ลองจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มีแอปแชตให้เราคุยกันแบบเรียลไทม์ โลกจะเป็นยังไง
จะส่งข้อความหาใครซักคน ต้องรอกันเป็นเดือน อาศัยม้าวิ่งเร็วๆ หรือไม่ก็เรือเดินสมุทรข้ามทวีป
วันนี้เราจะมาเล่าถึงชายคนนึง ที่ลุกขึ้นมาทุบกำแพงระยะทางพวกนี้ทิ้งไปแบบราบคาบ
เขาคือคนที่สร้าง “โทรเลขแม่เหล็กไฟฟ้า” หรือเน็ตเวิร์กแรกของโลกที่ทำให้คนเชื่อมถึงกันได้
ชายคนนี้ชื่อ Samuel Finley Breese Morse ฟังชื่อแล้วอาจจะคุ้นๆ กันใช่มั๊ยครับ
แต่รู้รึเปล่าว่าตัวตนจริงๆ ของเขาไม่ได้เป็นวิศวกร หรือนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิอะไรเลยด้วยซ้ำ…
Samuel เกิดเมื่อปี 1791 ที่เมือง Charlestown รัฐ Massachusetts ครอบครัวเขาค่อนข้างเคร่งเลยทีเดียว
พ่อของเขาเป็นถึงนักภูมิศาสตร์และนักบวชที่คนนับหน้าถือตา แต่ตัวเขากลับเป็นเด็กขบถซะงั้น
แทนที่จะตั้งใจเรียน เขาดันชอบวาดรูปเล่น ชอบสเก็ตช์ภาพล้อเลียนครูและเพื่อนในห้องเรียน
ใครจะไปคิดว่าความชอบวาดรูปเนี่ยแหละ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่หล่อหลอมตัวตนของเขาในเวลาต่อมา
พอโตขึ้น เขาได้เข้าไปเรียนที่ Yale College ในปี 1807 ซึ่งถือว่าสุดยอดมาก
ที่นี่เองเขาได้เปิดโลกกว้าง ไปเจอกับวิชาที่ล้ำสุดๆ ในยุคนั้นอย่างเรื่องไฟฟ้า
เขาได้เห็นการทดลองแม่เหล็กไฟฟ้าต่างๆ ซึ่งมันล้ำยิ่งกว่า AI ในยุคนี้ซะอีก
แต่ชีวิตวัยรุ่นมหาลัยไม่ได้ง่ายขนาดนั้น บ้านเขาไม่ได้รวยล้นฟ้า ปัญหาเรื่องเงินก็เลยตามมาติดๆ
เขาต้องหาเงินเรียนเองด้วยการรับจ้างวาดภาพเหมือนจิ๋วๆ บนงาช้าง ซึ่งก็ขายดีพอสมควรเลยทีเดียว
พอเรียนจบปุ๊บ เขาก็บินลัดฟ้าไปอังกฤษในปี 1811 เพื่อเอาดีด้านศิลปะอย่างจริงจัง
เขาซึมซับงานศิลปะยุคโรแมนติก สร้างผลงานปังๆ ออกมาเพียบ ฝีมือเรียกว่าเป็นระดับท็อปคนนึงในวงการเลยทีเดียว
แต่ฝันก็ต้องสลาย เพราะดันเกิดสงครามระหว่างอังกฤษและสหรัฐอเมริกา
เขาจำใจต้องหอบความฝันกลับบ้านเกิดในปี 1815 กลับมาแบบงงๆ และต้องดิ้นรนต่อ…
พอกลับมาถึงอเมริกา ความเป็นจริงก็ฟาดหน้าอย่างจัง งานศิลปะประวัติศาสตร์อลังการที่เขาถนัด ดันไม่มีใครซื้อ
คนยุคนั้นเขาฮิตแค่ภาพวาดเหมือนบุคคลเอาไว้โชว์เวลาแขกไปใครมาที่บ้านแค่นั้นเอง
เขาเลยต้องปรับตัวมารับจ้างวาดภาพเหมือน ถึงขั้นเคยวาดให้ประธานาธิบดี James Monroe เลยทีเดียว
แต่ถึงจะรับงานระดับประเทศ ความมั่นคงทางการเงินก็ยังเป็นเรื่องที่ไกลเกินฝันอยู่ดี
จุดเปลี่ยนระดับสะเทือนอารมณ์ ที่ทำให้เขาเริ่มหมกมุ่นกับการสื่อสารทางไกล เกิดขึ้นในปี 1825
ตอนนั้นเขากำลังรับจ้างวาดภาพอยู่อีกเมืองนึง แล้วจู่ๆ ภรรยาของเขาก็ล้มป่วยกะทันหัน
กว่าม้าเร็วจะส่งจดหมายแจ้งข่าวร้ายมาถึงมือ และกว่าเขาจะรีบเดินทางกลับไปถึงบ้าน
ภรรยาของเขาก็เสียชีวิตและถูกฝังไปเรียบร้อยแล้ว เรียกว่าใจสลายไปเลย
ความสูญเสียครั้งนี้กลายเป็นแผลในใจ และเป็นแรงฮึดที่ทำให้เขาอยากหาวิธีส่งข้อความให้เร็วกว่านี้…
ตัดภาพมาในปี 1832 ระหว่างที่เขานั่งเรือโดยสารชื่อ Sully กลับจากยุโรป
บนเรือมีกลุ่มคนกำลังคุยกันอย่างเมามัน เรื่องการค้นพบใหม่ด้านแม่เหล็กไฟฟ้า
จังหวะนั้นเอง ไอเดียระดับเปลี่ยนโลกก็ปิ๊งขึ้นมาในหัวของเขาแบบไม่ได้ตั้งใจ
เขาตั้งคำถามว่า ถ้าไฟฟ้าเดินทางได้เร็วขนาดนี้ ทำไมเราไม่เอามันมาส่งข้อความซะเลย
ตลอดการเดินทางบนเรือ เขาเอาแต่หมกมุ่นวาดแบบร่างโทรเลขแม่เหล็กไฟฟ้าแบบไม่หลับไม่นอน
เขาคิดค้นระบบสายไฟเดี่ยว และไอเดียเรื่องรีเลย์ ที่เอาไว้ทวนสัญญาณไม่ให้หายกลางทาง
พอกลับถึงอเมริกา เขาก็ลุยเปลี่ยนแบบร่างในกระดาษ ให้กลายเป็นของจริงทันที
แต่ความรู้เรื่องไฟฟ้าตอนนั้นยังมีน้อยมาก อุปกรณ์ก็หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร
เขาต้องเอากรอบขึงผ้าใบ แบตเตอรี่ทำเอง และอะไหล่นาฬิกาเก่าๆ มาประกอบร่างกัน
หน้าตามันอาจจะดูก๊องแก๊ง แต่มันใช้งานได้จริง พลังแม่เหล็กไฟฟ้าขยับกลไกเพื่อบันทึกข้อความได้…
จนกระทั่งปี 1837 โชคชะตาก็พาเขาไปเจอ Alfred Vail ช่างเครื่องยนต์สุดเทพ
นอกจากจะเก่งแล้ว บ้านของ Alfred ยังมีเงินทุนสนับสนุนแบบจัดเต็มอีกต่างหาก
Alfred เข้ามาช่วยจูนอุปกรณ์ให้เป๊ะขึ้น และสร้างผลงานระดับมาสเตอร์พีซออกมา
นั่นคือการเปลี่ยนระบบรหัสตัวเลขสุดปวดหัว ให้กลายเป็นรหัสตัวอักษรที่ใช้แค่จุดและขีด
ระบบนี้ทุกคนรู้จักกันดีในชื่อ “Morse Code” ซึ่งเป็นอะไรที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังสุดๆ
วันที่ 6 มกราคม 1838 พวกเขาทดสอบส่งข้อความผ่านสายไฟยาวสองไมล์ได้สำเร็จ
ข้อความแรกที่ส่งคือ “A patient waiter is no loser” แปลว่า คนที่อดทนรอย่อมไม่สูญเปล่า
ประโยคนี้สะท้อนชีวิตที่ต้องฝ่าฟันของเขาสุดๆ
แต่ก็นั่นแหละ ความสำเร็จในห้องแล็บ ไม่ได้แปลว่านักลงทุนจะยอมควักกระเป๋าจ่าย
หลายคนมองว่าเทคโนโลยีนี้มันดูเพ้อเจ้อ ใครจะเชื่อว่าสายไฟเส้นเล็กๆ จะส่งข้อความข้ามเมืองได้
พอหาเงินจากเอกชนไม่ได้ เขาเลยตัดสินใจพุ่งเป้าไปที่รัฐบาลแทน
เขาเดินหน้าเจรจาและยื่นเรื่องต่อสภาคองเกรสแบบไม่ยอมแพ้ ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก
ในที่สุดปี 1843 รัฐสภาก็ใจอ่อน ยอมอนุมัติเงิน 30,000 ดอลลาร์ให้ไปทำโปรเจกต์
เป้าหมายคือสร้างเส้นทางโทรเลขทดลอง ระยะทาง 40 ไมล์ ระหว่าง Washington D.C. และ Baltimore…
แต่ปัญหาก็ยังตามมาหลอกหลอน ตอนแรกเขาเอาสายไฟไปฝังดินตามสไตล์ยุโรป
แต่ฉนวนผ้าฝ้ายเคลือบน้ำมันดินมันกันน้ำไม่ได้ ไฟฟ้ารั่วลงดินจนระบบพังยับเยิน
เงินก็ใกล้หมด เวลาก็บีบเข้ามา เขาเลยต้องตัดสินใจงัดแผนสำรองออกมาใช้
เขาเปลี่ยนมาดึงสายไฟขึงไว้บนเสาไม้แทน แล้วใช้ลูกถ้วยแก้วเป็นตัวกันไฟรั่ว
ซึ่งไอเดียนี้แหละ ที่กลายมาเป็นมาตรฐานเสาไฟฟ้าที่เราเห็นกันเกลื่อนเมืองจนถึงทุกวันนี้
และแล้ววันที่ 24 พฤษภาคม 1844 วันที่หน้าประวัติศาสตร์ต้องจารึกก็มาถึง
เขาเตรียมส่งข้อความอย่างเป็นทางการครั้งแรก จากห้องพิจารณาคดีของศาลฎีกาสหรัฐ
ข้อความที่เลือกมาจากคัมภีร์ไบเบิลคือ “What hath God wrought”
พอนิ้วกดลงบนแป้น สัญญาณไฟฟ้าก็พุ่งไปตามสายเคเบิลด้วยความเร็วแสง
ข้อความไปเด้งที่ปลายทางในเสี้ยววินาที ทุกอย่างเป๊ะมาก เป็นการเบิกเนตรยุคใหม่ของการสื่อสาร…
หลังจากนั้นไม่นาน โทรเลขก็โชว์เทพด้วยการส่งข่าวเลือกตั้งประธานาธิบดีได้เร็วกว่าม้าเร็วแบบไม่เห็นฝุ่น
นักธุรกิจตาไวเริ่มเห็นช่องทางรวย สำนักข่าว Associated Press (AP) ก็ตั้งขึ้นมาเพื่อกระจายข่าวด้วยสิ่งนี้
เทคโนโลยีนี้ฮิตระเบิด จนเกิดบริษัท Western Union Telegraph Company ในปี 1856
เพื่อเข้ามาจัดระเบียบเครือข่ายและสร้างมาตรฐานเดียวกันให้ใช้ได้ทั่วทั้งประเทศ
นวัตกรรมไม่เคยหยุดนิ่ง สายเคเบิลข้ามมหาสมุทรเส้นแรกก็ถูกวางลงสำเร็จในเวลาต่อมา
ทวีปยุโรปและอเมริกาถูกเชื่อมเข้าหากัน โลกใบใหญ่ถูกบีบให้เล็กลงแค่ปลายนิ้ว
Samuel จากโลกนี้ไปในปี 1872 แต่เขาทิ้งมรดกชิ้นเบ้อเริ่มไว้ให้พวกเรา
ไม่ว่าจะเป็นสายไฟเบอร์ออปติก ดาวเทียม หรือเครือข่ายไร้สายที่เราใช้ไถฟีดกันอยู่ตอนนี้
ทุกอย่างล้วนมีรากฐานมาจากไอเดียส่งสัญญาณไฟฟ้าของอดีตช่างวาดภาพไส้แห้งคนนี้ทั้งนั้น
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า นวัตกรรมระดับโลก ไม่จำเป็นต้องเดินตามกรอบหรือตำราเสมอไป
การเอาความอาร์ตมาผสมกับวิทย์ บวกกับความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมโดนโชคชะตาเล่นตลก
บางทีการเปลี่ยนโลก ก็เริ่มจากคำถามง่ายๆ ของคนที่ไม่อยากทนรออะไรนานๆ แค่นั้นเอง
References : [history, britannica, smithsonianmag, biography, loc]





