หนังสือที่เขย่าการเมืองอเมริกา เมื่อความโกรธคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง

หากเรามองไปที่สหรัฐอเมริกา ดินแดนที่ขึ้นชื่อว่าเป็นต้นแบบของ “ประชาธิปไตย” และระบบเศรษฐกิจแบบเสรี

หลายคนอาจจินตนาการถึงภาพความมั่งคั่งและโอกาสที่เปิดกว้างสำหรับทุกคน

แต่ความจริงที่ Bernie Sanders สมาชิกวุฒิสภาผู้คร่ำหวอดในวงการเมืองมาอย่างยาวนานกำลังจะบอกเราในหนังสือ “It’s OK to Be Angry About Capitalism” กลับเป็นหนังคนละม้วน…

เขากำลังชี้ให้เห็นว่า ระบบที่ขับเคลื่อนโลกอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่แค่ทุนนิยมธรรมดา

แต่มันคือทุนนิยมที่ขับเคลื่อนด้วยความโลภที่ยากจะควบคุม จนกลายเป็นต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำที่น่ากลัว

ลองนึกภาพสังคมที่มหาเศรษฐีเพียงไม่กี่คน มีอำนาจควบคุมความมั่งคั่งมากกว่าคนส่วนใหญ่ในประเทศรวมกันเสียอีก คุณคิดว่าระบบแบบนี้มันปกติจริงๆ หรือ?

Bernie Sanders ตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า มนุษย์เราจะยอมรับรูปแบบเศรษฐกิจที่เอื้อประโยชน์ให้คนเพียง 1% ในขณะที่คนอีก 99% ต้องดิ้นรนอย่างหนักได้อย่างไร

เรื่องราวนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลย เพราะหากเราหันกลับมามองประเทศไทย

ความรู้สึกที่ว่า “คนรวยยิ่งรวยขึ้น คนจนยิ่งเหนื่อยลง” ก็เป็นสิ่งที่สัมผัสได้อย่างชัดเจนไม่แพ้กัน…

ย้อนกลับไปในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ปี 2016 และ 2020 ชื่อของ Bernie Sanders กลายเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในฐานะผู้ที่กล้าเสี่ยงเข้ามาปฏิวัติระบบการเมืองแบบเดิม ๆ

เขาไม่ได้เดินเกมตามกฎเดิมๆ ที่ต้องวิ่งเข้าหา “Big Money” หรือกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่เพื่อขอเงินสนับสนุนการเลือกตั้งเหมือนนักการเมืองคนอื่นๆ

สิ่งที่เขาทำคือการพิสูจน์ว่า พลังของ “Working Class” หรือชนชั้นแรงงานนั้นมีอยู่จริง และมันทรงพลังพอที่จะสั่นคลอนโครงสร้างเดิมได้

แคมเปญของเขารวบรวมเงินบริจาคจากผู้คนตัวเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นครู พนักงานไปรษณีย์ หรือพนักงานคลังสินค้าของ Amazon กว่า 2 ล้านราย

เงินบริจาคเฉลี่ยต่อครั้งอยู่ที่ประมาณ 18.5 ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น แต่มันกลับรวมกันเป็นพลังมหาศาลที่ทำให้เขาสามารถต่อสู้กับกลุ่มอำนาจเดิมได้อย่างสมศักดิ์ศรี

นี่คือการปฏิวัติโมเดลการหาเสียงที่ปฏิเสธเงินจากอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ที่อาจจะไม่เคยเห็นมาก่อนในสังคมอเมริกา

เพราะเขารู้ดีว่าหากรับเงินจากใครมาแล้ว ย่อมยากที่จะออกนโยบายที่ไปกระทบผลประโยชน์ของคนกลุ่มนั้น…

ในช่วงกุมภาพันธ์ปี 2020 Bernie Sanders เข้าใกล้ความสำเร็จมากที่สุดครั้งหนึ่ง

เขาชนะในรัฐหลักอย่าง Iowa, New Hampshire และ Nevada จนทำให้กลุ่มทุนเดิมเริ่มตกตะลึง

เมื่อเห็นท่าไม่ดี กลุ่มอำนาจเดิมจึงเริ่มรวมตัวกันเพื่อหนุน Joe Biden ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าในสายตาของกลุ่มทุนและระบบเดิม

ในมุมมองของ Sanders ประชาธิปไตยที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเงินทุนนับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อการ Lobbying และการหาเสียง ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

เขามองว่ามันคือระบบที่ “Wealthy Elite” เป็นเจ้าของ และใช้สื่อในมือเพื่อปกป้องอำนาจของตัวเอง ในขณะที่เสรีภาพของสื่อจริงๆ กลับมีอยู่น้อยมาก

น่าสนใจว่าฐานเสียงที่เหนียวแน่นที่สุดของเขาคือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่อายุต่ำกว่า 30 ปี ซึ่งเริ่มมองเห็นว่าระบบปัจจุบันไม่ได้ทำงานเพื่อพวกเขาอีกต่อไป

คนรุ่นใหม่เหล่านี้กำลังเผชิญกับความจริงที่เจ็บปวดว่า มาตรฐานการครองชีพของพวกเขากำลังจะต่ำกว่ารุ่นพ่อแม่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ลองดูตัวเลขที่น่าตกใจในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี 1920 รายได้กว่า 45% ตกไปอยู่ในมือของคนเพียง 1% ที่อยู่บนยอดพีระมิด…

ในขณะที่ CEO ของบริษัทยักษ์ใหญ่มีรายได้เฉลี่ยมากกว่าพนักงานทั่วไปถึง 350 เท่า

แต่คนทำงานส่วนใหญ่กลับมีรายได้จริงไม่ต่างจากเมื่อ 50 ปีที่แล้วหากคำนวณตามอัตราเงินเฟ้อ

ปัจจุบันคนอเมริกันมากกว่าครึ่งต้องทำงานแบบเดือนชนเดือน เพื่อรอรับเช็คเงินเดือนถัดไปเพียงเพื่อให้มีชีวิตรอด

คนนับล้านกำลังดิ้นรนกับค่าแรงที่ต่ำเตี้ย มีคนไร้บ้านกว่า 5 แสนคน และอีกหลายล้านคนที่ต้องจ่ายรายได้เกือบครึ่งหนึ่งไปกับค่าที่อยู่อาศัยที่แพงระยับ

นี่คือภาพสะท้อนของประเทศที่พัฒนาแล้ว แต่กลับมีคนเกือบร้อยล้านคนไม่มีประกันสุขภาพที่เพียงพอ และแรงงานสูงอายุกว่า 40% แทบไม่มีเงินออมหลังเกษียณ

สถานการณ์เหล่านี้ดูคุ้นๆ เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในบ้านเราไหม? ปัญหาค่าแรงขั้นต่ำ สวัสดิการแรงงาน และหนี้ทางการศึกษา เป็นแผลสดที่รอการรักษาไม่ต่างกัน

Bernie Sanders จึงเสนอแนวคิดเรื่อง “Wealth Tax” หรือการเก็บภาษีความมั่งคั่งจากเหล่าอภิมหาเศรษฐีเพื่อนำมาสร้างสวัสดิการให้คนส่วนใหญ่…

เขายกตัวอย่างว่า หากกฎหมายนี้ผ่าน ครอบครัว Walton เจ้าของ Walmart หรือ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon จะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นมหาศาลจากทรัพย์สินที่พวกเขามี

แม้แต่ Elon Musk หรือ Mark Zuckerberg เองก็ต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นนับหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อช่วยพยุงสังคมที่พวกเขาสร้างความมั่งคั่งขึ้นมา

แต่แน่นอนว่าในโลกแห่งความเป็นจริง การผลักดันนโยบายเหล่านี้พ่ายแพ้ให้กับกลุ่มผู้สนับสนุนทุนนิยมที่คอยปกป้องผลประโยชน์ของมหาเศรษฐีเสมอ

Sanders มองว่าปัญหาเหล่านี้ไม่มีอจุดกึ่งกลางระหว่างความโลภที่ไม่รู้จักพอ กับความยุติธรรมที่ชนชั้นแรงงานควรได้รับ

เราไม่สามารถประนีประนอมกับระบบที่ออกแบบมาเพื่อดึงทรัพยากรไปไว้ที่คนเพียงไม่กี่คนได้ โดยเฉพาะเมื่อมันกำลังทำลายรากฐานของสังคม

สุดท้ายแล้ว การจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ ไม่ใช่แค่เรื่องของการรอให้นักการเมืองมาแก้ไขในสภาแบบปกติเพียงอย่างเดียว

แต่มันต้องอาศัยการสร้างแรงกระเพื่อมจากระดับรากหญ้า การรวมตัวกันของมวลชนที่เข้มแข็งเพื่อส่งเสียงว่าระบบที่เป็นอยู่มันใช้ไม่ได้อีกต่อไป…

พรรคการเมืองต้องเลือกอย่างเด็ดขาดว่าจะยืนอยู่ข้างใคร ระหว่างชนชั้นแรงงานที่ทำงานหนัก หรือจะอยู่ข้างมหาเศรษฐีเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ “It’s OK to Be Angry About Capitalism” จึงไม่ใช่แค่บทวิจารณ์เศรษฐกิจ แต่มันคือการเรียกร้องให้เรากล้าที่จะ “โกรธ” ต่อความไม่ยุติธรรม

เพราะความโกรธนั้นเองจะเป็นเชื้อไฟที่นำไปสู่การตั้งคำถาม และการร่วมมือกันเพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่เห็นหัว “คนธรรมดา” มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

เพราะท้ายที่สุดแล้วโลกใบนี้อาจจะไม่ได้ต้องการมหาเศรษฐีที่รวยล้นฟ้าเพิ่มขึ้นอีกไม่กี่คน แต่ต้องการสังคมที่ทุกคนสามารถลืมตาอ้าปากได้อย่างมีศักดิ์ศรีมากกว่า…

References : หนังสือ It’s OK to Be Angry About Capitalism โดย Bernie Sanders

ทำไมจีนถึงกล้า “เท” Nvidia? เกมการเมืองหรือความมั่นคง เกิดอะไรขึ้นกับดีล Nvidia H200

หากย้อนกลับไปเมื่อร้อยปีก่อน ทรัพยากรที่มีค่าที่สุดที่มหาอำนาจทั่วโลกต่างแย่งชิงกันครอบครองคือ “น้ำมัน”

ใครมีน้ำมันมากที่สุด คนนั้นคือผู้กำหนดทิศทางเศรษฐกิจและสงครามของโลก…

แต่ในศตวรรษที่ 21 คำนิยามของทรัพยากรล้ำค่าได้เปลี่ยนไปแล้ว

มันไม่ใช่ของเหลวสีดำที่สูบขึ้นมาจากใต้ดิน แต่มันคือแผ่นซิลิคอนชิ้นเล็กๆ ที่มีความกว้างเพียงไม่กี่นิ้ว

เรากำลังพูดถึง “AI Chip”

และในบรรดาผู้ผลิตชิปทั้งหมด ไม่มีใครที่จะทรงอิทธิพลไปกว่า Nvidia ภายใต้การนำของ Jensen Huang

ตลอดช่วงเวลาสองสามปีที่ผ่านมา เรื่องราวของสงครามเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน เป็นเหมือนซีรีส์เรื่องยาวที่พวกเราติดตามกันอย่างใกล้ชิด

บทบาทที่เราคุ้นเคยคือ สหรัฐอเมริกา พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อสกัดกั้นไม่ให้จีนเข้าถึงเทคโนโลยีระดับสูง

ทำเนียบขาวออกกฎระเบียบมากมายเพื่อ “แบน” การส่งออกชิปตัวท็อปๆ ไปยังปักกิ่ง

เพราะความกังวลว่าจีนจะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในทางการทหาร หรือพัฒนาขีดความสามารถทางไซเบอร์จนแซงหน้าโลกตะวันตก…

ภาพจำของเราคือ บริษัทเทคโนโลยีจีนพยายามดิ้นรนทุกทางเพื่อหาช่องว่างนำเข้าชิปเหล่านี้

ส่วน Nvidia ก็พยายามปรับสเปกชิปเพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัด ให้ยังสามารถขายของได้

มันคือเกมแมวไล่จับหนูที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

แต่แล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา กลับเกิดเหตุการณ์ที่เหมือนกับการหักมุมในตอนจบของภาพยนตร์

เมื่อจู่ๆ ฝ่ายที่สั่ง “ปิดประตู” ไม่ให้ชิปตัวแรงที่สุดเข้าประเทศ กลับไม่ใช่สหรัฐอเมริกา

แต่เป็นรัฐบาลจีนเอง…

เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นจากรายงานข่าว Exclusive ของสำนักข่าว Reuters ที่สั่นสะเทือนวงการเทคโนโลยีทั่วโลก

แหล่งข่าววงในระบุว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรของจีนได้รับคำสั่งด่วนชนิดสายฟ้าแลบ

คำสั่งนั้นระบุชัดเจนว่า ชิป H200 ของ Nvidia “ไม่ได้รับอนุญาต” ให้นำเข้าสู่ประเทศจีน

นี่คือเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ เพราะ H200 คือชิป AI ที่ทรงพลังที่สุดเป็นอันดับสองของ Nvidia ในเวลานี้ และเป็นสิ่งที่บริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกต่างแย่งกันซื้อ

ปกติแล้ว เรามักจะได้ยินข่าวว่าบริษัทจีนยอมจ่ายเงินแพงกว่าราคาตลาดมหาศาล เพื่อให้ได้ครอบครองชิปตระกูล H100 หรือ H200 ผ่านตลาดมืด

แต่ครั้งนี้ ทางการจีนกลับเป็นคนเดินไปที่หน้าประตู แล้วล็อคกลอนขังตัวเองจากข้างใน

แหล่งข่าวยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนได้เรียกประชุมบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำในประเทศเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา

ในห้องประชุมนั้น บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

เจ้าหน้าที่ได้ยื่นคำขาดที่ชัดเจนว่า ห้ามซื้อชิป H200 เว้นแต่จะมีความจำเป็นจริงๆ

หนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ถึงกับเปรยว่า ถ้อยคำที่เจ้าหน้าที่ใช้นั้นมีความรุนแรงมาก จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นคำสั่ง “แบน” โดยสมบูรณ์ในทางปฏิบัติ

แม้ว่าจะมีการทิ้งท้ายว่า สถานการณ์อาจเปลี่ยนแปลงได้ในอนาคต หากมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องก็ตาม…

ความซับซ้อนของเรื่องนี้มันอยู่ที่จังหวะเวลา

เพราะในขณะที่จีนสั่งห้ามนำเข้า ทางฝั่งสหรัฐอเมริกา โดยรัฐบาลของ Trump กลับเพิ่งจะอนุมัติให้ส่งออกชิปรุ่นนี้ไปยังจีนได้ในสัปดาห์เดียวกัน

แม้จะเป็นการอนุมัติแบบมีเงื่อนไข แต่ก็ถือเป็นการเปิดช่องทางตามกฎหมาย

สิ่งนี้สร้างความมึนงงให้กับนักวิเคราะห์จำนวนมาก

เพราะปกติแล้ว กลุ่มเหยี่ยว หรือกลุ่มที่มีแนวคิดต่อต้านจีนในสหรัฐฯ จะเป็นฝ่ายที่ออกมาโวยวายด้วยความกังวลว่า ชิปเหล่านี้จะไปเสริมเขี้ยวเล็บให้กองทัพจีน

แต่กลายเป็นว่า รัฐบาลปักกิ่งกลับเป็นฝ่ายปฏิเสธของขวัญชิ้นนี้เสียเอง

คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นในใจของทุกคนคือ “ทำไม”

ทำไมจีนถึงเลือกที่จะปฏิเสธเทคโนโลยีที่ตัวเองกำลังต้องการมากที่สุด เพื่อใช้ในการแข่งขันพัฒนาโมเดล AI กับสหรัฐฯ

สมมติฐานแรกที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด คือเรื่องของ “ยุทธศาสตร์การพึ่งพาตนเอง”

จีนรู้ดีว่า ตราบใดที่ลมหายใจของวงการเทคโนโลยีในประเทศ ยังต้องพึ่งพาจมูกของคนอื่น วันหนึ่งหากถูกบีบจมูกขึ้นมาจริงๆ พวกเขาอาจจะไม่รอด

ที่ผ่านมา การที่ชิปของ Nvidia ครองตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ ทำให้บริษัทเทคโนโลยีจีนอย่าง Alibaba Tencent หรือ ByteDance ไม่มีความจำเป็นต้องหันไปมองชิปที่ผลิตในประเทศ

แม้ว่าจีนจะมีบริษัทอย่าง Huawei ที่พยายามพัฒนาชิป AI ของตัวเองขึ้นมาแข่ง

แต่ในแง่ของประสิทธิภาพและระบบนิเวศซอฟต์แวร์ ก็ยังตามหลัง Nvidia อยู่หลายก้าว

การสั่งแบน H200 จึงอาจเป็นเหมือนยาขมที่รัฐบาลจีนป้อนให้กับบริษัทในประเทศ

เป็นการบังคับกลายๆ ว่า “เลิกหวังพึ่งของนอก แล้วหันมาใช้ของที่ผลิตเองได้แล้ว”

แม้ว่าในช่วงแรก ประสิทธิภาพการทำงานอาจจะลดลง การประมวลผลอาจจะช้ากว่า

แต่มันคือความเจ็บปวดที่จำเป็น เพื่อให้ผู้ผลิตชิปในประเทศมีตลาด มีรายได้ และมีข้อมูลกลับไปพัฒนาสินค้าให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต…

สมมติฐานที่สอง คือเรื่องของ “เกมการต่อรอง”

ในโลกของการเมืองระหว่างประเทศ เศรษฐกิจคืออาวุธชนิดหนึ่ง

การที่จีนแสดงท่าทีแข็งกร้าว ปฏิเสธสินค้ามูลค่ามหาศาลจากบริษัทสหรัฐฯ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังรัฐบาลวอชิงตัน

ว่าจีนไม่ได้เป็นฝ่ายที่ต้องง้อสหรัฐฯ เสมอไป

มีรายงานจาก The Information ที่สอดคล้องกันว่า รัฐบาลจีนแจ้งกับบริษัทเทคฯ บางแห่งว่า จะอนุมัติการซื้อ H200 ได้เฉพาะกรณีพิเศษ เช่น การใช้เพื่อการวิจัยและพัฒนาในมหาวิทยาลัยเท่านั้น

นี่อาจเป็นเทคนิคการดึงเกม เพื่อใช้เรื่องนี้เป็นเครื่องมือต่อรองบนโต๊ะเจรจาการค้าในอนาคต

หรืออาจจะเป็นการตอบโต้มาตรการอื่นๆ ของสหรัฐฯ ที่เราอาจยังไม่เห็นภาพชัดเจนในตอนนี้

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นข้อไหน สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้น

สำหรับ Nvidia นี่คือความท้าทายครั้งใหญ่

แม้ Jensen Huang จะเคยกล่าวด้วยความมั่นใจว่า ความต้องการชิป AI ทั่วโลกนั้นมีมหาศาล จนแทบผลิตไม่ทัน

แต่ตลาดจีนก็ยังคงเป็นเค้กชิ้นใหญ่ที่ Nvidia ไม่อยากสูญเสียไป

การที่ลูกค้ากระเป๋าหนักในจีนถูกสั่งห้ามซื้อ ย่อมส่งผลกระทบต่อรายได้และความเชื่อมั่นของนักลงทุนไม่มากก็น้อย

ยิ่งไปกว่านั้น ทางการจีนไม่ได้ให้เหตุผลใดๆ อย่างเป็นทางการสำหรับคำสั่งนี้

หน่วยงานอย่าง General Administration of Customs หรือ Ministry of Industry and Information Technology ของจีน ต่างปิดปากเงียบเมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้

ทาง Nvidia เองก็ยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ

ความเงียบนี้ ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูน่ากังวลและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น

เรากำลังเห็นภาพของโลกเทคโนโลยีที่กำลังจะถูกแบ่งแยกอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น

จากเดิมที่เราเคยเชื่อในเรื่องของ “โลกาภิวัตน์” ที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมจะไหลเวียนไปทั่วโลกอย่างไร้พรมแดน

แต่วันนี้ เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “Splinternet” ในเวอร์ชันฮาร์ดแวร์

โลกฝั่งหนึ่ง ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีของตะวันตก ใช้ชิปจาก Nvidia AMD และ Intel

โลกอีกฝั่งหนึ่ง นำโดยจีน ที่พยายามสร้างระบบนิเวศของตัวเอง ตัดขาดจากการพึ่งพาภายนอก

กำแพงที่กั้นระหว่างสองโลกนี้ ไม่ได้ถูกสร้างด้วยอิฐหรือปูน

แต่ถูกสร้างด้วยนโยบาย กฎระเบียบ และความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน…

สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับพัฒนาการของ AI ในจีน

การขาดแคลนชิปตัวท็อปอย่าง H200 จะทำให้การเทรนโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของจีนช้าลงหรือไม่

เมื่อเทียบกับ OpenAI Google หรือ Anthropic ที่มีทรัพยากรฮาร์ดแวร์พร้อมสรรพ

จีนจะสามารถเร่งสปีดการพัฒนาชิปในประเทศขึ้นมาทดแทนได้ทันเวลาหรือเปล่า

นี่คือการเดิมพันที่มีความเสี่ยงสูงมากของรัฐบาลปักกิ่ง

หากทำสำเร็จ จีนจะหลุดพ้นจากพันธนาการทางเทคโนโลยีของสหรัฐฯ และยืนหยัดได้ด้วยขาของตัวเองอย่างภาคภูมิ

แต่หากล้มเหลว มันอาจหมายถึงการตามหลังโลกตะวันตกไปอีกหลายปี ในยุคที่ AI กำลังจะเป็นตัวตัดสินความเป็นมหาอำนาจของโลก

เรื่องราวของ H200 ในวันนี้ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของมาตรการตอบโต้ที่เข้มข้นขึ้น

เราอาจได้เห็นการ “แบน” สินค้าเทคโนโลยีอื่นๆ ตามมาอีกในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ ระบบปฏิบัติการ หรือแม้แต่วัตถุดิบในการผลิต

สุดท้ายแล้ว สงครามชิปครั้งนี้ บอกเราว่า

ในโลกยุคใหม่ เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมืออำนวยความสะดวก

แต่มันคือ “ยุทธภัณฑ์” ที่ใช้ในการต่อสู้เพื่อชิงความเป็นหนึ่ง

และในสนามรบนี้ ไม่มีใครยอมใคร แม้จะต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจก็ตาม…

References : [reuters, theinformation, bloomberg, cnbc, techcrunch]

รัฐธรรมนูญ “กินได้” จริงไหม? ประเทศสิงคโปร์ ออกแบบกฎหมายอย่างไร ให้ประเทศเดินหน้า (ไม่วนลูป)

ก็ต้องบอกว่าประเทศไทยเราเดินทางมาถึงทางแยกครั้งสำคัญอีกครั้ง เพราะจะมีการออกเสียงประชามติเพื่อให้ความเห็นชอบในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 8 ก.พ. 69 ที่จะถึงนี้

ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าประเทศเราได้ทดลองมาหลายรูปแบบแล้ว ทั้งการไม่มีองค์กรอิสระ การตั้งองค์กรอิสระแต่ให้อำนาจนักการเมืองไว้สูง หรือ การมีองค์กรอิสระแล้วลดอำนาจนักการเมือง ซึ่งผลลัพธ์ก็ตามที่เห็นมันมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป

แต่ถ้าถามว่าการออกแบบรัฐธรรมนูญมันเปลี่ยนประเทศได้จริงหรือ? คำตอบที่ชัดเจนที่สุดผมว่าน่าจะเป็นเคสของประเทศสิงคโปร์

เคยสงสัยไหมครับว่า อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จที่แท้จริงของเกาะเล็กๆ แห่งนี้

ภาพที่เราคุ้นตาคือตึกระฟ้าดีไซน์ล้ำยุคที่แทรกตัวอยู่กับธรรมชาติแบบ Biophilic หรือความเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับโลกที่มั่งคั่งที่สุดแห่งหนึ่ง

จากอดีตอาณานิคมที่ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ พลิกฟื้นกลายมาเป็นประเทศที่ร่ำรวยมหาศาลภายในชั่วอายุคนเดียว

เรื่องราวนี้ถูกเล่าขานซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเป็นปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจ

แต่ภายใต้ความเจริญรุ่งเรืองที่ฉาบด้วยเหล็กและกระจกนั้น มีเรื่องราวที่ซับซ้อนและลึกซึ้งกว่าซ่อนอยู่

มันไม่ใช่แค่เรื่องของระบบตลาดเสรีที่ประสบความสำเร็จ แต่มันคือเรื่องราวของ “วิศวกรรมทางการเมือง” ที่ถูกออกแบบมาอย่างประณีตบรรจงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก…

สิงคโปร์ ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา มีการเลือกตั้งสม่ำเสมอ รัฐธรรมนูญคือกฎหมายสูงสุด และทุกคนมีสิทธิไปลงคะแนนเสียง

แต่สิ่งที่น่าเหลือเชื่อคือ พรรคการเมืองเดียวอย่าง People’s Action Party หรือ PAP กลับสามารถครองอำนาจบริหารประเทศมาได้อย่างยาวนานและต่อเนื่อง

ตั้งแต่ปี 1959 มาจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลของสิงคโปร์ไม่เคยเปลี่ยนขั้วเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ความยั่งยืนทางการเมืองระดับนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความนิยม หรือเพราะรัฐบาลบริหารเศรษฐกิจเก่งเพียงอย่างเดียว แม้สิ่งเหล่านั้นจะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ

แต่เบื้องหลังที่แท้จริงคือ ระบบปฏิบัติการทางการเมือง ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเน้นเสถียรภาพ และความต่อเนื่อง

โดยลดทอนความวุ่นวายจากการแย่งชิงอำนาจที่เรามักเห็นในโลกตะวันตก (หรือแม้แต่ในประเทศไทยเราเอง)

เมื่อเรามองย้อนกลับไปที่ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2025 ซึ่งพรรค PAP กวาดคะแนนเสียงไปกว่า 65.6% และครองที่นั่งในสภาถึง 87 จาก 99 ที่นั่ง

เราต้องตั้งคำถามว่า ระบบนี้ทำงานอย่างไรกันแน่…

มันไม่ใช่เผด็จการ เพราะฝ่ายค้านก็ครองที่นั่งได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 12 ที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด

แต่มันก็ไม่ใช่เสรีประชาธิปไตยในแบบที่เราคุ้นเคย แต่มันคือ “ประชาธิปไตยแบบมีการจัดการ” หรือ Managed Democracy

ระบบที่กติกาการแข่งขัน ถูกปรับปรุง อัปเดต และแก้ไขจุดบกพร่องอยู่ตลอดเวลาโดยผู้ที่ถืออำนาจรัฐ

เพื่อให้เข้าใจปัจจุบัน เราต้องย้อนกลับไปดูที่ต้นกำเนิด หรือ Source code ของระบบนี้

การเมืองสิงคโปร์มีรากฐานมาจาก Westminster model ของอังกฤษ โดยในปี 1959 พรรค PAP นำโดย ลี กวนยู ชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย

ชัยชนะครั้งนั้นเปรียบเสมือน Big Bang ของการเมืองสิงคโปร์ ที่สถาปนาให้ PAP ไม่ใช่แค่ผู้เล่นในสนาม แต่กลายเป็น สถาปนิก ผู้สร้างโครงสร้างประเทศ

ยิ่งหลังจากแยกตัวจากมาเลเซีย ในปี 1965 อำนาจของ PAP ก็ยิ่งเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

ช่วงเวลาที่พรรคฝ่ายค้านคว่ำบาตรการเลือกตั้งในปี 1968 ทำให้เกิดสภาที่มีแต่พรรครัฐบาลยาวนานกว่าทศวรรษ

ช่วงเวลานั้นเองที่เปิดโอกาสให้ ลี กวนยู และทีมงาน เขียนโปรแกรม การบริหารรัฐใหม่ได้โดยไม่มีแรงต้าน

พวกเขามีแนวคิดที่ชัดเจนว่า เกาะเล็กๆ ที่เปราะบางอย่างสิงคโปร์ ไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงจากการเมืองที่ติดขัด หรือนโยบายประชานิยมที่จะมาบ่อนทำลายเสถียรภาพได้

กระบวนการ “วิศวกรรมรัฐธรรมนูญ” จึงเริ่มต้นขึ้น เพื่อสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็ง และฝังรากลึกให้อยู่เหนือความผันผวนของอารมณ์ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดที่ถือเป็นการอัปเดตระบบครั้งใหญ่ เกิดขึ้นในปี 1988

ก่อนหน้านั้น สิงคโปร์ใช้ระบบเขตเลือกตั้งแบบเขตเดียวเบอร์เดียว หรือ SMC ที่ผู้สมัครต้องสู้กันตัวต่อตัว

แต่รัฐบาลมองเห็นแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร และความเสี่ยงที่การเมืองจะถูกแบ่งแยกด้วยเชื้อชาติเหมือนในประเทศเพื่อนบ้าน

พวกเขาจึงนำเสนอระบบใหม่ที่เรียกว่า Group Representation Constituency หรือ GRC

ไอเดียของระบบนี้ฟังดูมีเหตุผลและเต็มไปด้วยเจตนาดี นั่นคือการบังคับให้พรรคการเมืองต้องส่งผู้สมัครเป็น ทีม แทนที่จะเป็นรายบุคคล

โดยกฎหมายระบุชัดเจนว่า ในทีมผู้สมัครของเขต GRC จะต้องมีสมาชิกอย่างน้อยหนึ่งคน มาจากชนกลุ่มน้อย เช่น ชาวมลายู หรืออินเดีย

เป้าหมายที่ประกาศออกมาคือ เพื่อรับประกันว่าในรัฐสภาจะมีตัวแทนจากทุกเชื้อชาติเสมอ ไม่ให้กลายเป็นสภาที่มีแต่คนจีนล้วนๆ

แต่ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ ระบบ GRC กลายเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุดของพรรครัฐบาล…

ด้วยกติกาแบบ Winner takes all หรือ ผู้ชนะกินรวบ ประชาชนกาบัตรใบเดียวเลือกทั้งทีม

หากพรรคใดได้คะแนนเสียงเกินครึ่งแม้เพียงนิดเดียว เช่น 50.1% พรรคนั้นจะกวาดที่นั่ง สส. ในเขตนั้นไปทั้งหมด 100% ทันที

กลไกนี้ทำให้เกิดยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า Anchor Minister

พรรค PAP จะส่งรัฐมนตรีระดับสูงที่มีบารมีและคะแนนนิยมล้นเหลือ ลงสมัครนำทีมในเขต GRC ขนาดใหญ่

ตัวอย่างเช่น ผู้ลงคะแนนในเขต Ang Mo Kio GRC ไม่ได้แค่เลือกทีมผู้สมัคร แต่พวกเขากำลังเลือกตัวนายกรัฐมนตรี ลี เซียนลุง ผู้เป็นหัวหน้าทีม

ความนิยมในตัวผู้นำระดับสูง จะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันและช่วยดึงคะแนนให้กับลูกทีมคนอื่นๆ ที่อาจจะเป็นหน้าใหม่หรือข้าราชการที่ไม่เป็นที่รู้จัก ให้สอบผ่านเข้าสภาไปได้แบบยกชุด

ในทางกลับกัน ระบบนี้กลับสร้างกำแพงที่สูงลิ่วให้กับพรรคฝ่ายค้าน

เพราะการจะลงแข่งในเขต GRC ฝ่ายค้านไม่สามารถใช้ดาราการเมืองเพียงคนเดียวได้ แต่ต้องเฟ้นหาทีมงานคุณภาพถึง 4-5 คน รวมถึงตัวแทนชนกลุ่มน้อย

สำหรับพรรคเล็กที่มีทรัพยากรจำกัด นี่คือฝันร้ายในการบริหารจัดการ และเป็นอุปสรรคชิ้นโตในการแจ้งเกิด

ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือความไม่สมส่วนระหว่างคะแนนเสียงและจำนวนที่นั่ง

ในการเลือกตั้งปี 2020 แม้พรรค PAP จะได้คะแนนเสียงมหาชนประมาณ 61.2% แต่กลับกวาดที่นั่งในสภาไปเกือบ 90%

นี่คืออานุภาพของระบบ GRC ที่ช่วยรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ได้อย่างเหนียวแน่น

แต่เดี๋ยวก่อน… การรักษาอำนาจทางการเมืองเป็นเพียงแค่ครึ่งเดียวของเรื่องราวทั้งหมด

อีกครึ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน และอาจจะสำคัญยิ่งกว่า คือการปกป้อง ความมั่งคั่ง ของชาติ

สิงคโปร์มีเงินสำรองระหว่างประเทศมหาศาล โดยมีการคาดการณ์ว่าในปี 2024 ตัวเลขอาจสูงถึง 1.6 ล้านล้านดอลลาร์สิงคโปร์

เงินจำนวนนี้มีมูลค่ามากกว่า GDP ของประเทศหลายเท่าตัว และเป็นสิ่งที่สั่งสมมาจากความพยายามของคนรุ่นก่อน

ในทศวรรษ 1980 ลี กวน ยู มองเห็นภัยคุกคามในอนาคต หากวันหนึ่งเกิดการเลือกตั้งที่ผิดพลาด และได้รัฐบาลประชานิยมเข้ามาบริหารประเทศ

รัฐบาลนั้นอาจจะสั่งทุบกระปุกออมสิน นำเงินสำรองออกมาแจกจ่ายเพื่อซื้อคะแนนนิยม จนประเทศล่มจม

ทางออกของพวกเขาคือการติดตั้ง แม่กุญแจ ล็อกห้องนิรภัยไว้ โดยการเปลี่ยนบทบาทของ “ประธานาธิบดี”

จากเดิมที่เป็นเพียงตำแหน่งพิธีการที่แต่งตั้งโดยรัฐสภา ในปี 1991 ได้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ประธานาธิบดีมาจากการเลือกตั้งโดยตรง และมอบอำนาจพิเศษให้

นั่นคือระบบ กุญแจสองดอก…

กุญแจดอกแรกถือโดยรัฐบาล ที่มีอำนาจเสนอแผนการใช้เงิน ส่วนกุญแจดอกที่สองถือโดยประธานาธิบดี ที่มีอำนาจ ยับยั้ง หรือ Veto การใช้เงินสำรองในอดีต

รัฐบาลปัจจุบันสามารถใช้เงินได้เฉพาะที่ตัวเองหามาได้ในวาระเท่านั้น หากจะล้วงเอาเงินเก่าออกมาใช้ ต้องได้รับอนุญาตจากประธานาธิบดีเสียก่อน

ระบบนี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎีบนกระดาษ แต่มันถูกใช้งานจริงในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจโลกปี 2008 และวิกฤตการระบาดของโควิดในปี 2020

รัฐบาลต้องทำเรื่องขออนุมัติจากประธานาธิบดี เพื่อดึงเงินสำรองมหาศาลออกมาพยุงเศรษฐกิจและสาธารณสุข ซึ่งประธานาธิบดีก็ได้ไขกุญแจดอกที่สองให้

แต่เพื่อให้มั่นใจว่าคนที่จะมาถือกุญแจดอกสำคัญนี้ จะต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้และมีความสามารถจริง

ในปี 2016 จึงมีการปรับแก้เกณฑ์คุณสมบัติของผู้สมัครประธานาธิบดีให้สูงขึ้นจนน่าตกใจ

หากคุณมาจากภาคเอกชน คุณต้องเคยเป็น CEO ของบริษัทที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 500 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์

เกณฑ์ที่สูงเสียดฟ้านี้ คัดกรองคนส่วนใหญ่ออกไปจนหมด เหลือเพียงกลุ่มข้าราชการระดับสูง และนักธุรกิจชั้นนำเพียงหยิบมือเดียวที่มีสิทธิ์สมัคร

ผลลัพธ์คือ ประธานาธิบดีผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล มักจะเป็นบุคคลที่เติบโตมาจากระบบเดียวกับรัฐบาลนั่นเอง

นอกจากเรื่องการเมืองและการเงินแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจของ Singapore Model คือ ความเร็ว

หากระบบของสหรัฐอเมริกาถูกออกแบบมาเพื่อการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มข้นจนบางครั้งนำไปสู่ความล่าช้า

สิงคโปร์กลับถูกออกแบบมาเพื่อ ความคล่องตัวสูงสุด…

รัฐสภาของสิงคโปร์เป็นระบบสภาเดียว ไม่มีวุฒิสภามาคอยกลั่นกรองซ้ำ

กฎหมายสำคัญๆ สามารถผ่านสภาได้ด้วยความเร็วแสง อย่างเช่นกฎหมายที่เกี่ยวกับมาตรการโควิด หรือกฎหมายความมั่นคง

ด้วยเสียงข้างมากแบบเบ็ดเสร็จของพรรค PAP และระบบวินัยพรรคที่เข้มงวด ฝ่ายบริหารจึงสามารถควบคุมฝ่ายนิติบัญญัติได้อย่างสมบูรณ์

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกฎหมาย FICA ในปี 2021 ที่ให้อำนาจรัฐบาลจัดการกับการแทรกแซงจากต่างชาติ หรือกฎหมายความปลอดภัยออนไลน์ในปี 2022

กฎหมายเหล่านี้ผ่านสภาโดยใช้เวลาอภิปรายเพียงไม่กี่ชั่วโมง แม้จะมีเสียงคัดค้านจากฝ่ายค้านและภาคประชาสังคมเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจที่มากเกินไป

แต่นี่คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อแลกกับความสามารถในการตอบสนองต่อวิกฤตการณ์ได้อย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ การควบคุม พื้นที่ข้อมูลข่าวสาร ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญ

กฎหมาย POFMA ที่ประกาศใช้ในปี 2019 ให้อำนาจรัฐมนตรีในการสั่งแก้ไข “ข่าวปลอม” หรือข้อมูลเท็จบนโลกออนไลน์ได้ทันที

รัฐมนตรีสามารถสั่งให้แปะป้ายแก้ไขข้อมูลข้างๆ โพสต์ต้นฉบับได้ โดยไม่ต้องรอคำตัดสินของศาล

แม้รัฐบาลจะยืนยันว่านี่คือเครื่องมือในการปกป้องความจริง แต่ฝ่ายวิพากษ์วิจารณ์มองว่ามันสร้างบรรยากาศแห่งความหวาดกลัว และถูกใช้เพื่อจำกัดการถกเถียงทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ไม่มีระบบใดในโลกที่สมบูรณ์แบบและคงอยู่ตลอดไปโดยไม่มีรอยร้าว

การเลือกตั้งปี 2020 เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งใหญ่ เมื่อพรรคฝ่ายค้าน Workers’ Party สามารถเจาะฐานที่มั่นสำคัญอย่าง Sengkang GRC ได้สำเร็จ

การพ่ายแพ้ในเขต GRC ครั้งนั้นทำให้พรรค PAP เสียที่นั่งไปถึง 4 ที่นั่ง พร้อมกับรัฐมนตรีอีกหนึ่งคน

เหตุการณ์นี้พิสูจน์ให้เห็นว่า ดาบสองคมของระบบ Winner takes all สามารถย้อนกลับมาทำร้ายผู้สร้างได้เช่นกัน หากฝ่ายค้านสามารถรวมทีมที่แข็งแกร่งพอ

เมื่อมาถึงการเลือกตั้งปี 2025 ระบบดูเหมือนจะปรับตัวเข้าสู่สมดุลใหม่อีกครั้ง

พรรค PAP สามารถฟื้นคะแนนนิยมกลับมาได้ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง ผู้นำรุ่นที่ 4

แต่ในขณะเดียวกัน ฝ่ายค้านก็ยังคงรักษาที่นั่งของตนเองไว้ได้อย่างเหนียวแน่นที่ 12 ที่นั่ง

นี่อาจจะเป็น New Equilibrium หรือดุลยภาพใหม่ของการเมืองสิงคโปร์

ยุคสมัยที่พรรครัฐบาลกวาดที่นั่งเกลี้ยงสภาแบบในอดีต ได้จบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว

ประชาชนสิงคโปร์ยุคใหม่ยังคงต้องการรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและบริหารงานเก่ง แต่พวกเขาก็ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ต้องการระบบตรวจสอบที่มีพลังในสภาเช่นกัน

สิงคโปร์ในปี 2026 จึงเป็นภาพสะท้อนของการต่อรองระหว่าง อำนาจ และ เสรีภาพ

ระบบที่ยอมให้มีฝ่ายค้านเป็นเหมือน “วาล์วระบายแรงดัน” เพื่อลดความตึงเครียด แต่ยังคงกลไกหลักในการควบคุมประเทศไว้อย่างเบ็ดเสร็จ

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องราวของสิงคโปร์บอกเราว่า ความเจริญรุ่งเรืองไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ

แต่มันเกิดจากการออกแบบ การวางแผน และการสร้างระบบที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ

แม้ระบบนี้อาจจะแลกมาด้วยข้อจำกัดบางประการทางด้านสิทธิและเสรีภาพเมื่อเทียบกับมาตรฐานตะวันตก

แต่สำหรับชาวสิงคโปร์จำนวนมาก ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ในรูปของความมั่งคั่งและความปลอดภัย อาจจะเป็นคำตอบที่พวกเขาพอใจ

เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทย เราเองก็กำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญทางประวัติศาสตร์เช่นกัน

ในขณะที่ สิงคโปร์ ใช้เวลากว่าครึ่งศตวรรษในการอัปเดตและปรับแต่ง Source code ของรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างความมั่นคงและมั่งคั่ง

ประเทศไทยกำลังเตรียมเข้าสู่กระบวนการ “การทำประชามติ” เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเปรียบเสมือนการพยายามเขียนโปรแกรมระบบปฏิบัติการของประเทศใหม่อีกครั้ง

ที่ผ่านมา เรามักได้ยินคำเปรียบเปรยว่า รัฐธรรมนูญไทยเหมือนซอฟต์แวร์ที่ถูกเขียนแล้วลบ ลบแล้วเขียนใหม่อยู่บ่อยครั้งที่สุดในโลก

การทำประชามติที่กำลังจะเกิดขึ้น จึงไม่ใช่เพียงแค่พิธีกรรมทางกฎหมาย หรือเกมการต่อรองของพรรคการเมืองในสภา

แต่มันคือช่วงเวลาที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง จะได้ตัดสินใจว่าเราอยากจะติดตั้ง OS หรือระบบปฏิบัติการแบบไหนให้กับประเทศ

เราต้องการระบบที่เน้นการตรวจสอบถ่วงดุลที่เข้มข้น ระบบที่เปิดกว้างสำหรับความหลากหลาย หรือระบบที่เอื้อต่อเสถียรภาพในการบริหาร

บทเรียนจาก สิงคโปร์ ทำให้เราเห็นแล้วว่า รัฐธรรมนูญไม่ใช่แค่กระดาษร่างกฎหมายที่วางอยู่บนพาน

แต่มันคือ “พิมพ์เขียว” ที่กำหนดชะตากรรมทางเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนทั้งชาติในระยะยาว

หาก สิงคโปร์ คือตัวอย่างของความสำเร็จจากการ “วิศวกรรมการเมือง” ที่ผู้มีอำนาจเป็นคนกำหนดทิศทาง

การทำประชามติของไทยในครั้งนี้ ก็จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า การออกแบบโครงสร้างประเทศที่มาจาก “ฉันทามติ” ของประชาชนทุกคน จะสามารถพาประเทศไปได้ไกลแค่ไหน

ไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร การมีส่วนร่วมในการแก้ไข Source code ของชาติ คือหน้าที่ที่พวกเราทุกคนไม่อาจปฏิเสธ

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประเทศจะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับกฎกติกาที่พวกเราช่วยกันเขียนขึ้นมาเอง…

References : [straitstimes, channelnewsasia, eastasiaforum]

เจาะลึก Cyberattack เวเนซุเอลา เบื้องหลังไฟดับปริศนาที่ Caracas ไม่ต้องยิงกระสุนสักนัด ก็ยึดประเทศได้

ลองจินตนาการถึงค่ำคืนหนึ่งใน Caracas เมืองหลวงของประเทศ Venezuela เวลาประมาณตีสอง บรรยากาศเงียบสงัด

ในขณะที่ทหารเวเนซุเอลากำลังเฝ้าระวังภัยอยู่ที่ฐานทัพ Fort Tiuna ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่งที่สุด และเป็นที่พำนักของประธานาธิบดี Nicolas Maduro

ทันใดนั้นเอง สิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดก็เกิดขึ้น

ไม่ใช่เสียงระเบิด ไม่ใช่เสียงเครื่องบินรบที่บินโฉบเฉี่ยว และไม่ใช่เสียงปืนจากการปะทะ

แต่คือ ความเงียบ และ ความมืด…

ไฟทุกดวงในตอนใต้ของ Caracas ดับวูบลงพร้อมกัน ระบบสื่อสารทั้งหมดกลายเป็นอัมพาต

เรดาร์ตรวจจับเครื่องบินที่เคยหมุนกวาดหาน่านฟ้า จู่ๆ ก็บอดสนิท

ในความมืดมิดนั้นเอง กองกำลังสหรัฐฯ ได้แทรกซึมเข้ามาและนำตัว Nicolas Maduro ออกไป ปฏิบัติการนี้จบลงอย่างรวดเร็ว

คำถามที่น่าสนใจคือ พวกเขาทำแบบนั้นได้อย่างไร…

การดับไฟทั้งเมือง การทำให้กองทัพทั้งกองทัพตาบอด และการเจาะเข้าไปในพื้นที่ไข่แดงของศัตรู

มันไม่ได้เกิดจากกระสุนปืนหรือระเบิดลูกใหญ่ แต่มันเกิดจาก โค้ด และ สัญญาณไฟฟ้า ที่มองไม่เห็น

เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของสงครามยุคใหม่กันสักนิด

ในปี 2010 โลกได้รู้จักกับอาวุธชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า Stuxnet

มันไม่ใช่อาวุธที่มีรูปร่างจับต้องได้ แต่มันคือมัลแวร์คอมพิวเตอร์ที่ถูกสร้างขึ้นโดยความร่วมมือของสหรัฐฯ และอิสราเอล เป้าหมายของมันคือโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ความน่ากลัวของ Stuxnet ไม่ใช่แค่การเจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูล

แต่มันคือการสั่งให้เครื่องจักรทางกายภาพทำงานผิดพลาด มันสั่งให้เครื่องหมุนเหวี่ยงนิวเคลียร์หมุนเร็วเกินพิกัดจนพังเสียหาย

แต่สิ่งที่ฉลาดที่สุดคือ ระหว่างที่เครื่องจักรกำลังพังพินาศ หน้าจอคอมพิวเตอร์ของวิศวกรที่คุมเครื่องกลับโชว์ค่าสถานะว่า ทุกอย่างทำงานปกติ

นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โลกตระหนักว่า สงครามไซเบอร์ สามารถสร้างความเสียหายทางกายภาพได้จริง

และมันได้กลายมาเป็นต้นแบบของปฏิบัติการใน Venezuela ที่เรากำลังพูดถึง…

กลับมาที่ Caracas

ประธานาธิบดี Donald Trump ได้ออกมาแถลงการณ์หลังเหตุการณ์สงบลง โดยมีประโยคหนึ่งที่น่าสนใจมาก

เขากล่าวว่า ไฟใน Caracas ส่วนใหญ่ถูกดับลง เพราะความเชี่ยวชาญบางอย่างที่เรามี

คำว่า ความเชี่ยวชาญ ในที่นี้ พลเอก Dan Caine ประธานคณะเสนาธิการร่วม ได้ขยายความว่า มันคือการใช้ Non-kinetic effects หรือการโจมตีที่ไม่ใช้กำลังทางกายภาพทำลายล้าง

แต่เป็นการใช้ Cyber Command และ Space Command เข้าไปจัดการระบบป้องกันของศัตรูให้เรียบร้อย ก่อนที่ทหารจริงๆ จะก้าวเท้าเข้าไป

แต่รู้ไหมว่า การจะดับไฟเมืองหลวงของประเทศหนึ่งได้ ไม่ใช่เรื่องที่จะทำกันได้ในวันสองวัน แต่มันต้องเริ่มวางแผนกันเป็นเดือน หรืออาจจะเป็นปี

ในวงการทหารและการข่าว มีคำศัพท์คำหนึ่งที่เรียกว่า Initial Access หรือการหาทางเข้าประตูบานแรก

กรณีของ Venezuela ประตูบานนี้ไม่ได้ถูกพังด้วยชะแลง แต่ถูกเปิดด้วย คน

มีรายงานยืนยันว่า CIA มีแหล่งข่าวที่ฝังตัวลึกอยู่ในรัฐบาล Venezuela ข้อมูลที่ได้มานั้นละเอียดในระดับที่น่าตกใจ

พลเอก Dan Caine บอกว่า พวกเขารู้กิจวัตรของ Nicolas Maduro ละเอียดถึงขนาดรู้ว่า สัตว์เลี้ยงของเขาชื่ออะไร

ทำไมข้อมูลชื่อสัตว์เลี้ยงถึงสำคัญ…

ในโลกของความปลอดภัยทางไซเบอร์ รหัสผ่านของคนส่วนใหญ่ มักจะวนเวียนอยู่กับสิ่งที่พวกเขารัก วันเกิดลูก วันครบรอบ หรือชื่อสุนัขตัวโปรด

ข้อมูลที่ดูเหมือนเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้แหละ คือกุญแจดอกสำคัญที่แฮกเกอร์ใช้ในการเดารหัสผ่าน หรือใช้เทคนิคทางจิตวิทยาเพื่อหลอกถามข้อมูล

เมื่อได้ข้อมูลจากคนใน หรือที่เรียกว่า HUMINT มาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย

หน่วยงานอย่าง NSA จะเริ่มกวาดสัญญาณสื่อสารทั้งหมด เพื่อวาดแผนผังโครงสร้างการสั่งการของกองทัพ Venezuela ใหม่ทั้งหมด

ลองจินตนาการภาพว่า พวกเขาสามารถมองเห็นเส้นสายใยแมงมุมที่เชื่อมต่อกันทั้งประเทศ ใครคุยกับใคร นายพลคนไหนสั่งงานผ่านวิทยุคลื่นความถี่เท่าไหร่ เซิร์ฟเวอร์ตัวไหนคุมประตูเขื่อน หรือคอมพิวเตอร์เครื่องไหนคุมระบบจ่ายไฟ

สหรัฐฯ ใช้เวลาหลายพันชั่วโมงในการนั่งแกะรอยสิ่งเหล่านี้ จนรู้จักระบบบ้านของศัตรู ดีกว่าเจ้าของบ้านเสียอีก…

และนั่นนำไปสู่การโจมตีระลอกแรก ที่เปรียบเสมือนการ ซ้อมใหญ่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ PDVSA บริษัทน้ำมันแห่งชาติของ Venezuela ในเดือน ธันวาคม ที่ผ่านมา คือสัญญาณเตือนภัยที่ถูกมองข้าม

ตอนนั้นระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่แห่งนี้ล่มสลาย ไม่ใช่แค่ใช้งานไม่ได้ แต่ข้อมูลถูกลบหายไปเกลี้ยง

หลายคนเข้าใจว่านี่คือ Ransomware หรือไวรัสเรียกค่าไถ่ที่เรารู้จักกันดี แต่ความจริงแล้ว มันน่ากลัวกว่านั้น

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า สิ่งที่โจมตี PDVSA คือ Wiper Malware

ความแตกต่างคือ Ransomware จะล็อคไฟล์ของเป้าหมายเพื่อขอเงิน แต่ Wiper มีหน้าที่เดียวคือ เผา ข้อมูลทิ้งให้หมด

มันคือการทำลายล้างเพื่อตัดแขนตัดขา ไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามบริหารจัดการทรัพยากรได้

เหตุการณ์นี้คือการทดสอบระบบ และเป็นการบอกกลายๆ ว่า เราเข้ามาในบ้านคุณได้แล้ว

ทีนี้เรามาถึงจุดสำคัญของเรื่อง…

ในคืนปฏิบัติการจริง เป้าหมายหลักคือการทำให้กองทัพ Venezuela เป็นอัมพาต และสิ่งที่สำคัญที่สุดของกองทัพสมัยใหม่คือ ไฟฟ้า และ สายตา

เรามาดูเรื่อง ไฟฟ้า กันก่อน

ระบบไฟฟ้าของ Venezuela ก็เหมือนกับระบบไฟฟ้าทั่วโลก คือควบคุมด้วยระบบที่เรียกว่า SCADA

อธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด SCADA คือสมองกลที่คอยสั่งการเปิดปิดสวิตช์ไฟขนาดใหญ่ตามโรงไฟฟ้าและสถานีจ่ายไฟ ถ้าคุม SCADA ได้ ก็คุมแสงสว่างของทั้งเมืองได้

แต่การจะเจาะระบบนี้ไม่ง่าย เพราะปกติระบบพวกนี้มักจะไม่ได้ต่ออินเทอร์เน็ตโดยตรง หรือที่เรียกว่า Air Gapped

แต่ด้วยบทเรียนจาก Stuxnet และการแทรกซึมที่เตรียมการมาอย่างดี

ผู้ปฏิบัติการไซเบอร์ของสหรัฐฯ สามารถเข้าถึงระบบควบคุมนี้ได้สำเร็จ

พวกเขาไม่ได้แค่สั่งสับคัทเอาท์ลงเฉยๆ แต่พวกเขาน่าจะใช้เทคนิคที่เรียกว่า Living off the land

คือการใช้เครื่องมือที่มีอยู่แล้วในระบบของเหยื่อเอง มาใช้โจมตีเหยื่อ ทำให้โปรแกรมป้องกันไวรัสจับไม่ได้ เพราะดูเหมือนเป็นการทำงานปกติของผู้ดูแลระบบ

ในเวลา 01:01 น. ตามเวลาสหรัฐฯ คำสั่งถูกส่งไปยัง PLC หรือตัวควบคุมอุปกรณ์ปลายทาง ให้เปิดวงจรไฟฟ้า ตัดไฟโซนตอนใต้ของ Caracas ทั้งหมด

ในขณะเดียวกัน หน้าจอห้องควบคุมอาจจะยังโชว์ว่าไฟยังจ่ายปกติ กว่าเจ้าหน้าที่ Venezuela จะรู้ตัวว่าไฟดับจริงๆ ก็ตอนที่มองออกไปนอกหน้าต่างแล้วเห็นเมืองมืดสนิท

นอกจากจะตัดไฟแล้ว พวกเขายังเปลี่ยนค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ของระบบไฟฟ้า เช่น แรงดันไฟฟ้า หรือความถี่

ทำให้พอเจ้าหน้าที่พยายามจะกู้ระบบ สับสวิตช์กลับขึ้นมา ระบบป้องกันความปลอดภัยก็จะตัดไฟซ้ำอีก เพราะค่ากระแสไฟไม่เสถียร

นี่คือเทคนิคที่ถอดแบบมาจากมัลแวร์ Industroyer ที่รัสเซียเคยใช้ถล่มยูเครนจนไฟดับทั่วเมืองมาแล้ว…

เมื่อไฟดับ ตาของกองทัพก็เริ่มพร่ามัว แต่สหรัฐฯ ไม่ต้องการแค่ให้ตามัว พวกเขาต้องการให้ ตาบอดสนิท

นี่คือที่มาของปฏิบัติการทางอากาศที่ไร้เสียง

เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์กว่า 150 ลำ บินเข้าน่านฟ้า Venezuela รวมถึงโดรนสเตลธ์ RQ-170 Sentinel

ปกติแล้ว เรดาร์ของ Venezuela ต้องจับสัญญาณได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Electronic Warfare หรือสงครามอิเล็กทรอนิกส์

เครื่องบินอย่าง EA-18G Growler ทำหน้าที่ยิงคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มข้นสูงเข้าใส่จานเรดาร์

มีทั้งแบบ Noise Jamming คือส่งเสียงดังๆ กลบสัญญาณจริง เหมือนเราตะโกนใส่หูคนอื่นจนเขาไม่ได้ยินเสียงรอบข้าง

และแบบ Deception Jamming คือสร้างเป้าลวงขึ้นมาเต็มจอเรดาร์

ทำให้ฝ่ายป้องกันสับสนว่า อันไหนคือเครื่องบินจริง อันไหนคือภาพลวงตา

นอกจากนี้ ยังมีการโจมตีระบบ GPS ซึ่งกองทัพสมัยใหม่พึ่งพาในการนำทางและระบุตำแหน่ง

Space Command ของสหรัฐฯ ใช้เทคนิค GPS Jamming และ Spoofing เพื่อหลอกพิกัด

ลองนึกภาพว่าเราขับรถตามแผนที่ในมือถือ แล้วจู่ๆ หมุดตำแหน่งของเราก็กระโดดไปอยู่อีกเมืองหนึ่ง

ทหาร Venezuela ก็เจอแบบเดียวกัน พวกเขาไม่สามารถระบุตำแหน่งของตัวเอง หรือตำแหน่งของศัตรูได้อย่างแม่นยำ

ในขณะที่ฝ่ายตั้งรับกำลังสับสนอลหม่าน ทั้งมืด ทั้งติดต่อกันไม่ได้ ทั้งเรดาร์ใช้งานไม่ได้

กองกำลังพิเศษของสหรัฐฯ ก็เจาะเข้าไปถึงตัว Nicolas Maduro ได้อย่างง่ายดาย…

ปฏิบัติการนี้ไม่ได้จบแค่การจับกุมตัวผู้นำ แต่มันมีการทำสงครามข้อมูล หรือ Information Warfare ควบคู่ไปด้วย

ในโลกโซเชียลมีเดีย มีการปล่อยข่าวลือ ข้อมูลลวง และมีการพูดถึงการใช้ AI-generated deepfakes คลิปวิดีโอปลอมที่เนียนจนแยกไม่ออก

สิ่งเหล่านี้ถูกใช้เพื่อสร้างความสับสนให้กับประชาชนและทหารฝ่ายสนับสนุน ทำให้ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์จริงเป็นอย่างไร จนกระทั่งทุกอย่างจบลง

สิ่งที่เกิดขึ้นใน Operation Absolute Resolve คือจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การทหาร

Amazon Threat Intelligence เรียกสิ่งนี้ว่า Cyber Enabled Kinetic Targeting แปลให้เข้าใจง่ายคือ การใช้ไซเบอร์เป็น ตัวเปิด ให้กับการโจมตีทางกายภาพ

เมื่อก่อน เราอาจจะมองว่า แฮกเกอร์ ก็อยู่ส่วนแฮกเกอร์ ทหารราบ ก็อยู่ส่วนทหารราบ แต่กรณีนี้พิสูจน์แล้วว่า สองสิ่งนี้แยกจากกันไม่ได้แล้ว

การรบในอนาคต แฮกเกอร์จะเป็นคนกรุยทาง ตัดไฟ ตัดสื่อสาร ปิดตาข้าศึก เพื่อให้ทหารราบเดินเข้าไปทำภารกิจได้อย่างปลอดภัย

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด ไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่คือ เป้าหมาย ของการโจมตี

เราเห็นแล้วว่า โครงสร้างพื้นฐานที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้า อินเทอร์เน็ต หรือระบบโทรศัพท์ กลายเป็นสนามรบไปเรียบร้อยแล้ว

พลเอก Dan Caine ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า มีความเป็นไปได้เสมอ ที่เราจะได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจประเภทนี้อีกครั้ง

นั่นหมายความว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และจะไม่ใช่ครั้งสุดท้าย และมันอาจจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ในโลก

กรณีศึกษาของ Venezuela มันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก ๆ นะครับ

ในวันที่โลกเชื่อมต่อกันด้วยระบบดิจิทัลแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ ความสะดวกสบายที่เรามี อาจจะเป็นจุดอ่อนที่เปราะบางที่สุด

และในสงครามยุคหน้า ไฟอาจจะดับลง ก่อนที่เราจะได้ยินเสียงสัญญาณเตือนภัยเสียอีก…

References : [mitre, wired, cisa, dragos, mandiant]

Original Chip War ต้นฉบับสงครามชิป สหรัฐฯ(Intel) ปะทะ ญี่ปุ่น(NEC)

หากเราย้อนเวลากลับไปในช่วงทศวรรษ 1980 ภาพจำของโลกเทคโนโลยีมันแตกต่างจากทุกวันนี้อย่างสิ้นเชิง

ในยุคนั้น ศูนย์กลางนวัตกรรมที่ร้อนแรงที่สุดไม่ได้อยู่ที่ Silicon Valley ของสหรัฐอเมริกา แต่อยู่ที่อีกฟากฝั่งของมหาสมุทรแปซิฟิก

ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย หรือ ญี่ปุ่น กำลังผงาดขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่ทั่วโลกต้องจับตามอง…

ถ้าเรากางรายชื่อบริษัทผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก 10 อันดับแรกในตอนนั้นออกมาดู เราจะพบความจริงที่น่าตกใจ

เพราะมีบริษัทจากญี่ปุ่นติดอันดับเข้าไปถึง 6 แห่ง

View Preview

และที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ เบอร์หนึ่งของโลกในเวลานั้นไม่ใช่บริษัทอเมริกันที่เราคุ้นเคย

ไม่ใช่ Intel ที่เป็นเจ้าตลาดในปัจจุบัน

แต่เป็นยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นที่ชื่อว่า NEC Corporation

ในตอนนั้น NEC ยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่สามารถทำรายได้แซงหน้า Intel และบีบให้บริษัทผู้คิดค้นไมโครโปรเซสเซอร์ต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

จนถึงขั้นที่ผู้ก่อตั้งบริษัทต้องมานั่งจับเข่าคุยกันด้วยความเครียดว่า พวกเขาควรจะปิดบริษัทหนี หรือยอมไล่ตัวเองออกดี

นี่คือเรื่องราวของ Original Chip War หรือสงครามชิปครั้งแรกที่เดิมพันด้วยความเป็นตายของบริษัท

Intel รอดพ้นจากเงื้อมมือของยักษ์ใหญ่ญี่ปุ่นมาได้อย่างไร และ NEC พลาดท่าตรงไหน

เรื่องราวนี้เริ่มต้นจากความเข้าใจผิดของคนส่วนใหญ่เกี่ยวกับธุรกิจของ Intel…

เรามักจะจดจำ Intel ในฐานะผู้ผลิต CPU หรือสมองของคอมพิวเตอร์ แต่ความจริงแล้ว รากเหง้าของ Intel คือเจ้าพ่อแห่งวงการหน่วยความจำ

Intel ก่อตั้งขึ้นในปี 1968 โดย Robert Noyce และ Gordon Moore สองตำนานแห่งวงการไอที

ในช่วงทศวรรษแรก สินค้าที่สร้างรายได้หลักและทำให้ Intel ยืนหยัดอยู่ได้ คือชิปเก็บข้อมูลที่เรียกว่า DRAM

DRAM เปรียบเสมือนกระดาษทดเลขชั่วคราวของคอมพิวเตอร์ เป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ในช่วงยุค 1970 Intel แทบจะครองตลาดนี้แบบเบ็ดเสร็จ เรียกว่ามีส่วนแบ่งการตลาดเกือบ 100% เลยทีเดียว

แต่เมื่อเข้าสู่ยุค 1980 สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยนไป เมื่อคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดได้ปรากฏตัวขึ้น

NEC หรือ Nippon Electric Company ไม่ใช่บริษัทเทคโนโลยีธรรมดา แต่เป็นกลุ่มบริษัทขนาดยักษ์ที่ทำธุรกิจหลากหลาย

ตั้งแต่ระบบสื่อสาร โทรศัพท์ ไปจนถึงคอมพิวเตอร์เมนเฟรม

จุดแข็งของ NEC และบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ คือความสามารถในการผลิตที่บ้าคลั่ง ภายใต้การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาลญี่ปุ่น

ผ่านหน่วยงานที่ชื่อว่า MITI หรือกระทรวงการค้าระหว่างประเทศและอุตสาหกรรม

รัฐบาลญี่ปุ่นในยุคนั้นทุ่มสุดตัว เทเงินอุดหนุนมหาศาล และให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

เพื่อให้บริษัทอย่าง NEC Toshiba และ Hitachi สามารถสร้างโรงงานผลิตชิปที่ทันสมัยที่สุดในโลก

ในขณะที่บริษัทอเมริกันเน้นเรื่องนวัตกรรมและการออกแบบ แต่ญี่ปุ่นกลับเน้นเรื่องกระบวนการผลิตที่เป็นเลิศ

พวกเขาใช้ปรัชญาที่เรียกว่า Kaizen หรือการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เข้ามาใช้ในโรงงานทุกขั้นตอน

ผลลัพธ์ที่ได้คือ ชิปหน่วยความจำที่ผลิตจากญี่ปุ่นมีอัตราของเสียต่ำมาก และมีความทนทานสูงกว่าของอเมริกันอย่างเห็นได้ชัด

วิศวกรของบริษัท Hewlett-Packard เคยออกมาเปิดเผยข้อมูลที่ทำให้คนอเมริกันต้องหน้าชา

พวกเขาพบว่าชิปหน่วยความจำของญี่ปุ่นมีคุณภาพดีกว่าของสหรัฐฯ แบบคนละชั้น ในราคาที่ถูกกว่า

เมื่อสินค้าของญี่ปุ่นทั้ง ดีกว่า และ ถูกกว่า ลูกค้าทั่วโลกจึงเริ่มเทใจไปหา NEC และผู้ผลิตจากญี่ปุ่น

ส่วนแบ่งการตลาดของ Intel เริ่มถูกกัดเซาะทีละน้อย จากที่เคยเป็นเจ้าตลาด ก็เริ่มกลายเป็นผู้ตาม

สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงจุดแตกหักในปี 1985

ปีนั้นเปรียบเสมือนฝันร้ายของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สหรัฐฯ ตลาดชิปทั่วโลกเข้าสู่ภาวะตกต่ำอย่างรุนแรง

สาเหตุไม่ได้มาจากเศรษฐกิจโลกย่ำแย่ แต่มาจากภาวะของล้นตลาด หรือ Oversupply

บริษัทญี่ปุ่นระดมผลิตชิปออกมามหาศาล จนราคา DRAM ในตลาดโลกร่วงลงไปกว่า 60% ภายในเวลาแค่ปีเดียว

ลองจินตนาการดูว่า ถ้าเราทำธุรกิจขายของ แล้วจู่ๆ ราคาสินค้าในตลาดตกลงไปเกินครึ่ง ในขณะที่ต้นทุนการผลิตเราเท่าเดิม เราจะอยู่รอดได้อย่างไร

Intel ในปี 1985 ประสบปัญหาขาดทุนยับเยิน ส่วนแบ่งการตลาดหน่วยความจำลดลงเหลือเพียง 1.3%

บริษัทต้องปลดพนักงานออกหลายพันคน บรรยากาศใน Silicon Valley เต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความโกรธแค้น

ในขณะที่ NEC ผงาดขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ของโลก แซงหน้าทุกบริษัทอเมริกัน และดูเหมือนว่ายุคสมัยของ Intel กำลังจะจบลง

ผู้บริหารของ Intel อย่าง Andy Grove และ Gordon Moore ต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากที่สุดในชีวิต

ธุรกิจหน่วยความจำที่เป็นเสาหลักของบริษัทกำลังพังทลาย สู้ราคาญี่ปุ่นก็ไม่ได้ สู้คุณภาพก็แพ้หลุดลุ่ย

วันหนึ่งในห้องทำงาน Andy Grove หันไปถาม Gordon Moore ด้วยคำถามที่กลายเป็นตำนานว่า

ถ้าเราสองคนโดนไล่ออก แล้วบอร์ดบริหารจ้าง CEO คนใหม่เข้ามา คุณคิดว่าเขาจะทำอะไรเป็นอย่างแรก…

Gordon Moore ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า เขาจะพาเราออกจากธุรกิจ Memory ทันที

Andy Grove จึงพูดสวนกลับไปว่า ถ้าอย่างนั้น ทำไมเราไม่เดินออกไปที่ประตู แล้วเดินกลับเข้ามาใหม่ ทำเหมือนว่าเราเป็น CEO คนใหม่ แล้วจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเองซะเลย

นั่นคือวินาทีที่ Intel ตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด

พวกเขาเลือกที่จะ ตัดอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต

Intel ตัดสินใจทิ้งธุรกิจ Memory ที่เป็นรากฐานของบริษัท ทิ้งเครื่องจักร ทิ้งองค์ความรู้เดิมที่สั่งสมมานับสิบปี

แล้วหันหัวเรือทั้งหมดไปเดิมพันกับสิ่งใหม่ที่เรียกว่า Microprocessor หรือ CPU

ในเวลานั้น ตลาด CPU ยังเล็กกว่าตลาด Memory มาก และมีความเสี่ยงสูง

แต่ Intel มองเห็นอนาคตของการมาถึงของ Personal Computer หรือ PC ที่กำลังเริ่มได้รับความนิยม

สิ่งที่แตกต่างคือ CPU ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์ที่ใครๆ ก็ทำเหมือนกันได้ แต่มันคือการขายสถาปัตยกรรมที่ซับซ้อน

ถ้าทำสำเร็จ มันจะสามารถสร้างกำไรได้มหาศาล และยากที่ใครจะเลียนแบบ

แต่สงครามไม่ได้จบลงง่ายๆ เพียงแค่การเปลี่ยนธุรกิจ เพราะ NEC เองก็ไม่ได้ยอมให้ Intel ผูกขาดตลาด CPU อยู่ฝ่ายเดียว

NEC รู้ดีว่าตลาด PC กำลังโต พวกเขาจึงพัฒนา CPU ของตัวเองออกมาแข่ง โดยใช้ชื่อรุ่นว่า V20 และ V30

ความแสบของ NEC คือ พวกเขาออกแบบชิปตระกูล V-series นี้ให้สามารถ เสียบแทน ชิปของ Intel ได้เลยทันที

ในภาษาเทคนิคเรียกว่า Pin-compatible ซึ่งหมายความว่าไม่ต้องดัดแปลงเมนบอร์ดใดๆ

ที่สำคัญคือ ชิปของ NEC ทำงานได้เร็วกว่าชิปต้นฉบับของ Intel ประมาณ 20 ถึง 30% แถมยังมีราคาที่คุ้มค่ากว่า

ลองนึกภาพว่า คุณซื้อคอมพิวเตอร์มา แล้วถอดชิป Intel ตัวเก่าออก เอาชิป NEC ใส่เข้าไปแทน เครื่องคุณเร็วขึ้นทันที

นี่คือกลยุทธ์ที่ NEC ใช้โจมตี Intel ในตลาดใหม่ และมันได้ผลดีจนน่าตกใจ

Intel โกรธมาก และมองว่านี่คือการขโมยทรัพย์สินทางปัญญา

Intel จึงเปิดฉากฟ้องร้อง NEC ในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ โดยกล่าวหาว่า NEC แอบขโมย Microcode หรือชุดคำสั่งภายในที่เป็นความลับของ Intel ไปใช้

การต่อสู้ในชั้นศาลครั้งนี้ดุเดือดและยาวนานหลายปี มันไม่ใช่แค่เรื่องเงินค่าปรับ แต่มันคือเรื่องของศักดิ์ศรี

NEC สู้คดีด้วยข้อโต้แย้งที่ชาญฉลาดมาก พวกเขาบอกว่า เราไม่ได้ก๊อปปี้ แต่เราทำสิ่งที่เรียกว่า Clean Room Reverse Engineering

วิธีการนี้เหมือนกับการสร้างกำแพงกั้นทีมงานออกเป็นสองทีมที่ไม่เคยเจอกัน

ทีมแรกมีหน้าที่แกะดูชิปของ Intel ศึกษาการทำงาน แล้วเขียนโจทย์ออกมาว่าชิปต้องทำอะไรได้บ้าง โดยห้ามเขียนโค้ดเด็ดขาด

จากนั้นส่งโจทย์นี้ไปให้ทีมที่สอง ซึ่งทีมนี้จะไม่เคยเห็นโค้ดของ Intel เลยในชีวิต มีหน้าที่เขียนโค้ดขึ้นมาใหม่จากศูนย์ตามโจทย์ที่ได้รับ

NEC ยืนยันว่า ด้วยวิธีนี้ โค้ดที่ได้มาคือของใหม่ที่ทีมงานเขียนเอง แม้ผลลัพธ์การทำงานจะเหมือน Intel เป๊ะๆ แต่มันไม่ใช่การลอกเลียนแบบ

ในขณะที่การต่อสู้ในศาลดำเนินไปอย่างเข้มข้น สถานการณ์ภายนอกก็ร้อนระอุไม่แพ้กัน

รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มทนไม่ไหวกับการขาดดุลการค้าให้ญี่ปุ่นที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ

ในปี 1986 รัฐบาลสหรัฐฯ บีบให้ญี่ปุ่นลงนามในข้อตกลงการค้าเซมิคอนดักเตอร์

โดยบังคับให้ญี่ปุ่นต้องหยุดทุ่มตลาด และเปิดโอกาสให้ชิปของอเมริกาเข้าไปขายในญี่ปุ่นได้อย่างน้อย 20%

บรรยากาศความชาตินิยมในสหรัฐฯ รุนแรงถึงขั้นที่มีนักการเมืองเอาวิทยุเทปของญี่ปุ่นมาทุบโชว์หน้าอาคารรัฐสภา

ทั้งสงครามการค้า สงครามกฎหมาย และสงครามเทคโนโลยี ปะทุขึ้นพร้อมกัน โดยมี Intel และ NEC เป็นตัวละครเอก

บทสรุปของสงครามครั้งนี้ มีความซับซ้อนและน่าสนใจอย่างยิ่ง

ในสงครามกฎหมาย ศาลตัดสินในปี 1989 ว่า Microcode ถือเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีลิขสิทธิ์ ซึ่งเป็นชัยชนะในเชิงหลักการของ Intel

แต่ข่าวร้ายคือ ศาลมองว่าหลักฐานของ NEC เรื่อง Clean Room นั้นฟังขึ้น และตัดสินว่า NEC ไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์

นั่นหมายความว่า Intel แพ้คดี และ NEC สามารถขายชิป V-series ต่อไปได้

ดูเหมือนว่า NEC จะเป็นผู้ชนะในศึกครั้งนี้ใช่มั๊ยครับ…

แต่ในโลกธุรกิจ ชัยชนะในศาลอาจไม่มีความหมาย ถ้าคุณพ่ายแพ้ในตลาด

เพราะกว่าคดีจะจบลงในปี 1989 โลกเทคโนโลยีได้หมุนไปไกลมากแล้ว

Intel ไม่ได้หยุดรอคำตัดสินศาล พวกเขาทุ่มสุดตัวไปกับการพัฒนาชิปรุ่นใหม่ อย่าง Intel 386 และ 486

ชิปรุ่นใหม่เหล่านี้มีความซับซ้อนกว่าเดิมมาก จนคู่แข่งอย่าง NEC ไม่สามารถใช้วิธีวิศวกรรมย้อนกลับได้ทันเวลา

กลยุทธ์ของ Intel คือการวิ่งหนีไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด สร้างมาตรฐานใหม่ที่คู่แข่งตามไม่ทัน

นี่คือจุดกำเนิดของยุค Wintel การจับมือกันระหว่างระบบปฏิบัติการ Windows ของ Microsoft และชิปของ Intel

กลายเป็นแพลตฟอร์มมาตรฐานที่ครองโลกคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทำให้ผู้ผลิตรายอื่นต้องเดินตามกติกาของ Intel

ส่วน NEC แม้จะชนะคดี แต่ชิป V-series ของพวกเขากลายเป็นเทคโนโลยีตกยุค

พวกเขาไม่สามารถผลิตชิปรุ่นใหม่ๆ มาสู้กับ Intel ได้ และต้องถอยกลับไปเน้นธุรกิจ Memory เหมือนเดิม

แต่ทว่า ธุรกิจ Memory ที่ NEC ภูมิใจหนักหนาก็เริ่มสั่นคลอน

เมื่อเศรษฐกิจฟองสบู่ของญี่ปุ่นแตกในช่วงต้นทศวรรษ 1990 เงินทุนที่เคยหาง่ายก็หายไป รัฐบาลญี่ปุ่นเริ่มอ่อนแรงลง

ประกอบกับมี เสือตัวใหม่ เข้ามาในสนาม นั่นคือ Samsung จากเกาหลีใต้

Samsung ใช้กลยุทธ์เดียวกับที่ญี่ปุ่นเคยใช้ คือผลิตเยอะกว่า ถูกกว่า เข้ามาตีตลาด Memory จนบริษัทญี่ปุ่นเริ่มขาดทุน

ในที่สุด NEC และบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ ก็ค่อยๆ ลดบทบาทลงจากเวทีผู้นำโลกเซมิคอนดักเตอร์

จากที่เคยครองอันดับต้นๆ ของโลก ก็กลายเป็นเพียงตำนาน

ส่วน Intel กลับมาผงาดอย่างยิ่งใหญ่ กลายเป็นบริษัทชิปที่มีมูลค่าสูงสุดในโลก และครองความเป็นเจ้าตลาด PC มาได้อย่างยาวนานหลายสิบปี

สุดท้ายที่ NEC เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่เก่ง พวกเขาเก่งมากในการผลิต และมีเงินทุนมหาศาล

แต่พวกเขาติดกับดักความสำเร็จเดิมๆ ยึดติดกับธุรกิจ Memory ที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์ และมั่นใจในการสนับสนุนจากรัฐบาลมากเกินไป

จนลืมมองว่าทิศทางลมของโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุคของ Microprocessor และ Software

ส่วน Intel รอดมาได้ ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แต่เพราะความกล้าที่จะยอมรับความจริง

กล้าที่จะทิ้งความสำเร็จในอดีต และปรับตัวก่อนที่จะสายเกินไป

เหมือนที่ Andy Grove เคยกล่าวประโยคทองไว้ในหนังสือของเขาว่า Only the Paranoid Survive

คนขี้ระแวงเท่านั้น ที่จะอยู่รอด…

การระแวงในที่นี้ ไม่ได้แปลว่าให้เรากลัวจนไม่กล้าทำอะไร แต่มันคือการตื่นตัวอยู่เสมอ

มองหาความเปลี่ยนแปลง และกล้าที่จะเปลี่ยนตัวเองก่อนที่จะถูกบังคับให้เปลี่ยน

วันนี้ Intel อาจจะไม่ใช่เบอร์หนึ่งที่ผูกขาดเหมือนในอดีต และกำลังเจอกับความท้าทายใหม่ๆ จากคู่แข่งอย่าง AMD หรือ NVIDIA

แต่ตำนานการพลิกเกมในปี 1985 ก็ยังคงเป็นกรณีศึกษาที่คลาสสิกที่สุดเรื่องหนึ่ง

ที่เตือนใจเราเสมอว่า ในโลกธุรกิจไม่มีคำว่า ยั่งยืน

มีแต่คำว่า ปรับตัว หรือ ตายจากไป…

References : [computerhistory, nytimes, hbr, intel, washingtonpost]