เจ๊งหุ้นจนหมดตัว! พลิกวิกฤตสู่บริษัท Kingston อาณาจักรฮาร์ดแวร์ที่โลกต้องจำ

ลองจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าวันนึงตื่นมาแล้วพบว่าเงินเก็บทั้งชีวิตหายวับไปกับตา จะทำยังไง

ร้องไห้ฟูมฟาย ยอมแพ้ หรือเดินหน้าหางานประจำทำเพื่อตั้งหลักใหม่

สำหรับคนทั่วไป ทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคงเป็นการก้มหน้าก้มตาหางานทำ

แต่สำหรับวิศวกรสองคนที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟัง พวกเขาเลือกทางที่บ้าที่สุด

นั่นคือการเอาเงินก้อนสุดท้ายที่เหลือติดกระเป๋าเพียง 4,000 ดอลลาร์ ไปเปิดบริษัทใหม่…

ในวันที่ตลาดหุ้นอเมริกาพังพินาศที่สุดในประวัติศาสตร์

บริษัทที่ว่านั้น ไม่เคยเอาตัวเองเข้าตลาดหลักทรัพย์ ไม่เคยง้อเงินทุนจากภายนอก

และที่สำคัญ ไม่เคยไล่พนักงานออกเลยแม้แต่คนเดียว

บริษัทนั้นมีชื่อว่า “Kingston Technology”

…

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในเช้าวันที่ 19 ตุลาคม ปี 1987 วันที่โลกการเงินจดจำในชื่อ “Black Monday”

ดัชนีดิ่งลงเหวไปถึง 22.6% ภายในวันเดียว ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีทั่วอเมริกาแทบจะระเหยหายไปในอากาศ

และในออฟฟิศเล็กๆ แห่งหนึ่งใน California John Tu ในวัย 46 ปี และ David Sun ในวัย 36 ปี ก็เป็นหนึ่งในเหยื่อของความบ้าคลั่งนี้

พวกเขาไม่ใช่เด็กวัยรุ่นที่เพิ่งเรียนจบ ทั้งคู่มีประสบการณ์โชกโชน…

ก่อนหน้านี้พวกเขาปลุกปั้นบริษัทฮาร์ดแวร์ชื่อ Camon จนขายกิจการไปได้ 6 ล้านดอลลาร์

และเอาเงินเกือบทั้งหมดไปลงทุนในตลาดหุ้น หวังจะให้เงินทำงาน

เมื่อถึงเวลาสี่โมงเย็นของวัน Black Monday เงินหลายล้านเหลือเพียงแค่ประมาณ 4,000 ดอลลาร์เท่านั้น

นี่คือจังหวะที่โลกถล่มทลายลงมาตรงหน้าที่สุดในชีวิตคนคนนึง

John Tu เป็นผู้อพยพที่เกิดในประเทศจีน ต้องระหกระเหินไปไต้หวัน ก่อนจะไปเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าที่เยอรมนีตะวันตก

เขาต้องไปเป็นเด็กฝึกงานในโรงงานต่อเรือ คลุกคลีกับเครื่องจักรกล

ก่อนจะย้ายมาอเมริกาและลองผิดลองถูกในหลายวงการ ทั้งค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์

เขามีความรู้แน่นปึ้ก แต่ดันหาที่ทางของตัวเองในอเมริกาไม่เจอซักที

ส่วน David Sun เป็นวิศวกรอัจฉริยะจากไต้หวัน

ผู้เข้าใจฮาร์ดแวร์ลึกซึ้งทะลุปรุโปร่งไปถึงระดับฟิสิกส์ของวัสดุ ไม่ใช่แค่อ่านแบบแปลนออก

ทั้งคู่เจอกันตอนทำงานที่บริษัท Alpha Micro เคมีตรงกันเพราะบ้าฮาร์ดแวร์เหมือนกัน

ในวันที่ไม่เหลืออะไร การคิดนอกกรอบของพวกเขามันพลิกเกมเลยทีเดียว…

ด้วยเงิน 4,000 ดอลลาร์สุดท้าย John Tu และ David Sun ตัดสินใจก่อตั้ง Kingston Technology ขึ้นมา

ชื่อนี้ไม่ได้มีความหมายลึกซึ้งอะไรเลย John Tu แค่ชอบวงดนตรีโฟล์คที่ชื่อ Kingston Trio เท่านั้นเอง

เขาถึงขั้นไปท้าพนันกับ David Sun ว่าถ้าบริษัทรอดเกิน 1 ปี จะซื้อรถ Jaguar ให้คันนึง

ลึกๆ แล้วเขาก็ยังหวั่นใจกับอนาคตที่มองไม่เห็น

แต่สิ่งที่ทำให้พวกเขาพลิกนรกกลับมาได้ คือสายตาที่มองเห็นโอกาสในวิกฤต

ในปี 1988 โลกกำลังเผชิญกับภาวะชิปหน่วยความจำขาดแคลนอย่างหนัก

ชิปที่เรียกว่า DRAM ซึ่งทำหน้าที่เหมือนความจำระยะสั้นของคอมพิวเตอร์หายไปจากตลาด…

สาเหตุมาจากสงครามการค้าระหว่างอเมริกาและญี่ปุ่น รัฐบาลอเมริกาตั้งกำแพงภาษีใส่ผู้ผลิตญี่ปุ่น

ทำให้ซัพพลายรวนไปหมด ผู้ผลิตอเมริกาก็ปรับสายการผลิตไม่ทัน

ราคาแรมพุ่งขึ้นไปเกือบสามเท่าในเดือนเดียว

บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์และเครื่องเกมอย่าง Nintendo ถึงกับไปไม่เป็น เพราะไม่มีชิ้นส่วนไปประกอบขาย

ในขณะที่คนอื่นโวยวาย David Sun มองเห็นทางออก

แผงวงจรแบบเดิมต้องใช้ชิปเฉพาะรุ่นที่กำลังขาดตลาด

แต่เขาใช้ความรู้ระดับเทพออกแบบโมดูลใหม่ที่ชื่อว่า SIMM โดยเอาชิปทางเลือกอื่นที่ยังมีขายในตลาดมาประกอบกัน

มันทำงานได้เทียบเท่า ใส่เข้าคอมพิวเตอร์ได้เลยโดยไม่ต้องแปลงเครื่อง…

และที่สำคัญ ต้นทุนถูกกว่าราคาตลาดที่กำลังปั่นป่วนหลายเท่าตัว

พวกเขาเริ่มประกอบชิปด้วยมือบนโต๊ะทำงานในออฟฟิศเล็กๆ

ไม่มีสายพานการผลิต ไม่มีเครื่องจักรหรูหรา

David Sun เป็นคนประกอบแผงวงจร ส่วน John Tu เป็นคนยกหูโทรศัพท์ขาย

ปรากฏว่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า ภายในปีแรกทำรายได้ไป 12.8 ล้านดอลลาร์

John Tu แพ้พนัน ต้องซื้อ Jaguar ให้เพื่อนรักตามสัญญา

แต่ David Sun กลับเอารถคันนั้นไปยกให้พนักงานที่เขาคิดว่าสมควรได้มันมากกว่า

นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมองค์กรที่กลายเป็นตำนาน…

การเติบโตของ Kingston Technology พุ่งทะยานเหมือนติดจรวด

จากรายได้หลักสิบล้าน กลายเป็น 250 ล้านดอลลาร์ในเวลาเพียง 5 ปี

นิตยสาร Inc. ยกให้เป็นบริษัทเอกชนที่โตเร็วที่สุดในอเมริกา

แต่ความเจ๋งไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเงินมหาศาล

มันอยู่ที่วิธีการบริหารที่สวนทางกับตำราธุรกิจทุกเล่มอย่างสิ้นเชิง

ผู้ก่อตั้งสองคนนี้นั่งทำงานในคอกธรรมดาๆ ไม่มีห้องผู้บริหารหรูหราลอยฟ้า

พวกเขาประกาศชัดเจนว่า ลำดับความสำคัญของบริษัทคือพนักงานมาเป็นอันดับหนึ่ง

ซัพพลายเออร์มาเป็นอันดับสอง และลูกค้ามาเป็นอันดับสาม…

ฟังดูแปลกใช่มั๊ย เอาลูกค้าไว้เบอร์สาม แต่ผลลัพธ์กลับสุดยอด

พวกเขาจ่ายเงินเดือนพนักงานสูงกว่าตลาด 30%

เอากำไรก่อนหักภาษี 5% ทุกไตรมาสมาแจกเป็นโบนัสให้พนักงาน

แถมยังมีนโยบายว่าถ้าบริษัทเจ๊ง พนักงานทุกคนจะได้เงินเดือนล่วงหน้า 1 ปีเต็ม

นโยบายนี้มีไว้เพื่อขจัดการเมืองในออฟฟิศและการเลื่อยขาเก้าอี้

เมื่อพนักงานมีความสุข ผลิตภัณฑ์ที่ออกมาก็ไร้ที่ติ

Kingston รับประกันสินค้าแบบตลอดอายุการใช้งาน เสียเปลี่ยนใหม่ทันที ไม่ต้องมีใบเสร็จ ไม่ต้องถามให้มากความ…

จุดพีคของเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี 1996

เมื่อ Masayoshi Son มหาเศรษฐีเจ้าของ SoftBank จากญี่ปุ่น

เดินมาขอซื้อหุ้น 80% ของ Kingston ในราคา 1.5 พันล้านดอลลาร์

ผู้ก่อตั้งทั้งสองยอมขาย เพราะมองเห็นความผันผวนของตลาดฮาร์ดแวร์

แต่สิ่งที่พวกเขาทำหลังจากได้เงินมา คือการเจียดเงิน 100 ล้านดอลลาร์ เอามาแจกเป็นโบนัสวันหยุดให้พนักงาน 500 คนที่ร่วมสู้กันมา…

ลองหารดูเล่นๆ พนักงานบางคนได้โบนัสสูงถึง 300,000 ดอลลาร์

บางคนเอาไปเปิดบัญชีเป็นทุนการศึกษาให้ลูก

บางคนเอาเงินก้อนนี้ไปจ้างนักสืบตามหาพ่อที่แท้จริง

นี่ไม่ใช่การทำบุญเอาหน้า แต่มันคือการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดให้องค์กร

เมื่อเจ้านายให้ใจขนาดนี้ พนักงานก็ถวายหัวให้บริษัท

อัตราการลาออกของที่นี่ต่ำกว่า 2% ในขณะที่บริษัทเทคโนโลยีอื่นลาออกกันเป็นว่าเล่น

แต่ชีวิตมีขึ้นมีลงเสมอ ในช่วงปลายยุค 90s โลกเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ดอทคอม

SoftBank เองก็บาดเจ็บหนักจากวิกฤตินี้ มูลค่าบริษัทในเครือร่วงระนาว…

John Tu และ David Sun ทำสิ่งที่โลกตะลึงอีกครั้ง

พวกเขายกหนี้ 300 ล้านดอลลาร์ที่ SoftBank ค้างจ่ายให้ฟรีๆ เพื่อตอบแทนน้ำใจ

ทาง SoftBank จึงยอมขายหุ้น 80% คืนให้ในราคาแค่ 450 ล้านดอลลาร์

สรุปคือ ขายไป 1.5 พันล้าน แจกโบนัส 100 ล้าน ยกหนี้ให้ 300 ล้าน

แล้วซื้อบริษัทตัวเองคืนมาในราคา 450 ล้านดอลลาร์

เบ็ดเสร็จแล้วได้บริษัทกลับมาเป็นของตัวเอง 100% แถมมีกำไรส่วนต่างมหาศาล

คณิตศาสต์ของ Wall Street อาจจะมองว่านี่มันบ้าบอ แต่ในโลกของความเป็นจริง นี่คือดีลที่อัจฉริยะที่สุด…

พอเข้าสู่ยุค 2000s Kingston Technology ขยายอาณาจักรไปในทุกสิ่งที่ต้องใช้หน่วยความจำ

ใครเกิดทันยุคนั้นต้องเคยใช้แฟลชไดรฟ์รุ่น Data Traveler อย่างแน่นอน

หรือหน่วยความจำสายเกมเมอร์อย่างแบรนด์ HyperX ที่ฮิตกันระเบิดระเบ้อ

พวกเขาสร้างโรงงานผลิตโมดูลที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่เมืองเซี่ยงไฮ้

ขยายฐานการผลิตไปทั่วโลก และไม่หยุดพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ

ในปี 2021 บริษัท HP ยักษ์ใหญ่แห่งวงการคอมพิวเตอร์

ได้เข้ามาขอซื้อแผนกเกมมิ่ง HyperX ไปด้วยมูลค่า 425 ล้านดอลลาร์

ลองคิดดูดีๆ ดีลนี้มันมีความคล้ายกับอดีตอย่างน่าประหลาด

ผู้ก่อตั้งสองคนเคยซื้อบริษัทคืนจาก SoftBank ด้วยเงิน 450 ล้านดอลลาร์

แต่วันนี้พวกเขาสามารถขายแค่แผนกเดียวที่สร้างมากับมือ ได้เงินกลับมาเกือบเท่ากัน…

Kingston เลือกลุยต่อในตลาดหน่วยความจำที่ตัวเองถนัดที่สุด

ทิ้งธุรกิจฝั่งผู้บริโภคไว้เบื้องหลัง แล้วมุ่งเน้นไปที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น

จนกระทั่งมาถึงยุคปัจจุบัน ยุคที่ AI ครองโลก

โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ใช้เทรน AI ต้องใช้หน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมหาศาล

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต่างต้องการแรมที่เสถียรที่สุด ส่งมอบตรงเวลาที่สุด และไว้ใจได้ที่สุด…

แล้วใครที่ตอบโจทย์นี้ได้ดีที่สุด คำตอบก็คือ Kingston Technology

ผู้ครองส่วนแบ่งตลาดโมดูล DRAM อิสระอันดับหนึ่งของโลกมา 22 ปีซ้อน ทิ้งห่างคู่แข่งอันดับสองแบบไม่เห็นฝุ่นเลยทีเดียว

รายได้ทะลุ 16 พันล้านดอลลาร์ในปี 2024 และมูลค่าทรัพย์สินของผู้ก่อตั้งทั้งสองพุ่งทะยานไปไกลลิบ

สื่อใหญ่ประเมินว่าอาจสูงถึงคนละ 80 พันล้านดอลลาร์

ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยที่พวกเขาไม่เคยเอาบริษัทเข้าตลาดหุ้นเลยแม้แต่วันเดียว…

ตอนที่เกิดวิกฤตราคาแรมตกต่ำ คู่แข่งพากันเบี้ยวหนี้ซัพพลายเออร์

แต่ Kingston กัดฟันซื้อวัตถุดิบในราคาตามสัญญาเดิม แม้จะขาดทุนยับเยิน

สิ่งที่ได้กลับมาคือความเชื่อใจขั้นสุด

พอถึงยุคชิปขาดแคลน ซัพพลายเออร์ก็เลือกส่งของให้ Kingston เป็นเจ้าแรก

ซึ่งนี่แหละคือกลยุทธ์ที่มองไกลกว่าผลกำไรรายไตรมาส

เรื่องราวของ John Tu และ David Sun เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีเลยนะครับว่า การทำธุรกิจไม่จำเป็นต้องเหยียบย่ำใครขึ้นไป ไม่ต้องบีบคั้นซัพพลายเออร์ ไม่ต้องเอาเปรียบพนักงาน…

พวกเขาสร้างความยิ่งใหญ่ด้วยการให้คุณค่ากับคนทำงานเหนือสิ่งอื่นใด

ชายสองคนที่สูญเสียทุกอย่างไปในเหตุการณ์ตลาดหุ้นถล่มเมื่อปี 1987

เลือกที่จะไม่เดินกลับไปให้ Wall Street กำหนดชะตาชีวิตอีก

พวกเขาใช้เงิน 4,000 ดอลลาร์สร้างอาณาจักรที่มูลค่าสูงกว่าความเสียหายในวันนั้นนับหมื่นนับแสนเท่า

ปัจจุบัน John Tu ในวัย 80 กว่าปียังคงตีกลองในวงร็อกของเขา

วงร็อกนี้ยังคงซ้อมดนตรีกันที่สำนักงานใหญ่ของ Kingston

ส่วน David Sun ก็ยังคงทำงานวิศวกรรมที่เขารักในคอกทำงานเล็กๆ เหมือนเดิม…

ทั้งคู่ยังคงจอดรถในลานจอดเดียวกับพนักงานฝึกงาน ไม่ได้มีอภิสิทธิ์เหนือใคร

ใครจะไปคิดว่า จากความมืดมิดในวัน Black Monday

จะให้กำเนิดบริษัทที่สว่างไสวและเต็มไปด้วยเรื่องราวที่น่าประทับใจได้ขนาดนี้

มันทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองเหมือนกัน

ว่าในวันที่เราเจอกับวิกฤตที่หนักหน่วงที่สุดในชีวิต

เราจะยอมแพ้ หรือเราจะกล้าเดิมพันด้วยทุกสิ่งที่เรามีแบบพวกเขากันแน่…

References : [forbes, latimes, bloomberg, inc, fortune]

Casio F-91W นาฬิกาหลักร้อยที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

ถ้าให้ทุกท่านลองทายกันดูว่านาฬิกาข้อมือที่ขายดีที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติคือรุ่นอะไร

หลายคนอาจจะนึกภาพไปถึงแบรนด์ระดับไฮเอนด์ราคาแพงระยับ

อย่างแบรนด์สวิสชื่อดังที่ต้องต่อคิวซื้อกันข้ามปี

หรือบางคนอาจจะเดาว่าเป็นสมาร์ตวอตช์สุดฮิตที่ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยี

แต่เชื่อมั๊ยครับว่าคำตอบจริงๆ มันหักมุมกว่าที่คิดไว้เยอะเลย

เพราะมันคือนาฬิกาเรือนเล็กๆ สีดำ ทำจากพลาสติกหน้าตาแสนจะธรรมดา แถมยังมีราคาค่าตัวแค่ไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นเอง…

นั่นก็คือ Casio F-91W นาฬิกาที่เป็นเบอร์หนึ่งแห่งวงการเวลามาอย่างยาวนาน

แล้วสงสัยกันมั๊ยครับว่าทำไมนาฬิกาหน้าตาซื่อๆ เรือนนี้ถึงทะยานสู่ยอดขายกว่า 100 ล้านเรือน

…

เราต้องย้อนเวลากลับไปไกลถึงปี 1946 ที่ประเทศญี่ปุ่น

ตอนนั้นบริษัท Casio เพิ่งถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางซากปรักหักพังหลังสงครามจบลง

รู้มั๊ยว่าสินค้าชิ้นแรกของบริษัทเทคโนโลยีชื่อก้องโลกนี้คืออะไร

บอกเลยว่ามันไม่ใช่นาฬิกา และไม่ใช่เครื่องคิดเลขอย่างที่หลายคนเข้าใจกันแน่นอน…

ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของพวกเขาคือแหวนสูบบุหรี่ที่เรียกว่า yubiwa pipe

ตอนที่สงครามโลกครั้งที่สองเพิ่งจบลงใหม่ๆ ญี่ปุ่นบอบช้ำหนักมาก

ผู้คนต้องทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำเพื่อฟื้นฟูประเทศให้กลับมาผงาด

สภาพแวดล้อมตอนนั้นมันเต็มไปด้วยความเร่งรีบและกดดัน

ไอเดียแหวนสูบบุหรี่จึงกลายเป็นแกดเจ็ตที่ฮิตระเบิด

ไอเดียการออกแบบของมันเรียบง่ายแต่ตอบโจทย์ชีวิตสุดๆ นั่นคือการทำแหวนที่สามารถเอาบุหรี่ไปเสียบคาไว้ได้

เพื่อให้คนงานชาวญี่ปุ่นสามารถสูบบุหรี่ไปพร้อมกับทำงานแบบไม่ต้องใช้มือจับ

นี่คือจุดเริ่มต้นที่บอกว่าแบรนด์นี้เกิดมาเพื่อแก้ปัญหาให้คนหมู่มาก…

จากความสำเร็จเล็กๆ พวกเขาก็ขยับขยายมาลุยตลาดเครื่องคำนวณ

ยุคแรกเริ่มนั้นเครื่องคิดเลขมีขนาดใหญ่โตมโหฬารเท่าโต๊ะทำงานเลยทีเดียว และมีแต่บริษัทใหญ่ๆ เท่านั้นที่พอจะมีงบประมาณซื้อมาใช้งานได้

แต่ทีมวิศวกรของบริษัทก็ค่อยๆ พัฒนาและย่อส่วนมันลงมา จนในที่สุดก็กลายเป็นเครื่องคิดเลขขนาดเล็กพกพาง่าย แถมยังมีราคาจับต้องได้จนนักเรียนนักศึกษาก็ซื้อหามาใช้ได้สบายๆ

ความสำเร็จตรงนี้แหละที่ทำให้ชื่อเสียงของบริษัทเริ่มโด่งดังเป็นพลุแตก

พอทำตลาดเครื่องคิดเลขจนทะลุปรุโปร่งแล้ว เป้าหมายต่อไปก็โผล่ขึ้นมา

นั่นคือสิ่งของที่มนุษย์ทุกคนต้องใช้งานติดตัวตลอดเวลาอย่างนาฬิกาข้อมือ…

ย้อนไปช่วงปลายยุค 1970s วงการนาฬิกากำลังเจอพายุลูกใหญ่แห่งการเปลี่ยนแปลง

มันคือยุคทองของกลไก quartz ที่สามารถบอกเวลาได้แม่นยำกว่ากลไกเฟืองสุดๆ

และที่สำคัญคือมันมีต้นทุนที่ถูกกว่านาฬิกาจักรกลของฝั่งสวิสหลายเท่าตัว

เทคโนโลยีนี้เปิดประตูให้ผู้ผลิตสามารถหันมาใช้หน้าจอดิจิทัลได้แบบเต็มตัว

เกิดเป็นกระแสใหม่ที่ทำให้คนทั้งโลกตื่นเต้นกับตัวเลขเรืองแสงบนข้อมือ

ช่วงแรกวงการนาฬิกาลองผิดลองถูกกับการใช้หน้าจอแบบ LED

แต่มันมีปัญหาใหญ่ที่แก้ไม่ตกคือสูบแบตเตอรี่แบบบ้าคลั่ง หน้าจอก็เลยต้องดับอยู่ตลอดเวลา ผู้ใช้ต้องกดปุ่มถึงจะดูเวลาได้…

ลองนึกภาพตามดูว่าถ้าจะดูเวลาทีนึงต้องเอามืออีกข้างมากดปุ่ม มันคงเป็นความรู้สึกที่ขัดใจเวลาเรากำลังหิ้วของพะรุงพะรังเต็มสองมือ

จนกระทั่งเทคโนโลยีหน้าจอ LCD ถูกนำมาใช้แก้ปัญหานี้ได้สำเร็จ

เพราะมันกินไฟน้อยมากและจอสามารถสว่างติดอยู่ได้ตลอดเวลา แถมยังแสดงผลตัวเลขหรือกราฟต่างๆ ได้อย่างอิสระตามใจชอบ

พอปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องแบตเตอรี่ได้ แบรนด์ก็เริ่มสนุกกับการใส่ลูกเล่น ฟังก์ชันมากมายถูกจับยัดลงไปในนาฬิกาข้อมือเรือนเล็กๆ อย่างเมามัน

จนถึงปี 1983 ก็มีจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งใหญ่เกิดขึ้นในบริษัท…

นักออกแบบระดับตำนานที่ชื่อ Kikuo Ibe ได้สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนวงการ

แรงบันดาลใจเกิดจากความเจ็บปวดในวัยเด็กที่ทำนาฬิกาสุดหรูของพ่อแม่ตกแตก

เขาเผลอทำมันหลุดมือร่วงลงไปกระแทกพื้นจนชิ้นส่วนกระจายพังยับเยิน

เหตุการณ์นั้นฝังใจจนเขาตั้งปณิธานว่าจะต้องสร้างนาฬิกาที่ไม่มีวันพัง

นั่นก็เลยกลายเป็นโปรเจกต์ลับที่จับนาฬิกามาโยนตึกทดสอบความอึดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จนในที่สุดก็ตกผลึกมาเป็นนาฬิกาสายอึดในตำนานอย่าง G-Shock

แน่นอนว่าการเปิดตัวของมันประสบความสำเร็จแบบถล่มทลายทั่วโลก…

มันทั้งทนทานสุดขีด มีฟังก์ชันซับซ้อน และดูล้ำสมัยมากๆ

แต่มันก็แลกมาด้วยข้อเสียคือขนาดที่ใหญ่เทอะทะและน้ำหนักที่ค่อนข้างเยอะ

รูปลักษณ์ภายนอกดูขึงขังเหมือนกล้องถ่ายรูปหุ้มเกราะเลยทีเดียว

สำหรับลูกค้าหลายคนมันคือนาฬิกาที่สมบูรณ์แบบตอบโจทย์สายลุย

แต่ก็มีคนอีกกลุ่มใหญ่ที่มองว่าฟังก์ชันเหล่านั้นมันเกินความจำเป็นไปหน่อย

ผู้คนเริ่มโหยหานาฬิกาที่เน้นความเรียบง่าย น้ำหนักเบา ใส่สบายจนลืมไปเลยว่ากำลังใส่อยู่ที่ข้อมือระหว่างใช้ชีวิตประจำวัน

และที่สำคัญที่สุดคือมันต้องมีราคาถูกจนทุกคนซื้อหาได้…

ความต้องการตรงนี้แหละที่เปิดทางให้พระเอกตัวจริงของเราได้ออกโรง

ช่วงปลายทศวรรษ 1980s ทีมออกแบบกำลังซุ่มพัฒนาโปรเจกต์ลับชิ้นใหม่

เป้าหมายสูงสุดคือสร้างนาฬิกาที่มนุษย์ทุกคนบนโลกสามารถครอบครองได้

ไม่มีใครในทีมคาดคิดเลยว่าโปรเจกต์หน้าตาธรรมดาๆ นี้จะกลายเป็นตำนาน

ในเดือนมิถุนายน ปี 1989 นาฬิการุ่นนี้ก็ถูกปล่อยออกมาสู่สายตาชาวโลก

เปิดตัวด้วยราคาขายแค่ 10 ถึง 15 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น ซึ่งถ้าลองตีเป็นเงินไทยในยุคนั้นก็ตกอยู่แค่หลักร้อยต้นๆ เอง

แต่มันกลับอัดแน่นไปด้วยเทคโนโลยีพื้นฐานที่คนยุคนั้นต้องการแบบครบครัน…

ทั้งระบบบอกเวลาดิจิทัล นาฬิกาปลุก ปฏิทิน และระบบจับเวลา

ดีไซน์ของมันถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาไม่มีอะไรซับซ้อน

หน้าปัดสี่เหลี่ยมเห็นตัวเลขขนาดใหญ่ชัดเจนเตะตาผู้สวมใส่ ขอบทำจากวัสดุเรซินสีดำตัดกับเส้นขอบสีฟ้าสว่างและปุ่มกดโลหะ

มันคือความลงตัวที่นักวิจารณ์ยกย่องว่าไม่สามารถตัดอะไรออกได้อีกแล้ว

แต่หมัดฮุกจริงๆ ที่ทำให้คนทั้งโลกต้องทึ่งคือเรื่องของแบตเตอรี่

ยุคนั้นนาฬิกาทั่วไปต้องเข้าร้านเปลี่ยนถ่านกันปีละหนถือเป็นเรื่องปกติ

แต่รุ่นนี้ทีมวิศวกรเลือกใช้เทคโนโลยี lithium-ion สุดล้ำสมัย…

ทำให้มันสามารถทำงานต่อเนื่องได้ยาวนานถึง 7 ปีเต็มๆ

ลองนึกภาพคนยุค 80s ที่ได้ยินว่านาฬิกาเรือนนี้ซื้อครั้งเดียวแล้วใช้ลืม

มันคือเรื่องที่ว้าวมากและสร้างกระแสปากต่อปากไปทั่วบ้านทั่วเมืองทันที

แม้กาลเวลาจะผ่านมานาน ปัจจุบันมันก็ยังถูกผลิตออกมาปีละ 3 ล้านเรือน

ลองเอาตัวเลขนี้ไปเทียบกับอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสทั้งประเทศดูจะเห็นภาพชัด

สวิสผลิตนาฬิกาจากทุกแบรนด์รวมกันประมาณ 15 ล้านเรือนต่อปี

นั่นแปลว่าแค่นาฬิกาพลาสติกเรือนนี้เรือนเดียวก็เจ๋งพอตัวแล้ว

มันกินสัดส่วนไปถึง 20 เปอร์เซ็นต์ของกำลังการผลิตฝั่งสวิสทั้งอุตสาหกรรม

นี่คือชัยชนะในแง่ของปริมาณการเข้าถึงผู้คนแบบขาดลอยสุดๆ…

แม้มูลค่ารวมของยอดขายจะเอาไปสู้กับแบรนด์ไฮเอนด์ไม่ได้เลยซักนิด

แต่มันสะท้อนให้เห็นปรัชญาของแบรนด์ที่เน้นความคุ้มค่าอย่างแท้จริง

ความน่าทึ่งอีกอย่างคือมันสามารถก้าวข้ามเส้นแบ่งทางชนชั้นได้อย่างเหลือเชื่อ

ถ้าเราลองเดินไปตามท้องถนนในเมืองหลวงใหญ่ๆ ทั่วโลก

มีโอกาสสูงมากที่จะเห็นนาฬิการุ่นนี้คาดอยู่บนข้อมือใครซักคน

แม้แต่บุคคลระดับโลกอย่าง Barack Obama ก็เคยสวมใส่มัน โดยเฉพาะในช่วงวัยหนุ่มก่อนที่เขาจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศมหาอำนาจ

มันคือไอเทมคลาสสิกที่ใส่กันตั้งแต่นักเรียนยันนักธุรกิจพันล้าน…

แต่ความแมสของมันก็นำมาซึ่งเรื่องราวสายดาร์กที่คาดไม่ถึงเหมือนกัน

ด้วยความที่มันราคาถูก หาซื้อได้ทั่วไป และมีความแม่นยำสูงลิ่ว

กลุ่มผู้ก่อการร้ายอย่าง Al-Qaeda จึงให้ความสนใจและเอามันไปใช้ นำโดยผู้นำที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนโลกอย่าง Osama bin Laden

พวกเขาเอาวงจรของนาฬิกาเรือนนี้ไปดัดแปลงเป็นกลไกหน่วงเวลาสำหรับระเบิด

จนมีช่วงหนึ่งที่หน่วยข่าวกรองถึงกับจับตาดูคนที่ใส่นาฬิการุ่นนี้

แต่นั่นก็เป็นการตอกย้ำว่ามันคือเครื่องมือที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ไม่ว่าคนสวมใส่จะเป็นวีรบุรุษหรือวายร้ายระดับโลกก็ตาม…

กาลเวลาผ่านไปหลายทศวรรษ แต่นาฬิกาเรือนนี้ก็ยังไม่เคยตกยุค

เด็กรุ่นใหม่และวัยรุ่นสายฮิปสเตอร์ต่างพากันหยิบมันมาใส่เป็นไอเทมแฟชั่น

การใส่สมาร์ตวอตช์บางครั้งก็ทำให้ชีวิตเราต้องเชื่อมต่อกับหน้าจอมากเกินไป

มีแจ้งเตือนเด้งเข้ามารบกวนสมาธิตลอดเวลาจนหลายคนเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า

ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบในระดับสากลถึงกับออกปากยกย่องมัน

พวกเขาตั้งฉายาให้มันว่าเป็น “ผลงานชิ้นเอก” แห่งยุคอุตสาหกรรม

มันพิสูจน์ให้เห็นว่าของที่ต้นทุนต่ำและราคาถูกมากๆ ก็สามารถถูกสร้างสรรค์ให้เป็นของที่มีคุณภาพสูงได้เหมือนกัน

ลบคำสบประมาทและคว่ำความเชื่อที่บอกว่าของถูกมักจะไม่ดีไปจนหมด…

แบรนด์ธุรกิจที่ฉลาดมักจะไม่พยายามรื้อสิ่งที่ทำออกมาดีอยู่แล้ว

ตลอดสามสิบกว่าปีที่ผ่านมารุ่นออริจินัลสีดำจึงไม่เคยหายไปจากตลาด

อาจจะมีการแตกไลน์ทำสีสันแปลกตาออกมาขายบ้างตามกระแสแฟชั่น

แต่วิญญาณและหน้าตาของรุ่นดั้งเดิมยังคงถูกรักษาไว้ทุกประการ

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ความบังเอิญของสินค้าที่ขายดีที่สุด

แต่มันคือสุดยอดปรัชญาของการออกแบบที่ทำออกมาถูกต้องตั้งแต่ครั้งแรก

ไม่ต้องพยายามเป็นสมาร์ตโฟน ไม่ต้องคอยวัดอัตราการเต้นของหัวใจ

แค่ทำหน้าที่บอกเวลาให้เที่ยงตรงและทนทานที่สุดก็เพียงพอแล้ว…

ไม่ว่าโลกอนาคตจะเปลี่ยนผ่านไปสู่เทคโนโลยีที่ล้ำหน้าไปไกลแค่ไหน

เชื่อเถอะครับว่านาฬิกาพลาสติกเรือนนี้ก็จะยังคงวางขายอยู่ซักมุมของโลก

มันจะยืนหยัดทำงานอย่างเงียบๆ ด้วยหน้าจอสีเทาและกรอบพลาสติก

ทำหน้าที่เหมือนวันแรกในอดีตอย่างซื่อสัตย์และไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

นี่คือนวัตกรรมที่สะท้อนความเป็นประชาธิปไตยที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา

เครื่องประดับที่ไม่จำกัดว่าต้องเป็นสิทธิ์เฉพาะคนรวยบนยอดพีระมิด

แต่ถูกสร้างสรรค์มาเพื่อให้มนุษย์ทุกคนสามารถจับต้องได้อย่างแท้จริง

References : [bbc, gq, highsnobiety, hodinkee, casio]

9 ปีที่ทนขาดทุน! ทำไม Steve Jobs ถึงรวยจาก Pixar มากกว่า Apple?

ถ้าพูดถึงชื่อ Steve Jobs ภาพแรกที่ลอยมาในหัวคงเป็นผู้ชายใส่เสื้อคอเต่าสีดำ ยืนเท่ๆ อยู่บนเวที

เขาคือคนที่เปิดตัวสินค้าเปลี่ยนโลกมานักต่อนัก ผมว่าใคร ๆ ก็ต้องคิดนะครับว่าความรวยระดับมหาเศรษฐีของเขาต้องมาจาก Apple แน่ๆ

แต่บอกเลยว่างานนี้มีหักมุมแบบที่หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้มาก่อนเลย…

ตอนที่ Steve Jobs เสียชีวิตในปี 2011 นิตยสาร Forbes ประเมินทรัพย์สินของเขาไว้สูงปรี๊ดถึง 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่เรื่องที่พีคสุดๆ คือหุ้น Apple ที่เขาถือครองอยู่ กลับเป็นแค่เศษเสี้ยวเล็กๆ ของความมั่งคั่งทั้งหมด

เงินก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขากลับมาจากบริษัทซอฟต์แวร์ที่เกือบจะเจ๊งแหล่ไม่เจ๊งแหล่

เป็นบริษัทที่เขาซื้อมาด้วยเงินแค่หยิบมือในปี 1986 แล้วก็ผลาญเงินสดเขาทุกเดือนยาวนานถึง 9 ปีเต็ม

แถมยังเป็นบริษัทที่เขาเกือบจะถอดใจสั่งปิดทิ้งไปตั้งหลายรอบ

แล้วบริษัทที่ Steve Jobs เกือบจะบีบคอให้ตายคามือ กลับกลายมาเป็นขุมทรัพย์ที่ทำเงินให้เขาได้มากกว่า Apple ได้ยังไง

…

ต้องย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นในปี 1976 ตอนที่ Apple เพิ่งจะถือกำเนิดขึ้นมาบนโลก

หลายคนคงจำได้ว่าผู้ก่อตั้งมี Steve Jobs กับ Steve Wozniak สองคู่หูสุดเทพ

แต่เอาเข้าจริงมันมีผู้ชายอีกคนหนึ่งที่โลกมักจะลืม เขาชื่อ Ronald Wayne เป็นวิศวกรจากค่าย Atari

ตอนนั้น Jobs กับ Wozniak ถือหุ้นกันคนละ 45% ส่วน Wayne ถือหุ้นที่เหลืออีก 10%

Wayne เป็นเหมือนผู้ใหญ่ในห้องที่คอยดูแลความเรียบร้อย เพราะมีประสบการณ์ชีวิตมากกว่าใครเพื่อน

เขาเป็นคนพิมพ์สัญญาหุ้นส่วนฉบับแรก วาดโลโก้แรกของ Apple แล้วก็ช่วยประคับประคองบริษัทตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีลูกค้าซักคน

ทีนี้จุดเปลี่ยนมันอยู่ตรงนี้ Jobs ไปกู้เงินมาเพื่อทำออเดอร์แรกส่งให้ร้านคอมพิวเตอร์ท้องถิ่นร้านหนึ่ง

ซึ่งร้านนี้ดันมีชื่อเสียงฉาวโฉ่เรื่องการเบี้ยวหนี้จ่ายเงินไม่ตรงเวลาเอาซะเลย…

Jobs กับ Wozniak ยังเป็นวัยรุ่นที่ไม่มีอะไรจะเสีย แต่ Wayne ไม่ใช่แบบนั้น

เขามีบ้าน มีทรัพย์สิน มีเงินเก็บ ถ้าเกิดร้านนั้นไม่จ่ายเงิน ธนาคารจะต้องมาตามยึดบ้านของเขาแน่นอน

ด้วยความปอดแหก เพียงแค่ 12 วันหลังเซ็นสัญญา Wayne ก็ขอถอนตัวแล้วขายหุ้น 10% คืนในราคาแค่ 800 ดอลลาร์สหรัฐ

ต่อมาก็รับเงินเพิ่มอีกนิดหน่อยเพื่อสละสิทธิ์เรียกร้องทุกอย่างในบริษัทแบบถาวร

แต่เชื่อมั๊ยครับ ว่าสัญญาฉบับที่ Wayne พิมพ์ด้วยมือตัวเองนั่นน่ะ ถูกนำไปประมูลขายในปี 2011

ราคาประมูลสูงทะลุ 1.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แพงกว่าค่าตัวหุ้น 10% ที่เขาเคยได้มาหลายร้อยเท่า…

แต่ Jobs กลับทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เขาเลือกที่จะกอดหุ้นของตัวเองไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

ตอนที่ Apple เข้าตลาดหุ้นในปี 1980 Jobs มีหุ้นอยู่ในมือเยอะมาก

พอจบวันแรกของการเทรด มูลค่าหุ้นของเขากระโดดไปทะลุ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

ตอนนั้นเขาอายุแค่ 25 ปีเท่านั้น กลายเป็นเศรษฐีหน้าใหม่ที่โลกต้องจับตามอง

นี่คือความมั่งคั่งก้อนแรกที่สร้างจากแนวคิดเรื่อง “Direct Ownership” หรือการเป็นเจ้าของโดยตรงนั่นเอง

แต่ความสำเร็จก็อยู่ได้ไม่นาน พอถึงปี 1983 Jobs ไปดึงตัว John Sculley ประธานของค่ายน้ำดำชื่อดังมาเป็น CEO

ผ่านไปแค่สองปี ทั้งคู่ก็เปิดศึกสายเลือดกันเองเรื่องทิศทางบริษัทและวิธีการทำงาน

สุดท้ายบอร์ดบริหารดันเข้าข้าง John Sculley แล้วก็ปลด Jobs ออกจากอำนาจบริหารในบริษัทที่ตัวเองสร้างมากับมือ…

ด้วยความโกรธแค้นและอีโก้ที่พังทลาย Jobs ลาออกในปี 1985

แล้วเขาก็ทำในสิ่งที่ตัวเองจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต นั่นคือการเทขายหุ้น Apple ทิ้งจนเกือบหมดเกลี้ยง

เขาทำไปเพียงเพราะความอาฆาตแค้นล้วนๆ เก็บไว้แค่หุ้นเดียวเพื่อจะได้เอกสารรายงานประจำปีส่งมาที่บ้าน

การเทขายหุ้นด้วยอารมณ์ครั้งนั้น ทำให้เขาได้เงินมาหลักร้อยกว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ

ซึ่งถ้าเขายังถือหุ้นก้อนนั้นไว้จนถึงวันที่เขาเสียชีวิต มันจะมีมูลค่าสูงถึง 31.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

นี่คือการตัดสินใจทางการเงินที่ผิดพลาดระดับโลก ที่เกิดจากความใจแคบและทิฐิล้วนๆ…

การตัดสินใจสำคัญทางการเงินมักจะพังทลายเสมอเมื่ออารมณ์เข้ามาครอบงำ

Jobs ไม่ได้นั่งคำนวณตัวเลขด้วยซ้ำว่าตัวเองจะพลาดอะไรไปบ้าง เขาแค่ต้องการตัดขาดจากคนที่หักหลังเขา

แต่เรื่องราวบทใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น หลังจากได้เงินก้อนนั้นมา Jobs เอาไปเทลงทุนในสองบริษัท

บริษัทหนึ่งเจ๊งไม่เป็นท่า ส่วนอีกบริษัทคือกลุ่มกราฟิกเล็กๆ ที่เขาซื้อมาจาก George Lucas ในปี 1986

เขาซื้อมาด้วยราคาเพียง 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพราะตอนนั้น George Lucas กำลังร้อนเงินเอาไปจ่ายค่าหย่าร้าง

Jobs ตั้งชื่อบริษัทนี้ใหม่ว่า Pixar ซึ่งตอนนั้นยังไม่ใช่สตูดิโอทำหนังแอนิเมชันระดับโลกแบบที่เราเห็นทุกวันนี้…

ในยุคที่ยังไม่มี AI หรือเทคโนโลยีล้ำๆ มาช่วย Pixar เป็นแค่บริษัทขายฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์ที่ขายแทบไม่ออก

Jobs ต้องตัดสินใจปิดแผนกฮาร์ดแวร์ทิ้ง แล้วก็เลิกจ้างพนักงานจนเหลือแค่ทีมเล็กๆ ไม่กี่คน

ในช่วงเวลานั้น เขาต้องเป็นคนเซ็นเช็คเงินสดจากบัญชีส่วนตัวทุกเดือนเพื่อมาโปะยอดขาดทุน

เขาผลาญเงินส่วนตัวไปหลายแสนดอลลาร์ทุกเดือน จนเงินเก็บเริ่มร่อยหรอลงไปทุกที

มีหลายครั้งที่เขาอยากจะขายกิจการทิ้งแล้วยอมเจ็บตัว แต่เขาก็ยังคงทนถือมันไว้ถึง 9 ปีเต็ม

เขาควักเนื้อตัวเองไปกว่า 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพยุงบริษัทที่คนอื่นมองว่าเป็นความล้มเหลว…

คำถามก็คือ ทำไมเขาถึงยอมทนขาดทุนได้ยาวนานขนาดนั้น

เพราะสิ่งที่ Jobs ถืออยู่ มันไม่ใช่แค่บริษัทซอฟต์แวร์ แต่มันคือออปชันระยะยาว

เขาจ่ายเงินเพื่อซื้อโอกาสที่มันจะกลายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ในอนาคตที่ยังมองไม่เห็น

เขาเชื่อมั่นว่าวันหนึ่งที่ชิปคอมพิวเตอร์มีราคาถูกลง หนังแอนิเมชันเต็มรูปแบบจะต้องเกิดขึ้นแน่นอน

นักลงทุนทั่วไปแค่เห็นตัวแดงปีเดียวก็หนีหายกันหมดแล้ว แต่ Jobs ทนแบกรับความกดดันถึง 9 ปี

จนกระทั่งสัปดาห์ที่พลิกชีวิตก็มาถึงในเดือนพฤศจิกายน 1995 เมื่อภาพยนตร์เรื่อง Toy Story ได้ออกฉาย…

หนังเรื่องนี้กวาดรายได้ทั่วโลกไปมหาศาล กลายเป็นหนังทำเงินอันดับหนึ่งของปีนั้นเลยทีเดียว

และเพียงหนึ่งสัปดาห์ต่อมา Pixar ก็ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

นายธนาคารแนะนำให้ตั้งราคาหุ้นต่ำๆ ไว้ก่อน แต่ Jobs ดื้อและสั่งให้ตั้งราคาเปิดที่ 22 ดอลลาร์สหรัฐ

มันเป็นราคาเดียวกับตอนที่ Apple เข้าตลาดหุ้นเป๊ะๆ

พอจบวันแรก ราคาหุ้นพุ่งไปไกล ดันมูลค่าบริษัทแตะ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐแบบสวยๆ

และประเด็นสำคัญก็คือ Jobs ถือหุ้นบริษัทนี้อยู่ถึง 80% เลยทีเดียว…

ชั่วข้ามคืน Jobs กลายเป็นมหาเศรษฐีพันล้านดอลลาร์สหรัฐอย่างเป็นทางการ

เขาไม่ได้รวยเพราะ Apple แต่รวยเพราะสตูดิโอเล็กๆ ที่เขาอุ้มชูมาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง

เงิน 10 ล้านก้อนแรก กลายเป็น 1.1 พันล้าน ทันที มันคือผลตอบแทนที่โหดสุดๆ

ความเป็นเจ้าของมอบสิ่งหนึ่งที่ทรงพลังที่สุดในโลกธุรกิจให้เขา นั่นก็คืออำนาจต่อรอง

ตอนนั้น Pixar มีสัญญากับค่าย Disney ซึ่งทางนั้นเป็นคนออกทุน จัดจำหน่าย และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหมด

Pixar เป็นแค่คนรับจ้างผลิต แต่พอมีเงินทุนของตัวเอง Jobs สั่งฉีกสัญญาเก่าทิ้งทันที…

เขาบีบให้ทำสัญญาใหม่แบบแบ่งรายได้กันคนละครึ่งและให้ Pixar ร่วมออกทุนสร้างได้

จังหวะเดียวกันนี้เอง อีกหนึ่งโปรเจกต์ที่ Jobs สร้างขึ้นอย่าง NeXT ก็กำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยน

แม้ฮาร์ดแวร์จะขายไม่ค่อยออก แต่ซอฟต์แวร์ที่ซ่อนอยู่คือระบบปฏิบัติการที่ล้ำสมัยมาก

ในจังหวะที่ Apple กำลังจะล้มละลาย มีเงินสดเหลือให้ใช้ประทังชีวิตแค่ไม่ถึง 90 วัน

พวกเขาตัดสินใจเข้าซื้อ NeXT ในราคา 425 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเอาเทคโนโลยีมาใช้

แต่ลึกๆ แล้วทุกคนรู้ดีว่า Apple ไม่ได้แค่ซื้อซอฟต์แวร์ แต่กำลังซื้อตัว Steve Jobs กลับมาต่างหาก…

เมื่อ Jobs กลับมาผงาดที่ Apple เขาเริ่มปล่อยผลิตภัณฑ์ที่เขย่าวงการเทคโนโลยี

สินค้าอย่าง iMac ไปจนถึง iPhone พลิกฟื้นให้ Apple แซงหน้าคู่แข่งและกลายเป็นบริษัทที่มูลค่าสูงสุดในโลก

เขาสร้างมูลค่าให้ผู้ถือหุ้น Apple มหาศาลระดับ 350 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แต่ทุกคนรู้มั๊ย ว่า Jobs แทบไม่ได้เก็บความมั่งคั่งมหาศาลนี้ไว้กับตัวเขาเองเลย

หลายคนเคยได้ยินเรื่องเล่าว่า Jobs รับเงินเดือนแค่ปีละ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ดูเป็นคนสมถะสุดๆ

แต่โครงสร้างการเงินเบื้องหลังมันซับซ้อนกว่านั้น เขาได้ออปชันหุ้นจำนวนมหาศาลแทน…

ต่อมาเขาแลกออปชันเหล่านั้นเป็นหุ้นจำกัดสิทธิ์ ซึ่งเมื่อเขาเสียชีวิต เขาถือหุ้น Apple อยู่เพียง 0.6% เท่านั้น

ตัวเลขนี้มันสะท้อนสัจธรรมสำคัญในโลกทุนนิยมได้ดีมากๆ

คุณไม่ได้รวยจากการลงมือสร้างบางสิ่ง แต่คุณรวยจากการเป็นเจ้าของสิ่งนั้นต่างหาก

Jobs สร้างมูลค่าให้ Apple มหาศาลแต่ถือหุ้นแค่หยิบมือ ในขณะที่ Pixar เขาเป็นเจ้าของถึง 80%

ผลตอบแทนก้อนสุดท้ายและก้อนที่ใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาจึงมาจากการระเบิดฟอร์มของสตูดิโอแอนิเมชันแห่งนี้

ย้อนกลับไปตอนที่สัญญาของ Disney กำลังจะหมดลง Jobs เปิดศึกงัดข้อกับ CEO ของฝั่งนั้น…

เขาถึงขั้นประกาศกร้าวว่าจะตัดหางปล่อยวัด Disney แล้วหาผู้จัดจำหน่ายเจ้าใหม่มาแทน

ความเด็ดขาดของ Jobs ทำให้บอร์ดบริหาร Disney ตื่นตระหนกจนเกิดการเปลี่ยนตัวผู้บริหารระดับสูง

CEO คนใหม่รู้ดีว่าถ้าเสีย Pixar ไป ธุรกิจแอนิเมชันของตัวเองต้องลำบากแน่ๆ

ผลสรุปคือ Disney ยอมควักกระเป๋า 7.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้าซื้อกิจการ Pixar ทั้งหมด

โดยจ่ายเป็นหุ้นแทนเงินสด ทำให้หุ้นของ Jobs ถูกแปลงสภาพเป็นหุ้น Disney มูลค่าเกือบ 4 พันล้านดอลลาร์ทันที

ชายที่ชื่อ Steve Jobs กลายเป็นผู้ถือหุ้นรายเดี่ยวที่ใหญ่ที่สุดของอาณาจักร Disney …

เขามีสัดส่วนถึง 7% ซึ่งมากกว่าผู้บริหารระดับสูงหรือทายาทสายเลือดแท้ๆ ของบริษัทเสียอีก

เมื่อเรามาดูมูลค่าทรัพย์สินที่แท้จริงในวาระสุดท้ายของชีวิตเขา

จากทรัพย์สินทั้งหมด มีเพียงส่วนน้อยที่มาจากหุ้น Apple บริษัทที่เขาสร้างมันมากับมือ

ส่วนก้อนใหญ่ที่สุดกลับมาจากหุ้น Disney ที่เขาเลือกจะเก็บไว้ให้เติบโตอย่างเงียบๆ

ถ้าเราตัดภาพจำเรื่องเสื้อคอเต่าสีดำและการพรีเซนต์ที่น่าตื่นตาตื่นใจออกไป

สิ่งที่เหลืออยู่คือหลักการลงทุนที่เรียบง่ายแต่ทรงพลังมากสำหรับทุกคน…

หาโอกาสลงทุนในสินทรัพย์ที่มีศักยภาพ อดทนฝ่าฟันช่วงเวลาที่มันยังไม่ทำกำไร

และที่สำคัญที่สุด จงอย่าตัดสินใจเทขายสินทรัพย์ชั้นดีทิ้งเพียงเพราะอารมณ์ชั่ววูบเด็ดขาด

ความย้อนแย้งที่น่าสนใจที่สุดของเรื่องนี้ก็คือ สินทรัพย์ที่ทำให้เขาร่ำรวยที่สุด คือสิ่งที่เขาไม่ได้นั่งบริหารแล้ว

ส่วนบริษัทที่โลกจดจำเขาได้มากที่สุด กลับเป็นบริษัทที่เขามีสัดส่วนความเป็นเจ้าของน้อยนิดเหลือเกิน

เป็นเรื่องราวที่ให้แง่คิดเรื่องการลงทุนและการควบคุมอารมณ์ได้ดีมากๆ

ใครจะไปคิดว่าความโกรธในวันนั้น จะกลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่สุดบทหนึ่งในประวัติศาสตร์ธุรกิจเลยทีเดียว…

References : [forbes,businessinsider,cnbc,bloomberg,macrumors]

มหากาพย์ Seagull แบรนด์มวยรองที่ตบหน้าวงการนาฬิกาสวิสจนสั่นสะเทือน

ลองจินตนาการถึงภาพงานแสดงนาฬิกาที่หรูหราที่สุดในโลกดูนะครับ

ที่งาน “Baselworld” ปี 2012 ที่สวิตเซอร์แลนด์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคนรักนาฬิกา

ท่ามกลางบูธแสดงสินค้าที่ตกแต่งอลังการหลักล้าน แบรนด์ยักษ์ใหญ่อย่าง “Omega” ดันเดินตรงดิ่งไปหาบูธของแบรนด์จีนชื่อ “Seagull”…

ทีมผู้บริหารได้ยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการ กล่าวหาว่าแบรนด์มวยรองที่คนสวิสแทบไม่รู้จัก ดันไปละเมิดเครื่องหมายการค้า ใช้คำว่า “co-axial” บนป้ายโฆษณาหน้าตาเฉย…

คณะกรรมการจัดงานเดินมาคุมเชิงทันที ขีดเส้นตายให้ทีมจีนเอาหลักฐานมากาง

บรรยากาศตอนนั้นคือเดือดสุดๆ เข็มนาฬิกาเดินไปพร้อมกับแรงกดดัน

แต่แทนที่ทีมจีนจะล่ก พวกเขากลับใจเย็นหยิบเอกสารสิทธิบัตรออกมาโชว์ พร้อมกับข้อมูลอ้างอิงและรายละเอียดทางเทคนิคทั้งหมด

ผลสรุปคือคณะกรรมการฟันธงให้แบรนด์จีนชนะไปแบบสวยๆ

เหตุการณ์ระดับตำนานนี้ใช้เวลาตัดสินกันแค่ 10 นาทีเท่านั้นเอง…

ลองคิดดูสิ บริษัทที่เริ่มจากห้องรูหนูกับผู้ชายสี่คนและเงินแค่ 100 หยวน

วันนี้กลับตบหน้าและปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาจากแบรนด์หรูระดับโลกได้สำเร็จ แถมยังบุกไปหยามถึงถิ่นสวิตเซอร์แลนด์ที่เป็นบ้านเกิดของอุตสาหกรรมนี้ด้วย

…

แต่กว่าจะมาถึงจุดสูงสุดในปี 2012 เรื่องนี้มีที่มาย้อนไปไกลถึง 60 ปีก่อน

ย้อนกลับไปตอนเดือนมกราคม ปี 1955 สาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่งตั้งประเทศได้แค่ 6 ปี

ยุคนั้นจีนเพิ่งรอดพ้นจากสงครามมาหมาดๆ ทรัพยากรคือขาดแคลนหนักมาก…

รัฐบาลกำลังพยายามผลักดันประเทศให้เข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมแบบพึ่งพาตัวเอง

ตอนนั้นจีนสร้างรถแทรกเตอร์ได้ หลอมเหล็กได้ ผลิตปืนไรเฟิลได้

แต่เชื่อมั๊ยครับว่าทั้งประเทศไม่สามารถสร้างนาฬิกาข้อมือได้เลยแม้แต่เรือนเดียว…

ช่างจีนเก่งเรื่องซ่อม ถอดประกอบนาฬิกาสวิสได้สบายมาก

แต่ถ้าให้สร้างกลไกขึ้นมาจากเศษเหล็ก คำนวณเฟือง เจียระไนทับทิมกันสึก

จีนมีความสามารถด้านนี้เป็นศูนย์ นาฬิกาทุกเรือนตอนนั้นคือนำเข้าล้วนๆ…

รัฐบาลปักกิ่งเห็นแล้วรู้สึกว่ายอมไม่ได้ มันคือเรื่องของศักดิ์ศรีชาติ

ถ้าของแค่นี้สร้างไม่ได้ จะเอาอะไรไปยืนหยัดบนเวทีโลก

โจทย์สุดหินเลยถูกส่งไปให้ช่างซ่อมสี่คนในเมือง “เทียนจิน” เมืองท่าทางตอนเหนือที่คุ้นเคยกับเครื่องจักรเครื่องมืออุตสาหกรรม

โจทย์คือต้องสร้างนาฬิกาข้อมือด้วยวัสดุในจีน ฝีมือคนจีน องค์ความรู้จีน

ชายสี่คนนี้หลับตาซ่อมนาฬิกาสวิสได้ แต่ไม่เคยสร้างของใหม่จากศูนย์…

การซ่อมของพังกับการสร้างของใหม่ มันใช้ทักษะคนละโลกกันเลย

เหมือนซ่อมรถเป็นแต่ไม่ได้แปลว่าจะสร้างเครื่องยนต์ใหม่เองได้

ห้องทำงานของพวกเขาก็สุดจะรันทด เป็นแค่ห้องเล็กๆ บนชั้นสองในโรงงานทำนาฬิกาตั้งโต๊ะ ซึ่งเครื่องมือมันเอามาใช้แทนกันไม่ได้

พวกเขาไม่มีเครื่องกลึงความแม่นยำสูง ไม่มีห้องปลอดเชื้อไว้กันฝุ่น แถมมีงบให้แค่ 100 หยวน ซึ่งสมัยนั้นแทบจะซื้ออะไรไม่ได้เลย…

เท่ากับว่าต้องสร้างประวัติศาสตร์ด้วยเงินที่เทียบเท่าค่าแรงแค่สองเดือน

การสร้างนาฬิกากลไกซักเรือนมันต้องการความเป๊ะระดับไมโครเมตร ถ้าตัดฟันเฟืองพลาดไปนิดเดียว กลไกทุกอย่างจะพังหมด…

ชาวสวิสลองผิดลองถูกมาสามร้อยปี แต่ช่างจีนมีแค่โต๊ะว่างๆ

แต่พวกเขาก็สู้ยิบตา ใช้เวลาตะไบเหล็กด้วยมือไปกว่า 100 วัน

จนวันที่ 24 มีนาคม 1955 นาฬิกาข้อมือเรือนแรกของจีนก็เริ่มเดิน…

พวกเขาตั้งชื่อมันว่า “Wuxing” หรือนาฬิกาห้าดาว

แม้มันจะเดินช้าไปเกือบนาทีครึ่ง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นเลย

ประเด็นคือพวกเขาทลายกำแพงความเป็นไปไม่ได้ลงได้สำเร็จแล้ว…

ผลงานนี้ไปเตะตารัฐบาลกลาง จนได้งบก้อนโตมาสร้างโรงงาน

และในปี 1966 พวกเขาก็ปล่อยของแข็งชื่อ “Dongfeng”

มันคือกลไกรุ่นแรกที่จีนออกแบบและผลิตเองทุกขั้นตอน ไม่ก๊อปปี้ใคร แถมยังเที่ยงตรงและทนทานจนกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของประเทศ

ต่อมากองทัพอากาศจีนก็โยนโจทย์ที่ท้าทายกว่าเดิมมาให้

ในชื่อโปรเจกต์ลับ “Project 304” เพื่อสร้างนาฬิกาจับเวลาให้นักบินรบ…

กลไกแนวนี้ซับซ้อนมาก ถ้าประกอบพลาดนิดเดียวคือพังทันที

จังหวะนั้นแบรนด์สวิสชื่อ “Venus” กำลังร้อนเงินและประกาศขายเครื่องจักร

จีนรีบคว้าโอกาสเหมาซื้อเครื่องจักรข้ามทวีปมาตั้งที่โรงงาน แล้วอัปเกรดจนกลายเป็นนาฬิกานักบินรบที่นักสะสมทั่วโลกตามหา

ในชื่อตำนานอย่าง “Seagull 1963” ที่โคตรจะคลาสสิก

ช่วงยุค 70 และ 80 นาฬิกาข้อมือไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่มันคือของสำคัญที่ทุกบ้านต้องมีเพื่อแสดงฐานะและเป็นสินสอด

โรงงานผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย ขนาดส่งไปทดสอบความอึดที่ทวีปแอนตาร์กติกาในปี 1984

นาฬิกาของพวกเขายังทนความหนาวจนรอดกลับมาได้แบบชิลๆ เดินเพี้ยนไปแค่ 1 วินาทีเท่านั้น

แต่วันแห่งความสุขก็อยู่ได้ไม่นาน โลกต้องเจอกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่…

ในปี 1969 แบรนด์ “Seiko” จากญี่ปุ่นเปิดตัวนาฬิการะบบควอตซ์

ใช้แบตเตอรี่ เดินตรงกว่า แถมผลิตทีละเยอะๆ ได้ในราคาถูกมาก

คลื่นยักษ์นี้กวาดล้างอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสจนราบเป็นหน้ากลอง…

แบรนด์เก่าแก่พากันล้มละลาย คลื่นนี้ยังซัดมาถึงจีนแผ่นดินใหญ่ด้วย

แบรนด์คู่แข่งอย่าง “Citizen” และ “Casio” เข้ามาแย่งตลาดจนโรงงานจีนตายเรียบ

“Seagull” หนีตายด้วยการเลิกทำนาฬิกากลไกแล้วไปผลิตควอตซ์แทน…

ดูเหมือนจะเป็นทางรอด แต่ในปี 1997 พวกเขากลับทำสิ่งที่ช็อกวงการ ด้วยการทุบหม้อข้าวตัวเอง ประกาศเลิกทำควอตซ์และกลับมาทำกลไกล้วนๆ

มันคือการเดิมพันด้วยชีวิต เพราะรู้ว่าสู้ราคาญี่ปุ่นไม่ได้แน่…

แต่พวกเขาเชื่อว่าเสน่ห์ของฟันเฟืองและสปริงจะไม่มีวันตาย

ผู้บริหารไปตามตัวปรมาจารย์ช่างที่เกษียณแล้วกลับมาสอนเด็กรุ่นใหม่ เพื่อรักษามรดกทางความรู้เอาไว้ไม่ให้หายไปกับกาลเวลา…

และแล้วการเอาคืนก็เริ่มขึ้น ช่วงปี 2003 ถึง 2005

พวกเขาทำให้โลกอ้าปากค้างด้วยการสร้างกลไก “tourbillon” สำเร็จ

มันคือสุดยอดความซับซ้อนที่ต่อต้านแรงโน้มถ่วงของโลก…

ปกติของสวิสราคาแพงระยับระดับซื้อบ้านได้สบาย แต่ “Seagull” ทำออกมาในราคาที่ใครก็เอื้อมถึงได้

พอปี 2008 ไปบุกงาน “Baselworld” ฝรั่งจับไปอยู่โซนต่ำต้อยสุด…

แต่พวกเขาดันงัดนาฬิกาแบบคู่หรือ dual tourbillon ออกมาโชว์ จนช่างสวิสต้องพาคนมาจับผิดหาว่าก๊อปปี้สิทธิบัตร

แต่พอทนายจีนเอาสิทธิบัตรตัวเองมากาง คดีก็พลิกทันที…

นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ปูทางไปสู่เหตุการณ์ชนะ “Omega” ในปี 2012 และเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าจีนไม่ได้เป็นแค่โรงงานรับจ้างผลิตอีกต่อไป

พวกเขาก้าวขึ้นมาเป็นนวัตกรที่สร้างสิ่งใหม่ด้วยมันสมองตัวเอง…

ทุกวันนี้ “Seagull” ไม่ได้เป็นแค่มวยรองอีกแล้ว มีพนักงานกว่า 3,000 คน ทำรายได้มหาศาลต่อปี

และที่พีคสุดคือ หนึ่งในสี่ของกลไกนาฬิกาจักรกลทั่วโลกล้วนถูกผลิตออกมาจากโรงงานของพวกเขาที่เมืองเทียนจิน ไม่ว่าจะตีตรายี่ห้ออะไรบนหน้าปัดก็เถอะ

พวกเขาทำได้ครบทั้งสุดยอดกลไกที่ยากที่สุดในโลก…

ถ้าใครแวะไปพิพิธภัณฑ์บริษัท จะยังเห็นเครื่องมือเก่าๆ สี่ชิ้น ที่ช่างรุ่นแรกใช้สร้างตำนานเมื่อปี 1955 วางโชว์อยู่

เครื่องมือพวกนี้ดูบ้านๆ และล้าสมัยสุดๆ เมื่อเทียบกับยุคนี้…

แต่จากห้องรูหนู งบแค่ 100 หยวน และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ บ่มเพาะจนกลายเป็นมังกรยักษ์ที่ป้อนกลไกให้คนทั้งโลก

ผ่านไปเกือบเจ็ดสิบปี บทพิสูจน์นี้ยังคงเดินหน้าต่อไปไม่หยุดพัก…

References : [hodinkee,scmp,wornandwound,ablogtowatch,europastar]

ถอดรหัส ANTS Mafia ทำไมคนเก่งถึงทิ้ง Tesla และ SpaceX มาตั้งบริษัทเอง?

ตอนนี้มันมีการปฏิวัติเงียบเกิดขึ้นในวงการฮาร์ดแวร์ทั่วโลก มีเด็กรุ่นใหม่ไฟแรงที่ทำธุรกิจกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงโผล่ขึ้นมาเพียบ

และที่พีคคือคนพวกนี้ลาออกมาจากบริษัทหน้าเดิมๆ แค่ 4 แห่งเท่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วย Anduril, Neuralink, Tesla และ SpaceX

พวกเขาพกความบ้าออกไปสร้างหุ่นยนต์สุดล้ำ หรือเทคโนโลยีอวกาศ บางคนก็ไปทำแบตเตอรี่แห่งอนาคต หรือเครื่องกัดเลเซอร์ 3 มิติ

เรียกได้ว่าออกมาแก้ปัญหาที่ยากที่สุดของโลกด้วยสองมือตัวเอง…

เครือข่ายคนโคตรเก่งกลุ่มนี้ถูกวงการขนานนามว่า “ANTS Mafia”

ถ้าไปดูมูลค่าตลาดของบริษัทพลังงานเอกชนในอเมริกาช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา สัดส่วนถึง 24% มาจากฝีมือของผู้ก่อตั้งหน้าใหม่กลุ่มนี้ล้วนๆ

แล้วมันไม่ได้จำกัดแค่เรื่องพลังงานอย่างเดียว มันลามไปอุตสาหกรรมอวกาศด้วย

คำถามคือทำไมบริษัท 4 แห่งนี้ถึงเป็นเตาหลอมคนเก่งได้ยอดเยี่ยมขนาดนี้

แล้วถ้ามันดีเลิศประเสริฐศรีขนาดนั้น ทำไมพวกเขาถึงพากันลาออกกันหมด…

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เราต้องไปฟังจากปากคนที่เคยคลุกฝุ่นอยู่ตรงนั้น หนึ่งในนั้นคือ Gene Berdichevsky ซีอีโอของ Sila บริษัทเทคโนโลยีแบตเตอรี่ขั้นสูงที่กำลังมาแรงและเป็นกระแสสุดๆ ในตอนนี้

ถ้าย้อนกลับไปในอดีต เขาคือพนักงานคนที่ 7 ของค่ายรถ Tesla ตอนนั้นอายุแค่ 20 ปี แถมยังเรียนไม่จบปริญญาด้วยซ้ำ

ลองคิดดูว่าบรรยากาศการทำงานตอนตั้งไข่มันจะดิบเถื่อนขนาดไหน…

เขาเล่าว่าหัวใจสำคัญตอนนั้นคือการพึ่งพาตัวเองแบบสุดโต่ง เวลาต้องสร้างของที่โลกไม่เคยมี มันไม่มีกูรูคนไหนมาคอยชี้เป้า ไม่มีคู่มือ ไม่มีคลิปฮาวทูในยูทูบให้ดู ต้องงมหาทางเอาเองล้วนๆ

มีอยู่ช่วงนึงที่ทีมต้องสร้างแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า พวกเขาถึงขั้นต้องเอาแบตเตอรี่แล็ปท็อปมาทุบเพื่อแกะเอาไส้ข้างใน แล้วเอากาวช้างมาหยอด เอาตัวหนีบมาหนีบมันเข้าด้วยกัน…

ตอนนั้นมันดูเป็นงานช่างกิ๊กก๊อกที่ห่างไกลจากคำว่าวิศวกรรมขั้นสูงมาก

ในตอนนั้นไม่มีใครบนโลกรู้วิธีสร้างระบบแบตเตอรี่รถยนต์จากลิเธียมไอออน ดังนั้นเด็กอายุ 20 กับวิศวกรอาวุโส ก็เลยมีจุดสตาร์ตเท่ากันเป๊ะ

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ แต่มันเป็นแพตเทิร์นที่เจอบ่อยมากในบริษัทพวกนี้

มีวิศวกรอีกคนเล่าว่าตอนที่เขาเดินเข้าโรงงานที่ Texas วันแรก เขาเพิ่งรับปริญญามาหมาดๆ อายุเพิ่งจะ 21 ปีเท่านั้น…

พวกวิศวกรรุ่นลุงต่างก็มองหน้ากันแล้วแอบกระซิบว่าไอ้เด็กนี่มันใครวะ

แต่เด็กหนุ่มคนนั้นคิดแค่ว่าถ้าอยากสร้างตำนานให้โลกจำ ก็ต้องเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีผู้เชี่ยวชาญน้อยที่สุดให้ได้

วัฒนธรรมองค์กรพวกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อรีดศักยภาพคนรุ่นใหม่โดยเฉพาะ

เขาไม่ได้จ้างเด็กจบใหม่มานั่งชงกาแฟหรือทำพรีเซนต์ก๊อกแก๊ก แต่โยนโปรเจกต์โหดๆ ให้รับผิดชอบด้วยตัวเองไปเลย…

เด็กหนุ่มหลายคนต้องคุมการผลิตและทดสอบเครื่องยนต์จรวดของจริง

การโยนอำนาจให้ตัดสินใจเอง ทำให้พวกเขาโตเร็วกว่านั่งเรียนเป็นสิบเท่า

ผู้นำอย่าง Elon Musk เข้าใจเรื่องจิตวิทยาและธรรมชาติของคนตรงนี้ดีมาก

การจะหลอกล่อให้คนเก่งยอมทำงานถวายหัว มันต้องมีอะไรมากกว่าเงิน และสิ่งนั้นก็คือ “Mission” หรือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ระดับมนุษยชาติ

คนที่เดินเข้ามาในบริษัทพวกนี้ ล้วนถูกขับเคลื่อนด้วยความเชื่อเดียวกัน…

หัวกะทิระดับโลกไม่ได้อยากตื่นเช้ามาเพื่อทำรายงานส่งเจ้านายไปวันๆ

พวกเขาอยากตื่นมาเพื่อสร้างสิ่งที่มันมีความหมายต่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ ซึ่งเป้าหมายที่ทะเยอทะยานสุดขีดนี่แหละคือแม่เหล็กดึงดูดชั้นดี

ทำไมผู้นำถึงมีพลังดึงดูดคนเก่งๆ ได้ขนาดนั้น คำตอบคือเขามีวิสัยทัศน์ที่คนธรรมดาไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง

การเปลี่ยนโลกไปสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่เรื่องตลกที่พูดกันเล่นๆ ในวงเหล้า…

ลองจินตนาการถึงภารกิจตั้งอาณานิคมบนดาวอังคาร หรือโลกที่ไร้มลพิษดูสิครับ มันทำให้คนที่เก่งที่สุดยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อมารวมตัวกัน

แล้วเมื่อคนระดับยอดมนุษย์มารวมตัวกัน เวทมนตร์ก็เกิดขึ้นทันตาเห็น

เจ้านายมีหน้าที่แค่ชี้เป้าว่าต้องแก้ปัญหาตรงไหน แล้วที่เหลือก็ปล่อยลุย

การทดสอบระบบที่ลานจอดรถตอนตีสามตีสี่เป็นเรื่องที่เห็นได้ทั่วไป ทุกคนอยู่ในโหมดสงคราม กัดไม่ปล่อยจนกว่าผลงานจะออกมา…

กฎเหล็กคือถ้ามีอะไรมาขวางทาง ให้สายตรงหาเบื้องบนได้เลย แค่บอกว่าสิ่งนี้กำลังทำให้งานล่าช้า เขาจะลงมาเคลียร์ทางให้ทันที ซึ่งนั่นคือสไตล์การทำงานที่ซื้อใจคนรุ่นใหม่ไฟแรงได้แบบอยู่หมัด

การมีเป้าหมายทะลุฟ้าแบบนี้มันช่วยคัดกรองคนไปในตัวด้วย คนที่เชื่อว่าอนาคตแบบนั้นเป็นไปได้เท่านั้นถึงจะทนอยู่ได้

นี่คือเหตุผลที่แคมป์ของ SpaceX เต็มไปด้วยคนบ้าที่โคตรอัจฉริยะ…

แต่แน่นอนว่าเหรียญย่อมมีสองด้านเสมอ โลกนี้ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ ความทะเยอทะยานที่ยิ่งใหญ่ย่อมลากเอาความกดดันระดับนรกตามมาด้วย

มันมีคำศัพท์คำนึงที่ทุกคนขยาดสุดๆ นั่นคือ “Critical Path”

มันคือเส้นทางสายวิกฤตของโปรเจกต์ที่ห้ามล่าช้าแม้แต่วินาทีเดียว ถ้างานนี้สะดุด โปรเจกต์หลักร้อยล้านพันล้านจะพังครืนลงมาทันที ไม่มีใครอยากเอาคอไปพาดบนเขียงที่เรียกว่า “Critical Path” …

มันหมายถึงการที่บริษัทอาจจะเจ๊งได้ถ้าคุณทำพลาดแค่ก้าวเดียว คนในสถานะนี้ต้องกินนอนที่โรงงานแล้วรายงานผลแบบนาทีต่อนาที

คนที่รับผิดชอบงานส่วนนี้แทบจะไม่มีเวลาได้กินข้าวแบบสงบสุข โทรศัพท์จะดังตลอดเวลา และต้องสแตนด์บายแก้ปัญหาตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง

แต่มันก็แลกมาด้วยความภาคภูมิใจที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว…

ยิ่งทำงานกับผู้นำที่คิดเร็วทำเร็ว ความโหดก็ยิ่งทวีคูณเข้าไปอีก หลายครั้งที่ทีมอุตส่าห์ปั้นตัวต้นแบบออกมาจนสมบูรณ์พร้อมลุย แต่กลับถูกสั่งลบทิ้งภายใน 5 นาทีแบบไม่มีเยื่อใย

จังหวะแบบนี้ทำเอาหลายคนหัวเสียจนถึงขั้นยื่นใบลาออก สภาพแวดล้อมที่โหดร้ายและบีบคั้นกันแบบสุดๆ

แต่มันนี่แหละคือเตาหลอมที่สร้างสุดยอดผู้ก่อตั้งขึ้นมาประดับวงการ…

ถ้าลองย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของวงการเทคโนโลยี เราจะเห็นเลยว่าเรื่องพวกนี้มันไม่ใช่ของใหม่ที่เพิ่งเกิด บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งก็เกิดจากวัฒนธรรมองค์กรที่กดดันแบบนี้

ย้อนไปยุค 50 นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลชื่อ William Shockley เขาเป็นคนคิดค้นทรานซิสเตอร์แบบรอยต่อที่เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล แล้วเขาก็ออกมาตั้งบริษัท Shockley Semiconductors ของตัวเอง…

เขาฉลาดเป็นกรด แต่ดันเป็นเจ้านายที่อารมณ์ร้ายและหวาดระแวงสุดๆ

ความตึงเครียดทำให้วิศวกรมือขวา 8 คนทนไม่ไหวและลาออกแบบยกแก๊ง เขาด่าตามหลังคนพวกนี้ว่าเป็นกลุ่ม “Traitorous 8” หรือ 8 คนทรยศ

แต่ไอ้ 8 คนนี้นี่แหละที่ไปรวมตัวตั้งบริษัท Fairchild Semiconductor ซึ่งกลายมาเป็นรากฐานสำคัญที่สร้าง Silicon Valley ให้ยิ่งใหญ่

หนึ่งในนั้นก็คือชายผู้ก่อตั้งบริษัท Intel ที่เรารู้จักกันดีในวันนี้นั่นเอง…

ขยับมาใกล้ยุคเราอีกนิด หลายคนคงเคยได้ยินชื่อกลุ่ม PayPal Mafia พวกเขาคือแก๊งคนเก่งที่เคยกอดคอกันปั้นแพลตฟอร์มในยุคบุกเบิก

พอบริษัทโดนซื้อไป พวกเขาก็แยกย้ายไปสร้างอาณาจักรของตัวเอง

คนพวกนี้แหละที่ต่อยอดไปให้กำเนิดสตาร์ทอัพระดับโลกอย่าง YouTube

ซึ่งวัฒนธรรมของบริษัทเปลี่ยนโลกพวกนี้มันเหมือนการวิ่งร้อยเมตร มันคือการใส่เกียร์หมาวิ่งสุดแรงเกิด ไม่ใช่การวิ่งมาราธอนชิลๆ…

ถ้าคุณเป็นผู้บริหารระดับสูงในองค์กรใหญ่ที่มั่นคง คุณอาจจะมีชีวิตที่สุขสบาย เลิกงานตรงเวลา สิ้นเดือนรับเงินเดือน ไม่มีใครมาบีบให้คุณทำงาน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรอก

แต่ความสบายใจนี่แหละคือยาพิษที่ทำให้คนเราหยุดพัฒนาตัวเอง คนเราพร้อมจะนั่งเก้าอี้ตัวเดิมเป็นสิบปีโดยไม่คิดจะเสี่ยงทำอะไรใหม่

แต่บริษัทที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายบ้าคลั่ง จะคัดเอาแต่คนหิวโหยเข้ามา คนที่พร้อมจะพังทลายกรอบเดิมๆ เพื่อสร้างสิ่งใหม่ที่อิมแพ็คกว่า

และเมื่อถึงจุดนึง พวกเขาก็จะรู้สึกว่างานที่ทำอยู่มันท้าทายไม่พอ นั่นคือเหตุผลที่อดีตลูกหม้อของกลุ่มบริษัทพวกนี้ทยอยกันลาออก

บางคนออกไปสร้างกังหันไฟฟ้าไซส์มินิที่ปั่นไฟเลี้ยงบ้านได้ตั้งสองหมื่นหลัง บางคนก็ไปสร้างเรือรบไร้คนขับเพื่อป้องกันขีปนาวุธข้ามทวีป

เพราะพวกเขามองเห็นช่องว่างที่โลกยังขาดและพร้อมจะลงไปลุย…

มหาวิทยาลัยดังๆ อย่าง MIT ไม่ได้มีมนตร์วิเศษเสกคนเก่งขึ้นมาได้ แต่ชื่อเสียงต่างหากที่ดึงดูดพวกหัวกะทิให้ยอมจ่ายค่าเทอมแพงๆ เข้าไปเรียน

บริษัทกลุ่มองค์กรระดับโลกพวกนี้ก็ใช้หลักการเดียวกันเป๊ะ

พวกเขาไม่ได้แค่สร้างคนเก่ง แต่คัดกรองตัวตึงที่บ้าเข้ามาตั้งแต่แรก คนที่กล้ามองตาปัญหาที่ยากที่สุดแล้วบอกว่าเดี๋ยวฉันจะจัดการเอง

มันมีบทเรียนนึงที่ผู้ก่อตั้งพวกนี้มักจะสอนเด็กรุ่นหลังเสมอ…

พวกเขาบอกว่าอย่าไปเสียเวลากับปัญหาที่มีความยากแค่ระดับกลางๆ โดยเฉพาะตอนที่ยังวัยรุ่น พลังงานล้นเหลือ และยังไม่มีภาระผูกพัน

คุณมีหน้าที่ปีนขึ้นภูเขาฝั่งที่ชันที่สุดแล้วกัดฟันลุยขึ้นไปให้ได้

เวลาที่คุณเจอเป้าหมายที่ใหญ่จนดูเหมือนไม่มีทางเป็นไปได้ แต่พอคุณกระโดดลงไปคลุกฝุ่นกับมันจริงๆ แบบเต็มตัว คุณจะพบว่าตัวเองมีพลังแฝงซ่อนอยู่มากกว่าที่คิดไว้เยอะมาก…

ความทะเยอทะยานที่แท้จริงคือการกล้าเอาตัวเองไปอยู่ในจุดที่เสี่ยง กล้าที่จะทำให้ตัวเองทะลุขีดจำกัดเดิมที่มีอยู่ และต้องเผื่อใจไว้สำหรับการล้มหน้าฟาดพื้นแล้วลุกขึ้นมาเพื่อเดินต่อ

เพราะสุดท้ายแล้ว โลกนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยคนบ้าที่คิดว่าตัวเองเปลี่ยนโลกได้ และคนพวกนั้นก็มักจะลงมือทำจนมันกลายเป็นความจริงเสมอ อยู่ที่ว่าเราจะยอมเป็นแค่คนดู หรือจะกระโดดลงไปเล่นในสเกลที่ใหญ่ขึ้น…

เรื่องราวทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นเลยว่าความสำเร็จระดับเปลี่ยนโลก มันไม่ได้เกิดจากห้องแอร์เย็นฉ่ำหรือชีวิตที่ราบรื่น แต่มันเกิดจากแรงกดดันมหาศาลและเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ต่างหาก

แล้วกลับมามองที่ตัวเราเองในตอนนี้ เรากำลังเสียเวลาไปกับปัญหาความยากระดับปานกลางอยู่รึเปล่า หรือเราพร้อมที่จะออกไปท้าชนกับความท้าทายที่ใหญ่กว่าตัวเองแล้ว…

References : [tesla, spacex, silanano, techcrunch, wikipedia]