กิจวัตรในตอนเช้าที่เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของ Richard Branson

ต้องบอกว่ามีบทความต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับบุคคลที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญกับเวลาในช่วงเช้า ซึ่งต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเพิ่ม Productivity  ให้ตัวเอง เพื่อให้อยู่ในกรอบความคิดที่ถูกต้อง และกิจวัตรยามเช้านั้นอาจส่งผลต่ออารมณ์ของคุณได้ตลอดทั้งวัน

แต่ก็มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ในเรื่องของสิ่งที่ควรปฏิบัติในตอนเช้า บางคนแนะนำอ่านหนังสือ, รับประทานอาหาร ,การทำสมาธิ หรือ การออกกำลังกาย

แต่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งอย่าง ริชาร์ด แบรนสัน เขาทำเงินเป็นพันล้าน และบล็อกโพสต์ที่ถูกเผยแพร่ออกมาที่ Virgin.com เขาให้เหตุผลว่าส่วนหนึ่งของความสำเร็จ คือการที่เขาให้ความมุ่งมั่นกับสิ่งที่ทำทุกวันในตอนเช้า ตลอด 50 ปีที่ผ่านมาเขาสามารถรักษากิจวัตรตอนเช้าแบบเดิม ๆ

“ไม่ว่าผมจะอยู่ที่ไหนในโลกก็ตาม ผมพยายามตื่นนอนตอนประมาณตี 5 เป็นประจำโดยการตื่นเช้า ผมสามารถออกกำลังกายและใช้เวลากับครอบครัวได้ซึ่งทำให้ผมมีกรอบความคิดที่ดีก่อนที่จะใช้เวลาส่วนที่เหลือของวันสำหรับธุรกิจ “เขาอธิบาย ความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ในการตื่นแต่เช้า การออกกำลังกายและเวลาของครอบครัวช่วยให้เขาบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร เขาเสนอเหตุผลหลักสามประการ

1. วางแผนผ่านช่วงเวลาที่เงียบสงบขององค์กร

เราทุกคนจะได้รับงานที่มีความหมายมากขึ้น ถ้าเรามีเวลาที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตัวเราและทำแผนการทำงานในแต่ละวันของเรา แบรนสันก็ไม่ต่างกัน เขาใช้เวลาช่วงเช้าที่เงียบสงบเพื่อทำสิ่งนี้ให้สำเร็จลุล่วง

“การตื่นนอน แต่เช้าทำให้ผมมีเวลาทำสิ่งต่างๆ และวางแผนการทำงานของผมได้อย่างมีประสิทธิภาพ” เขาเขียนและเสริมว่า “ผมพบว่าช่วงเวลาแห่งความเงียบสงบก่อนที่โลกส่วนใหญ่จะเข้าสู่ความวุ่นวาย ในตอนเช้านั้นเป็นเวลาที่ดีที่สุด ในการติดตามข่าวสารและตอบกลับอีเมลช่วงเวลาแรก ๆ ของวัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมมีโอกาสเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสดใหม่และเป็นระเบียบมากขึ้น”

2. รักษา Passion และความสนใจของคุณ

Passion เป็นสิ่งสำคัญในการขับเคลื่อน Productivity ของเรา แต่อะไรคือแรงผลักดันให้เกิด Passion ? 

ไม่ว่าคำตอบส่วนตัวของคุณจะเป็นอย่างไร แบรนสันเชื่อว่าคุณจะมีเวลามากขึ้นในการมีส่วนร่วมในกิจกรรมใด ๆ ที่ทำให้คุณมีความสดใสขึ้นหากคุณตั้งนาฬิกาปลุกให้ดีและตื่นเช้าขึ้น

การออกกำลังกาย และการมองโลกในแง่บวกยังช่วยให้จิตใจแจ่มใส และมีความตื่นตัวอยู่เสมอ Passion เป็นอีกปัจจัยสำคัญในการรักษาสมาธิ Passion ทำให้เกิดพลังงานและเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินธุรกิจที่ต้องใช้เวลานานและตัดสินใจอย่างหนัก.

3. ใช้เวลาให้คุ้มค่าที่สุด

สุดท้ายแบรนสัน เน้นว่าเวลาบนโลกของเรานั้นสั้นนัก ทำไมไม่ใช้มันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้? การนอนหลับที่มากเกินไปคงไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก “ชีวิตไม่ใช่การซ้อมใหญ่ดังนั้นเราควรใช้ชีวิตในแต่ละวันให้เต็มที่ ผมคิดว่ามันดำเนินไปโดยที่ช่วงเวลาทุกเช้าของวันที่ช่วยเพิ่มเวลาในการใช้ชีวิตของเรานั้น น่าจดจำกว่าช่วงเวลาที่เราได้นอนหลับฝันดีอย่างแน่นอน” เขายืนยัน 

ผู้สนับสนุน..

╔═════════════════════════╗
🔥ติดตั้ง Solar Rooftop สำหรับธุรกิจของคุณ วันนี้พร้อมโปรโมชั่นสุดคุ้ม🔥
DNA Power CO.,LTD. รับติดตั้งระบบโซล่าร์เซลล์บนหลังคาบ้าน, โรงงาน, อาคารพาณิชย์ และสิ่งปลูกสร้างทุกประเภท. รับประกันแผงโซล่าร์ 20 ปี / อินเวอร์เตอร์ 5 ปี / ประกันการติดตั้ง 2 ปี คืนทุนภายใน 4 ปีครึ่ง
╚═════════════════════════╝

⚡ ฟรี!ค่าสำรวจหน้างาน
⚡ ฟรี!ค่าประเมินราคา
⚡ ฟรีค่าขออนุญาตติดตั้ง
📲 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร 086-600-3022
🌐 รายละเอียดเพิ่มเติม : http://bit.ly/37zNHnI
🌐 ตัวอย่างผลงานการติดตั้ง : http://bit.ly/2NrCr5Z

References : https://www.virgin.com/branson-family/richard-branson-blog
https://www.cnbc.com/2019/04/16/richard-bransons-morning-and-evening-routines-for-success.html

https://www.forbes.com/sites/johnhall/2019/10/27/how-to-create-a-morning-routine-like-richard-branson
https://www.outtraveler.com/exclusives/2019/9/10/richard-branson-ready-cruise-gays

คุณจะรู้สึกอย่างไร หากไม่รู้ว่าอาจารย์ที่กำลังสอนคุณอยู่ได้ลาจากโลกนี้ไปกว่า 2 ปีแล้ว

เมื่อนักศึกษาที่มีชื่อว่า Aaron Ansuini นักศึกษาที่ได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัย Concordia และกำลังเรียนหลักสูตรประวัติศาสตร์ศิลปะของแคนาดา ผ่านทางออนไลน์ วันหนึ่งเขามีปัญหาที่จะอยากถามอาจารย์ และได้พยายามค้นหา email ของอาจารย์ที่สอน แต่เขาก็ได้พบบางสิ่งบางอย่างที่เขาแทบช็อค

“ตอนที่ผมค้นหาชื่อเขาผ่านออนไลน์ เพื่อหา email ของเขา แต่ในข่าวกลับกลายเป็นข่าวการเสียชีวิตของอาจารย์ ขึ้นมาแทนที่” Ansuini กล่าว

Ansuini เพิ่งได้พบกับความจริงที่ว่า อาจารย์ที่สอนเขานั้น ได้เสียชีวิตไปเกือบสองปีก่อนหน้า และทางมหาวิทยาลัยไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับนักเรียนในชั้นเรียนออนไลน์มาก่อนเลย ซึ่งนักเรียนทุกคนเรียนกับอาจารย์ที่เสียชีวิตไปแล้ว ทั้งที่ทุกคนคิดว่าอาจารย์ยังมีชีวิตอยู่

ซึ่งหลังจากอาจารย์ได้เสียชีวิตไปแล้วนั้น ทางมหาวิทยาลัยก็ยังคงใช้วีดีโอบรรยายของเขาต่อไป ซึ่ง Francois-Marc Gagnon เป็นอาจารย์ที่รู้จักกันมานานในภาควิชาประวัติศาสตร์ศิลปะ และเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงที่มีผลงานด้านวิชาการเป็นจำนวนมาก

เขาได้ทวีตเกี่ยวกับประสบการณ์ที่สะเทือนใจในครั้งนี้

ทวีตของ Ansuini
ทวีตของ Ansuini (CR:twitter)

เขาเขียนว่า เขาพบว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า และยังพูดติดตลกเกี่ยวกับเรื่องที่ว่า “คุณควรที่จะสามารถเกษียณได้แล้วหรือไม่ เมื่อคุณได้จากโลกนี้ไปแล้ว”

นอกจากนี้เขายังบอกด้วยว่าเขารักชั้นเรียนและรู้สึกเสียใจ ที่ไม่สามารถขอบคุณอาจารย์ด้วยตัวเองได้ เพราะท่านได้ทำให้การเรียนในสาขาวิชาดังกล่าวเข้าถึงได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

เขาเขียนต่อว่า ” อาจารย์ Gagnon คือ ชายชาวฝรั่งเศสผู้น่ารัก นักเรียนจะรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้พูดคุยเกี่ยวกับภาพวาดหิมะและม้า ท่านเป็นคนที่ทำให้เรื่องเหล่านี้มีความน่าสนใจอยู่เสมอ ท่านสามารถดึงดูดให้นักเรียนสามารถมาสนใจได้ ทั้งที่บางเรื่องมันไม่น่าสนใจเลยเสียด้วยซ้ำ”

อาจารย์ Gagnon ที่สอนออนไลน์จนเหล่านักเรียนต่างหลงรัก
อาจารย์ Gagnon ที่สอนออนไลน์จนเหล่านักเรียนต่างหลงรัก (CR:montreal.ctvnews.ca)

เรื่องนี้น่าสนใจตรงประเด็นในเรื่องลิขสิทธิ์ผลงานการสอนของอาจารย์ Gagnon

Richard Gold ศาสตราจารย์ด้านกฏหมายของ McGill กล่าวว่านโยบายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละมหาวิทยาลัย แต่โดยทั่วไปแล้วงานของอาจารย์ ทางมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ก็สามารถอ้างสิทธิ์ในใบอนุญาตเพื่อให้สามารถนำสิ่งที่อาจารย์ได้ทำไว้มาใช้งานได้

“พวกเราแต่ละคนในฐานะศาสตราจารย์ถือลิขสิทธิ์ในสิ่งที่เราผลิตขึ้นมา แต่ก็เท่าที่จะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาเท่านั้น มหาวิทยาลัยจะยังคงใช้งานต่อไปเป็นระยะเวลาหนึ่ง หรือ ตลอดไปขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย” Gold กล่าว

ซึ่งทาง Concordia ไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อตกลงเฉพาะสำหรับ VDO การสอนของ Gagnon แต่พวกเขามองว่าทางมหาวิทยาลัยและผู้พัฒนาหลักสูตรนั้นสามารถทำได้ แต่มันก็ไม่ได้ตอบคำถามในสิ่งที่ Ansuini สงสัยอยู่ดีว่าทำไมถึงไม่แจ้งนักเรียนว่าอาจารย์ได้เสียชีวิตไปแล้ว

เนื่องด้วยการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้ใครก็ตามที่เรียนผ่านการเรียนแบบออนไลน์ มีโอกาสที่จะประสบพบเจอกับเหตุการณ์แบบที่ Ansuini เจอได้ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ควรจะรู้ก่อนว่าอาจารย์ของพวกเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว เพราะพวกเขาเริ่มมีความผูกพันกับอาจารย์ที่พวกเขาคิดว่ายังมีชีวิตอยู่นั่นเอง

สุดท้ายทาง Concordia ได้อัปเดทชีวประวัติของ อาจารย์ Gagnon ในข้อมูลหลักสูตรที่จะส่งถึงนักเรียนในอนาคต จากนี้ไปนักเรียนในรุ่นหลังจะรู้ว่า หากพวกเขาชื่นชมผลงานหรือมีคำถามใด ๆ กับอาจารย์ Gagnon ก็ไม่สามารถบอกกับเขาได้อีกต่อไป จะคงเหลือแต่ความรู้ของอาจารย์เท่านั้นที่จะยังคงอยู่ต่อไปตราบชั่วนิรันดร์

References : https://slate.com/technology/2021/01/dead-professor-teaching-online-class.html
https://montreal.ctvnews.ca/virtually-normal-montreal-student-tries-to-contact-his-online-prof-only-to-learn-he-s-dead-1.5288640
https://twitter.com/AaronLinguini/status/1352009641618796550
https://www.chronicle.com/article/dead-man-teaching

Bill Gates กล่าวว่าเขามีความสุขในวัย 64 ปี เพราะเขาให้ความสำคัญกับ 4 สิ่งนี้

AMA ประจำปีของ Bill Gates (Ask Me Anything) ได้กลายเป็นหนึ่งในเซสชันคำถามและคำตอบยอดนิยมใน Reddit ผู้ใช้งาน Reddit ถามคำถามทุกประเภทตั้งแต่การสอบถามเกี่ยวกับหนังสือเล่มโปรดของเขาไปจนถึงว่าเขายังเขียนโค้ดอยู่หรือไม่

ในเซสชั่นของปีที่แล้วคำถามที่กระตุ้นความคิดก็เพิ่มขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ : จากทั้งหมดนี้อะไรที่ทำให้คุณมีความสุข?

ในขณะที่คำตอบของ Gates นั้นสั้น ๆ (เขาต้องคอยตอบคำถามต่อไป) แต่เขาก็เน้นถึงส่วนผสมหลัก 4 อย่างที่ทำให้เขามีความสุข

1. ยึดมั่นในคำมั่นสัญญาของคุณ

เมื่อ Gates ยังเด็กเขามุ่งมั่นในพันธกิจของไมโครซอฟต์ แนวคิดที่จะวาง “คอมพิวเตอร์ไว้บนโต๊ะทำงานทุกตัวและในบ้านทุกหลัง” ความมุ่งมั่นนั้นนั้นเกี่ยวข้องกับการทุ่มเทเวลานับไม่ถ้วนของเขากับ Microsoft แต่เมื่อเวลาผ่านไปวิสัยทัศน์ดังกล่าวก็กลายเป็นความจริง

ในขณะที่ความทะเยอทะยานเดิมของเขาหมดสิ้นไป Gates จึงต้องหาความทะเยอทะยานใหม่ ๆ โดยในทุกวันนี้มาในรูปแบบของมูลนิธิ Bill and Melinda Gates ซึ่งมุ่งมั่นที่จะกำจัดโรคติดเชื้อ เช่น มาลาเรีย และโปลิโอ รวมถึงปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของคนที่ยากจนที่สุดในโลก

2. ให้อย่างไม่เห็นแก่ตัว – ไม่ว่าคุณจะร่ำรวยแค่ไหน

ในฐานะบุคคลที่ร่ำรวยอันดับต้น ๆ ของโลก Gates สามารถทำหรือมีอะไรก็ได้ที่เขาต้องการ นั่นเป็นเหตุผลที่บอกได้มากขึ้นว่าสิ่งที่ผลักดันเขามากที่สุดคือการบริจาคเพื่อการกุศลของเขา มูลนิธิ Bill and Melinda Gates เป็นองค์กรการกุศลที่ยิ่งใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและเขายังมีแรงผลักดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ในปี 2006 Gates ได้โน้มน้าวให้ Warren Buffet เพื่อนสนิทของเขาบริจาคเงินจำนวน 3 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับมูลนิธิ และการให้คำมั่นสัญญาก็เกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีต่อมาโดยเป็นการเชิญชวนให้มหาเศรษฐีคนอื่น ๆ ให้ทำในสิ่งเดียวกัน

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาคนที่ร่ำรวยที่สุดในโลกกว่า 200 คนได้เข้าร่วมการให้คำมั่นสัญญาโดยอุทิศความมั่งคั่งส่วนใหญ่ให้กับงานการกุศลทั่วโลก

ในขณะที่คุณอาจไม่มีเงินหลายพันล้านสำหรับการทำบุญ แต่ทุกคนสามารถบริจาคบางสิ่งเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นได้

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าพวกเขาจะให้ได้อย่างเต็มที่เมื่อพวกเขามีความมั่งคั่งเหลือเฟือ แต่ด้วยวิธีการดังกล่าวคุณเสี่ยงที่จะมาถึงจุดจบของชีวิตโดยที่ไม่เคยมีส่วนในเรื่องดังกล่าวอย่างแท้จริง

ในทางกลับกันเริ่มตั้งแต่ตอนนี้ด้วยเวลาหรือเงินที่คุณมีอยู่ และคุณจะสามารถมองย้อนกลับไปถึงมรดกแห่งความเอื้ออาทรที่ทำให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้น

3. ให้ความเคารพต่อร่างกายของคุณ

ในฐานะนักเทนนิสตัวยง Gates ตระหนักถึงความเชื่อมโยงระหว่างการออกกำลังกายกับความสุข ประโยชน์ต่อสุขภาพของการออกกำลังกาย มีตั้งแต่การควบคุมน้ำหนักให้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจไปจนถึงการปรับปรุงสุขภาพจิตและอารมณ์โดยรวม

คุณได้รับร่างกายมาเพียงครั้งเดียวดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติต่อมันให้ดีที่สุด จากการศึกษาชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับทีโลเมียร์ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเซลล์มนุษย์ที่มีผลต่ออายุของเซลล์ของเรา

(** ทีโลเมียร์ คือ สาย DNA ที่อยู่บริเวณปลายของโครโมโซมทั้ง 2 ข้าง ทำหน้าที่ช่วยป้องกันสาย DNA ไม่ให้สลาย และไม่ให้ถูกทำลาย หรือ เกิดการพันกันของสาย DNA ในเซลล์ของเรา จึงทำหน้าที่เสมือนการเก็บสารพันธุกรรมให้อยู่ในที่ปลอดภัยนั่นเอง** )

ผู้ใหญ่ที่มีการเคลื่อนไหวทางร่างกายบ่อย ๆ จากการออกกำลังกาย ดูเหมือนจะอายุน้อยกว่า 9 ปีในแง่ของความยาวของทีโลเมียร์ ซึ่งจะดูเหมือนอายุน้อยกว่าเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกัน นั่นคือความแตกต่างที่น่าประหลาดใจที่เน้นให้เห็นว่าการใช้ชีวิตด้วยการออกกำลังกายเป็นประจำนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก

4. ใช้เวลากับครอบครัวให้มากขึ้น

วัฒนธรรมในการเชิดชูการทำงานของผู้ก่อตั้งหรือผู้ประกอบการ ที่ทำงานสัปดาห์ละ 60 หรือ 80 ชั่วโมง ซึ่งเป็นสัญญาณของความทุ่มเทและความสำเร็จในอาชีพการงาน

แต่ความจริงก็คือการอุทิศตนแบบนี้ไม่ดีต่อสุขภาพและไม่ยั่งยืน ในความเป็นจริงความเครียดในที่ทำงานเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 5 ในสหรัฐอเมริกาเหนือ

แต่นอกเหนือจากความกังวลด้านสุขภาพที่เห็นได้ชัดแล้วการใช้เวลาในสำนักงานมากเกินไปหมายถึงการใช้เวลาน้อยลงในส่วนอื่น ๆ ของชีวิต  และเราทุกคนมีเวลาเพียง 24 ชั่วโมงในทุกๆวัน

น่าเสียดายสำหรับคนบ้างานหลาย ๆ คน เวลาในการอยู่กับครอบครัวเป็นสิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อเวลาทำงานเริ่มเพิ่มขึ้น การใช้เวลากับงานมากขึ้นส่งผลต่อความเครียดที่มากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงต่อสุขภาพทวีความรุนแรงมากขึ้น

แบ่งเวลาที่คุณใช้ร่วมกับครอบครัวด้วยการกำหนดขอบเขตเวลาส่วนตัวที่จริงจัง บางทีคุณอาจจะออกจากงานตรงเวลาทุกวัน และไม่เช็คอีเมลหรือมือถือจนกว่าคุณจะพาลูก ๆ ของคุณเข้านอน

กำหนดขอบเขตที่คล้ายกันในขณะที่คุณทำงานเพื่อช่วยให้คุณทำทุกสิ่งที่คุณต้องการให้สำเร็จในเวลาที่กำหนดเท่านั้น

ข้อคิดสำคัญของ Bill Gates ที่ทำจะให้คุณมีความสุขในวัยเกษียณผ่านประสบการณ์ของเขาก็คือ บริจาคเวลาหรือเงินให้กับสิ่งที่มีค่า ดูแลสุขภาพเป็นประจำตั้งแต่เนิ่น ๆ และใช้เวลากับครอบครัวหรือคนที่คุณรักให้มากที่สุด

เมื่อเราเริ่มต้นปีใหม่ (และทศวรรษใหม่) เลือกทำสิ่งเหล่านี้และคุณจะได้รับผลลัพธ์ของความสุขในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม

References : https://www.newsbreak.com/news/1490982433192/bill-gates-is-happier-at-64-than-he-was-at-25-because-he-prioritizes-these-4-things
http://www.tria.co.th/care_blog/view/5
https://www.reddit.com/r/IAmA/comments/aunv58/im_bill_gates_cochair_of_the_bill_melinda_gates/#t

Warren Buffet กับสิ่งที่แยกผู้นำที่ประสบความสำเร็จออกจากคนอื่น ๆ ทั้งหมด

Warren Buffet เคยขอให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งนึกถึงเพื่อนร่วมชั้นที่พวกเขารู้สึกว่าประสบความสำเร็จในระยะยาว เช่น คนที่ทำการออมเงิน 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ของพวกเขาไปตลอดชีวิต

“คุณอาจจะเลือกคนที่คุณตอบสนองได้ดีที่สุด คนที่มีคุณสมบัติในการเป็นผู้นำ คนที่สามารถดึงความสามารถของคนอื่นมาทำประโยชน์ของตัวเองได้” Buffet กล่าวโดยอ้างถึงความซื่อสัตย์ของบุคคลนั้น “เขาคนนั้นต้องเป็นคนที่ใจกว้าง ซื่อสัตย์ และให้เครดิตคนอื่นในแง่คิดของตัวเอง”

ตัวอย่างคุณสมบัติความเป็นผู้นำของ Buffet เรียกได้ว่าหาได้ยากยิ่งในทุกวันนี้ ในขณะที่ประชาชนชาวอเมริกันกำลังฟื้นตัวจากบาดแผลที่เกิดจากผู้ก่อการจลาจลที่ Capitol

สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนอย่างยิ่งคือ ชาวอเมริกันต้องการผู้นำที่มีคุณธรรมจริยธรรมมากขึ้นเพื่อรับบทบาทที่มีอิทธิพลสูงทั้งในตำแหน่งทางการเมืองและในตำแหน่งขององค์กรต่าง ๆ ของ อเมริกา

ผู้นำที่แท้จริงในปี 2021

คำแนะนำของ Warren Buffet ไมว่าจะเป็นเรื่อง การไม่เห็นแก่ตัว ความเอื้ออาทร และความซื่อสัตย์ และยังมีอีก 5 ประการที่จะยกระดับความเป็นผู้นำของคุณและนำอนาคตที่สดใสกว่าให้กับพนักงานและโลกของคุณ

1. ห่วงใยคนของคุณ

“ให้ใส่ใจคนของคุณมากกว่าผลลัพธ์และพวกเขาจะทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อให้ธุรกิจของคุณก้าวไปข้างหน้า” Dr. Jim Loehr ผู้เขียนหนังสือ Leading with Character: 10 Minutes a Day to a Brilliant Legacy

Loehr กล่าวว่า “การดูแลผู้อื่นเป็นกระบวนการที่ต้องมีความกระตือรือร้น … ผู้นำที่เข้าใจจะรักคนของพวกเขาเพราะสิ่งที่พวกเขาทำ … พวกเขาได้ให้ชีวิตและทุ่มเทแรงกายแรงใจให้แก่ธุรกิจของคุณ หากไม่มีพวกเขา , คุณจะไม่มีอะไรเลย.”

2. ให้คุณค่ากับความเป็นอยู่ของพนักงาน

ผู้นำขององค์กรที่ดีที่สุดให้ความสำคัญกับคนทั้งด้านอารมณ์ จิตใจ ร่างกาย และแม้แต่จิตวิญญาณเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ทางธุรกิจ แนวทางการเป็นผู้นำที่มีมนุษยธรรมเป็นศูนย์กลางจะให้ผลลัพธ์ต่อองค์กรที่ยอดเยี่ยมเสมอ

3. เป็นผู้นำด้วยความเอาใจใส่

ผู้นำที่เห็นอกเห็นใจเป็นสิ่งสำคัญในการทำให้พนักงานมีส่วนร่วม ความเป็นผู้นำที่เห็นอกเห็นใจจะเกี่ยวข้องกับการให้แต่ละคนในทีมมีส่วนร่วม และทำการรับฟัง จากนั้นก็ปฏิบัติตามความต้องการของพนักงาน

อย่างไรก็ตามหากผู้จัดการไม่ได้รับการฝึกอบรมให้เข้าใจวิธีรับรู้และตอบสนองต่อความต้องการเหล่านี้อาจส่งผลเสียต่อความผูกพันของพนักงานในองค์กรได้

4. เปิดรับมุมมองใหม่

ความแตกแยกทางการเมืองได้แทรกซึมเข้ามาในที่ทำงานเนื่องจากพนักงานหลายคนมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ปัจจุบันซึ่งอาจส่งผลต่อวิธีการปฏิบัติงาน

ในฐานะผู้นำอาจเป็นเรื่องยากที่จะทราบรายละเอียดที่ใกล้ชิดของความวุ่นวายในความขัดแย้งเหล่านี้ แทนที่จะทำลายความกลัวด้วยการบังคับหรือควบคุมเหล่าพนักงาน ให้ลองเปิดใจรับมุมมองใหม่ ๆ! ให้รับฟังเสียงของทุกคนและพยายามทำความเข้าใจกับทั้งสองฝ่าย

ใช้เวลาไตร่ตรองเพื่ออธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นในที่ทำงานของคุณและผลกระทบต่อธุรกิจอย่างไร จากนั้นระดมความคิดว่าคุณจะใช้การเปิดกว้าง ความโปร่งใสการทำงานร่วมกัน และมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญเพื่อนำผู้คนมารวมกันและอยู่เหนือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

5. คอยให้การสนับสนุนและช่วยเหลือ

ขึ้นอยู่กับผู้นำว่าจะสามารถช่วยขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ของ พนักงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อการทำงานได้

ก่อนที่จะตำหนิผู้ปฏิบัติงานให้คำนึงถึงความเครียดและความวิตกกังวลที่ผ่าน ที่พนักงานรู้สึกไม่ว่าจะเป็นจากการแพร่ระบาด การเหยียดสีผิว ความไม่สงบในสังคม และอนาคตทางการเมืองของประเทศ

การศึกษาล่าสุดพบว่า 53 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใหญ่ชาวอเมริกันรายงานว่าสุขภาพจิตของพวกเขาได้รับผลกระทบในทางลบ เนื่องจากความกังวลและความเครียดที่เกี่ยวข้องกับโควิด -19

แม้ว่าวัคซีนจะถูกนำออกใช้หลังการแพร่ระบาด ผู้นำต้องเริ่มจัดการปัญหาสุขภาพจิตให้กับ พนักงานในบริษัท ที่ได้รับความกดดันต่อเนื่องตลอดมา และถึงเวลาที่ต้องก้าวขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อให้องค์กรของคุณเดินหน้าฝ่าวิกฤติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้สำเร็จ

ดูเหมือนสิ่งที่ประชาชนชาวอเมริกันเจอนั้นไม่ต่างจากที่ประชาชนไทยเราเจอ ทั้งเรื่องการแพร่ระบาด ความแตกแยกทางการเมือง ถือเป็นสิ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้นำทั้งองค์กรธุรกิจและการเมือง ที่จะนำเอา 5 วิธีดังกล่าวไปปรับใช้ได้นั่นเองครับผม

References : https://www.marcelschwantes.com/dr-jim-loehr/
https://www.marcelschwantes.com/virtual-training/
https://www.kff.org/coronavirus-covid-19/issue-brief/the-implications-of-covid-19-for-mental-health-and-substance-use/
https://www.inc.com/marcel-schwantes/first-90-days-warren-buffetts-advice-for-hiring-based-on-3-traits.html
https://www.newsbreak.com/news/2146803293504/warren-buffett-says-these-often-ignored-traits-separate-successful-leaders-from-all-others
https://www.theaustralian.com.au/

8 Soft Skills ที่จะทำให้คุณเป็นผู้นำที่ดียิ่งขึ้น

ปัจจุบันหลากหลาย ๆ ธุรกิจมักจะมองข้าม Soft Skills และ มุ่งเน้นไปที่ Hard Skills เมื่อ LinkedIn เปิดเผยรายชื่อ Soft Skills และ Hard Skills ที่เป็นที่ต้องการมากที่สุดของปี 2020 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา

ไม่น่าแปลกใจเลยที่ส่วนใหญ่นั้นจะเป็นทักษะด้านคอมพิวเตอร์เป็น ซึ่งด้วยการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลกในเดือนมีนาคม และการเป็นการบังคับให้บริษัทส่วนใหญ่เปลี่ยนจากการทำงานที่ Office เป็นการทำงานจากที่บ้านแทนนั่นเอง

Soft Skills เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ แม้ว่าในอันดับต้น ๆ นั้น จะเป็นเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ , LinkedIn ได้แนะนำทักษะการทำงานร่วมกันในการปรับตัว และความฉลาดทางอารมณ์ ในการบรรยายให้กับผู้บริหารเกี่ยวกับเรื่องของ Soft Skills

การทำความเข้าใจแต่ละทักษะ และวิธีการขยายความสามารถจะทำให้เราได้เปรียบคู่แข่งในองค์กรในด้านของการเป็นผู้นำ

1. ความคิดสร้างสรรค์

วิธีที่ดีในการถ่ายทอดแนวคิดใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจคือการมองไปที่อุตสาหกรรมอื่น ๆ และในประเทศอื่น ๆ พวกเขาใช้แนวคิดใดที่อาจใช้ได้ผลกับอุตสาหกรรมเดียวกันกับเรา 

ให้ทำการระดมความคิดเป็นกลุ่มย่อยเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง หลังจากนั้นรวบรวมรายการที่ได้จากการระดมความคิด หลังจากนั้นให้นำเสนอแนวคิดของเราต่อหน้าทุกคน รวมไอเดียโง่ ๆ ไอเดียบ้าๆอะไรก็ว่าไป ซึ่งในโลกแห่งความจริง บางครั้ง idea บ้าระห่ำบางไอเดีย อาจจะสามารถสร้างธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นมาก็ได้ 

2. การโน้มน้าวใจ

การโน้มน้าวจูงใจ  เป็นการสื่อสารที่ทรงพลัง มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน  คือ เพื่อสร้างแนวคิด ความเชื่อ และมุมมองใหม่ๆให้กับผู้ฟัง โดยมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรมบางอย่าง  จากวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนทำให้การสื่อสารประเภทนี้แฝงไปด้วยความมุ่งมั่นและความปรารถนาให้เกิดผลลัพธ์แห่งการเปลี่ยนแปลง  ตอบสนองต่อการนำพาทีมงานและองค์กรขับเคลื่อนไปข้างหน้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

3. การทำงานร่วมกัน

การทำงานร่วมกันจะยกระดับการทำงานเป็นทีมไปอีกขั้น เป็นการรวบรวมผู้คนที่มีชุดทักษะและมุมมองที่แตกต่างกันเพื่อทำโครงการให้สำเร็จโดยมักไม่มีผู้นำ องค์กรที่สามารถใช้ทักษะด้านนี้เข้าใจว่าการสื่อสารเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เป็นเรื่องสำคัญที่ช่องทางการสื่อสารทั้งหมดจะต้องเปิดกว้าง

4. ความสามารถในการปรับตัว

นี้จะเป็นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เพราะการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นด้วยความเร็วสูงสุด เป็นไปไม่ได้ที่เราจะเห็นว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเราจะเป็นอย่างไร  โลกของ Virtual Reality (VR) ที่เพิ่มขึ้นและอื่น ๆ อีกมากมายจะเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจของเราซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไม บริษัท ที่สำคัญจึงต้องอยู่เหนือเทคโนโลยีใหม่ ๆ แทนที่จะรอจนกว่าจะกลายเป็นเรื่องธรรมดา การเริ่มต้นเร็วหมายถึงช่วงการเรียนรู้ของเราก็จะอยู่ในระดับต่ำ

5. ความฉลาดทางอารมณ์

ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) หมายถึง “ความสามารถในการรับรู้ ควบคุม และแสดงอารมณ์ของตนและจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลอย่างรอบคอบและเอาใจใส่” 

ผู้ที่มี EQ สูงสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่มีความกดดันสูง การแก้ไขความขัดแย้ง การวิจารณ์เชิงสร้างสรรค์และอื่น ๆ ได้ดีกว่า ความสามารถนี้เป็นที่ต้องการอย่างมากสำหรับทีมโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสามารถที่ประกอบด้วยภูมิหลังที่มีความแตกต่างกัน

จากการสำรวจของ CareerBuilder พบว่า 75% ของผู้จัดการการจ้างงานให้ความสำคัญกับ EQ มากกว่า IQ ทักษะและความฉลาดที่ยากจะสอนให้กับพนักงานได้ง่ายขึ้น ในขณะที่ EQ ต้องใช้เวลาและความเข้าใจมากกว่าในการเข้าใจอย่างแท้จริงนั่นเอง

6. Self-Motivation  

Self-Motivation เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจำนวนมากต้องรับมือ เพราะโลกที่เราอาศัยอยู่ในปัจจุบัน มีจุดที่แรงจูงใจในตนเองเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก 

เราทุกคนต้องเรียนรู้วิธีจัดการพลังงานของเรา พลังงานไม่ได้มาจากการรับประทานอาหารที่มีความสมดุลเท่านั้น แต่ยังมาจากแรงผลักดันส่วนตัวของเราในการบรรลุเป้าหมายและความมุ่งมั่น

แรงผลักดันส่วนบุคคลที่จะบรรลุเป้าหมายได้นั้นมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับความคิดของเรา การวิจัยแสดงให้เห็นว่าผู้ที่มีความคิดเป็นผู้ใหญ่มักชอบที่จะประสบความสำเร็จ ในความพยายามที่พวกเขามีส่วนร่วมมากกว่าเพราะพวกเขาเชื่อว่าพวกเขาสามารถปรับปรุงได้

ความยืดหยุ่นเกิดจากความกล้าที่จะเอาชนะความท้าทาย นั่นไม่ได้หมายความว่าเราควรมีความรอบคอบกับทางเลือกของเรา แต่ควรเรียนรู้ที่จะจัดการกับความเสี่ยงเพื่อที่จะเข้าใจโอกาสที่เหมาะสมกับความสามารถของเรามากที่สุดและเมื่อใดที่เราควรจ้างคนอื่นจากภายนอกที่จะเป็นการลงทุนที่คุ้มกว่าแทน

ความมุ่งมั่นเป็นวิธีที่แน่นอนที่สุดในการ บอกเราว่ามีความสำคัญและกำลังมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญที่สุดของการตั้งเป้าหมาย

7. การบริหารเวลา 

ประสิทธิภาพสูงเชื่อมโยงโดยตรงกับการใช้เวลาของผู้คน ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ทำงานหนักอยู่แล้ว แต่สิ่งที่แยกผู้ที่ประสบความสำเร็จจากผู้ที่กำลังดิ้นรนหรือล้มเหลวคือความสามารถในการจัดลำดับความสำคัญและประสิทธิภาพของงาน

แผน : Brian Tracy ผู้เขียนหนังสือขายดีอธิบายถึงความสำคัญของการวางแผนว่า“ ทุกนาทีที่เราใช้ในการวางแผนช่วยประหยัดเวลาในการดำเนินการสิ่งต่าง ๆ ถึง 10 นาที ซึ่งทำให้เราได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนลงแรงถึง 1,000 เปอร์เซ็นต์! “

การจัดลำดับความสำคัญ: การจัดลำดับความสำคัญเป็นเพียงการทำความเข้าใจว่าควรใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่ที่ไหนดีที่สุด 

Stephen Covey อธิบายว่าควรแบ่งงานออกเป็นความเร่งด่วนและความสำคัญ เขาอธิบายต่อไปว่ากุญแจสำคัญคือการมุ่งเน้นไปที่สิ่งที่สำคัญ แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน

8. Storytelling

จิม โรห์น นักปรัชญาธุรกิจชาวอเมริกัน มักจะแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของการเล่าเรื่องที่ยอดเยี่ยมโดยการยกตัวอย่างถึงซิเซโร และเดมอสเธเนส สองนักพูดที่ยิ่งใหญ่ในสมัยโรมัน “ซึ่งว่ากันว่าเมื่อซิเซโรพูดคนจำนวนมากต่างก็ตกใจและร้องอุทานว่า ‘ช่างเป็นคำพูดที่ยอดเยี่ยม!’ 

เมื่อ เดมอสเธเนส พูดผู้คนจะพูดว่า ‘ให้เราเดินขบวนกันเถอะ!’ “สิ่งที่ทำให้นักเล่าเรื่องแตกต่างออกไปก็คือพวกเขามีความสามารถในการกระตุ้นผู้คนให้แสดงออก พวกเขาเข้าใจวิธีเข้าถึงตัวเราและสัมผัสจิตวิญญาณของเรา

เราจะปรับปรุงความสามารถในการเล่าเรื่องได้อย่างไร? ทางออกหนึ่งคือการเข้าร่วม งานอบรม หรือ งานเสวนาที่เกี่ยวข้องกับ Storytelling ซึ่งหลาย ๆ แห่งนั้นจะมีการท้าทายให้เราสร้างสุนทรพจน์สั้น ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาที่โดนใจนั่นเอง

Erin Meyer ผู้เขียนหนังสือ The Culture Map กล่าวไว้ว่า “ผู้คนหลายล้านคนทำงานในสภาพแวดล้อมระดับโลก ในขณะที่ดูทุกอย่างจากมุมมองทางวัฒนธรรมของตนเอง และตั้งสมมติฐานว่าความแตกต่าง การโต้เถียง และความเข้าใจผิดทั้งหมดมีรากฐานมาจากเรื่องของบุคลิกภาพ

ต้องบอกว่าส่วนใหญ่นั้น ในหลาย ๆ สถาบันไม่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมเพราะพวกเขาเชื่อว่าหากพวกเขาให้ความสำคัญกับความแตกต่างของแต่ละบุคคลนั่นก็เพียงพอแล้ว

Covid-19 อาจหยุดการเคลื่อนไหวระหว่างพรมแดนชั่วคราว แต่เมื่อมีการพัฒนาวัคซีนแล้วคาดว่าจะกลับมาอีก ในขณะที่โลกของเราหดตัวลง บริษัท ต่างๆจำนวนมากขึ้นก็เริ่มเข้าใจถึงประโยชน์ตลอดจนข้อเสียของการทำงานร่วมกับทีมระดับโลกมากขึ้นนั่นเอง

References : https://www.entrepreneur.com/article/359834
https://brooksgroup.com/sales-training-blog/what-are-soft-skills-and-why-should-you-care/