ถอดรหัส Corning จากหน้าจอ iPhone สู่ผู้ถือไพ่ใบสุดท้ายของสงคราม AI

หากเรามองย้อนกลับไปในหน้าประวัติศาสตร์โลก บริษัทที่มีอายุยืนยาวเกินกว่าศตวรรษมักจะมีภาพลักษณ์ที่ดูเชื่องช้าและล้าสมัย

แต่เชื่อไหมครับว่าท่ามกลางพายุลูกใหญ่ของเทคโนโลยี “AI” ที่กำลังซัดกระหน่ำโลกดิจิทัลอยู่ในตอนนี้

กลับมีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีอายุกว่า 175 ปี กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้คุมกฎคนสำคัญอย่างแบบเงียบ ๆ

บริษัทแห่งนี้ไม่ได้สร้างชิปประมวลผลที่ฉลาดล้ำเลิศ และไม่ได้สร้างโปรแกรมตอบโต้กับมนุษย์ที่น่าทึ่ง

แต่พวกเขาสร้างสิ่งที่พื้นฐานที่สุดอย่าง “แก้ว” บริษัทที่ว่านี้มีชื่อว่า Corning

ซึ่งชื่อนี้อาจจะคุ้นหูใครหลายคนในฐานะผู้ผลิตกระจกหน้าจอโทรศัพท์ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

แต่ในวันนี้ Corning กำลังเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นเส้นเลือดใหญ่ของโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก

พวกเขาเปลี่ยนวัสดุที่ดูแสนจะธรรมดาอย่างทรายและซิลิกาให้กลายเป็นเส้นใยขนาดจิ๋วที่นำพาข้อมูลไหลเวียนไปทั่วโลกด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ

ลองจินตนาการดูว่า ในช่วงปี 1851 ซึ่งเป็นยุคที่ผู้คนยังขี่ม้าและจุดตะเกียงน้ำมัน

Corning เริ่มต้นจากการเป็นโรงงานผลิตแก้วธรรมดาๆ จนกระทั่งวันหนึ่งในปี 1879

เมื่อ Thomas Edison กำลังเผชิญทางตันในการหาแก้วที่ทนความร้อนสูงเพื่อห่อหุ้มแสงสว่างจากหลอดไฟดวงแรกของโลก

ในตอนนั้น Corning คือผู้ที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ และนั่นเป็นครั้งแรกที่พวกเขาพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า แก้วไม่ใช่แค่ภาชนะใส่เครื่องดื่ม

แต่มันคือวัสดุที่สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของยุคสมัยได้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน…

กาลเวลาเดินทางมาถึงปี 2007 เมื่อโทรศัพท์ที่ชื่อว่า iPhone กำลังจะเปลี่ยนโลกไปตลอดกาล

Steve Jobs เดินเข้ามาหา Wendell Weeks ซึ่งเป็น CEO ของ Corning เพื่อขอสิ่งที่ดูจะเป็นไปไม่ได้ในตอนนั้น นั่นคือแก้วที่บางเฉียบแต่แข็งแกร่งอย่างมหาศาล

แม้ในตอนแรกฝ่ายผลิตจะส่ายหน้าและบอกว่าทำไม่ได้

แต่สุดท้ายความเชื่อของ Steve Jobs ก็ส่งต่อให้คนของ Corning กลายเป็นฮีโร่ผู้สร้าง Gorilla Glass ที่เราสัมผัสกันอยู่ทุกวัน และนี่คือตัวอย่างของการปรับตัวที่อยู่ในสายเลือดของบริษัทนี้มาโดยตลอด

แต่คำถามที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ในยุคที่ทุกคนกำลังพูดถึงแต่เรื่องซอฟต์แวร์และอัลกอริทึม

ทำไมบริษัทผลิตแก้วถึงกลายเป็นหนึ่งในผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสงคราม AI ครั้งนี้ได้?

คำตอบนั้นซ่อนอยู่ในสายเคเบิลที่ทอดยาวอยู่ในศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ทั่วโลก

ในขณะที่โลกตื่นเต้นกับความฉลาดของ ChatGPT หรือความสามารถของชิปจาก Nvidia

แต่เบื้องหลังที่ไม่มีใครพูดถึงคือข้อมูลมหาศาลที่ต้องวิ่งไปมาระหว่างชิปเหล่านั้น ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้วิ่งผ่านสายไฟฟ้าธรรมดาๆ อีกต่อไปแล้ว

การใช้สายทองแดงแบบเดิมเพื่อส่งข้อมูลในยุค Generative AI เริ่มเข้าสู่ขีดจำกัด

เพราะเมื่อข้อมูลไหลผ่านมากขึ้นเท่าไหร่ ความร้อนก็จะพุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว แถมยังต้องเสียพลังงานมหาศาลไปกับการระบายความร้อนเหล่านั้น…

นี่คือจุดที่เทคโนโลยี “Optical Fiber” หรือเส้นใยนำแสงเข้ามามีบทบาทสำคัญ

มันคือเส้นแก้วที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่าน้ำในมหาสมุทร ซึ่งถูกรีดจนบางยิ่งกว่าเส้นผมมนุษย์

ข้อมูลจะถูกเปลี่ยนเป็นลำแสงเลเซอร์แล้วพุ่งผ่านเส้นแก้วเหล่านี้ไปด้วยความเร็วแสง

สิ่งที่น่าทึ่งคือการส่งข้อมูลผ่านแสงนั้นใช้พลังงานน้อยกว่าการส่งผ่านไฟฟ้าถึง 20 เท่า

นี่จึงเป็นคำตอบว่าทำไมยักษ์ใหญ่คลาวด์อย่าง AWS หรือ Google ถึงต้องการใยแก้วนำแสงจาก Corning ในปริมาณที่มากเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

เมื่อไม่นานมานี้ Meta เพิ่งจะประกาศทำข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์มูลค่ากว่า 6,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อสั่งซื้อเส้นใยนำแสงจาก Corning ยาวหลายล้านไมล์ไปติดตั้งในศูนย์ข้อมูลของตัวเอง

เพราะพวกเขารู้ดีว่าหากไม่มีเส้นเลือดเหล่านี้ สมองกลที่พวกเขาสร้างขึ้นมาก็ไม่ต่างอะไรกับอัมพาต…

ลองคิดดูว่าในศูนย์ข้อมูลแห่งเดียวของ Meta ในอนาคต อาจจะต้องใช้เส้นใยนำแสงยาวถึง 8 ล้านไมล์

ซึ่งนั่นยาวพอที่จะพันรอบโลกได้มากกว่า 300 รอบเลยทีเดียว

และความต้องการที่พุ่งสูงขึ้นนี้เองที่ทำให้โรงงานใน North Carolina ต้องเดินเครื่องเต็มกำลังเพื่อขยายการผลิตให้ทัน

เพื่อตอบโจทย์นี้ Corning จึงได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่ชื่อว่า Contour ซึ่งเป็นสายเคเบิลที่ออกแบบมาเพื่อโลกของ AI โดยเฉพาะ

มันสามารถบรรจุเส้นใยแก้วได้นับพันเส้นในพื้นที่เพียงนิดเดียว แถมยังยืดหยุ่นจนสามารถเลี้ยวลดคดเคี้ยวไปตามเครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่อัดแน่นได้

ความมหัศจรรย์ของมันคือการเพิ่มขีดความสามารถในการส่งข้อมูลได้เป็นเท่าตัวในพื้นที่เท่าเดิม

ซึ่งเป็นสิ่งที่ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ต้องการมากที่สุด เพราะในโลกของดิจิทัล พื้นที่และความร้อนคือต้นทุนที่แพงหูฉี่…

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของ Corning ก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป

พวกเขาเคยผ่านบทเรียนอันแสนเจ็บปวดในยุคฟองสบู่ดอทคอมเมื่อปี 2000

ตอนนั้นหุ้นของบริษัทร่วงลงอย่างหนักเพราะการคาดการณ์ที่ผิดพลาดเกี่ยวกับความต้องการใช้อินเทอร์เน็ต

แต่ Wendell Weeks ยืนกรานที่จะรักษาธุรกิจใยแก้วนำแสงนี้ไว้ด้วยชีวิต แม้นักลงทุนจะกดดันให้ขายทิ้งเพียงใดก็ตาม

เขาเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งความเร็วแสงจะกลายเป็นสิ่งที่โลกขาดไม่ได้ และความอดทนในวันนั้นก็ได้กลายมาเป็นผลตอบแทนอันมหาศาลในวันนี้

ถึงตรงนี้เราอาจจะเริ่มมองเห็นภาพแล้วว่า Corning ไม่ได้เป็นแค่บริษัทผลิตแก้ว แต่พวกเขาคือนักพยากรณ์เทคโนโลยีที่มองไปข้างหน้าก่อนใครเสมอ

พวกเขาไม่ได้หยุดแค่การเชื่อมต่อระหว่างอาคาร แต่กำลังมองลึกลงไปถึงการเชื่อมต่อภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เลยทีเดียว

ในปัจจุบันชิปประมวลผลยังคงเชื่อมต่อกันด้วยสายทองแดงสั้นๆ ภายในเครื่อง

แต่ Corning เชื่อว่าในไม่ช้า “Photon” หรืออนุภาคแสงจะเข้าไปแทนที่ “Electron” แม้กระทั่งในแผงวงจรขนาดเล็กที่อยู่ตรงหน้าเรา

หากสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง ความต้องการใช้เส้นใยแก้วจะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว

และเมื่อถึงวันนั้น Corning ก็จะกลายเป็นเจ้าของสิทธิบัตรและเทคโนโลยีที่เป็นรากฐานของคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ทั้งหมดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…

นอกเหนือจากเรื่องของแสงและการสื่อสารแล้ว บริษัทยักษ์ใหญ่รายนี้ยังแผ่กิ่งก้านสาขาไปสู่อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์

โดยการนำความเชี่ยวชาญด้านวัสดุศาสตร์มาสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอก

การขยายธุรกิจที่หลากหลายนี้เองที่เป็นเกราะป้องกันชั้นดี หากวันหนึ่งกระแสของ AI เริ่มลดความร้อนแรงลง Corning ก็ยังมีธุรกิจอื่นๆ ทั้งหน้าจอโทรศัพท์ เครื่องครัว และอุปกรณ์การแพทย์ที่คอยประคับประคองให้บริษัทเดินต่อไปได้อย่างมั่นคง

บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากเรื่องราวของ Corning คือการไม่หยุดที่จะ “Reinvent” หรือปฏิวัติตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จากหลอดไฟ สู่โทรทัศน์ สู่สมาร์ทโฟน และมาถึงปัญญาประดิษฐ์ พวกเขาเลือกที่จะอยู่ในจุดที่เทคโนโลยีต้องการมากที่สุดเสมอ

ใครจะไปคิดว่าบริษัทที่เริ่มต้นจากยุคตื่นทอง จะกลายมาเป็นผู้ขุดทองในยุคดิจิทัลด้วยผลิตภัณฑ์ที่ดูเรียบง่ายที่สุดอย่างแก้ว

นี่คือเครื่องพิสูจน์ว่านวัตกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ไม่จำเป็นต้องซับซ้อน แต่ต้องเป็นสิ่งที่โลกขาดไม่ได้จริงๆ

เมื่อมองไปข้างหน้า อนาคตของ Corning ดูเหมือนจะสดใสราวกับแสงที่พุ่งผ่านเส้นใยแก้วของพวกเขาเอง

เพราะไม่ว่าใครจะสร้างซอฟต์แวร์ที่เก่งแค่ไหน สุดท้ายแล้วทุกคนก็ยังต้องพึ่งพาถนนสายแสงสว่างที่บริษัทผลิตแก้วอายุ 175 ปีแห่งนี้สร้างขึ้นมาอยู่ดี

หากเราสงสัยว่าก้าวต่อไปของโลกเทคโนโลยีจะเป็นอย่างไร บางทีคำตอบอาจไม่ได้อยู่ในห้องแล็บของบริษัทซอฟต์แวร์

แต่อาจซ่อนอยู่ในโรงงานหลอมแก้วอันร้อนระอุที่กำลังถักทอเส้นด้ายแห่งแสงเพื่อเชื่อมต่ออนาคตของพวกเราทุกคนเอาไว้ด้วยกัน…

References : [CNBC, Corning, Meta, Bloomberg, Reuters]