ทำน้อย แต่ได้มาก : ปฏิวัติการทำงานจาก ‘งานด่วน’ สู่ ‘งานดี’ ด้วย Slow Productivity

ในโลกที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบและความคาดหวังที่สูงส่ง แนวคิด Slow Productivity ที่นำเสนอโดย Cal Newport อาจเป็นแนวคิดที่แหวกแนวสำหรับหลายคน แต่ก็เป็นแนวทางที่น่าสนใจอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างผลงานที่มีคุณภาพและมีความหมายในระยะยาว

Newport ชี้ให้เห็นว่าวิธีการทำงานแบบเดิมที่เน้นความเร่งรีบและการตอบสนองอย่างฉับพลันนั้นไม่เพียงแต่ไม่มีประสิทธิภาพ แต่ยังอาจส่งผลเสียต่อคุณภาพของงานและสุขภาพจิตของเราในระยะยาว

การตอบอีเมลและแชทงานอย่างรวดเร็วอาจนำไปสู่การสื่อสารที่มากเกินจำเป็น ในขณะที่การวิ่งจากการประชุมหนึ่งไปอีกการประชุมหนึ่งอาจทำให้เราไม่มีเวลาคิดและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

แนวคิดของ Newport เน้นย้ำความสำคัญของการชะลอความเร็วลงและให้เวลากับงานที่มีคุณค่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ทำงานโดยใช้สมองเป็นหลัก (knowledge worker) ซึ่งความสำเร็จมักขึ้นอยู่กับการโฟกัสที่ดีและความคิดสร้างสรรค์มากกว่าความวุ่นวายหรือการทำงานหนักแบบไร้ทิศทาง

หลักการสำคัญ 3 ประการของการเพิ่ม Productivity อย่างช้าๆ ได้แก่ การทำน้อยลง การให้ความสำคัญกับคุณภาพอย่างจริงจัง และการทำงานในจังหวะที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ได้ผ่านกลยุทธ์ต่างๆ ดังนี้

1. Create a Busy Buffer

เป็นวิธีการจัดการเวลาและทรัพยากรอย่างชาญฉลาด โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดภาระงานที่ไม่จำเป็นและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือกรณีของ Benjamin Franklin ที่จ้าง David Hall มาช่วยจัดการโรงพิมพ์ ซึ่งทำให้ Franklin มีเวลามากขึ้นในการโฟกัสกับงานสำคัญ จนสามารถสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่ในฐานะนักประดิษฐ์และบิดาผู้ก่อตั้งสหรัฐอเมริกา

สำหรับคนทั่วไปที่อาจไม่มีโอกาสจ้างผู้ช่วยเหมือน Franklin การมีรูปแบบของชั่วโมงทำงานที่ชัดเจน ก็เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการจัดการกับงานสื่อสารที่มักจะพุ่งเข้ามาหาเราตลอดทั้งวัน

โดยกำหนดเวลาที่แน่นอนในการตอบคำถามหรือแก้ไขปัญหาผ่านช่องทางต่างๆ เช่น Zoom, Slack หรือ Microsoft Teams วิธีนี้ช่วยลดการรบกวนในระหว่างวันและทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ การใช้รูปแบบของ reverse task list ก็เป็นอีกวิธีที่น่าสนใจ โดยเปิดเผยรายการสิ่งที่เราต้องทำให้ผู้อื่นเห็น ทำให้ผู้ที่สั่งงานต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนที่จะเพิ่มงานให้กับเรา และยังช่วยให้พวกเขาเห็นภาพรวมของงานที่เรากำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งอาจลดการสอบถามความคืบหน้าที่ไม่จำเป็น

2. Release the Pressure

การปลดปล่อยแรงกดดันเป็นแนวคิดที่สำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพ ตัวอย่างที่น่าสนใจคือกรณีของวง The Beatles ที่หลังจากประสบการณ์ทัวร์ที่เลวร้ายในปี 1966 พวกเขาตัดสินใจหยุดทัวร์และใช้เวลาในสตูดิโอเพื่อทดลองเสียงใหม่ๆ ผลลัพธ์คืออัลบั้ม “Sergeant Pepper’s Lonely Hearts Club Band” ที่กลายเป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ทรงอิทธิพลที่สุดในประวัติศาสตร์ดนตรีร็อก

บทเรียนสำคัญจากเรื่องนี้คือ การให้เวลากับตัวเองในการทดลอง ปรับปรุง และค้นหาแนวทางใหม่ๆ โดยไม่มีแรงกดดันจากกำหนดเวลาหรือความคาดหวังจากภายนอก อาจนำไปสู่การสร้างสรรค์ผลงานที่เหนือกว่าและมีความหมายมากกว่า

ในบริบทของการทำงานทั่วไป การปลดปล่อยแรงกดดันอาจหมายถึงการไม่รีบประกาศกำหนดการเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือโครงการใหม่จนกว่าจะมั่นใจว่าได้สร้างสิ่งที่มีคุณค่าจริงๆ หรือในกรณีของผู้ที่กำลังคิดจะเริ่มธุรกิจ อาจเป็นการทดลองและพัฒนาไอเดียในช่วงเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์ก่อนที่จะตัดสินใจลาออกจากงานประจำ

3. Risk Looking Lazy

แนวคิดนี้อาจขัดแย้งกับค่านิยมการทำงานหนักที่เราคุ้นเคย แต่มีตัวอย่างมากมายของบุคคลที่ประสบความสำเร็จที่ใช้วิธีการทำงานที่ดูเหมือน “ขี้เกียจ” ในสายตาคนทั่วไป เช่น John McPhee นักเขียนชื่อดังที่มักใช้เวลานอนมองท้องฟ้าหรือเดินเล่นในระหว่างวันทำงาน หรือ Lin-Manuel Miranda ผู้สร้างละครเพลง Hamilton ที่ชอบเดินเล่นแบบไร้จุดหมายในนิวยอร์กเพื่อหาแรงบันดาลใจ

การให้เวลากับตัวเองในการคิดอย่างลึกซึ้ง โดยไม่แคร์สายตาคนอื่น อาจเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างผลงานที่มีคุณภาพและเกิดความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริง แม้ว่าในระยะสั้นอาจดูเหมือนไม่มีผลงานที่เป็นรูปธรรม แต่ในระยะยาววิธีการนี้อาจนำไปสู่การสร้างผลงานที่ยิ่งใหญ่และทรงคุณค่าได้

การนำแนวคิดของ Slow Productivity มาปรับใช้ในชีวิตประจำวันอาจเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะในสังคมที่ให้คุณค่ากับความเร่งรีบและผลลัพธ์ที่รวดเร็ว

อย่างไรก็ตามการเริ่มต้นทีละเล็กทีละน้อย เช่น การกำหนดชั่วโมงทำงานสำหรับการตอบอีเมลและข้อความ หรือการให้เวลากับตัวเองในการคิดและทบทวนงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของเรา

ในท้ายที่สุด การเพิ่ม Productivity อย่างช้าๆไม่ได้หมายถึงการทำงานน้อยลงหรือไม่มีประสิทธิภาพ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนมุมมองและวิธีการทำงานเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่มีคุณภาพและมีความหมายในระยะยาว

การให้ความสำคัญกับคุณภาพมากกว่าปริมาณ และการทำงานในจังหวะที่เหมาะสมกับตัวเอง อาจเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความสำเร็จที่ยั่งยืนในยุคที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายเช่นนี้

การนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้อาจต้องอาศัยความกล้าและความมั่นใจ โดยเฉพาะในองค์กรหรือวัฒนธรรมที่ยังคงยึดติดกับวิธีการทำงานแบบเดิม แต่หากเราสามารถแสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์ที่ดีขึ้นในระยะยาว ก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในวงกว้างได้ การเริ่มต้นจากตัวเองและค่อยๆ ขยายแนวคิดนี้ไปสู่ทีมและองค์กร อาจเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน

ท้ายที่สุด การเพิ่ม Productivity อย่างช้าๆ ไม่ใช่เพียงเทคนิคการทำงาน แต่เป็นปรัชญาการใช้ชีวิตที่เน้นคุณภาพ ความหมาย และความยั่งยืน ในโลกที่เต็มไปด้วยสิ่งเร้าและความคาดหวังที่สูงส่ง การกล้าที่จะชะลอลงและให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง อาจเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างผลงานที่ทรงคุณค่าและมีความหมายในระยะยาวได้ในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม

References :
หนังสือ Slow Productivity: The Lost Art of Accomplishment Without Burnout โดย Cal Newport