ความน่าสนใจที่สุดของปรากฏการณ์ทางการเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นนโยบายของพรรคการเมืองที่ประกาศตัวชัดเจนว่าต้องการเข้ามาทลายทุนผูกขาด…
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่กำลังเป็นกระแสธารที่เชี่ยวกรากไปทั่วโลก เมื่อช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนมันถ่างกว้างขึ้นจนน่าตกใจ
วันนี้จะพาไปสำรวจโลกของทุนนิยมผ่าน 3 มุมมองที่แตกต่างกัน
จากชายชราผู้ท้าทายฝั่งตะวันตก จากพญามังกรแห่งโลกตะวันออก และจากคลื่นลูกใหม่ในประเทศไทย
ย้อนกลับไปมองที่สหรัฐอเมริกา ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นแบบของประชาธิปไตยและระบบทุนนิยมเสรี
ที่นั่นมีชายคนหนึ่งชื่อ Bernie Sanders สมาชิกวุฒิสภาผู้ที่เคยหาญกล้าลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคเดโมแครต
เขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “It’s OK To Be Angry about capitalism”
แค่ชื่อหนังสือก็บอกเล่าความอัดอั้นตันใจของคนจำนวนมากได้เป็นอย่างดี เพราะ Bernie Sanders พยายามจะสื่อสารว่า ความโกรธเกรี้ยวต่อระบบทุนนิยมในปัจจุบันนั้น เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
เขาชี้ให้เห็นความจริงที่น่าเจ็บปวดว่า ระบบทุนนิยมแบบผูกขาดที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภ มันกำลังกัดกินสังคมอเมริกาจนแทบจะควบคุมไม่ได้
ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความมั่งคั่งพุ่งสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จนเกิดคำถามสำคัญว่า เราจะยอมรับระเบียบเศรษฐกิจแบบนี้ต่อไปหรือ
ระเบียบที่อนุญาตให้มหาเศรษฐีเพียงหยิบมือเดียว สามารถควบคุมความมั่งคั่งมากกว่าคนส่วนใหญ่ของทั้งประเทศรวมกัน…
Bernie Sanders ไม่ได้ต่อสู้ด้วยมือเปล่า แต่เขาเลือกที่จะใช้วิธีการที่แตกต่างจากนักการเมืองทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
ในระบบการเมืองสหรัฐอเมริกา ปกติแล้วผู้สมัครจะต้องพึ่งพาเงินทุนจากกลุ่มทุนใหญ่ หรือที่เรียกว่า Super PAC ซึ่งเป็นกลุ่มอิทธิพลที่มีเงินทุนสนับสนุนแบบไม่จำกัด
แต่ Bernie Sanders เลือกที่จะปฏิเสธเงินเหล่านั้น
เขาสร้างโมเดลใหม่ด้วยการระดมทุนจากคนตัวเล็กตัวน้อย จากชนชั้นรากหญ้าที่เป็นฐานเสียงที่แท้จริง
ลองจินตนาการภาพตามว่า เงินสนับสนุนแคมเปญของเขามาจากครู พยาบาล พนักงานไปรษณีย์ เกษตรกร และพนักงานขายของ Amazon
มีผู้บริจาคมากกว่า 2 ล้านราย รวมยอดการบริจาคกว่า 10 ล้านครั้ง
แต่เชื่อไหมว่า ยอดเงินเฉลี่ยต่อครั้งอยู่ที่ประมาณ 18.5 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 600 กว่าบาทเท่านั้น
นี่คือการปฏิวัติรูปแบบการหาเงินทุนทางการเมืองที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมันพิสูจน์ว่าพลังของคนตัวเล็กๆ เมื่อรวมกันแล้วก็มหาศาลไม่แพ้กลุ่มทุนใหญ่
Bernie Sanders ใช้กลยุทธ์ป่าล้อมเมือง โดยอาศัยนวัตกรรมอย่าง Social Media ในการสื่อสารโดยตรงกับประชาชน
เขาไม่ต้องง้อสื่อกระแสหลักที่มีนายทุนใหญ่เป็นเจ้าของ แต่เลือกที่จะ Live สดและโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ
จนเขากลายเป็นนักการเมืองที่มีอิทธิพลในโลกออนไลน์สูงที่สุดคนหนึ่งในปี 2020 มีผู้ติดตามใน Twitter และ Facebook รวมกันหลายสิบล้านคน
แนวคิดของ Bernie Sanders นั้นชัดเจน เขาต้องการทลายทุนผูกขาดที่ครอบงำอเมริกาอยู่
ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมยา อุตสาหกรรมพลังงานเชื้อเพลิง หรือแม้แต่บริษัทเทคโนโลยีขนาดยักษ์
เขาต้องการผลักดันค่าแรงขั้นต่ำให้เป็น 15 ดอลลาร์สหรัฐต่อชั่วโมง
เขาต้องการผลักดันโครงการ Medicare for All เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงการรักษาพยาบาล
เขาต้องการให้รัฐบาลสามารถเจรจาราคายาได้ เพื่อไม่ให้บริษัทยายากดขี่ประชาชน
และที่สำคัญที่สุด เขาต้องการเก็บภาษีความมั่งคั่งจากเหล่ามหาเศรษฐี เพื่อนำมาลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
แต่โลกแห่งความจริงนั้นโหดร้าย แม้ว่าแคมเปญของเขาจะดูสมบูรณ์แบบและได้รับเสียงเชียร์มากแค่ไหน
สุดท้าย Bernie Sanders ก็พ่ายแพ้ให้กับ Joe Biden ในการชิงตัวแทนพรรคเดโมแครต
ความพ่ายแพ้นี้สะท้อนให้เห็นว่า โครงสร้างของระบบทุนนิยมและการเมืองแบบเก่าที่ผูกติดกับกลุ่มทุนใหญ่นั้น แข็งแกร่งเพียงใด
กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ย่อมไม่พอใจนโยบายที่สนับสนุนสหภาพแรงงาน หรือนโยบายที่จะมาเฉือนกำไรของพวกเขา
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Amazon ยักษ์ใหญ่ E-commerce ที่แทบจะผูกขาดตลาดในอเมริกา
พวกเขามีนโยบายที่กดขี่แรงงานและพยายามกีดกันทุกวิถีทางไม่ให้เกิดสหภาพแรงงานขึ้น เพื่อไม่ให้พนักงานมีอำนาจต่อรอง
เมื่ออำนาจเงินและอำนาจการเมืองเป็นเรื่องเดียวกัน การจะเปลี่ยนแปลงจากภายในระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก จึงเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญ…
ทีนี้ลองข้ามฟากมาดูที่ประเทศจีนกันบ้าง
แม้ระบอบการปกครองจะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่จีนก็เจอปัญหาทุนผูกขาดไม่ต่างจากที่อื่น
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เราได้เห็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการธุรกิจโลก นั่นคือการที่รัฐบาลจีนลุกขึ้นมาปราบปรามมหาเศรษฐีและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ
ไม่ว่าบริษัทนั้นจะใหญ่โตแค่ไหน หากเริ่มทำตัวเป็นทุนผูกขาดที่ท้าทายอำนาจรัฐ รัฐบาลจีนก็พร้อมที่จะจัดการทันที
กรณีที่โด่งดังที่สุดคงหนีไม่พ้น Jack Ma และบริษัทในเครืออย่าง Ant Group
เมื่อธุรกิจเริ่มขยายอิทธิพลจนเกือบจะผูกขาดระบบการเงินของประเทศ รัฐบาลจีนก็เข้ามาแทรกแซงและสั่งเบรกทันที
แนวคิดของจีนนั้นเรียบง่ายแต่เด็ดขาด ในอุดมคติของคอมมิวนิสต์ ความมั่งคั่งต้องถูกแบ่งปัน
พวกเขาไม่ต้องการให้เกิดภาพที่มีคนรวยล้นฟ้าเพียงไม่กี่คน ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังลำบาก
จีนมองเห็นบทเรียนจากโลกตะวันตก ที่ปล่อยให้ทุนนิยมสร้างความเหลื่อมล้ำจนสังคมบิดเบี้ยว
รัฐบาลจีนจึงเลือกที่จะตัดไฟแต่ต้นลม ใช้ดาบอาญาสิทธิ์ในการจัดระเบียบกลุ่มทุนเหล่านี้ให้อยู่ในร่องในรอย
แน่นอนว่าวิธีการนี้อาจดูรุนแรงในสายตาชาวโลก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันได้ผลในแง่ของการควบคุมไม่ให้เอกชนมีอำนาจเหนือรัฐ
จีนสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และเศรษฐกิจไปข้างหน้าได้อย่างรวดเร็ว ภายใต้การนำที่เข้มแข็ง
แต่จุดอ่อนของระบบนี้ก็มีอยู่ นั่นคือทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวผู้นำ
หากได้ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ ประเทศก็จะพุ่งทะยานไปข้างหน้าเหมือนที่จีนเป็นอยู่ในยุคของ สี จิ้นผิง
แต่หากผู้นำตัดสินใจผิดพลาด ผลกระทบก็จะรุนแรงและตรวจสอบได้ยากเช่นกัน…
กลับมามองที่ประเทศไทย กับปรากฏการณ์ของ พรรคประชาชน
สิ่งที่พรรคประชาชนพยายามนำเสนอ มีความคล้ายคลึงกับแนวคิดของ Bernie Sanders อย่างน่าประหลาด
นโยบายทลายทุนผูกขาด การปฏิรูปที่ดิน สุราก้าวหน้า หรือการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความพยายามที่จะกระจายดอกผลทางเศรษฐกิจให้ถึงมือคนตัวเล็กตัวน้อย
และเหมือนกับ Bernie Sanders พรรคประชาชนเองก็พยายามฉีกขนบการเมืองแบบเดิมๆ
พวกเขาไม่ได้พึ่งพาเงินทุนจากกลุ่มเจ้าสัว แต่เน้นการระดมทุนจากประชาชน การขายสินค้าที่ระลึก และการบริจาคภาษี
นี่คือจุดเริ่มต้นของการเป็นอิสระจากนายทุน เพื่อที่จะสามารถออกนโยบายที่ขัดใจกลุ่มทุนใหญ่ได้โดยไม่ต้องเกรงใจ
เราเห็นภาพคนหนุ่มสาว คนทำงาน และกลุ่มแรงงาน ออกมาสนับสนุนแนวทางนี้อย่างล้นหลาม
พวกเขาใช้ Social Media เป็นอาวุธสำคัญในการเผยแพร่อุดมการณ์ จนสามารถชนะการเลือกตั้งในปี 2566 ได้ในที่สุด (ตอนนั้นคือพรรคก้าวไกล)
แต่ชัยชนะในการเลือกตั้ง เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของสงครามที่แท้จริงเท่านั้น
เพราะการจะนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติจริง ไม่ใช่เรื่องง่าย
โครงสร้างอำนาจเก่าและกลุ่มทุนผูกขาดที่หยั่งรากลึกในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ย่อมไม่ยอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ง่ายๆ
เหมือนกับที่ Bernie Sanders เจอทางตันในพรรคเดโมแครต
เหมือนกับที่กลุ่มทุนในอเมริกาพร้อมจะเทเงินสนับสนุนใครก็ได้ ที่ไม่ใช่คนที่จ้องจะมาทุบหม้อข้าวตัวเอง
ความท้าทายของพรรคประชาชน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเป็นผู้นำในการจัดตั้งรัฐบาลจริงให้ได้เท่านั้น
แต่มันคือการต่อสู้ทางความคิดและโครงสร้างอำนาจ ที่ฝ่ายหนึ่งต้องการกระจายความมั่งคั่ง ในขณะที่อีกฝ่ายต้องการรักษาสถานะเดิมไว้
บทเรียนจาก Bernie Sanders สอนให้รู้ว่า แม้จะมีเจตนาที่ดีและมีมวลชนสนับสนุน แต่กำแพงของระบบทุนนิยมนั้นสูงลิ่วกว่าที่คิด
บทเรียนจากจีน สอนให้รู้ว่า การจัดการกับทุนผูกขาดต้องใช้อำนาจที่เด็ดขาด แต่นั่นก็มาพร้อมกับราคาที่ต้องจ่ายในรูปแบบอื่น
และสำหรับประเทศไทย เรากำลังยืนอยู่บนทางแพร่งที่สำคัญ
ระหว่างการปล่อยให้ทุนผูกขาดเติบโตต่อไปจนกินรวบทุกอย่าง หรือการพยายามรื้อโครงสร้างเพื่อให้คนตัวเล็กมีที่ยืน
ไม่มีใครรู้ว่าตอนจบของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร
แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ความตื่นตัวของผู้คนต่อเรื่องความเหลื่อมล้ำและทุนผูกขาด ได้ถูกจุดติดขึ้นแล้ว
และเมื่อไฟแห่งความสงสัยได้ถูกจุดขึ้น มันก็ยากที่จะดับลง…
References: หนังสือ “It’s OK To Be Angry about capitalism” โดย Bernie Sanders






