนของเล่นมากกว่าที่จะนำมาใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน

จนกระทั่งชายที่ชื่อว่า Elon Musk ตัดสินใจเปิดตัวรถยนต์รุ่นหนึ่งที่เปลี่ยนความคิดของคนทั้งโลกไปตลอดกาล…

รถคันนั้นคือ Model S รถซีดานไฟฟ้าที่พิสูจน์ให้เห็นว่า รถที่ใช้พลังงานสะอาดก็สามารถหรูหรา ทรงพลัง และขับเคลื่อนได้เร็วแรงไม่แพ้รถซูเปอร์คาร์เครื่องยนต์สันดาป

และรถยนต์รุ่นนี้ก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้จักรวรรดิ Tesla ยิ่งใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้

แต่โลกของธุรกิจที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีสิ่งใดที่เป็นอมตะ

แม้แต่รถรุ่นที่เคยเป็น “ฮีโร่” ของบริษัทเองก็ตาม ล่าสุดมีข่าวที่ช็อกแฟนคลับทั่วโลก เมื่อ Elon Musk ออกมาประกาศสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

เขากำลังจะสั่งยุติการผลิตทั้ง Model S และรถ SUV ประตูปีกนกสุดล้ำอย่าง Model X เพื่อเปลี่ยนทิศทางของบริษัทครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่การเปลี่ยนรุ่นรถธรรมดา แต่มันคือการ “ทุบหม้อข้าว” ใบเก่าทิ้งอย่างสิ้นเชิง

ลองจินตนาการดูว่า อะไรจะเกิดขึ้นถ้าบริษัทที่ขายรถยนต์มาเกือบยี่สิบปี

อยู่ๆ วันหนึ่งเดินมาบอกเราว่า เขาจะไม่ทำรถรุ่นที่แพงที่สุดและดีที่สุดอีกต่อไปแล้ว แต่จะเอาพื้นที่โรงงานทั้งหมดไปผลิต “หุ่นยนต์” แทน

คำถามที่น่าสนใจคือ ทำไม Elon Musk ถึงกล้าทิ้งอดีตที่หอมหวาน เพื่อไปเดิมพันกับอนาคตที่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะหมู่หรือจ่า? หรือว่าเขามองเห็นบางอย่างที่พวกเรามองไม่เห็นกันแน่…

ย้อนกลับไปในปี 2012 วันที่ Model S คันแรกส่งมอบถึงมือลูกค้า

มันสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ จนค่ายรถยักษ์ใหญ่ในเยอรมนีและญี่ปุ่นต้องกลับไปรื้อแผนการผลิตของตัวเองใหม่หมด เพราะ Tesla ได้สร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาแล้ว

ต่อมาในปี 2015 เขาก็ส่ง Model X ออกมาตอกย้ำความเหนือชั้น ด้วยนวัตกรรมประตู Falcon Wing ที่เปิดในที่แคบได้และดูเท่เหมือนหลุดออกมาจากหนังไซไฟ

ทั้งสองรุ่นนี้คือสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งและรสนิยมในยุคนั้น

แต่เมื่อเวลาผ่านไป สิบกว่าปีในอุตสาหกรรมรถยนต์ถือเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานมาก

แม้จะมีการอัปเกรดซอฟต์แวร์อยู่ตลอด แต่โครงสร้างพื้นฐานของทั้งสองรุ่นก็เริ่มเข้าสู่ช่วงปลายของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในขณะเดียวกัน Tesla ก็ได้ให้กำเนิดน้องเล็กอย่าง Model 3 และ Model Y ซึ่งกลายเป็นสินค้าที่ขายดีถล่มทลาย

จนสามารถทำยอดส่งมอบได้ถึง 97% ของยอดขายทั้งหมดในปีที่ผ่านมา ทิ้งให้รุ่นพี่ทั้งสองรุ่นเหลือพื้นที่ยืนเพียงน้อยนิด

เมื่อเรามาดูตัวเลขผลประกอบการล่าสุด สถานการณ์ของ Tesla ก็ไม่ได้สวยหรูเหมือนเก่า รายได้ต่อปีเริ่มลดลงเป็นครั้งแรก และยอดขายก็ตกลงอย่างต่อเนื่องในหลายไตรมาสที่ผ่านมา

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “สงครามรถไฟฟ้า” กำลังเข้าสู่ยุคที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น

โดยเฉพาะการบุกตลาดของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่ทำราคาได้ถูกจนน่าตกใจ

ทำให้ส่วนต่างกำไรของ Tesla เริ่มถูกบีบจนแทบไม่เหลือพื้นที่ให้หายใจ Elon Musk จึงรู้ดีว่าการจะนั่งอยู่บนบัลลังก์เดิมต่อไปอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดนัก

เขาจึงตัดสินใจใช้คำว่า Honorable Discharge หรือการให้รถทั้งสองรุ่นปลดประจำการอย่างสมเกียรติ

เพื่อทำการย้ายทรัพยากรทั้งหมดในโรงงานที่เมือง Fremont รัฐ California ไปมุ่งเน้นที่โปรเจกต์ใหม่ที่เขาเชื่อมั่นสุดตัว

โปรเจกต์นั้นคือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ที่มีชื่อว่า Optimus ซึ่ง Elon Musk ไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่ของเล่นหรือหุ่นยนต์โชว์ตัวตามงานอีเวนต์

แต่มันคือผลิตภัณฑ์ที่จะมาเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจของมนุษยชาติ

เป้าหมายของเขาคือการสร้างสายการผลิตที่สามารถปั๊มหุ่นยนต์ตัวนี้ออกมาได้ถึงปีละ 1 ล้านตัว ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มหาศาลมากสำหรับการผลิตเทคโนโลยีที่ซับซ้อนระดับนี้…

หลายคนอาจจะตั้งคำถามว่า หุ่นยนต์ที่เดินสองขาและขยับนิ้วมือได้เหมือนคน มันจะไปเทียบกับรถยนต์ที่เป็นพาหนะสำคัญได้อย่างไร?

แต่สำหรับชายคนนี้ เขาไม่ได้มองแค่ว่ามันคือเครื่องจักร แต่มันคือ “แรงงานอัจฉริยะ” ที่ไม่มีวันเหนื่อย

เขาตั้งใจให้ Optimus สามารถทำงานได้สารพัดประโยชน์ ตั้งแต่การทำงานหนักในโรงงานแทนมนุษย์ ไปจนถึงการช่วยทำงานบ้านหรือแม้แต่ดูแลเด็กและผู้สูงอายุในอนาคต ซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าใหญ่กว่าตลาดรถยนต์หลายเท่าตัว

ที่สำคัญคือหุ่นยนต์รุ่นที่สามที่กำลังจะเปิดตัวในไตรมาสนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อการผลิตในปริมาณมากโดยเฉพาะ

นั่นหมายความว่า Tesla กำลังก้าวเข้าสู่สถานะบริษัทหุ่นยนต์เต็มตัวอย่างที่เขาเคยประกาศไว้

ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ Supply Chain ของหุ่นยนต์นั้นแตกต่างจากรถยนต์เกือบทั้งหมด

ชิ้นส่วนส่วนใหญ่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ ไม่สามารถหยิบยืมมาจากสายการผลิตรถยนต์เดิมได้เลย นี่คือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงต้องรื้อถอนสายการผลิตเดิมทิ้ง…

การตัดสินใจครั้งนี้จึงถือเป็นการเดิมพันแบบ “หมดตัว” อีกครั้งของ Elon Musk คล้ายกับตอนที่เขาเคยเกือบหมดตัวในการสร้าง Model 3 ให้สำเร็จ

แต่รอบนี้เดิมพันมันสูงกว่าเดิมเพราะมันคือศักดิ์ศรีของบริษัทที่โลกยอมรับว่าเป็นผู้นำเทคโนโลยี

ถ้าหากแผนการผลิต Optimus ล้มเหลว หรือไม่สามารถทำได้ตามที่วาดฝันไว้

Tesla อาจจะสูญเสียทั้งรายได้จากรถหรูรุ่นเดิม และเสียโอกาสในตลาดใหม่ที่เขากำลังพยายามสร้างขึ้น

แต่มองในอีกมุมหนึ่ง ถ้าเขาสามารถทำให้หุ่นยนต์ราคาถูกลงจนเข้าถึงได้ทุกบ้านเหมือนที่เขาเคยทำได้กับรถยนต์ไฟฟ้า โลกใบนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร?

ความต้องการแรงงานคนในบางสาขาอาจจะหมดไป และต้นทุนการผลิตสินค้าทุกอย่างบนโลกจะลดลงอย่างมหาศาล

นี่คือเสน่ห์ของการคิดแบบ Elon Musk ที่มักจะมองข้ามช็อตไปไกลกว่าที่คนทั่วไปจะจินตนาการถึง

เขาไม่สนใจที่จะรักษาความสำเร็จในอดีตถ้าเขารู้สึกว่ามันกำลังจะกลายเป็นสิ่งที่ฉุดรั้งอนาคต

สำหรับแฟนคลับของ Model S และ Model X ข่าวนี้คงสร้างความใจหายไม่น้อย เพราะเรากำลังจะได้เห็นหน้าสุดท้ายของหนังสือเล่มนี้ถูกปิดลง เพื่อที่จะเริ่มต้นเขียนหนังสือเล่มใหม่ที่ชื่อว่ายุคสมัยของหุ่นยนต์

ใครที่อยากเป็นเจ้าของรถรุ่นในตำนานทั้งสองรุ่นนี้ ตอนนี้อาจจะเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนที่มันจะกลายเป็นของสะสมที่หาซื้อไม่ได้อีกต่อไปจากโรงงานโดยตรง…

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของ Tesla ในครั้งนี้บอกเราว่า แม้แต่บริษัทที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก ก็ยังต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่เสมอ

การกอดความสำเร็จเดิมไว้อาจจะปลอดภัยในวันนี้ แต่อาจจะเป็นความเสี่ยงที่สุดในวันหน้า

โลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เราอาจจะไม่ได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทที่ชื่อว่า Tesla อีกต่อไป

แต่เราอาจจะเห็นหุ่นยนต์เดินเต็มถนนและทำงานอยู่ในบ้านของเราแทน

ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือการเดินทางครั้งใหม่นี้จะน่าตื่นเต้นไม่แพ้วันแรกที่ Model S วิ่งออกสู่ท้องถนนอย่างแน่นอน

เพราะสำหรับชายที่ชื่อ Elon Musk คำว่า “เป็นไปไม่ได้” ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่คำท้าทายที่รอให้เขาไปพิสูจน์เพียงเท่านั้นเอง…

References: [tesla, reuters, bloomberg, techcrunch, theverge]