ลองจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าวันนึงตื่นมาแล้วพบว่าเงินเก็บทั้งชีวิตหายวับไปกับตา จะทำยังไง
ร้องไห้ฟูมฟาย ยอมแพ้ หรือเดินหน้าหางานประจำทำเพื่อตั้งหลักใหม่
สำหรับคนทั่วไป ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคงเป็นการก้มหน้าก้มตาหางานทำ
แต่สำหรับวิศวกรสองคนที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟัง พวกเขาเลือกทางที่บ้าที่สุด
นั่นคือการเอาเงินก้อนสุดท้ายที่เหลือติดกระเป๋าเพียง 4,000 ดอลลาร์ ไปเปิดบริษัทใหม่…
ในวันที่ตลาดหุ้นอเมริกาพังพินาศที่สุดในประวัติศาสตร์
บริษัทที่ว่านั้น ไม่เคยเอาตัวเองเข้าตลาดหลักทรัพย์ ไม่เคยง้อเงินทุนจากภายนอก
และที่สำคัญ ไม่เคยไล่พนักงานออกเลยแม้แต่คนเดียว
บริษัทนั้นมีชื่อว่า “Kingston Technology”
…
เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันที่ 19 ตุลาคม ปี 1987 วันที่โลกการเงินจดจำในชื่อ “Black Monday”
ดัชนีดิ่งลงเหวไปถึง 22.6% ภายในวันเดียว ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีทั่วอเมริกาแทบจะระเหยหายไปในอากาศ
และในออฟฟิศเล็กๆ แห่งหนึ่งใน California John Tu ในวัย 46 ปี และ David Sun ในวัย 36 ปี ก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของความบ้าคลั่งนี้
พวกเขาไม่ใช่เด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบ ทั้งคู่มีประสบการณ์โชกโชน…
ก่อนหน้านี้พวกเขาปลุกปั้นบริษัทฮาร์ดแวร์ชื่อ Camon จนขายกิจการไปได้ 6 ล้านดอลลาร์
และเอาเงินเกือบทั้งหมดไปลงทุนในตลาดหุ้น หวังจะให้เงินทำงาน
เมื่อถึงเวลาสี่โมงเย็นของวัน Black Monday เงินหลายล้านเหลือเพียงแค่ประมาณ 4,000 ดอลลาร์เท่านั้น
นี่คือจังหวะที่โลกถล่มทลายลงมาตรงหน้าที่สุดในชีวิตคนคนนึง
John Tu เป็นผู้อพยพที่เกิดในประเทศจีน ต้องระหกระเหินไปไต้หวัน ก่อนจะไปเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าที่เยอรมนีตะวันตก
เขาต้องไปเป็นเด็กฝึกงานในโรงงานต่อเรือ คลุกคลีกับเครื่องจักรกล
ก่อนจะย้ายมาอเมริกาและลองผิดลองถูกในหลายวงการ ทั้งค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์
เขามีความรู้แน่นปึ้ก แต่ดันหาที่ทางของตัวเองในอเมริกาไม่เจอซักที
ส่วน David Sun เป็นวิศวกรอัจฉริยะจากไต้หวัน
ผู้เข้าใจฮาร์ดแวร์ลึกซึ้งทะลุปรุโปร่งไปถึงระดับฟิสิกส์ของวัสดุ ไม่ใช่แค่อ่านแบบแปลนออก
ทั้งคู่เจอกันตอนทำงานที่บริษัท Alpha Micro เคมีตรงกันเพราะบ้าฮาร์ดแวร์เหมือนกัน
ในวันที่ไม่เหลืออะไร การคิดนอกกรอบของพวกเขามันพลิกเกมเลยทีเดียว…
ด้วยเงิน 4,000 ดอลลาร์สุดท้าย John Tu และ David Sun ตัดสินใจก่อตั้ง Kingston Technology ขึ้นมา
ชื่อนี้ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอะไรเลย John Tu แค่ชอบวงดนตรีโฟล์คที่ชื่อ Kingston Trio เท่านั้นเอง
เขาถึงขั้นไปท้าพนันกับ David Sun ว่าถ้าบริษัทรอดเกิน 1 ปี จะซื้อรถ Jaguar ให้คันนึง
ลึกๆ แล้วเขาก็ยังหวั่นใจกับอนาคตที่มองไม่เห็น
แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาพลิกนรกกลับมาได้ คือสายตาที่มองเห็นโอกาสในวิกฤต
ในปี 1988 โลกกำลังเผชิญกับภาวะชิปหน่วยความจำขาดแคลนอย่างหนัก
ชิปที่เรียกว่า DRAM ซึ่งทำหน้าที่เหมือนความจำระยะสั้นของคอมพิวเตอร์หายไปจากตลาด…
สาเหตุมาจากสงครามการค้าระหว่างอเมริกาและญี่ปุ่น รัฐบาลอเมริกาตั้งกำแพงภาษีใส่ผู้ผลิตญี่ปุ่น
ทำให้ซัพพลายรวนไปหมด ผู้ผลิตอเมริกาก็ปรับสายการผลิตไม่ทัน
ราคาแรมพุ่งขึ้นไปเกือบสามเท่าในเดือนเดียว
บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์และเครื่องเกมอย่าง Nintendo ถึงกับไปไม่เป็น เพราะไม่มีชิ้นส่วนไปประกอบขาย
ในขณะที่คนอื่นโวยวาย David Sun มองเห็นทางออก
แผงวงจรแบบเดิมต้องใช้ชิปเฉพาะรุ่นที่กำลังขาดตลาด
แต่เขาใช้ความรู้ระดับเทพออกแบบโมดูลใหม่ที่ชื่อว่า SIMM โดยเอาชิปทางเลือกอื่นที่ยังมีขายในตลาดมาประกอบกัน
มันทำงานได้เทียบเท่า ใส่เข้าคอมพิวเตอร์ได้เลยโดยไม่ต้องแปลงเครื่อง…
และที่สำคัญ ต้นทุนถูกกว่าราคาตลาดที่กำลังปั่นป่วนหลายเท่าตัว
พวกเขาเริ่มประกอบชิปด้วยมือบนโต๊ะทำงานในออฟฟิศเล็กๆ
ไม่มีสายพานการผลิต ไม่มีเครื่องจักรหรูหรา
David Sun เป็นคนประกอบแผงวงจร ส่วน John Tu เป็นคนยกหูโทรศัพท์ขาย
ปรากฏว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ภายในปีแรกทำรายได้ไป 12.8 ล้านดอลลาร์
John Tu แพ้พนัน ต้องซื้อ Jaguar ให้เพื่อนรักตามสัญญา
แต่ David Sun กลับเอารถคันนั้นไปยกให้พนักงานที่เขาคิดว่าสมควรได้มันมากกว่า
นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมองค์กรที่กลายเป็นตำนาน…
การเติบโตของ Kingston Technology พุ่งทะยานเหมือนติดจรวด
จากรายได้หลักสิบล้าน กลายเป็น 250 ล้านดอลลาร์ในเวลาเพียง 5 ปี
นิตยสาร Inc. ยกให้เป็นบริษัทเอกชนที่โตเร็วที่สุดในอเมริกา
แต่ความเจ๋งไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเงินมหาศาล
มันอยู่ที่วิธีการบริหารที่สวนทางกับตำราธุรกิจทุกเล่มอย่างสิ้นเชิง
ผู้ก่อตั้งสองคนนี้นั่งทำงานในคอกธรรมดาๆ ไม่มีห้องผู้บริหารหรูหราลอยฟ้า
พวกเขาประกาศชัดเจนว่า ลำดับความสำคัญของบริษัทคือพนักงานมาเป็นอันดับหนึ่ง
ซัพพลายเออร์มาเป็นอันดับสอง และลูกค้ามาเป็นอันดับสาม…
ฟังดูแปลกใช่มั๊ย เอาลูกค้าไว้เบอร์สาม แต่ผลลัพธ์กลับสุดยอด
พวกเขาจ่ายเงินเดือนพนักงานสูงกว่าตลาด 30%
เอากำไรก่อนหักภาษี 5% ทุกไตรมาสมาแจกเป็นโบนัสให้พนักงาน
แถมยังมีนโยบายว่าถ้าบริษัทเจ๊ง พนักงานทุกคนจะได้เงินเดือนล่วงหน้า 1 ปีเต็ม
นโยบายนี้มีไว้เพื่อขจัดการเมืองในออฟฟิศและการเลื่อยขาเก้าอี้
เมื่อพนักงานมีความสุข ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาก็ไร้ที่ติ
Kingston รับประกันสินค้าแบบตลอดอายุการใช้งาน เสียเปลี่ยนใหม่ทันที ไม่ต้องมีใบเสร็จ ไม่ต้องถามให้มากความ…
จุดพีคของเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 1996
เมื่อ Masayoshi Son มหาเศรษฐีเจ้าของ SoftBank จากญี่ปุ่น
เดินมาขอซื้อหุ้น 80% ของ Kingston ในราคา 1.5 พันล้านดอลลาร์
ผู้ก่อตั้งทั้งสองยอมขาย เพราะมองเห็นความผันผวนของตลาดฮาร์ดแวร์
แต่สิ่งที่พวกเขาทำหลังจากได้เงินมา คือการเจียดเงิน 100 ล้านดอลลาร์ เอามาแจกเป็นโบนัสวันหยุดให้พนักงาน 500 คนที่ร่วมสู้กันมา…
ลองหารดูเล่นๆ พนักงานบางคนได้โบนัสสูงถึง 300,000 ดอลลาร์
บางคนเอาไปเปิดบัญชีเป็นทุนการศึกษาให้ลูก
บางคนเอาเงินก้อนนี้ไปจ้างนักสืบตามหาพ่อที่แท้จริง
นี่ไม่ใช่การทำบุญเอาหน้า แต่มันคือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดให้องค์กร
เมื่อเจ้านายให้ใจขนาดนี้ พนักงานก็ถวายหัวให้บริษัท
อัตราการลาออกของที่นี่ต่ำกว่า 2% ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีอื่นลาออกกันเป็นว่าเล่น
แต่ชีวิตมีขึ้นมีลงเสมอ ในช่วงปลายยุค 90s โลกเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ดอทคอม
SoftBank เองก็บาดเจ็บหนักจากวิกฤตินี้ มูลค่าบริษัทในเครือร่วงระนาว…
John Tu และ David Sun ทำสิ่งที่โลกตะลึงอีกครั้ง
พวกเขายกหนี้ 300 ล้านดอลลาร์ที่ SoftBank ค้างจ่ายให้ฟรีๆ เพื่อตอบแทนน้ำใจ
ทาง SoftBank จึงยอมขายหุ้น 80% คืนให้ในราคาแค่ 450 ล้านดอลลาร์
สรุปคือ ขายไป 1.5 พันล้าน แจกโบนัส 100 ล้าน ยกหนี้ให้ 300 ล้าน
แล้วซื้อบริษัทตัวเองคืนมาในราคา 450 ล้านดอลลาร์
เบ็ดเสร็จแล้วได้บริษัทกลับมาเป็นของตัวเอง 100% แถมมีกำไรส่วนต่างมหาศาล
คณิตศาสต์ของ Wall Street อาจจะมองว่านี่มันบ้าบอ แต่ในโลกของความเป็นจริง นี่คือดีลที่อัจฉริยะที่สุด…
พอเข้าสู่ยุค 2000s Kingston Technology ขยายอาณาจักรไปในทุกสิ่งที่ต้องใช้หน่วยความจำ
ใครเกิดทันยุคนั้นต้องเคยใช้แฟลชไดรฟ์รุ่น Data Traveler อย่างแน่นอน
หรือหน่วยความจำสายเกมเมอร์อย่างแบรนด์ HyperX ที่ฮิตกันระเบิดระเบ้อ
พวกเขาสร้างโรงงานผลิตโมดูลที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองเซี่ยงไฮ้
ขยายฐานการผลิตไปทั่วโลก และไม่หยุดพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ
ในปี 2021 บริษัท HP ยักษ์ใหญ่แห่งวงการคอมพิวเตอร์
ได้เข้ามาขอซื้อแผนกเกมมิ่ง HyperX ไปด้วยมูลค่า 425 ล้านดอลลาร์
ลองคิดดูดีๆ ดีลนี้มันมีความคล้ายกับอดีตอย่างน่าประหลาด
ผู้ก่อตั้งสองคนเคยซื้อบริษัทคืนจาก SoftBank ด้วยเงิน 450 ล้านดอลลาร์
แต่วันนี้พวกเขาสามารถขายแค่แผนกเดียวที่สร้างมากับมือ ได้เงินกลับมาเกือบเท่ากัน…
Kingston เลือกลุยต่อในตลาดหน่วยความจำที่ตัวเองถนัดที่สุด
ทิ้งธุรกิจฝั่งผู้บริโภคไว้เบื้องหลัง แล้วมุ่งเน้นไปที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น
จนกระทั่งมาถึงยุคปัจจุบัน ยุคที่ AI ครองโลก
โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ใช้เทรน AI ต้องใช้หน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมหาศาล
บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างต้องการแรมที่เสถียรที่สุด ส่งมอบตรงเวลาที่สุด และไว้ใจได้ที่สุด…
แล้วใครที่ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด คำตอบก็คือ Kingston Technology
ผู้ครองส่วนแบ่งตลาดโมดูล DRAM อิสระอันดับหนึ่งของโลกมา 22 ปีซ้อน ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสองแบบไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว
รายได้ทะลุ 16 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 และมูลค่าทรัพย์สินของผู้ก่อตั้งทั้งสองพุ่งทะยานไปไกลลิบ
สื่อใหญ่ประเมินว่าอาจสูงถึงคนละ 80 พันล้านดอลลาร์
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่พวกเขาไม่เคยเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้นเลยแม้แต่วันเดียว…
ตอนที่เกิดวิกฤตราคาแรมตกต่ำ คู่แข่งพากันเบี้ยวหนี้ซัพพลายเออร์
แต่ Kingston กัดฟันซื้อวัตถุดิบในราคาตามสัญญาเดิม แม้จะขาดทุนยับเยิน
สิ่งที่ได้กลับมาคือความเชื่อใจขั้นสุด
พอถึงยุคชิปขาดแคลน ซัพพลายเออร์ก็เลือกส่งของให้ Kingston เป็นเจ้าแรก
ซึ่งนี่แหละคือกลยุทธ์ที่มองไกลกว่าผลกำไรรายไตรมาส
เรื่องราวของ John Tu และ David Sun เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีเลยนะครับว่า การทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องเหยียบย่ำใครขึ้นไป ไม่ต้องบีบคั้นซัพพลายเออร์ ไม่ต้องเอาเปรียบพนักงาน…
พวกเขาสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยการให้คุณค่ากับคนทำงานเหนือสิ่งอื่นใด
ชายสองคนที่สูญเสียทุกอย่างไปในเหตุการณ์ตลาดหุ้นถล่มเมื่อปี 1987
เลือกที่จะไม่เดินกลับไปให้ Wall Street กำหนดชะตาชีวิตอีก
พวกเขาใช้เงิน 4,000 ดอลลาร์สร้างอาณาจักรที่มูลค่าสูงกว่าความเสียหายในวันนั้นนับหมื่นนับแสนเท่า
ปัจจุบัน John Tu ในวัย 80 กว่าปียังคงตีกลองในวงร็อกของเขา
วงร็อกนี้ยังคงซ้อมดนตรีกันที่สำนักงานใหญ่ของ Kingston
ส่วน David Sun ก็ยังคงทำงานวิศวกรรมที่เขารักในคอกทำงานเล็กๆ เหมือนเดิม…
ทั้งคู่ยังคงจอดรถในลานจอดเดียวกับพนักงานฝึกงาน ไม่ได้มีอภิสิทธิ์เหนือใคร
ใครจะไปคิดว่า จากความมืดมิดในวัน Black Monday
จะให้กำเนิดบริษัทที่สว่างไสวและเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าประทับใจได้ขนาดนี้
มันทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกัน
ว่าในวันที่เราเจอกับวิกฤตที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิต
เราจะยอมแพ้ หรือเราจะกล้าเดิมพันด้วยทุกสิ่งที่เรามีแบบพวกเขากันแน่…
References : [forbes, latimes, bloomberg, inc, fortune]





