Blood Oil ตอนที่ 14 : The Future of Us

ในขณะที่ผู้นำทั่วโลกเพิ่งจะเข้าใจถึงความรุนแรงและความหายนะทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ในปี 2020 โมฮัมเหม็ดก็ยังรู้สึกไม่สบายใจกับเรื่องราวดราม่าภายในเครือราชวงศ์

ความผิดหวังกับราคาน้ำมันที่ตกต่ำ เพื่อให้บรรลุความฝันทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เขาต้องการเงินลงทุนมากกว่านี้หลายแสนล้านดอลลาร์ ไม่ใช่เพียงแค่ 25,600 ล้านดอลลาร์ ที่ได้รับจากการทำ IPO ของ Aramco

ราคาน้ำมันที่ตกลงไปต่ำกว่า 60 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าระดับที่เขาต้องการในการสร้างโครงการเมกะโปรเจ็กต์ทั้งหมดในคราวเดียวกัน

นั่นทำให้โมฮัมเหม็ดต้องตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบ 5 ปีในฐานะผู้ปกครองราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียแบบวันต่อวัน การพูดคุยกับรัสเซียจบด้วยความล้มเหลว เขาสั่งให้พี่ชายที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเพิ่มอุปทานเพื่อกดดันตลาด

เมื่อตลาดเปิดในวันจันทร์ถัดมา ราคาน้ำมันได้ลดลงมากกว่า 20% และยังลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ โมฮัมเหม็ดหวังว่าการกดดันราคา จะทำให้บริษัทบางแห่งในสหรัฐอเมริกาต้องออกจากธุรกิจ

แม้ว่าซาอุดิอาระเบียพึ่งพารายได้จากน้ำมันมากกว่าประเทศอื่นใดในโลก ในการแก้ปัญหาของโมฮัมเหม็ด เขาได้ใช้แหล่งเงินทุนของราชอาณาจักรไปอย่างมหาศาล

แต่มันเป็นการตัดสินใจอย่างกล้าหาญของโมฮัมเหม็ด เขาเดิมพันครั้งใหญ่กับความอยู่รอดของอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย บริษัท น้ำมันทุกแห่งทั่วโลกต่างสาปแช่งชื่อของเขาและประเทศต่าง ๆ อาจล้มละลายได้จากการกระทำของเขาเช่นเดียวกัน แต่ถ้ามันหมายถึงสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับอาณาจักรซาอุฯ มันก็คุ้มค่าที่จะเสี่ยง

โมฮัมเหม็ดเริ่มคิดว่าปี 2020 จะเป็นปีแห่งการฟื้นฟูตำแหน่งของเขาในโครงสร้างอำนาจโลก การละทิ้งสงครามเยเมน เรื่องอื้อฉาวคาชอกกี และข่าวร้ายๆ เกี่ยวกับการคุมขังเหล่าเครือญาติ จะต้องถึงเวลาเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่

เขากำลังวางแผนสำหรับการประชุม G-20 ในริยาด ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งจะทำให้ซาอุดิอาระเบียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอิทธิพลและเป็นประเทศที่มีอำนาจต่อโลกเราในอนาคต

ภายในราชอาณาจักรเองก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ บางส่วนของริยาด และเมืองใหญ่อื่น ๆ เริ่มมีลักษณะคล้ายกับดูไบมากขึ้น ผู้ชายปะปนกับผู้หญิง แทบจะไม่มีการสวมผ้าคลุมศรีษะในร้านอาหารและแหล่งชอปปิ้ง นักท่องเที่ยวเริ่มที่จะหลั่งไหลเข้ามาโดยได้รับแรงกระตุ้นจากคนดังใน Instragram ที่รัฐบาลซาอุดิอาระเบียจ่ายเพื่อทำการโปรโมตประเทศ

ในขณะเดียวกับกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ มีเป้าหมายที่จะตามล่าหา Deal ข้อตกลงใหญ่ ๆ ที่สามารถทำให้ซาอุดิอาระเบียกลับมาอยู่ในแผนการลงทุนได้ มีเงินลงทุนใหม่สำหรับการลงทุนที่มีรายละเอียดสูง เช่น การซื้อทีมฟุตบอลนิวคาสเซิลในประเทศอังกฤษ

เหล่านายธนาคารชื่อดังเริ่มกลับมาสนใจริยาด มีการพูดถึงการรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และเริ่มดึงดูการเข้ามาลงทุนในอาณาจักรเพิ่มมากขึ้น ที่สำคัญยังได้พิสูจน์ให้เหล่านักวิจารณ์มากมายเห็นว่า โมฮัมเหม็ด ไม่ใช่มือใหม่ทางด้านการเงินอีกต่อไป

มีมหาเศรษฐีคนหนึ่งที่เพิ่งได้ไปพบกับโมฮัมเหม็ด และเชื่อว่าตอนนี้เขาอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ผู้นำอย่างแท้จริง ซึ่งต่างจากช่วง 2-3 ปีแรก ที่เพิ่งเข้ามามีอำนาจ ที่ความรู้บางอย่างของเขายังตื้นเขินนัก

แม้แผนการหลาย ๆ อย่างของโมฮัมเหม็ดในปี 2020 จะต้องถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19

ไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ทำให้เศรษฐกิจโลกต้องหยุดชะงักเป็นเวลาหลายเดือน ในขณะที่ผู้คนหลายล้านคนต้องตกงาน หรือ หยุดงานเพื่อหยุดการแพร่ระบาดของไวรัส และไม่ให้ระบบการแพทย์ต้องล่มสลายลงไป

หลายสัปดาห์หลังจากสงครามน้ำมัน โมฮัมเหม็ดได้ผลักดันราคาให้ต่ำกว่า 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ใกล้เคียงกับระดับต่ำสุดในรอบสองทศวรรษ

เขาตกลงที่จะลดการผลิตอย่างรวดเร็วและรุนแรงหลังจากการสนทนากับ จาเร็ด คุชเนอร์ ซึ่งได้พูดคุยกับคู่ค้าจากรัสเซียที่แสดงความไม่เห็นด้วย สงครามน้ำมันครั้งนี้ได้ทำลายบริษัทอเมริกันในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจกำลังสั่นคลอนจากการแพร่ระบาด

แม้ว่าสงครามราคาน้ำมันครั้งนี้อาจทำให้ซาอุดิอาระเบียเสียเงินหลายพันล้านดอลลาร์ แต่อย่างน้อยโมฮัมเหม็ดก็สามารถมั่นใจได้ว่า การเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นการเตือนให้โลกรู้ว่าโมฮัมเหม็ดมีอำนาจเหนือตลาดโลกมากเพียงใดนั่นเองครับผม

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน จาก Blog Series ชุดนี้

ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องราวที่เราทุกคนควรที่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประเทศซาอุดิอาระเบียและการก้าวขึ้นมาสู่อำนาจของโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน

การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในประเทศที่แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ มากว่าหลายทศวรรษ ด้วยเศรษฐกิจที่แต่เดิมนั้น มีการพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว นี่คือตัวอย่างของการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนของประเทศหนึ่ง ที่พลิกประเทศด้วยการมีผู้นำที่เด็ดขาด เด็ดเดี่ยว และกล้าตัดสินใจทำอะไรใหม่ ๆ ให้กับประเทศ แบบที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน

และการได้เรียนรู้จากชายคนนี้ ทำให้เราสามารถทำความเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับชีวิตของชายคนนี้ ที่มีความน่าสนใจ การเติบโตมาแตกต่างจากเหล่าราชวงศ์คนอื่น ๆ ที่มักจะไปเติบโตซึมซับความรู้ความเข้าใจมาจากต่างประเทศ

แต่กลับกัน โมฮัมเหม็ด เป็นเพียงชายที่เติบโตมาในประเทศของเขา เรียนรู้ ซึมซับการใช้อำนาจผ่านบิดาของเขาอย่างกษัตริย์ซัลมาน มันคือความแตกต่าง เพราะหากใช้การปกครองรูปแบบเดิม ๆ มันก็คงจะได้ผลเหมือนเดิมแบบที่กษัตริย์อับดุลลาห์องค์ก่อนเคยพยายามจะทำ แต่ก็แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ กับประเทศ

ต้องบอกว่า โลกเรา มีเพียงผู้นำไม่กี่คนในโลก ที่มีทั้งอำนาจ เงินตรา และการตัดสินใจต่าง ๆ นั้นส่งผลกระทบรุนแรงต่อความเป็นอยู่ของคนทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เช่น น้ำมัน หรือ การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ของโลก เช่น เรื่องของเทคโนโลยี ที่ใช้เงินทุนของโมฮัมเหม็ดมาเปลี่ยนแปลงโลกเราให้มีชีวิตที่ดีขึ้นผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมามากมายทั่วโลก

Blog Series ชุดนี้ ทำให้เราได้เข้าใจ และเข้าถึง ผู้นำรุ่นเยาว์คนใหม่ ที่มีความทะเยอทะยานความกล้าหาญ ที่สุดคนหนึ่งของโลก และแน่นอนว่าชายผู้นี้จะมีมีบทบาทที่สำคัญต่อโลกเราในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า และโลกของเราจะพลิกโฉมหน้าไปแบบที่ไม่เคยใครคาดคิดมาก่อน ผ่านน้ำมือของชายคนนี้อย่างแน่นอนครับผม

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 : Prologue

รวม Blog Series ที่มีผู้อ่านมากที่สุด

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Blood Oil ตอนที่ 13 : Ruthless Saudi Leader

สำหรับเมืองใหญ่ที่เจริญรุ่งเรืองส่วนใหญ่นั้น การแข่งขัน Formula E ไม่ถือว่าเป็นงานใหญ่อะไรนัก แต่สำหรับริยาด ซึ่งความบันเทิงสาธารณะส่วนใหญ่ถูกห้ามมาเป็นเวลากว่าสี่ทศวรรษ การมาถึงของการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าที่มีการแข่งขันครั้งแรกในซาอุดิอาระเบียนั้น ถือเป็นการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดที่เมืองนี้เคยมีมา

มันเพิ่งผ่านไปเพียงแค่ 2 เดือน นับตั้งแต่การสังหารโหดคาชอกกี และโมฮัมเหม็ดต้องการแก้ไขภาพลักษณ์ด้วยงานมหกรรมการแข่งขันรถยนต์นานาชาติในครั้งนี้

กีฬาระหว่างประเทศเป็นหนึ่งในเสาหลักของการสร้างสรรค์สังคมและเศรษฐกิจใหม่ของอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย และที่สำคัญยานพาหนะแบบขับเคลื่อนโดยไฟฟ้านั้น ถือเป็นหนึ่งในแผนการที่สำคัญของเขา

โมฮัมเหม็ดจึงได้เล่นใหญ่ในการจัดงานใหญ่ครั้งแรกครั้งนี้ของริยาด เขาเชิญคนดังหลายสิบคนจากโลกบันเทิงและโลกธุรกิจ เช่น เอ็นริเก อิเกลเซียสมาเล่นคอนเสิร์ตเปิดงาน รวมถึงเวย์น รูนีย์นักฟุตบอลระดับซุปเปอร์สตาร์ชาวอังกฤษที่บินไปร่วมงานด้วยเช่นกัน

ส่วนเหล่านักธุรกิจนายธนาคารจากฝั่งตะวันตกนั้น ก็เริ่มลดน้อยลงหลังจากปัญหาของคาชออกี มีเพียงไม่กีรายที่ยอมที่จะออกหน้ามาเข้าร่วมงานกับโมฮัมเหม็ดในครั้งนี้

Andrew Liveris อดีต CEO ของ Dow Chemical , Norman Roule อดีตเจ้าหน้าที่ CIA , Tom Kaplan นักลงทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติชาวอเมริกัน , มหาเศรษฐีอย่าง คาร์ลา ดิเบลโล หรือ มาร์ติน สมิธ ผู้สื่อข่าวของ PBS Frontline ที่เข้ามาอยู่ใน Zone VIP เพื่อเข้าร่วมงานดังกล่าวพร้อมโมฮัมเหม็ด ซึ่งทุกคนต่างมีเหตุผลของตนเองที่จะรักษาความสัมพันธ์กับซาอุดิอาระเบีย

ต้องบอกว่าในสายตาโลกตะวันตกและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน การตอบสนองของรัฐบาลซาอุดิอาระเบียต่อการสังหาร คาชอกกี นั้นน่าผิดหวังเป็นอย่างมาก

เหล่าชายที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนร่วมในการฆาตรกรรมสุดโหด มีการพิจารณาคดีโดยไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ ต่อสาธารณะดังนั้นจึงมีข้อมูลเล็กน้อยเกี่ยวกับหลักฐานต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในคดีฆาตรกรรมประวัติศาสตร์ครั้งนี้

กษัตริย์ซัลมานเองก็ทำอะไรได้เพียงเล็กน้อย และเพื่อควบคุมนโยบายต่างประเทศที่แข็งกร้าวของโมฮัมเหม็ด อิบราฮัม อัล อัสซาฟ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งถูกขับอยู่ที่ The Ritz ในช่วงสั้น ๆ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่

ในเดือนมิถุนายน แอกเนส คัลลามาร์ด ผู้ตรวจสอบของสหประชาชาติได้เปิดเผยรายงานของเธอเกี่ยวกับการสังหารคาชอกกี โดยเธอเรียกมันว่า “การสั่งฆ่าโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน” มีรายละเอียดมากมายที่ดูเหมือนจะสร้างความเสียหายให้กับทีมที่สถานกงสุลของซาอุดิอาระเบีย ซึ่งมีการเรียก คาชอกกี ว่าเป็น “สัตว์บูชายัญ” ในบันทึกลับและพูดถึงการตัดเขาเป็นชิ้น ๆ เมื่อสิบสามนาทีก่อนที่เขาจะเข้าไปในสถานทูตเสียด้วยซ้ำ

แต่กระนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่โมฮัมเหม็ดเดินหน้าไปแล้วก็ยังถูกสานต่อ โมฮัมเหม็ดได้สั่งให้มีการทำ IPO กับ Aramco ในตลาดหลักทรัพย์ของซาอุดิอาระเบียแทน ในที่สุดเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ปี 2019 หุ้น Aramco ก็ได้ขึ้นสู่กระดานซื้อขายได้สำเร็จ

และส่วนใหญ่ก็เป็นเงินลงทุนที่มาจากนักลงทุนระดับภูมิภาคและในท้องถิ่นเกือบทั้งหมด ซึ่งบางคนต้องซื้อหุ้นหลังจากได้รับการกดดันจากราชสำนัก แต่ท้ายที่สุดรัฐบาลของโมฮัมเหม็ดก็สามารถระดมทุนได้ 25,600 ล้านดอลลาร์ ด้วยมูลค่ากิจการกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์ โมฮัมเหม็ดสามารถทำหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้สำเร็จ โดยไม่มีใครมาขัดขวางเขาได้

แม้จะมีข่าวที่น่าผิดหวังเกี่ยวกับการลงทุนของ SoftBank มูลค่า 45,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้เกิดฟองสบู่ในธุรกิจดอทคอม ที่กองทุนได้เทเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับหลากหลายบริษัทเช่น WeWork แอปพลิเคชั่นสำหรับสุนัข Wag และ บริษัทก่อสร้างอย่าง Katerra

จากนั้นในเดือนกันยายน ก็มีข่าวร้ายเพิ่มขึ้นอีก เมื่อโดรนและขีปนาวุธที่คาดว่าเป็นของกลุ่มกบฏฮูติในเยเมน ได้ระเบิดอุปกรณ์ชิ้นสำคัญที่โรงงาน Abqaiq ซึ่งเป็นโรงงานที่เป็นฐานที่มั่นสำคัญของซาอุดิอาระเบียเพื่อใช้ในการขนส่งน้ำมันไปทั่วโลก

เหตุโจมตี Abqaiq กับการป้องกันที่มีความเปราะบางของซาอุฯ
เหตุโจมตี Abqaiq กับการป้องกันที่มีความเปราะบางของซาอุฯ (CR:Intelyse)

มันเป็นเวลาหลายสิบปีที่รัฐบาลสหรัฐฯ เรียกร้องให้ ซาอุฯ ใช้เงินบางส่วนที่พวกเขาใช้ไปกับโครงการใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น King Abdullah Economic City และ NEOM ของ โมฮัมเหม็ด เพื่อปรับปรุงความปลอดภัยขั้นพื้นฐานสำหรับโครงสร้างพื้นฐานทางด้านน้ำมันของพวกเขา

Abqaiq และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญอื่น ๆ นั้นอยู่ในระยะขีปนาวุธของอิหร่าน ซึ่งอาจเป็นภัยคุกคามไม่เพียงแต่เสถียรภาพของซาอุดิอาระเบียเท่านั้น แต่เป็นภัยคุกคามต่อตลาดน้ำมันทั่วทั้งโลก

ต้องบอกว่ามันเป็นเรื่องที่แปลกมาก ๆ ท่อในอาคารและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญหลายแห่งของโรงงาน Abqaiq ในการแยกสิ่งสกปรกออกจากน้ำมันดิบนั้นยังไม่ได้ถูกทำลายหลังการโจมตีในครั้งนี้

แต่โมดูลสเฟียรอยด์หลายตัวที่มีลักษณะเหมือนโดมโลหะที่ถูกบีบและแยกก๊าซออกจากน้ำมันนั้นได้รับความเสียหายอย่างหนัก ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ชัดเจนสำหรับเจ้าหน้าที่จาก Aramco และรัฐบาลว่าผู้โจมตีต้องการอะไร

ด้วยเทคโนโลยีการทำแผนที่และการกำหนดเป้าหมายอย่างแม่นยำ พวกเขาเลือกโจมตีเฉพาะส่วนประกอบที่สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว ต้องบอกว่าการโจมตีครั้งนี้มันเป็นเพียงแค่คำเตือน ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอิหร่านสามารถทำอะไรได้บ้าง

ซึ่งนั่นคือสิ่งที่น่ากลัวมาก ๆ แม้อิหร่านจะมีเงินน้อยกว่าซาอุดิอาระเบียในการใช้จ่ายด้านการซื้ออาวุธ แต่การโจมตีครั้งนี้มันแสดงให้เห็นว่าเรื่องเงินไม่ได้สำคัญ แม้ซาอุฯ จะสามารถกลับมาผลิตน้ำมันได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ แต่นั่นคือความจงใจของอิหร่านที่จะสั่งสอนซาอุฯ เท่านั้น

สำหรับซาอุดิอาระเบียนั้น การโจมตีครั้งนี้ทำให้เกิดปัญหาใหญ่สองประการ ประการแรกแม้โมฮัมเหม็ดจะสามารถควบคุมอำนาจจากราชวงศ์ได้สำเร็จ แต่ระบบป้องกันประเทศยังคงระส่ำระส่าย ซาอุฯ มีขีปนาวุธแพทริออตที่จะยิงใส่โดรนได้ไม่ยากนัก แต่ไม่มีระบบใดที่กระทรวงกลาโหมจะสามารถนำไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว

ดูเหมือนระบบราชการที่เป็นกึ่งสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่ยังไม่มีคนสามารถตัดสินใจเรื่องใหญ่ ๆ อย่างการป้องกันประเทศที่สร้างความเสียหายขนาดนี้ได้อย่างรวดเร็วเพียงพอ

ปัญหาใหญ่อีกประการก็คือความเป็นพันธมิตรระหว่างซาอุดิอาระเบียกับสหรัฐฯ ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นเวลาหลายทศวรรษที่เจ้าหน้าที่อเมริกันมองว่าอาณาจักรซาอุฯ และอุตสาหกรรมน้ำมันมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของโลก

เจ้าหน้าที่ทางการทูต ทหาร และหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ได้พัฒนาความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับซาอุฯ และมุ่งมั่นที่จะปกป้องแหล่งน้ำมันเพื่อขจัดภัยคุกคามจากซัดดัม ฮุสเซนในทศวรรษที่ 1990

โครงสร้างการป้องกันประเทศที่ไม่มีความปะติดปะต่อ คือ เมื่อก่อนสหรัฐฯ เป็นผู้นำในการป้องกันซาอุดิอาระเบียให้ปลอดภัย

แต่สิ่งต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วระหว่างต้นปี 1990 ถึง 2019 ที่สหรัฐอเมริกาได้กลายมาเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2013 นั่นทำให้เศรษฐกิจอเมริกันไม่ได้พึ่งพาน้ำมันของซาอุดิอาระเบียอีกต่อไป

“นั่นเป็นการโจมตีซาอุดิอาระเบีย” ทรัมป์กล่าว “นั่นไม่ใช่การโจมตีเรา”

หากสหรัฐฯตัดสินใจที่จะดำเนินการใด ๆ กับอิหร่าน ทรัมป์ได้กล่าวเสริมว่า ซาอุดิอาระเบียต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยโดยเฉพาะเรื่องค่าใช้จ่าย ซึ่งในที่สุดทรัมป์ก็ส่งทหารไปยังภูมิภาคนี้และสหรัฐฯ ได้สังหารนาย Qassem Soleimani นายพลผู้ทรงอิทธิพลของอิหร่านในการโจมตีทางอากาศหลายเดือนต่อมา

เพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากการถูกโจมตีโรงน้ำมันที่ Abqaiq และเพียงหนึ่งปีหลังจากการฆาตรกรรมของ คาชอกกี และความโกลาหลทั่วโลกที่ตามมา

โมฮัมเหม็ดต้องการแสดงให้เห็นว่าซาอุดิอาระเบียยังคงสามารถดึงคนที่ร่ำรวยและมีอำนาจมากที่สุดในโลกได้ ซึ่งงาน “Red Sea Week” ซึ่งเป็นงานที่ได้รับเชิญเท่านั้นที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดนักลงทุนให้สร้างโรงแรมและโครงสร้างพื้นฐานในโครงการ NEOM

The Serene เรือซุปเปอร์ยอชต์ที่โมฮัมเหม็ดซื้อในปี 2015 ได้กลายมาเป็นสถานที่จัดงานรับดับ VIP ดังกล่าว ซึ่งมีผู้มีชื่อเสียงหลายคนไม่ว่าจะเป็น Fang Fenglei นักการเงินชาวจีนที่มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับผู้ปกครองพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศจีน

Mukesh Ambani ผู้ประกอบการที่บริหารบริษัทที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย รวมถึง Tahnoon bin Zayed ที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติอาบูดาบี ได้เข้ามาที่ The Serene และมาใช้เวลาพูดคุยเจรจากับโมฮัมเหม็ด

The Serene พระราชวังเคลื่อนที่ของโมฮัมเหม็ด
The Serene พระราชวังเคลื่อนที่ของโมฮัมเหม็ด (CR:yachtcharterfleet)

ต้องบอกว่า The Serene นั้นเป็นมากกว่าบ้านเคลื่อนที่ของโมฮัมเหม็ด เมื่อรวมกับกองเรือสนับสนุนแล้ว มันก็เปรียบดั่งอาคารพระราชวังที่ติดอาวุธลอยน้ำซึ่งเขาสามารถบริหารประเทศได้อย่างปลอดภัยจากผู้ก่อการร้ายอิสลามหรือผู้วางแผนทำการรัฐประหาร

เรือยอทช์เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับโมฮัมเหม็ดในขณะที่เขาพยายามดึงซาอุดิอาระเบียเข้าสู่ศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด

บ่ายวันหนึ่ง Masayoshi Son และ โมฮัมเหม็ด ออกเดินทางด้วยเรือเล็กไปยังแนวปะการังที่เก่าแก่และดำน้ำดูปะการังนานกว่าหนึ่งชั่วโมง นอกจากมาพักผ่อนแล้ว จุดประสงค์ของ Masayoshi ก็คือ การพยายามระดมทุนอีก 1 แสนล้านดอลลาร์

เขาต้องการเงินลงทุนของโมฮัมเหม็ดอีกครั้ง แม้ในขณะนั้นกองทุน Vision Fund ก้อนแรกกำลังเผชิญกับความผิดพลาดครั้งใหญ่ใน WeWork ซึ่งเป็นบริษัทให้เช่าสำนักงาน บริษัทสตาร์ทอัพ ที่กำลังเจอกับปัญหาร้ายแรง

หาก SoftBank ไม่เพิ่มทุนขึ้นเป็นสองเท่า การลงทุนครั้งนี้ที่เป็นครั้งแรกจากกองทุน Vision Fund ก็อาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานที่ไม่ดีของการลงทุนอื่น ๆ ในกองทุน

มาถึงตอนนี้ต้องบอกว่าในโลกเรามีนักธุรกิจอย่างโมฮัมเหม็ดอยู่ไม่มากนัก ผู้ที่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างไม่จำกัด และมีความสามารถในการตัดสินใจในไม่กี่วินาทีว่าจะทำอย่างไรกับมัน และพลังอำนาจที่จะเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ของโลกเราได้

แม้เขาจะดูเหมือนกับไร้ความปราณี กับการตัดสินใจในบางครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการปราบปรามการทุจริตครั้งใหญ่ที่ The Ritz หรือผลที่เกิดขึ้นจากการฆาตกรรมของคาชอกกี

แต่เขาก็ได้กลายเป็นบุคคลที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา ความสัมพันธ์ของเขากับประธานาธิบดี ทรัมป์นั้นยังดีอยู่ เพราะสิ่งที่สำคัญคือวิธีที่เงินของซาอุดิอาระเบียเชื่อมโยงกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐฯ ผ่านทาง Blackstone และบริษัทเทคโนโลยีอย่าง Vision Fund ของ SoftBank

โมฮัมเหม็ดเป็นเจ้าชายที่แทบจะไม่มีใครรู้จักเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ปี 2015 เขาเพิ่งจะขึ้นมามีอำนาจ ปี 2016 กับการเปิดวิสัยทัศน์เพื่อปฏิรูปประเทศ ปี 2017 ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ปี 2018 กับการขยายไปทั่วโลกและผลกระทบจากการฆาตรกรรมคาชอกกี และ ปี 2019 ได้กลายเป็นปีแห่งการหาพันธมิตรใหม่และมุ่งไปข้างหน้าอีกครั้ง

ต้องบอกว่าเมื่อมาถึงตอนนี้ เขาเป็นเจ้าชายคนเดียวที่มีอำนาจและเงินตรามากกว่าเจ้าชายคนใดในโลกนี้ เขาได้กลายมาเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของเศรษฐกิจโลก การควบคุมราคาน้ำมัน หรือ การจ่ายเงินหลายพันล้านดอลลาร์ให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ทำให้พวกเขาสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวไปนั้น ล้วนแล้วแต่สามารถที่จะเสกมันได้ดั่งเวทมนต์จากเจ้าชายที่ชื่อ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน นั่นเองครับผม

ตอนหน้าจะเป็นตอนสุดท้ายของ Blog Series ชุดนี้แล้วนะครับ อย่าลืมติดตามบทสรุปของเรื่องราวทั้งหมด และ อนาคตข้างหน้าของโลกเราที่อยู่ในกำมือของหนึ่งในบุคคลที่มีพลังอำนาจอันล้นเหลืออย่างโมฮัมเหม็ด บทสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร อย่าลืมติดตามต่อในตอนจบของ Sereis ชุด Blood Oil : The Rise to Power of Mohammed Bin Salman กันนะครับผม

–> อ่านตอนที่ 14 : The Future of Us (ตอนจบ)

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Blood Oil ตอนที่ 12 : Saudi Royals Fall

ภายในทำเนียบประธานาธิบดี แอร์โดอัน เหล่าเจ้าหน้าที่กำลังตกตะลึง ขณะกำลังฟังบรรยาสรุปจากหน่วยงานความมั่นคงของตุรกี ซึ่งจากการตรวจสอบบันทึกเบื้องต้นจากอุปกรณ์ดักฟัง ที่แอบไว้ในสถานทูตก่อนที่จะเกิดเหตุกับ คาชอกกี มันมีหลักฐานที่บอกว่าการฆาตกรรมสยดสยองครั้งนี้มันได้ถูกวางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว

หนึ่งชั่วโมงก่อนการสังหาร ผู้เชี่ยวชาญด้านซากศพ อธิบายในแง่วัตถุประสงค์อย่างชัดเจนว่าการหั่นศพของ คาชอกกี เป็นชิ้น ๆ นั้นยากเพียงใด จากนั้นมีการอ้างอิงถึง “สัตว์บูชายัน” และเสียงที่ดังขึ้นของผู้ชายที่หั่นร่างกาย คาชอกกี ทันที หลังจากเขาถูกฆ่า

ประธานาธิบดี แอร์โดอัน ตะโกนลั่น “นี่มันเป็นเรื่องเลวร้ายมาก ๆ มันเป็นการดูหมิ่นพระเจ้าชัด ๆ” คาชอกกี ไม่ได้เป็นเพียงแค่นักข่าวต่างชาติทั่วไปที่ถูกฆ่าในตุรกี แอร์โดอัน ได้พบเขาเป็นการส่วนตัวหลายครั้ง และปรึกษาเขาเกี่ยวกับการพัฒนาของประเทศซาอุดิอาระเบียและเรื่องราวของโลกอาหรับเชิงลึก

หลังจากได้รับข้อมูลทั้งหมด ประธานาธิบดี แอร์โดอัน เริ่มที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสังหาร คาชอกกี ต่อสาธารณะ และส่งสัญญาณชัดเจนว่ากษัตริย์ซัลมานจำเป็นต้องส่งทูตของราชวงศ์เพื่อมาหารือเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว

แอร์โดอัน เห็นว่านี่เป็นโอกาสที่จะได้พบกับโมฮัมเหม็ด และ จุดยืนที่เป็นปฏิปักษ์ต่อตุรกี และอาจโน้มน้าวให้กษัตริย์ซัลมานลดทอนอำนาจของโมฮัมเหม็ดลง

ในตอนแรกฝั่งซาอุฯ เอง ก็ไม่ทราบว่าทางฝั่งตุรกีมีข้อมูลเกี่ยวกับการฆาตรกรรมดังกล่าวมากเพียงใด แทนที่จะรีบเดินทางไปตุรกี ทีมงานของโมฮัมเหม็ดปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นใด ๆ เกี่ยวกับการสังหาร

ในคืนที่เกิดเหตุ โมฮัมเหม็ด ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวบลูมเบิร์กซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับแผนทางด้านเศรษฐกิจ ผู้สื่อข่าวได้ยิงคำถามเกี่ยวกับ คาชอกกี

“เราได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น” โมฮัมเหม็ดบอกกับนักข่าวด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย

คาลิดน้องชายของโมฮัมเหม็ดที่เป็นทูตประจำสหรัฐฯ ทวีต ว่า “ผมขอรับรองกับคุณว่า ผู้สื่อข่าวที่รายงานเรื่อง คาชอกกี ได้หายตัวไปในสถานกงสุลในอิสตันบูล หรือ มีเจ้าหน้าที่จากซาอุดิอาระเบียควบคุมตัวเขาหรือสังหารเขานั้นเป็นเรื่องเท็จอย่างแน่นอน”

เมื่อได้ยินคำปฏิเสธอย่างหนักแน่นจากฝั่งซาอุดิอาระเบีย แอร์โดอัน ได้ส่งรายละเอียดต่าง ๆ ของหลักฐานที่เขามีไปยังสื่อมวลชนทันที รวมถึงเปิดเผยสิ่งที่น่าทึ่ง ที่สมาชิกคนหนึ่งของทีมสังหารนำเลื่อยซึ่งเป็นหนึ่งในอาวุธหั่นศพเข้ามาในประเทศเมื่อเขาลงจากเครื่องบินเจ็ตของโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน

นั่นเองที่ทำให้โมฮัมเหม็ด ถูกตั้งฉายาว่า “Mister Bone Saw” ต้องบอกว่าการที่รัฐบาลจะสังหารผู้คัดค้านนั้นก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้การฆาตกรรม คาชอกกี กลายเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกสนใจ ก็คือ รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการฆาตรกรรม ความโหดเหี้ยมของนักฆ่า ที่หั่นร่าง คาชอกกี ออกเป็นชิ้น ๆ เหมือนคนขายเนื้อ

ต่อมาโมฮัมเหม็ดก็ออกมาตอบโต้อย่างดุเดือด เขาได้ยกตัวอย่างเกี่ยวกับการที่ประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดใส่พลเรือนทั่วตะวันออกกลางมานานหลายทศวรรษ ทำไมพวกเขาถึงไม่ถูกประนามบ้าง

แม้จะออกมาพูดจากระทบกระทั่งไปยังสหรัฐฯ แต่ดูเหมือนด้วยความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับทางฝั่งทำเนียบขาว และเงินลงทุนจำนวนมหศาลของ โมฮัมเหม็ดที่สหรัฐอเมริกา นั่นทำให้ทรัมป์ใช้เวลาหลายวันในการแสดงความคิดเห็นในเรื่องการถูกฆาตกรรมของคาชอกกี ที่ดูเหมือนจะช่วยปกป้องโมฮัมเหม็ด

ไม่กี่วันต่อมา Washington Post ได้ตีพิมพ์คอลัมน์สุดท้ายของ คาชอกกี ภายใต้หัวข้อ “What the Arab World Needs Most Is Free Expression” มันชี้ให้เห็นว่า รัฐมีอิทธิพลเหนือจิตใจของประชาชนในโลกอาหรับอย่างไร แต่ก็ยังยกย่องว่ารัฐบาลกาตาร์สนับสนุนการรายงานข่าวระหว่างประเทศอย่างไร

สำหรับผู้อ่านชาวตะวันตกที่รู้สึกโกรธแค้นจากการฆาตรกรรม คาชอกกี รู้สึกเหมือนเป็นบทความที่สมบูรณ์แบบจากนักข่าว แต่เหล่าผู้ชมชาวซาอุดิอาระเบียหลายคนเห็นว่า มันเป็นข้อพิสูจน์ว่า คาชอกกี กำลังทำงานกับศัตรูของประเทศอย่างชัดเจน

มีการแถลงแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งจากกระทรวงการต่างประเทศของซาอุดิอาระเบีย กษัตริย์ซัลมานและโมฮัมเหม็ดไปพบกับ ซาลาห์ คาชอกกี บุตรชายของคาชอกกีในริยาด

กษัตริย์ซัลมาน สั่งการให้มีการปฏิรูปเครื่องมือข่าวกรองและเปลี่ยนแปลงเพื่อให้แน่ใจว่าการดำเนินงานทั้งหมดจะเป็นไปตามสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชน และกฏหมายระหว่างประเทศ

โมฮัมเหม็ดได้รับเลือกให้เป็นประธานในความพยายามในการปฏิรูปดังกล่าว และ DynCorp ซึ่งเป็นบริษัทในสหรัฐฯ ได้ส่งทีมที่ปรึกษาเพื่อช่วยซาอุดิอาระเบียในการปรับปรุงขีดความสามารถด้านข่าวกรอง

เป็นเวลาหลายสัปดาห์ที่นักการเมืองต่างชาติ นักธุรกิจ และนายธนาคารที่เป็นพันธมิตรกับโมฮัมเหม็ดเริ่มทำตัวเหินห่างเขาทันทีหลังข่าวฆาตรกรรมคาชอกกี

Ari Emanuel แห่งฮอลลีวูดยกเลิกการลงทุน 400 ล้านดอลลาร์ ที่เขาทำงานอย่างหนักเพื่อให้ได้มาจากกองทุนของโมฮัมเหม็ด โดยให้คำมั่นว่าจะคืนเงินและเลิกยุ่งเกี่ยวกับโมฮัมเหม็ด

Richard Branson ได้ถอนข้อตกลงมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์กับซาอุดิอาระเบีย สำหรับ บริษัทท่องเที่ยวในอวกาศของเขา แต่โดยส่วนตัว Branson ยังติดต่อกับโมฮัมเหม็ด เขาให้คำปรึกษาเจ้าชายว่าจะแก้ไขความเสียหายในสายตาของโลกตะวันตกอย่างไร โดยเริ่มจากการปล่อยตัวนักเคลื่อนไหวสตรีบางคนที่ถูกจองจำในคุก

Branson ยกเลิกการลงทุนมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ในบริษัทท่องเที่ยวอวกาศ
Branson ยกเลิกการลงทุนมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ในบริษัทท่องเที่ยวอวกาศ

ผู้นำทางธุรกิจคนอื่น ๆ ก็มีแนวทางที่คล้าย ๆ กัน Masayoshi Son แห่ง SoftBank ซึ่งเป็นผู้จัดการกองทุน Vision Fund หลีกเลี่ยงการประชุมโดยตรงกับโมฮัมเหม็ด แต่ก็ยังเดินทางไปซาอุดิอาระเบีย ผู้บริหารคนอื่น ๆ ของกองทุนก็หลีกเลี่ยงการพบกับโมฮัมเหม็ดเช่นเดียวกัน

แต่สำหรับบางคนความสัมพันธ์รวมถึงเงินลงทุนจำนวนมหาศาลจากกองทุนจากซาอุดิอาระเบียมันมีค่าเกินกว่าจะตัดสัมพันธ์ด้วยคดีฆาตรกรรมคาชอกกีเพียงอย่างเดียว

Bloomberg LP เดินหน้าร่วมทุนกับ บริษัทสื่อของตระกูล Salman Jay Penske ซึ่งเป็นบริษัทเจ้าของนิตยสาร โรลลิงสโตน โดยเดินหน้าด้วยเงินลงทุน 200 ล้านดอลลาร์จากกองทุนของซาอุฯ

ผู้จัดการกองทุนเฮดจ์ฟันด์ชาวอเมริกันชื่อ จอห์น เบอร์แบงก์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างตรงไปตรงมาว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นกับ คาชอกกี ทั้งหมดนี้แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลย” เขากล่าว “มันมีความหมายน้อยกว่าการเปิดเสรีครั้งใหญ่ที่สุด ที่เกิดขึ้นในอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย”

เมื่อพูดถึงการลงทุนในซาอุดิอาระเบีย เขากล่าวเสริมว่า “ชีวิตของคน ๆ หนึ่งมันไม่ได้สำคัญ ยกเว้นแต่จะเป็นชีวิตของ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน สำหรับ คาชอกกี มันไม่สำคัญเลย”

ในขณะที่โลกการเงินกำลังก้าวผ่านความกังวล หน่วยข่าวกรองและเจ้าหน้าที่ขององค์การสหประชาชาติที่สอบสวนการฆาตกรรมที่พยายามค้นหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับ คาชอกกี ในอิสตันบูล

ซึ่งภายในไม่กี่สัปดาห์ CIA กล่าวว่า โมฮัมเหม็ด ได้ส่งข้อความไปยัง คาห์ตานี อย่างน้อยสิบเอ็ดข้อความในช่วงเวลาของการสังหาร และสองเดือนก่อนการสังหาร CIA พบว่า โมฮัมเหม็ดได้บอกกับคนใกล้ชิดว่าหากเขาไม่สามารถโน้มน้าวให้ คาชอกกี กลับมาที่ซาอุฯ ได้ อาจจะต้องทำบางอย่างนอกซาอุดิอาระเบีย

รัฐบาลซาอุฯ ได้ประกาศเรียกร้องค่าเสียหายจากกลุ่มผู้ก่อการทั้ง 11 คน แม้ว่า คาห์ตานี จะไม่ได้เป็นหนึ่งในนั้นก็ตาม เขายังแสดงตัวอยู่รอง ๆ ราชสำนัก แม้ว่าเขาจะโดนโทษจากกระทรวงการคลังสหรัฐฯก็ตามที

ในขณะเดียวกันฝั่งตุรกี แอร์โดอัน ก็ใช้หลักฐานทั้งหมดที่พวกเขามี เพื่อกดดันซาอุดิอาระเบีย โดยหวังว่า กษัตริย์ซัลมานจะลดทอนอำนาจบางส่วนของโมฮัมเหม็ดและมอบความรับผิดชอบด้านนโยบายต่างประเทศให้กับคนอื่น

ผู้นำตุรกีให้ความช่วยเหลือในการสอบสวนของแอกเนส คัลลามาร์ด นักวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนชาวฝรั่งเศสที่ร่วมกับมหาวิทยาลัยโคลัมเบียซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รายงานพิเศษของสหประชาชาติในการสืบสวนคดีฆาตรกรรมของคาชอกกี

 คัลลามาร์ด ตัวแทนจากสหประชาชาติเข้ามาสอบสวนในคดีดังกล่าว
คัลลามาร์ด ตัวแทนจากสหประชาชาติเข้ามาสอบสวนในคดีดังกล่าว (CR:pri.org)

ไม่กี่เดือนหลังจากการฆาตกรรมคาชอกกี คัลลามาร์ดและทีมงานได้บินไปตุรกี การเดินทางไปรอบ ๆ เมืองอังการาของตุรกี เธอและทีมงานของเธอสังเกตได้อย่างชัดเจนว่าถูกติดตามโดยเจ้าหน้าที่ข่าวกรองของตุรกี แม้แต่กระทั่งในร้านกาแฟ

โดยเทปเสียงหลักฐานได้ถูกนำมาตีความโดยคาลามาร์ดและทีมงาน โดยได้ตั้งสมมติฐานว่า แผนการเริ่มต้นของ ซาอุฯ อาจจะเป็นการลักพาตัวคาชอกกี เท่านั้น แต่ในช่วงสองวันก่อนที่เขาจะไปสถานทูต ทีมงานตระหนักว่ามันอาจจะเป็นเรื่องยากเกินไปและตัดสินใจลงมือฆ่าแทน

ซึ่งทีมงานที่ได้ตรวจสอบเทปเสียงได้ยินเสียงของ คาชอกกี ที่กำลังหวาดผวาอย่างหนักในวาระสุดท้ายของชีวิต แม้เทปดังกล่าวจะมีการบันทึกจากทางการตุรกีไว้ถึง 7 ชั่วโมง แต่ทีมงานของคามาลาร์ด เล่นได้เพียงแค่ 45 นาทีเท่านั้น

“ตราบใดที่เทปยังไม่ถูกปล่อยออกมา ก็จะมีคำถามกับเรื่องคาชอกกีตลอดไป” หนึ่งในทีมงานที่ได้เข้าไปตรวจสอบเทป กล่าว

มันชัดเจนว่าพลังอำนาจของรัฐบาลซาอุดิอาระเบียนั้น มีผลเรื่องดังกล่าว และการที่ทางการสหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะจัดทำเอกสารข่าวกรองจากคดีดังกล่าวออกสู่สาธารณะชน นั่นก็ทำให้เรื่องราวทั้งหมดถูกปกปิดไว้จนถึงวันนี้นั่นเองครับผม

ต้องบอว่าเรื่องราวสุดโหดของการสังหารคาชอกกี ในครั้งนี้นั้น มันได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราชวงศ์ ซาอุดิอาระเบีย รวมถึงตัวโมฮัมเหม็ดเอง ภาพลักษณ์ที่เขาได้สร้างมาหลายปี ได้ถูกทำลายด้วยการเดินเกมพลาดเพียงแค่ครั้งเดียว จะเกิดอะไรขึ้นต่อกับหนึ่งในชายผู้มีอำนาจมากที่สุดของโลก โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

–> อ่านตอนที่ 13 : Ruthless Saudi Leader

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Blood Oil ตอนที่ 11 : Cold Blood

ในขณะที่จามาล คาชอกกี เดินทางมาถึงอิสตันบูลในช่วงก่อนตี 4 ทีมสังหารจากซาอุดิอาระเบีย ทั้งสิบห้าคนก็ได้เข้ามาเตรียมตัวพร้อมที่จะปฏิบัติการครั้งสำคัญแล้ว

คาชอกกี เดินผ่านด่านศุลกากรไปยังอพาร์ทเมนต์ใหม่ของเขาใน Zeytinburnu สำหรับสาเหุตที่เขาต้องเดินทางมาตุรกี ก็เพื่อดำเนินการในเรื่องสมรสกับคู่หมั้น Hatice Cengiz ซึ่งต้องบอกว่ามันเป็นวันที่ยิ่งใหญ่สำหรับคู่รักข้าวใหม่ปลามัน

หลังจากความชอกช้ำสองปีในการออกมาวิจารณ์โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน คาชอกกี รู้สึกโดดเดี่ยวหลังจากการหย่าร้างครั้งล่าสุด และรู้สึกเหินห่างจากลูก ๆ ของเขาที่ซาอุดิอาระเบีย

การเดินทางมาที่อิสตันบูล มันเป็นช่วงเวลาเติมความสุขให้กับตัวเขามากขึ้น หลังจากใช้เวลาหลายเดือนที่วอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งเขาสร้างชื่อให้ตัวเองด้วยการออกมาเปิดหน้าวิจารณ์โมฮัมเหม็ดแบบไม่เกรงกลัวใคร

ในวัยห้าสิบเก้าปี เขาเคยแต่งงานมาแล้วอย่างน้อยสามครั้ง ซึ่งบางครั้งก็ปฏิบัติตามประเพณีของซาอุดิอาระเบียที่แต่งงานกับผู้หญิงมากกว่าหนึ่งคนพร้อมกัน แต่ตอนนี้เขากำลังเริ่มต้นใหม่กับ Hatice ในวัยสามสิบหกปี

หลังจากรับประทานอาหารเช้า แผนของเขาก็คือ ไปที่สถานกงสุลซาอุดิอาระเบียเพื่อรับเอกสารที่พิสูจน์ว่าเขาหย่าร้างและไม่มีภรรยาคนอื่น ซึ่งเป็นข้อตกลงเบื้องต้นกับพ่อของ Hatice และเจ้าหน้าที่ทางการตุรกีก่อนที่พวกเขาจะแต่งงานกันอย่างถูกต้องตามกฏหมาย

คาชอกกีได้เข้าไปที่สถานกงสุลเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนหน้านี้ด้วยความกังวลใจ แต่เขาแปลกใจอย่างมากที่เจ้าหน้าที่แสดงท่าทีที่เป็นมิตรกับเขาและช่วยเหลือเขาอย่างดี แม้เขาจะออกมาวิจารณ์โมฮัมเหม็ดอย่างรุนแรงผ่านสื่อตะวันตกก็ตาม

เจ้าหน้าที่กงสุลได้บอกกับคาชอกกีว่าจะใช้เวลาสองสามวันในการเตรียมเอกสารและติดต่อประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่กรุงริยาด ซึ่งแน่นอนว่ามันก็ได้ส่งสัญญาณโดยตรงไปยังสำนักงานข่าวกรองที่ริยาด ที่หวังจะปิดปากคาชอกกี

เมื่อคาชอกกีได้เดินทางไปยังสถานกงสุลอีกครั้งตามนัดหมาย ด้วยบรรยากาศที่ค่อนข้างเงียบสงบ เขาค่อนข้างระมัดระวังตัวเพราะรู้ตัวดีว่าตกเป็นเป้าหมายที่สำคัญของรัฐซาอุดิอาระเบียที่ต้องการกำจัดเขา

และที่สำคัญเขารู้ดีว่าการรักษาความปลอดภัยในโลกไซเบอร์นั้นมีปัญหา เพื่อนของเขาถูกแฮ็คโดยมัลแวร์ที่ส่งมาในรูปแบบลิงก์ซ้ำ ๆ โทรศัพท์สองเครื่องของเขาซึ่งใช้สื่อสารกับนักข่าวจากทั่วโลก ซึ่งมีข้อมูลลับมากมายได้หลุดออกไป

เขาจึงได้ส่งโทรศัพท์ไปให้กับ Hatice คู่หมั้น โดยบอกว่าจะกลับออกมาในอีกครึ่งชั่วโมง ถ้าเขาไม่ออกมา เขาสั่งให้เธอโทรหายาซินเพื่อนของเขาทันที

ยาซิน ฮัคเทย์ นักการเมืองตุรกีที่มีความใกล้ชิดกับประธานาธิบดี เรเจป ทายยิป แอร์โดอัน และเป็นเพื่อนที่สนิทกับคาชอกกี ตั้งแต่ช่วงอาหรับสปริง

ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นว่า คาชอกกี เดินเข้าไปในอาคารสถานกงสุลอย่างใจเย็น โดยสวมเสื้อเบลเซอร์สีเข้มและกางเกงขายาวสีเทา

ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นคาชอกกี ที่เดินทางเข้าไปอย่างใจเย็น
ภาพจากกล้องวงจรปิดแสดงให้เห็นคาชอกกี ที่เดินทางเข้าไปอย่างใจเย็น (CR: The Indian Express)

ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา คาชอกกี ได้เปลี่ยนจากผู้มีอิทธิพลที่สนับสนุนราชวงศ์ไปสู่ภัยคุกคามความมั่นคงของชาติในสายตาของราชสำนัก การเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ คาชอกกี พูดหรือเขียนไว้ในคอลัมน์ของเขาใน Washington Post

แต่ความสัมพันธ์ของคาชอกกีกับนักการเมืองตุรกีที่มีความใกล้ชิดกับประธานาธิบดี แอร์โดอัน เป็นหลักฐานให้โมฮัมเหม็ดมองว่า คาชอกกี กำลังทำงานร่วมกับอำนาจต่างประเทศเพื่อบ่อนทำลายซาอุดิอาระเบีย

และพันธมิตรที่ใกล้ชิดกับ คาชอกกี ที่เป็นปัญหาคนสำคัญคือ Maggie Mitchell Salem ซึ่งทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารของ Qatar Foundation International และช่วยคาชอกกีในการเขียนและแก้ไขข้อมูลในคอลัมน์ที่เขาเขียนในหนังสือพิมพ์ Washington Post ทำให้เขาถูกมองว่าทรยศชาติด้วยการไปทำงานให้กับศัตรูของประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขา

มีรายงานข่าวว่าคาชอกกี กำลังร่วมก่อตั้งกลุ่มใหม่ Democracy for Arab World Now หรือ DAWN ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่ยั่วยุราชวงศ์เป็นอย่างมาก ชื่อดังกล่าวมันชวนให้โมฮัมเหม็ดนึกถึงอาหรับสปริง

ซาอุด อัล คาห์ตานี รองผู้อำนวยการของโมฮัมเหม็ด ผู้ซึ่งจับตามองคาชอกกีมาหลายปี และพยายามขอให้ คาชอกกี กลับมาที่ซาอุดิอาระเบีย แต่ คาชอกกี กังวลว่าคำร้องขอของ คาห์ตานี นั้นจะกลายเป็นกับดักเพื่อนำเขากลับมาจองจำที่ซาอุฯ

คาห์ตานี ใช้วิธีการแฮ็คโทรศัพท์หรือลักพาตัวกลุ่มคนที่ต่อต้านราชวงศ์ และนำพวกเขากลับไปที่ซาอุดิอาระเบีย ใน twitter เขามักจะประกาศความจงรักภักดีต่อโมฮัมเหม็ด และมักเปิดเผยต่อสาธารณชนว่าเขามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเจ้าชาย

คาห์ตานี ติดตาม คาชอกกี ในช่วงหลายสัปดาห์ที่นำไปสู่การเข้ามายังสถานทูดครั้งแรกในอิสตัลบูล และเจ้าหน้าที่ที่นั่นก็ได้แจ้งเขาว่า คาชอกกี จะกลับมาอีกครั้ง ทีมงานด้านเทคนิคกลุ่มนึงของ คาห์ตานี ได้บินไปอิสตันบูลเพื่อเคลียร์อุปกรณ์ต่าง ๆ ในสถานกงสุลที่พวกเขาสงสัยว่ารัฐบาลตุรกีอาจจะมีการแอบบันทึกอยู่

คาห์ตานีนั้นเป็นผู้ดูแลด้านกิจการสื่อของซาอุดิอาระเบีย และเป็นหน่วยงานที่ค่อนข้างเป็นความลับ ซึ่งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ปฏิบัติภารกิจจะถูกเรียกว่า Saudi Rapid Intervention Group โดยมีผู้บัญชาการคือ มาเฮอร์ อัลดูลาซิส มูเทรบ

เจ้าหน้าที่ในสถานกงสุลได้รับคำสั่งว่าไม่ให้มาปรากฏตัวในวันที่ คาชอกกี เดินทางมารับเอกสารเรื่องการหย่าร้างของเขา และเหล่าคนงานที่มีบ้านใกล้สถานกงสุล ก็ได้รับคำสั่งให้อยู่แต่ในบ้าน

นาทีก่อนที่ คาชอกกี จะเดินทางมาถึงสถานกงสุล มูเทรบ ถาว่า “สัตว์บูชายัญมาถึงหรือยัง”

มูเทรบ หัวหน้าทีมงานอุ้มฆ่า คาชอกกี
มูเทรบ หัวหน้าทีมงานอุ้มฆ่า คาชอกกี (CR:africa-online.com)

เมื่อ คาชอกกี เดินทางมาถึงหลังจากนั้นไม่นานสถานการณ์ก็เริ่มบานปลาย ทีมของมูเทรบ ได้นำตัว คาชอกกี ขึ้นไปชั้นบนของสถานกงสุล

“เราจะต้องพาคุณกลับบ้าน” “มีคำสั่งจากอินเตอร์โพล ขอให้ส่งคุณกลับ เรากำลังมารับคุณ” มูเทรบ บอกกับ คาชอกกี

“ทำไมผมจะไม่อยากกลับไปประเทศตัวเองล่ะ ยังไงผมก็ต้องกลับไป” คาชอกกี ตอบอย่างกังวล

“อินเตอร์โพลกำลังจะมา ดังนั้นเราต้องจับคุณไว้จนกว่าพวกเขาจะมา” มูเทรบ กล่าว

“นี่เป็นการละเมิดกฏหมายทุกประเภท ผมกำลังถูกลักพาตัว” คาชอกกี กล่าว

“เราจะพาคุณกลับไปซาอุดิอาระเบีย และถ้าคุณไม่ช่วยเรา คุณก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในท้ายที่สุด” หนึ่งในทีมงานของมิเทรบ กล่าว

แต่คาชอกกี พยายามที่จะดิ้น และผลักทีมที่มาอุ้มตัวเขา สุดท้ายพวกเขาได้ดึงเข็มฉีดยาออกมา

“คุณจะฉีดยาผมเหรอ” คาชอกกี กล่าวคำพูดสุดท้ายของชีวิตในเวลา 13.33 น.

และอีก 5 นาทีต่อมา คาชอกกี ก็สลบและหมดลมหายใจ เวลา 13.39 น. ผู้เชี่ยวชาญด้านการหั่นศพ ได้หั่นร่างของ คาชอกกี ออกเป็นชิ้น ๆ อย่างน่าสยดสยอง

งานยังไม่เสร็จสมบูรณ์ มุสตาฟา อัล มาดานี หนึ่งในทีมงานของอุ้มฆ่าของมูเทรบ ที่มีลักษณะคล้ายกับคาชอกกี สวมเสื้อผ้าและแว่นตาของคาชอกกี และปกปิดด้วยเคราปลอมเดินออกไปทางประตูด้านหลังสถานกงสุล

เขานั่งแท็กซี่ไปที่มัสยิดแห่งหนึ่ง พร้อมกับสมาชิกคนอื่น ๆ ในทีม หลังจากนั้นก็ทำลายหลักฐานเครื่องแต่งกายของคาชอกกีทั้งหมด ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่สนามบิน และกลับบ้านด้วยเครื่องบินเจ็ตส่วนตัวสองลำ ซึ่งเป็นเครื่องบินของกองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะของโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน

หลังจากรอนานกว่า 3 ชั่วโมง Hatice แฟนสาวของคาชอกกี ได้โทรหา ยาซิน ในเวลา 16.41 น. ตอนแรกเขาไม่ได้รับโทรศัพท์ แต่พอเห็นการโทรเข้ามาถี่ ๆ เขาจึงได้รับ Hatice ได้แจ้งยาซินว่า คาชอกกี หายไปในสถานกงสุลเป็นเวลา 3 ชั่วโมงแล้ว

ยาซิน ค่อนข้างเป็นห่วง และเข้าใจถึงความเสี่ยงของ คาชอกกี และบอก Hatice ว่าเขาจะติดต่อกับหน่วยงามความมั่นคงของรัฐ สายแรกที่เขาโทรหาคือ หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของตุรกี Hakan Fidan

จากนั้น ยาซิน ก็ได้โทรไปที่สำนักงานของประธานาธิบดี แอร์โดอัน และบอกกับเลขาของประธานาธิบดีว่าเกิดอะไรขึ้น ในตอนนั้นไม่มีเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของตุรกีคนใดทราบว่า คาชอกกี ได้เสียชีวิตไปแล้ว

ต้องบอกว่าการสังหารคาชอกกี ในครั้งนี้ จะทำให้ตุรกีและซาอุดิอาระเบียมีปัญหากันในแบบที่ ทั้งโมฮัมเหม็ดและ แอร์โดอัน ไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้น พวกเขามีผลประโยชน์ต่าง ๆ ร่วมกัน ที่สำคัญที่สุดคือการเอาชนะผู้ก่อการร้ายอิสลามในซีเรีย และแทบจะไม่มีประโยชน์ใด ๆ ในการเป็นศัตรูกัน

แม้ทั้งสองประเทศจะมีความตึงเครียดจากปัญหากาตาร์ เนื่องจากกาตาร์และตุรกีเป็นพันธมิตรที่ยาวนาน และ แอร์โดอัน ก็รู้สึกว่าเขาไม่สามารถละทิ้งพันธมิตรเพื่อสนับสนุนการคว่ำบาตรของซาอุดิอาระเบียได้

ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ของคาชอกกี แอร์โดอัน เองก็ยังคงหวังจะบรรลุข้อตกลงบางอย่างกับ ซาอุดิอาระเบียได้ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ตุกรีได้พูดคุยกับฝั่งซาอุฯ พวกเขาได้รับคำสั่งจากโมฮัมเหม็ดให้สนับสนุนความพยายามของซาอุดิอาระเบียในการคว่ำบาตรกาตาร์

ถึงตอนนี้ เมื่อรวมกับเหตุการณ์ไม่ชอบมาพากล ที่เขารู้ดีว่าเป็นฝีมือของใคร ที่มาสังหารคาชอกกีในประเทศของเขา เออร์โดอัน ก็เริ่มเชื่อมั่นว่า โมฮัมเหม็ด เป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดต่อความสัมพันธ์ระหว่างตุรกี – ซาอุดิอาระเบีย และดูเหมือนเรื่องของคาชอกกี มันจะทำให้สิ่งต่าง ๆ เลวร้ายลงไปอีก

แล้วรอยบาดแผลจากคดีของคาชอกกี จะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศต้องถึงคราวตัดขาดหรือไม่ จะเกิดอะรไขึ้นต่อกับคดีที่สะเทือนขวัญสั่นประสาทประชาชนทั้งสองประเทศ และประชาคมโลกที่ออกมาสับเละซาอุดิอาระเบียกับการกระทำบ้า ๆ ในครั้งนี้ โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้าครับผม

–> อ่านตอนที่ 12 : Saudi Royals Fall

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ

Blood Oil ตอนที่ 10 : Who’s More Powerful

ด้วยภาระหน้าที่อันใหญ่หลวง ไม่ว่าจะเป็นเรี่องปัญหาในเครือราชวงศ์ การประชุมของรัฐบาล หรือ เหล่าบริษัทเทคโนโลยีที่กองทุน Vision Fund ได้เข้าไปลงทุน ที่มักจะมีการส่งข้อความด่วนผ่านทาง WhatsApp มาตลอดแทบจะทุกเวลาทำให้โมฮัมเหม็ดเองนั้นแทบจะไม่มีเวลาส่วนตัว

แต่ในเบเวอร์ลีฮิลส์ ซึ่งใบหน้าของเขาไม่ได้อยู่ในป้ายโฆษณาตามท้องถนนเหมือนในริยาด โมฮัมเหม็ดสามารถเดินเล่นไปรอบ ๆ ได้โดยที่แทบจะไม่มีคนรู้จัก เมื่อเดินเข้าไปร้านกาแฟหรือห้างสรรพสินค้าใด ๆ เขาก็เป็นเพียงแค่คนรวยอีกคนหนึ่งที่ได้รับความสุขจากการใช้ชีวิตที่ปรกติ

สองสามช่วงตึกจาก Rodeo Drive ในย่านเบเวอร์ลีฮิลล์ คือสำนักงานของ Ari Emanuel ผู้อำนวยการฝ่ายฮอลลีวูด ที่พยายามปิดดีลข้อตกลงมูลค่าครึ่งพันล้านดอลลาร์กับโมฮัมเหม็ดเพื่อให้ซาอุดิอาระเบียเข้าสู่ธุรกิจภาพยนตร์

ใกล้โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ โมฮัมเหม็ดได้เหมาห้อง 285 ห้อง ให้รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ซึ่งจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำเพื่อให้เจ้าชายได้พบกับมอร์แกน ฟรีแมน ไมเคิล ดักลาส และ ดเวย์น จอห์นสัน นักแสดงชั้นนำจากฮอลลีวูด

ต้องบอกว่าโมฮัมเหม็ดเป็นคนที่มีเสน่ห์ในการประชุม แม้กระทั่งเรื่องตลก ในการประชุมเล็ก ๆ ครั้งหนึ่ง เขาอธิบายถึงความชอบที่เขามีต่อรายการโทรทัศน์ชื่อดังอย่าง The Walking Dead ซึ่งซอมบี้ ทำให้เขานึกถึงพวกหัวรุนแรงอิสลาม และเขาก็ชื่นชอบซีรีส์ชื่อดังอย่าง Game of Thrones เช่นเดียวกัน แต่เขาได้กล่าวติดตลกว่าราชวงศ์ถูกฆ่าตายมากเกินไป

ต่อมาในเดือนเดียวกันซาอุดิอาระเบียมีการฉายภาพยนตร์เรื่องใหญ่เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี ในภาพยนตร์เรื่อง Black Panther ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดตัวโรงภาพยนตร์หลายร้อยแห่งและยุคใหม่แห่งความบันเทิงของซาอุดิอาระเบีย

Black Panther ภาพยนตร์เรื่องแรกในรอบหลายสิบปีที่เข้าฉายในซาอุดิอาระเบีย
Black Panther ภาพยนตร์เรื่องแรกในรอบหลายสิบปีที่เข้าฉายในซาอุดิอาระเบีย (CR:CNET)

ต้องบอกว่ามันเป็นอีกด้านหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างบ้าคลั่งในปี 2018 เป็นปีที่โมฮัมเหม็ดผลักดันแผนการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างก้าวกระโดด ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าเขาจะได้พบกับ ประธานาธิบดี ซีอีโอ และมหาเศรษฐีด้านเทคโนโลยีรวมถึง Elon Musk และ Bill Gates เพื่อประกาศต่อสาธารณชนถึงอนาคตที่เปิดกว้างและสร้างสรรค์สำหรับซาอุดิอาระเบีย

“ผู้นำอาหรับที่ทรงอิทธิพลที่สุด การเปลี่ยนแปลงด้วยด้วยมือเจ้าชาวหนุ่มวัย 32 ปี” พาดบนปกนิตยสารชื่อ The New Kingdom (ราคา 13.99 ดอลลาร์) ที่ปรากฏบนแผงขายหนังสือพิมพ์ทั่วสหรัฐอเมริกาก่อนการมาเยือนของเจ้าชาย

โมฮัมเหม็ดได้ดำเนินการอย่างจริงจังในการเรียกเก็บภาษีอากรในประเทศครั้งใหญ่ แม้มันจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่น่าเบื่อในประเทศส่วนใหญ่ แต่ในอาณาจักรซาอุดิอาระเบียมันเป็นการปฏิรูปครั้งใหญ่แบบที่ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกสนับสนุน

ซาอุดิอาระเบียใช้เงินจากน้ำมันส่วนใหญ่ ที่ไม่ได้มาจากภาษีมาเป็นเวลานานหลายสิบปี เพื่อให้เป็นทุนให้กับรัฐบาลส่วนใหญ่ เป็นเพราะความกลัวราชวงศ์ว่าประชาชนจะตอบสนองต่อการเก็บภาษีในทางลบ

และการใช้จ่ายเงินหลายพันล้านดอลลาร์ของซาอุดิอาระเบียไม่ใช่จุดประสงค์หลักของการเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาในปี 2018 ของโมฮัมเหม็ด ในตอนนั้นเขาได้ดำรงตำแหน่งมกุฏราชกุมารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โมฮัมเหม็ดคาดหวังว่าจะได้พบกับนักการเมืองและผู้นำทางธุรกิจและโน้มน้าวให้พวกเขาเข้ามาลงทุนในอาณาจักรซาอุดิอาระเบียที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเขา

ภายใต้การปกครองของเขา ซาอุดิอาระเบียจะไม่ใช่สถานที่ที่ผู้ประกอบการชาวอเมริกันเพียงแค่แสวงหาเงินทุนอีกต่อไป ตอนนี้โมฮัมเหม็ดได้ปฏิรูปเศรษฐกิจที่ทันสมัย ประชากรวัยหนุ่มสาว และความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของซาอุดิอาระเบียจะทำให้ที่นี่กลายเป็นจุดหมายปลายทางของการลงทุนของชาวอเมริกันหลายพันล้านดอลลาร์

ทุกอย่างเริ่มต้นได้ดีที่ทำเนียบขาวในวันที่ 20 มีนาคม เกือบหนึ่งปีหลังจากการรับประทานอาหารกลางวันที่นั่นก่อนหน้านี้ ย้อนกลับไปตอนนั้นโมฮัมเหม็ดยังเป็นเพียงรองมกุฏราชกุมารและรับประทานอาหารร่วมกับประธานาธิบดีเพียงคนเดียวเท่านั้น เพราะนางอังเกลาร์ แมร์เคิล แขกคนสำคัญต้องมาล่าช้าเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย

ปี 2018 โมฮัมเหม็ดได้กลายเป็นแขกที่มีเกียรติของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้นำคณะผู้แทนของซาอุฯ เข้าไปในสำนักงานรูปไข่ โดนัลด์ ทรัมป์บอกกับโมฮัมเหม็ดว่าเขามีความกระตือรือร้นอย่างมากเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับซาอุดิอาระเบีย

“ตอนนี้คุณเป็นมากกว่ามกุฏราชกุมาร” ทรัมป์กล่าว

แต่ดูเหมือนมันเป็นการประจบประแจงโมฮัมเหม็ดเสียมากกว่า เพราะทรัมป์นั้นดูจะสนใจกับผลประโยชน์จากยอดขายอาวุธกว่า 12,500 ล้านดอลลาร์มากกว่าสิ่งอื่นใด

ทรัมป์มองเจ้าชายเป็นเพียงแค่กระเป๋าเงินสำหรับการใช้จ่ายที่เป็นประโยชน์ทางการเมืองของเขาเพียงเท่านั้น

“ซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศที่ร่ำรวยมากและพวกเขากำลังจะส่งมอบความมั่งคั่งให้กับสหรัฐฯ” ทรัมป์กล่าวในคำปราศรัยต่อสาธารณะที่ออกโดยทำเนียบขาว

ต้องบอกว่ามันได้กลายเป็นความไม่ลงรอยกันระหว่างผู้นำทั้งสอง จากมุมมองของโมฮัมเหม็ดความมุ่งมั่นของซาอุดิอาระเบียในการสร้างความทันสมัยอย่างรวดเร็วและการสร้างฐานอุตสาหกรรมใหม่ ประชากรที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี และการเปิดกว้างใหม่สำหรับความบันเทิงแบบตะวันตก น่าจะทำให้บริษัทอเมริกันเข้ามาลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์

เหล่ากลุ่มนักธุรกิจแต่ละคนที่โมฮัมเหม็ดได้พบในสหรัฐอเมริกามีวิสัยทัศน์แค่ว่าเขาจะใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ของซาอุดิอาระเบียได้อย่างไร และไม่ค่อยมีใครพูดถึงการเอาเงินของตัวเองมาลงทุนในอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย

หัวหน้าสตูดิโอจากฮอลลีวูดหวังว่าโมฮัมเหม็ดจะสนับสนุนโครงการภาพยนตร์เรื่องใหม่ กลุ่มซิลิกอนวัลเลย์ต้องการเงินทุนในการขยายฟองสบู่ เช่น WeWork และแอปพลิเคชันเกี่ยวกับสุนัขอย่าง Wag

WeWork อีกหนึ่งฟองสบู่สตาร์ทอัพที่ต้องการเงินลงทุนจากเจ้าชาย
WeWork อีกหนึ่งฟองสบู่สตาร์ทอัพที่ต้องการเงินลงทุนจากเจ้าชาย (CR:Gaming Street)

ต้องบอกว่าเมื่อการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาของเขาสิ้นสุดลงที่เมืองฮิวสตันในเดือนเมษายน โมฮัมเหม็ดมีความก้าวหน้าเพียงเล็กน้อยสำหรับเป้าหมายในการดึงดูดบริษัทอเมริกันให้มาลงทุนในซาอุดิอาระเบีย

แต่เขากลับเสียเงินมหาศาลในฐานะนักลงทุน โดยได้ลงทุนในสหรัฐฯ ไปกว่า 20,000 ล้านดอลลาร์ สำหรับอาวุธ โครงการปิโตรเคมี และการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีและความบันเทิง ซึ่งรวมถึงการลงทุน 400 ล้านดอลลาร์ในบริษัท Endeavour ของ Ari Emanuel และ อีก 2 พันล้านดอลลาร์ใน Tesla

เขากลับไปที่ซาอุดิอาระเบียด้วยความกล้าที่จะดำเนินการปฏิรูปภายในประเทศที่มีความทะเยอทะยานมากขึ้น เขาพยายามผลักดันให้หนักยิ่งขึ้นเพื่อให้ดูเหมือนว่า บริษัทจากตะวันตกขนาดใหญ่ที่มีนวัตกรรมกำลังจะเข้ามาลงทุนในซาอุดิอาระเบีย

เขาตั้งเป้าไปที่ Jeff Bezos หลังจากที่เจ้าชายและผู้ก่อตั้ง Amazon รับประทานอาหารค่ำด้วยกันที่ LA พวกเขาได้แลกเปลี่ยนหมายเลขติดต่อกันและเริ่มการสนทนาทาง WhatsApp เป็นเวลานาน ในโครงการที่ Amazon จะลงทุน 2 พันล้านดอลลาร์สำหรับการสร้าง Datacenter สำหรับประมวลผลข้อมูลสำหรับลูกค้าในตะวันออกกลาง

สำหรับ Bezos เองนั้น ข้อตกลงดังกล่าวอาจจะเป็นการนำ amazon เข้าสู่ตลาดตะวันออกกลางที่มีการแข่งขันสูง สำหรับโมฮัมเหม็ดเองโครงการนี้อาจจะส่งผลต่อการจ้างงานในประเทศไม่มากนัก เพราะ Datacenter ส่วนใหญ่ใช้คนทำงานน้อย

แต่การที่คนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกนำบริษัท ที่มีอำนาจมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลกมาลงทุนในซาอุดิอาระเบีย จะเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีให้กับโมฮัมเหม็ด

หลังจากนั้นในอีกไม่กี่เดือน โมฮัมเหม็ดได้บอกกับ Bezos ผ่าน WhatsApp ถึงความตื่นเต้นเกี่ยวกับดีลนี้ และเขาก็เสียใจที่ Amazon เข้ามาลงทุนในซาอุดิอาระเบียช้าเกินไป โมฮัมเหม็ดได้บอกกับ Bezos ว่า Amazon ได้สร้างโรงงานในบาห์เรนที่อยู่ใกล้เคียงก่อนซาอุดิอาระเบียเสียอีก

แต่ตอนนี้พันธมิตรทั้งสองได้จับมือกัน เจ้าชายโมฮัมเหม็ดและ Bezos สามารถประกาศบนเวทีร่วมกันในปลายปีนั้นในการประชุมการลงทุนของริยาด ที่เรียกว่า Davos in the Desert

“มันสำคัญมาก การที่คุณมาลงทุนที่ซาอุดิอาระเบียในระหว่างการประชุมฟอรัมการลงทุนในอนาคต การประกาศความร่วมมือมูลค่า 2.8 พันล้านดอลลาร์ใน Vision 2030 เป็นสิ่งที่สำคัญกับอาณาจักรของผมมาก” โมฮัมเหม็ดกล่าวกับ Bezos ผ่าน WhatsApp

แต่เหตุการณ์ความวุ่นวายภายในบ้านดูเหมือนจะยังไม่จบสิ้น ในเดือนกันยายนปีเดียวกัน อาเหม็ด พี่ชายของกษัตริย์ซัลมานได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะชนอย่างน่าประหลาดใจ เจ้าชายอาเหม็ดเป็นบุคคลที่อาจสร้างความหนักใจให้กับโมฮัมเหม็ด ซึ่งอาเหม็ดไม่เชื่อในทิศทางใหม่ของซาอุดิอาระเบีย

หลังจากที่กษัตริย์ซัลมานขึ้นครองราชย์ รัฐบาลได้จำกัดการเดินทางของอาเหม็ด แต่ในที่สุดเขาก็ได้ไปปรากฏตัวที่ลอนดอน ซึ่งกลุ่มผู้ประท้วงรวมตัวกันหน้าบ้านเขาเพื่อประท้วงการทิ้งระเบิดของซาอุดิอาระเบียในเยเมน

อาเหม็ดได้กล่าวกับผู้ประท้วงว่าอย่าโทษราชวงศ์อัล ซาอุดทั้งหมด ครอบครัวพวกเขาต้องการให้สงครามจบทันที ผู้ที่รับผิดชอบในการทิ้งระเบิดมีเพียงสองคนคือกษัตริย์ซัลมานและโมฮัมเหม็ดลูกชายของเขา

อาเหม็ดเป็นเพียงหนึ่งในสมาชิกราชวงศ์เพียงไม่กี่คนที่สามารถอ้างสิทธิ์อันชอบธรรมต่ออำนาจได้ ซึ่งการประชุมใหญ่ของเหล่าเครือราชวงศ์ อาเหม็ดควรจะเป็นหัวหน้าของ Allegiance Council ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำหนดสายการสืบทอดราชบัลลังก์

ในเวลาเดียวกันนั้นตัวแทนของซาอุดิอาระเบียกำลังดำเนินการเฝ้าระวังในประเทศแคนาดา ซึ่ง โอมาร์ อับดุลลาซิซ หนึ่งในกลุ่มต่อต้านราชวงศ์ ที่บัญชี Twitter ของเขาถูกเจาะโดยหน่วยงานของ Royal Court ของโมฮัมเหม็ด

ซึ่งทำให้คนของโมฮัมเหม็ดสามารถอ่านข้อความของ โอมาร์ และ จามาล คาชอกกี อีกหนึ่งนักข่าวที่เป็นปรปักษ์ต่อราชวงศ์เช่นเดียวกันได้ โดยคาชอกกีเป็นคอลัมนิสต์ให้กับสื่อชั้นนำที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอเมริกา อย่าง วอชิงตัน โพสต์

โมฮัดเหม็ดได้พบสิ่งที่ทำให้เขาแทบช็อค ที่ทั้ง โอมาร์ และ คาชอกกี กำลังวางแผนลับ ๆ ในการรวมกลุ่มผู้ต่อต้านราชวงศ์อย่างเป็นระบบในแบบที่อาณาจักรซาอุฯ ไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน

และมันได้นำมาซึ่งเหตุการณ์ อกสั่นขวัญผวา ที่มีความโหดเหี้ยมยิ่งกว่าในนิยาย แล้วเหตุการณ์นั้นคืออะไร มีความเกี่ยวข้องกับซาอุดิอาระเบียภายใต้อำนาจอันเด็ดขาดของโมฮัมเหม็ดอย่างไร โปรดอย่าพลาดติดตามต่อในตอนหน้านะครับผม

–> อ่านตอนที่ 11 : Cold Blood

ย้อนไปอ่านตั้งแต่ตอนแรก & Credit แหล่งข้อมูลบทความ