ก็ต้องบอกว่าประเทศไทยเราเดินทางมาถึงทางแยกครั้งสำคัญอีกครั้ง เพราะจะมีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่จะถึงนี้
ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าประเทศเราได้ทดลองมาหลายรูปแบบแล้ว ทั้งการไม่มีองค์กรอิสระ การตั้งองค์กรอิสระแต่ให้อำนาจนักการเมืองไว้สูง หรือ การมีองค์กรอิสระแล้วลดอำนาจนักการเมือง ซึ่งผลลัพธ์ก็ตามที่เห็นมันมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป
แต่ถ้าถามว่าการออกแบบรัฐธรรมนูญมันเปลี่ยนประเทศได้จริงหรือ? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดผมว่าน่าจะเป็นเคสของประเทศสิงคโปร์
…
เคยสงสัยไหมครับว่า อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จที่แท้จริงของเกาะเล็กๆ แห่งนี้
ภาพที่เราคุ้นตาคือตึกระฟ้าดีไซน์ล้ำยุคที่แทรกตัวอยู่กับธรรมชาติแบบ Biophilic หรือความเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลกที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่ง
จากอดีตอาณานิคมที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ พลิกฟื้นกลายมาเป็นประเทศที่ร่ำรวยมหาศาลภายในชั่วอายุคนเดียว
เรื่องราวนี้ถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ
แต่ภายใต้ความเจริญรุ่งเรืองที่ฉาบด้วยเหล็กและกระจกนั้น มีเรื่องราวที่ซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าซ่อนอยู่
มันไม่ใช่แค่เรื่องของระบบตลาดเสรีที่ประสบความสำเร็จ แต่มันคือเรื่องราวของ “วิศวกรรมทางการเมือง” ที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีตบรรจงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก…
สิงคโปร์ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีการเลือกตั้งสม่ำเสมอ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด และทุกคนมีสิทธิไปลงคะแนนเสียง
แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือ พรรคการเมืองเดียวอย่าง People’s Action Party หรือ PAP กลับสามารถครองอำนาจบริหารประเทศมาได้อย่างยาวนานและต่อเนื่อง
ตั้งแต่ปี 1959 มาจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลของสิงคโปร์ไม่เคยเปลี่ยนขั้วเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ความยั่งยืนทางการเมืองระดับนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความนิยม หรือเพราะรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจเก่งเพียงอย่างเดียว แม้สิ่งเหล่านั้นจะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ
แต่เบื้องหลังที่แท้จริงคือ ระบบปฏิบัติการทางการเมือง ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเน้นเสถียรภาพ และความต่อเนื่อง
โดยลดทอนความวุ่นวายจากการแย่งชิงอำนาจที่เรามักเห็นในโลกตะวันตก (หรือแม้แต่ในประเทศไทยเราเอง)
เมื่อเรามองย้อนกลับไปที่ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2025 ซึ่งพรรค PAP กวาดคะแนนเสียงไปกว่า 65.6% และครองที่นั่งในสภาถึง 87 จาก 99 ที่นั่ง
เราต้องตั้งคำถามว่า ระบบนี้ทำงานอย่างไรกันแน่…
มันไม่ใช่เผด็จการ เพราะฝ่ายค้านก็ครองที่นั่งได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 12 ที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด
แต่มันก็ไม่ใช่เสรีประชาธิปไตยในแบบที่เราคุ้นเคย แต่มันคือ “ประชาธิปไตยแบบมีการจัดการ” หรือ Managed Democracy
ระบบที่กติกาการแข่งขัน ถูกปรับปรุง อัปเดต และแก้ไขจุดบกพร่องอยู่ตลอดเวลาโดยผู้ที่ถืออำนาจรัฐ
เพื่อให้เข้าใจปัจจุบัน เราต้องย้อนกลับไปดูที่ต้นกำเนิด หรือ Source code ของระบบนี้
การเมืองสิงคโปร์มีรากฐานมาจาก Westminster model ของอังกฤษ โดยในปี 1959 พรรค PAP นำโดย ลี กวนยู ชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย
ชัยชนะครั้งนั้นเปรียบเสมือน Big Bang ของการเมืองสิงคโปร์ ที่สถาปนาให้ PAP ไม่ใช่แค่ผู้เล่นในสนาม แต่กลายเป็น สถาปนิก ผู้สร้างโครงสร้างประเทศ
ยิ่งหลังจากแยกตัวจากมาเลเซีย ในปี 1965 อำนาจของ PAP ก็ยิ่งเบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ช่วงเวลาที่พรรคฝ่ายค้านคว่ำบาตรการเลือกตั้งในปี 1968 ทำให้เกิดสภาที่มีแต่พรรครัฐบาลยาวนานกว่าทศวรรษ
ช่วงเวลานั้นเองที่เปิดโอกาสให้ ลี กวนยู และทีมงาน เขียนโปรแกรม การบริหารรัฐใหม่ได้โดยไม่มีแรงต้าน
พวกเขามีแนวคิดที่ชัดเจนว่า เกาะเล็กๆ ที่เปราะบางอย่างสิงคโปร์ ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงจากการเมืองที่ติดขัด หรือนโยบายประชานิยมที่จะมาบ่อนทำลายเสถียรภาพได้
กระบวนการ “วิศวกรรมรัฐธรรมนูญ” จึงเริ่มต้นขึ้น เพื่อสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็ง และฝังรากลึกให้อยู่เหนือความผันผวนของอารมณ์ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดที่ถือเป็นการอัปเดตระบบครั้งใหญ่ เกิดขึ้นในปี 1988
ก่อนหน้านั้น สิงคโปร์ใช้ระบบเขตเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว หรือ SMC ที่ผู้สมัครต้องสู้กันตัวต่อตัว
แต่รัฐบาลมองเห็นแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร และความเสี่ยงที่การเมืองจะถูกแบ่งแยกด้วยเชื้อชาติเหมือนในประเทศเพื่อนบ้าน
พวกเขาจึงนำเสนอระบบใหม่ที่เรียกว่า Group Representation Constituency หรือ GRC
ไอเดียของระบบนี้ฟังดูมีเหตุผลและเต็มไปด้วยเจตนาดี นั่นคือการบังคับให้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครเป็น ทีม แทนที่จะเป็นรายบุคคล
โดยกฎหมายระบุชัดเจนว่า ในทีมผู้สมัครของเขต GRC จะต้องมีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งคน มาจากชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวมลายู หรืออินเดีย
เป้าหมายที่ประกาศออกมาคือ เพื่อรับประกันว่าในรัฐสภาจะมีตัวแทนจากทุกเชื้อชาติเสมอ ไม่ให้กลายเป็นสภาที่มีแต่คนจีนล้วนๆ
แต่ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ ระบบ GRC กลายเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของพรรครัฐบาล…
ด้วยกติกาแบบ Winner takes all หรือ ผู้ชนะกินรวบ ประชาชนกาบัตรใบเดียวเลือกทั้งทีม
หากพรรคใดได้คะแนนเสียงเกินครึ่งแม้เพียงนิดเดียว เช่น 50.1% พรรคนั้นจะกวาดที่นั่ง สส. ในเขตนั้นไปทั้งหมด 100% ทันที
กลไกนี้ทำให้เกิดยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า Anchor Minister
พรรค PAP จะส่งรัฐมนตรีระดับสูงที่มีบารมีและคะแนนนิยมล้นเหลือ ลงสมัครนำทีมในเขต GRC ขนาดใหญ่
ตัวอย่างเช่น ผู้ลงคะแนนในเขต Ang Mo Kio GRC ไม่ได้แค่เลือกทีมผู้สมัคร แต่พวกเขากำลังเลือกตัวนายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง ผู้เป็นหัวหน้าทีม
ความนิยมในตัวผู้นำระดับสูง จะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันและช่วยดึงคะแนนให้กับลูกทีมคนอื่นๆ ที่อาจจะเป็นหน้าใหม่หรือข้าราชการที่ไม่เป็นที่รู้จัก ให้สอบผ่านเข้าสภาไปได้แบบยกชุด
ในทางกลับกัน ระบบนี้กลับสร้างกำแพงที่สูงลิ่วให้กับพรรคฝ่ายค้าน
เพราะการจะลงแข่งในเขต GRC ฝ่ายค้านไม่สามารถใช้ดาราการเมืองเพียงคนเดียวได้ แต่ต้องเฟ้นหาทีมงานคุณภาพถึง 4-5 คน รวมถึงตัวแทนชนกลุ่มน้อย
สำหรับพรรคเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด นี่คือฝันร้ายในการบริหารจัดการ และเป็นอุปสรรคชิ้นโตในการแจ้งเกิด
ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือความไม่สมส่วนระหว่างคะแนนเสียงและจำนวนที่นั่ง
ในการเลือกตั้งปี 2020 แม้พรรค PAP จะได้คะแนนเสียงมหาชนประมาณ 61.2% แต่กลับกวาดที่นั่งในสภาไปเกือบ 90%
นี่คืออานุภาพของระบบ GRC ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
แต่เดี๋ยวก่อน… การรักษาอำนาจทางการเมืองเป็นเพียงแค่ครึ่งเดียวของเรื่องราวทั้งหมด
อีกครึ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และอาจจะสำคัญยิ่งกว่า คือการปกป้อง ความมั่งคั่ง ของชาติ
สิงคโปร์มีเงินสำรองระหว่างประเทศมหาศาล โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2024 ตัวเลขอาจสูงถึง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สิงคโปร์
เงินจำนวนนี้มีมูลค่ามากกว่า GDP ของประเทศหลายเท่าตัว และเป็นสิ่งที่สั่งสมมาจากความพยายามของคนรุ่นก่อน
ในทศวรรษ 1980 ลี กวน ยู มองเห็นภัยคุกคามในอนาคต หากวันหนึ่งเกิดการเลือกตั้งที่ผิดพลาด และได้รัฐบาลประชานิยมเข้ามาบริหารประเทศ
รัฐบาลนั้นอาจจะสั่งทุบกระปุกออมสิน นำเงินสำรองออกมาแจกจ่ายเพื่อซื้อคะแนนนิยม จนประเทศล่มจม
ทางออกของพวกเขาคือการติดตั้ง แม่กุญแจ ล็อกห้องนิรภัยไว้ โดยการเปลี่ยนบทบาทของ “ประธานาธิบดี”
จากเดิมที่เป็นเพียงตำแหน่งพิธีการที่แต่งตั้งโดยรัฐสภา ในปี 1991 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และมอบอำนาจพิเศษให้
นั่นคือระบบ กุญแจสองดอก…
กุญแจดอกแรกถือโดยรัฐบาล ที่มีอำนาจเสนอแผนการใช้เงิน ส่วนกุญแจดอกที่สองถือโดยประธานาธิบดี ที่มีอำนาจ ยับยั้ง หรือ Veto การใช้เงินสำรองในอดีต
รัฐบาลปัจจุบันสามารถใช้เงินได้เฉพาะที่ตัวเองหามาได้ในวาระเท่านั้น หากจะล้วงเอาเงินเก่าออกมาใช้ ต้องได้รับอนุญาตจากประธานาธิบดีเสียก่อน
ระบบนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีบนกระดาษ แต่มันถูกใช้งานจริงในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008 และวิกฤตการระบาดของโควิดในปี 2020
รัฐบาลต้องทำเรื่องขออนุมัติจากประธานาธิบดี เพื่อดึงเงินสำรองมหาศาลออกมาพยุงเศรษฐกิจและสาธารณสุข ซึ่งประธานาธิบดีก็ได้ไขกุญแจดอกที่สองให้
แต่เพื่อให้มั่นใจว่าคนที่จะมาถือกุญแจดอกสำคัญนี้ จะต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้และมีความสามารถจริง
ในปี 2016 จึงมีการปรับแก้เกณฑ์คุณสมบัติของผู้สมัครประธานาธิบดีให้สูงขึ้นจนน่าตกใจ
หากคุณมาจากภาคเอกชน คุณต้องเคยเป็น CEO ของบริษัทที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์
เกณฑ์ที่สูงเสียดฟ้านี้ คัดกรองคนส่วนใหญ่ออกไปจนหมด เหลือเพียงกลุ่มข้าราชการระดับสูง และนักธุรกิจชั้นนำเพียงหยิบมือเดียวที่มีสิทธิ์สมัคร
ผลลัพธ์คือ ประธานาธิบดีผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล มักจะเป็นบุคคลที่เติบโตมาจากระบบเดียวกับรัฐบาลนั่นเอง
นอกจากเรื่องการเมืองและการเงินแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจของ Singapore Model คือ ความเร็ว
หากระบบของสหรัฐอเมริกาถูกออกแบบมาเพื่อการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มข้นจนบางครั้งนำไปสู่ความล่าช้า
สิงคโปร์กลับถูกออกแบบมาเพื่อ ความคล่องตัวสูงสุด…
รัฐสภาของสิงคโปร์เป็นระบบสภาเดียว ไม่มีวุฒิสภามาคอยกลั่นกรองซ้ำ
กฎหมายสำคัญๆ สามารถผ่านสภาได้ด้วยความเร็วแสง อย่างเช่นกฎหมายที่เกี่ยวกับมาตรการโควิด หรือกฎหมายความมั่นคง
ด้วยเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จของพรรค PAP และระบบวินัยพรรคที่เข้มงวด ฝ่ายบริหารจึงสามารถควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติได้อย่างสมบูรณ์
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกฎหมาย FICA ในปี 2021 ที่ให้อำนาจรัฐบาลจัดการกับการแทรกแซงจากต่างชาติ หรือกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ในปี 2022
กฎหมายเหล่านี้ผ่านสภาโดยใช้เวลาอภิปรายเพียงไม่กี่ชั่วโมง แม้จะมีเสียงคัดค้านจากฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจที่มากเกินไป
แต่นี่คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับความสามารถในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ การควบคุม พื้นที่ข้อมูลข่าวสาร ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ
กฎหมาย POFMA ที่ประกาศใช้ในปี 2019 ให้อำนาจรัฐมนตรีในการสั่งแก้ไข “ข่าวปลอม” หรือข้อมูลเท็จบนโลกออนไลน์ได้ทันที
รัฐมนตรีสามารถสั่งให้แปะป้ายแก้ไขข้อมูลข้างๆ โพสต์ต้นฉบับได้ โดยไม่ต้องรอคำตัดสินของศาล
แม้รัฐบาลจะยืนยันว่านี่คือเครื่องมือในการปกป้องความจริง แต่ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์มองว่ามันสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว และถูกใช้เพื่อจำกัดการถกเถียงทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ไม่มีระบบใดในโลกที่สมบูรณ์แบบและคงอยู่ตลอดไปโดยไม่มีรอยร้าว
การเลือกตั้งปี 2020 เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ เมื่อพรรคฝ่ายค้าน Workers’ Party สามารถเจาะฐานที่มั่นสำคัญอย่าง Sengkang GRC ได้สำเร็จ
การพ่ายแพ้ในเขต GRC ครั้งนั้นทำให้พรรค PAP เสียที่นั่งไปถึง 4 ที่นั่ง พร้อมกับรัฐมนตรีอีกหนึ่งคน
เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ดาบสองคมของระบบ Winner takes all สามารถย้อนกลับมาทำร้ายผู้สร้างได้เช่นกัน หากฝ่ายค้านสามารถรวมทีมที่แข็งแกร่งพอ
เมื่อมาถึงการเลือกตั้งปี 2025 ระบบดูเหมือนจะปรับตัวเข้าสู่สมดุลใหม่อีกครั้ง
พรรค PAP สามารถฟื้นคะแนนนิยมกลับมาได้ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง ผู้นำรุ่นที่ 4
แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านก็ยังคงรักษาที่นั่งของตนเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่นที่ 12 ที่นั่ง
นี่อาจจะเป็น New Equilibrium หรือดุลยภาพใหม่ของการเมืองสิงคโปร์
ยุคสมัยที่พรรครัฐบาลกวาดที่นั่งเกลี้ยงสภาแบบในอดีต ได้จบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
ประชาชนสิงคโปร์ยุคใหม่ยังคงต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและบริหารงานเก่ง แต่พวกเขาก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ต้องการระบบตรวจสอบที่มีพลังในสภาเช่นกัน
สิงคโปร์ในปี 2026 จึงเป็นภาพสะท้อนของการต่อรองระหว่าง อำนาจ และ เสรีภาพ
ระบบที่ยอมให้มีฝ่ายค้านเป็นเหมือน “วาล์วระบายแรงดัน” เพื่อลดความตึงเครียด แต่ยังคงกลไกหลักในการควบคุมประเทศไว้อย่างเบ็ดเสร็จ
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของสิงคโปร์บอกเราว่า ความเจริญรุ่งเรืองไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ
แต่มันเกิดจากการออกแบบ การวางแผน และการสร้างระบบที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ
แม้ระบบนี้อาจจะแลกมาด้วยข้อจำกัดบางประการทางด้านสิทธิและเสรีภาพเมื่อเทียบกับมาตรฐานตะวันตก
แต่สำหรับชาวสิงคโปร์จำนวนมาก ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในรูปของความมั่งคั่งและความปลอดภัย อาจจะเป็นคำตอบที่พวกเขาพอใจ
…
เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย เราเองก็กำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญทางประวัติศาสตร์เช่นกัน
ในขณะที่ สิงคโปร์ ใช้เวลากว่าครึ่งศตวรรษในการอัปเดตและปรับแต่ง Source code ของรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างความมั่นคงและมั่งคั่ง
ประเทศไทยกำลังเตรียมเข้าสู่กระบวนการ “การทำประชามติ” เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปรียบเสมือนการพยายามเขียนโปรแกรมระบบปฏิบัติการของประเทศใหม่อีกครั้ง
ที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำเปรียบเปรยว่า รัฐธรรมนูญไทยเหมือนซอฟต์แวร์ที่ถูกเขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียนใหม่อยู่บ่อยครั้งที่สุดในโลก
การทำประชามติที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงไม่ใช่เพียงแค่พิธีกรรมทางกฎหมาย หรือเกมการต่อรองของพรรคการเมืองในสภา
แต่มันคือช่วงเวลาที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง จะได้ตัดสินใจว่าเราอยากจะติดตั้ง OS หรือระบบปฏิบัติการแบบไหนให้กับประเทศ
เราต้องการระบบที่เน้นการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มข้น ระบบที่เปิดกว้างสำหรับความหลากหลาย หรือระบบที่เอื้อต่อเสถียรภาพในการบริหาร
บทเรียนจาก สิงคโปร์ ทำให้เราเห็นแล้วว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่กระดาษร่างกฎหมายที่วางอยู่บนพาน
แต่มันคือ “พิมพ์เขียว” ที่กำหนดชะตากรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนทั้งชาติในระยะยาว
หาก สิงคโปร์ คือตัวอย่างของความสำเร็จจากการ “วิศวกรรมการเมือง” ที่ผู้มีอำนาจเป็นคนกำหนดทิศทาง
การทำประชามติของไทยในครั้งนี้ ก็จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า การออกแบบโครงสร้างประเทศที่มาจาก “ฉันทามติ” ของประชาชนทุกคน จะสามารถพาประเทศไปได้ไกลแค่ไหน
ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร การมีส่วนร่วมในการแก้ไข Source code ของชาติ คือหน้าที่ที่พวกเราทุกคนไม่อาจปฏิเสธ
เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับกฎกติกาที่พวกเราช่วยกันเขียนขึ้นมาเอง…
References : [straitstimes, channelnewsasia, eastasiaforum]