Hate Speech & Profit แล้ว Facebook จะแก้ปัญหานี้ทำไม ในเมื่อมันสร้างกำไรได้อย่างมหาศาล

เรียกได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่งานเข้าอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียวสำหรับยักษ์ใหญ่ของเครือข่ายโซเชียลมีเดียอย่าง Facebook ตามข้อมูลที่หลุดออกมาอย่างต่อเนื่องจากเอกสารภายในที่ว่าด้วยเรื่องราวการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาใหญ่ของโลกแทบจะทั้งสิ้นในแพลตฟอร์ม Facebook

อีกหนึ่งปัญหาที่กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนคือเรื่อง Hate Speech ที่กำลังบ่อนทำลายสังคมต่าง ๆ ไปทั่วโลก ด้วยแพลตฟอร์มที่เอื้ออำนวยให้เกิด Hate Speech และที่สำคัญ มันได้ผลดีด้วย หากคุณสร้างเนื้อหาที่เป็น Hate Speech บนแพลตฟอร์มอย่าง Facebook

Frances Haugen ที่เป็นอดีตผู้จัดการผลิตภัณฑ์ของ Facebook ซึ่งเธอได้รับมอบหมายให้เข้าร่วมกลุ่ม Civic Integrity ซึ่งคอยดูแลปัญหาเหล่านี้ แต่สุดท้ายกลุ่มดังกล่าวได้ถูกยุบไป ทำให้เธอตัดสินใจลาออกทันที

โดยเธอได้ให้ข้อมูลจากภายในบริษัทที่น่าสนใจหลายประเด็นจากเจ้าของแพลตฟอร์ม และเหล่าผู้บริหารที่ดูเหมือนจะเมินเฉยกับปัญหาเหล่านี้ที่เกิดขึ้น

“บริษัทมุ่งมั่นในการเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ โดยนำอัลกอริธึม ที่ขยายคำพูดที่แสดงความเกลียดชังมาใช้ เพราะมันสร้างผลกำไรให้กับบริษัท”

เธอยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่าเธอไม่เชื่อว่าเหล่าผู้บริหารระดับสูงเต็มใจที่จะลงทุนในสิ่งที่จำเป็นต้องลงทุนจริง ๆ เพื่อไม่ให้ Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่เป็นอันตราย

แล้ว Hate Speech มันเกี่ยวกับการทำกำไรของ Facebook อย่างไร

เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจแต่อย่างใด เพียงแค่คุณมองไปบนแพลตฟอร์มในตอนนี้ ยิ่งในประเทศที่มีปัญหาความขัดแย้งสูง ตัวอย่างง่าย ๆ ในประเทศเราเอง จะสังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ยิ่งมีการสร้าง Hate Speech ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายไหน มันยิ่งทำให้อัลกอริธึมของ Facebook ทำงานดียิ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

สิ่งแรกคือ engagement ที่มีมหาศาลอยู่แล้ว สำหรับเนื้อหาแนวนี้ มีเพจต่าง ๆ มากมาย ที่แทบไม่ต้องลงทุนสร้างเนื้อหาใด ๆ เลยเข้าสู่แพลตฟอร์ม เพียงแค่แชร์ เนื้อหาให้คนมาด่ากัน Hate Speech ใส่กัน ก็ได้รับความนิยมอย่างมหาศาลในปัจจุบัน

แล้วตอนนี้ มันเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดมาก ๆ โดยเฉพาะเพจที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาเรื่องการเมือง ที่เป็นแหล่งรวม Hate Speech ชั้นดี

แน่นอนว่า หากอัลกอริธึมผลักดันให้แสดงผลสิ่งเหล่านี้มากยิ่งขึ้น คนก็ยิ่งเข้ามา engagement มากยิ่งขึ้น และใช้เวลาอยู่ในระบบของ Facebook มากยิ่งขึ้น ซึ่งผมก็มองว่าถ้าทำเพื่อกำไรนั้น มันก็เป็นสิ่งที่่ถูกต้องในฐานะธุรกิจ เพราะเนื้อหาพวกนี้มันเรียกกระแสได้อย่างดี

ยิ่งผู้ใช้งานเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มนาน ๆ ก็ยิ่ง สร้างรายได้ให้กับ Facebook ผ่านโฆษณาที่ขับเคลื่อนอยู่บนแพลตฟอร์มนั่นเอง

นั่นเอง ที่ผมไม่แปลกใจเลยว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องจริง เหล่าผู้บริหารของพวกเขาไม่ได้ให้ priority ในการแก้ไขปัญหา Toxic เหล่านี้เป็นลำดับต้น ๆ อย่างแน่นอน เพราะมันส่งผลต่อรายได้ของพวกเขาอย่างชัดเจนมาก ๆ

ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดจากคำสัมภาษณ์ของ Haugen ที่กล่าวว่า “Facebook เลือกที่จะทำกำไรเหนือสวัสดิการของผู้ใช้ มีการปรับครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เพื่อประโยชน์ของพวกเขาเอง เช่น การทำเงินที่มากขึ้น”

Frances Haugen ที่ทนไม่ไหวจนต้องมาแฉบริษัทเก่าของตัวเอง (CR:CBS 60 minutes)
Frances Haugen ที่ทนไม่ไหวจนต้องมาแฉบริษัทเก่าของตัวเอง (CR:CBS 60 minutes)

Haugen อ้างว่าต้นตอของปัญหาคืออัลกอริทึมที่เปิดตัวในปี 2018 ซึ่งควบคุมสิ่งที่ทุกคนเห็นบนแพลตฟอร์ม  พวกเขาตั้งใจที่จะขับเคลื่อนการมีส่วนร่วม และบริษัทพบว่าการมีส่วนร่วมที่ดีที่สุดคือการปลูกฝังความกลัวและความเกลียดชังให้กับผู้ใช้ “การสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนโกรธง่ายกว่าอารมณ์อื่นๆ” Haugen กล่าว

บทสรุป

จากการแข่งขันที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากน้องใหม่อย่าง TikTok ที่กำลังมาแรง และยิ่งชิงฐานผู้ใช้งานที่สำคัญที่สุดของ Facebook อย่างกลุ่มวัยรุ่นไปได้เป็นอย่างมาก หรือแม้กระทั่งใน Twitter ที่ดูจะเป็นมิตรกับกลุ่มคนรุ่นใหม่มากกว่าในแพลตฟอร์ม Facebook

แม้ Facebook จะเติบโตด้านรายได้ แบบทิ้งคู่แข่งไม่เห็นฝุ่น แต่เอกสารภายในที่หลุดออกมา มันแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารว่าเป็นอย่างไร ซึ่งแน่นอนว่าในระยะยาว แพลตฟอร์มที่มีแต่เรื่อง Toxic ผู้คนคงจะอยู่กับมันได้ไม่นาน เพราะผมก็เป็นคนหนึ่งที่เบื่อหน่ายกับเรื่องราวเหล่านี้มาก ๆ ในแพลตฟอร์ม Facebook ซึ่งก็คิดว่าเหมือนกับหลายๆ คน

แต่ยังโชคดีที่ประเทศไทยเราก็ยังมีแพลตฟอร์มทางเลือกอย่าง blockdit ที่ดูเหมือนจะแคร์ในประเด็นเหล่านี้มากกว่า และการ design พื้นฐานของแพลตฟอร์มเองก็ ไม่ได้ออกแบบมาให้เหมือนกับ Facebook ซึ่งถึงจะมีจริง ๆ ในอนาคตหากจำนวนคนเพิ่มขึ้น แต่ผมคิดว่ายังไงก็น้อยกว่ามาก

ซึ่งผมก็คิดว่า เพื่อน ๆ หลายคนที่เข้ามา blockdit ก็น่าจะคิดคล้าย ๆ กัน ในเรื่องนี้ ที่หนีปัญหา Toxic ในเรื่องต่าง ๆ มาจาก Facebook นั่นเองครับผม

*** ผมเคยสัมภาษณ์กับผู้ก่อตั้ง blockdit และมีหลายคำถามที่น่าสนใจสามารถลองอ่านได้ที่ ***

https://www.blockdit.com/posts/5fc3ddab717af20cd8374df8

แล้วคุณมีความคิดยังไงกับประเด็น Hate Speech ในแพลตฟอร์ม Facebook อย่าลืมมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้นะครับผม

References :
https://www.theverge.com/2021/10/3/22707860/facebook-whistleblower-leaked-documents-files-regulation
https://www.cbsnews.com/news/facebook-whistleblower-frances-haugen-misinformation-public-60-minutes-2021-10-03/
https://www.wsj.com/articles/the-facebook-files-11631713039
https://www.sciencespo.fr/public/chaire-numerique/en/2020/07/09/how-public-pressure-forced-facebook-to-change-its-policies-on-hate-speech/
https://www.esquire.com/uk/latest-news/a19741288/mark-zuckerberg-hearing-summary-tweets-controversial/

Netflix vs SK Telekom กับบทเรียนการปลดแอกของ Apple จากเครือข่ายมือถือ สู่ข้อพิพาทในธุรกิจบรอดแบนด์

ต้องบอกว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกสำหรับปัญหาเรื่องการใช้งานทราฟฟิก จากเหล่าแอปที่เกิดขึ้นมากมายในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะ บริการวีดีโอสตรีมมิ่ง ที่ค่อนข้างใช้ทราฟฟิกอย่างมหาศาล ปัญหานี้เคยเกิดขึ้นกับเครือข่ายมือถือ ที่ต้องเรียกได้ว่าทำให้คนที่ควบคุมเครือข่ายมือถือกลายเป็นมาเฟียในโลกของข้อมูลที่ไหลผ่านระบบของพวกเขากันเลยทีเดียว ซึ่งทำให้พวกเขามีอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก ๆ ก่อนการเกิดขึ้นของ iPhone จาก Apple

ถามว่าก่อนยุคที่ iPhone จะได้ถือกำเนิดขึ้นมาในปี 2007 นั้นสิ่งใดเป็นอุปสรรค ต่อการพัฒนานวัตกรรมใหม่ให้กับวงการมือถือมากที่สุดคงจะหนีไม่พ้น เหล่า มาเฟีย แห่งเครือข่ายโทรศัพท์มือถือทั้งหลายที่มีกระจายอยู่ทั่วโลก ที่เป็นตัวคั่นกลางระหว่างเหล่าผู้ผลิตบริษัทมือถือกับผู้บริโภคที่เป็นลูกค้าโดยตรง

ซึ่งแม้ว่าในช่วงก่อนปี 2007 เทคโนโลยีต่าง ๆ มันจะได้รับการพัฒนาไปไกลมากแล้วก็ตาม แต่เราจะเห็นได้ว่า ธุรกิจมือถือยังเป็นอะไรที่ล้าหลังเป็นอย่างมากในหลาย ๆ เรื่องแม้กระทั่งการเล่นเว๊บไซต์ต่าง ๆ ก็เป็นอุปสรรคต่อการใช้งานของผู้ใช้งานทั่วโลก ที่จะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทั่วโลกผ่านทางอุปกรณ์ที่พกติดตัวเราอยู่ตลอดเวลาอย่างมือถือนั่นเอง

iPhone จาก Apple ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง (CR:The Blue and White)
iPhone จาก Apple ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง (CR:The Blue and White)

ในขณะนั้น ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลกต่างคุ้นเคยกับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบบรอดแบนด์ กันแล้ว แต่ค่าบริการข้อมูลแบบ 3G ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าเหมือนได้ย้อนตัวเองกลับไปสู่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตยุคโมเด็มผ่านสายโทรศัพท์

แน่นอนว่าเหล่ามาเฟียเครือข่ายเหล่านี้ คอยจ้องแต่จะคิดค่าบริการต่าง ๆ แทบทุกอย่าง มีการคิดค่าบริการการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นนาทีที่ใช้งาน แต่ผู้บริโภคกลับได้รับการบริการจากอินเทอร์เน็ตที่ห่วยแตกกว่าการใช้โทรศัพท์บ้านเสียอีก

เพราะเว๊บต่าง ๆ ที่โหลดมานั้นเป็นเว๊บที่ไร้คุณภาพเนื่องจากปริมาณข้อมูลที่มีจำนวนมากทำให้เหล่าผู้ให้บริการไม่อยากเสีย ทราฟฟิกไปกับบริการเหล่านี้ และทำการชาร์จเงินกับผู้บริโภคให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อ iPhone ของ Apple ได้มาเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง

Apple ต้องการให้ iPhone นั้นใช้ปริมาณข้อมูลได้อย่างไม่จำกัด และทำการเจรจากับ Cingular ที่เป็นเครือข่ายโทรศัพท์ที่ใหญ่ที่สุดในสมัยนั้นหลายครั้ง

สุดท้ายได้มีการประกาศรูปแบบการจ่ายค่าบริการมือถือแบบให้ปริมาณข้อมูลไม่จำกัด ซึ่งสูงกว่าแบบโทรศัพท์โทรเข้าออกเพียงอย่างเดียวราว ๆ 20 ดอลลาร์ต่อเดือน โดย Cingular (ตอนหลังกลายมาเป็น AT&T) จะได้รับเงินบางส่วนจากการดาวน์โหลดทาง iTunes ขณะที่ทาง Apple นั้นได้ส่วนแบ่งจากค่าบริการรายเดือนของ iPhone แต่ละเครื่องที่เชื่อมต่อกับ Cingular

และนี่เองได้เป็นการปฏิวัติครั้งสำคัญของเหล่ามาเฟียเครือข่ายมือถือทั้งหลายทั่วโลก โดย Apple ได้เปลี่ยนบทบาทของเหล่าเครือข่ายโทรศัพท์ ให้เป็นเพียงแค่ทางผ่านของโลกโทรศัพท์มือถือยุคใหม่หลังการเกิดขึ้นของ iPhone ให้พวกเขาเป็นเพียงแค่ท่อส่งข้อมูลระหว่างมือถือของลูกค้ากับโลกอินเทอร์เน็ตเท่านั้น

ทำให้เหล่าเครือข่ายมือถือไม่สามารถที่จะไปชาร์จค่าบริการใด ๆ กับลูกค้าได้อีก เรียกได้ว่า เป็นครั้งแรกที่เหล่ามาเฟียมือถือต้องมาง้อ บริษัทมือถืออย่าง Apple ซึ่งไม่เคยปรากฏขึ้นมาก่อนเลยในธุรกิจมือถือ

ศึกครั้งใหม่ระหว่าง Netflix vs SK Telecom

SK Broadband ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตบรอดแบนด์ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ SK Telecom บริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ของประเทศ ได้ยื่นฟ้อง Netflix เพื่อขอให้ช่วยจ่ายเงิน สำหรับค่าต้นทุนบริการเครือข่าย และค่าบำรุงรักษาที่เกี่ยวข้อง ที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น

เนื่องจาก Netflix เป็นต้นเหตุทำให้เกิดปริมาณรับส่งข้อมูลบนเครือข่าย หรือ ทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต ที่พุ่งสูงขึ้น จนทราฟฟิกบนเครือข่ายหนาแน่น และส่งผลกระทบต่อผู้ใช้บริการรายอื่นหลังจากปล่อยซีรีส์ยอดนิยมอย่าง “Squid Game” และคอนเทนต์ยอดฮิตอื่น ๆ ให้รับชมบนแพลตฟอร์ม

Squid Game ซีรีส์สุดฮิตที่ทำให้เกิดทราฟฟิกมหาศาล (CR: WallpaperAccess)
Squid Game ซีรีส์สุดฮิตที่ทำให้เกิดทราฟฟิกมหาศาล (CR: WallpaperAccess)

โดยหลังจากปล่อยซีรีส์เรื่อง Squid Game และคอนเทนต์ยอดฮิตอื่น ๆ ออกไป ทำให้ทราฟฟิกอินเทอร์เน็ตของ Netflix พุ่งเป็น 1.2 ล้านล้านบิตต่อวินาที หรือเพิ่มขึ้นถึง 24 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคม 2018 และทำให้ปัจจุบัน Netflix กลายเป็นผู้ที่สร้างทราฟฟิกอินเทอร์เน็ต มากเป็นอันดับ 2 ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นรองเพียง YouTube ของ Google

Business Model ที่ต้องคิดใหม่ของทั้งเครือข่ายบรอดแบนด์ และบริการสตรีมมิ่ง

ก็ต้องบอกว่า เป็นเรื่องที่มองได้สองมุมนะครับ สำหรับเรื่องนี้ เพราะ Netflix เอง ก็ถือว่าใช้ทราฟฟิกที่สูงขึ้นอย่างมหาศาล สอดกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงในยุค COVID-19

ทำให้บริการอย่างวีดีโอสตรีมมิ่ง เติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งแน่นอนว่า การคิด Business Model แบบเดิม ๆ ของ เหล่าเครือข่ายบรอดแบนด์นั้น คงไม่สามารถตอบโจทย์เดิม ๆ ได้อีกต่อไป เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน

ซึ่งก่อนหน้านี้ผมคิดว่า เหล่าเครือข่ายคงคิดแบบเหมา ๆ คล้าย ๆ กับรูปแบบของธุรกิจประกัน คือ มีคนใช้ทราฟฟิกมากน้อยสลับกันไป แต่ถือว่า ไม่เป็นภาระกับเครือข่ายบรอดแบนด์มากนัก เพราะ ทราฟฟิกใหญ่ ๆ จริงนั้นยังมีไม่มากนัก คนส่วนใหญ่ก็เล่น social หาข้อมูลทาง internet หรือ ฯลฯ ที่ถือว่าไม่ได้ใช้ทราฟฟิกมากนักโดยเฉลี่ย

หรือบริการสตรีมมิ่งอย่าง Netflix เอง ที่กลายมาเป็นประเด็นกับ SK Telekom ผมก็มองว่า ทางบริษัทก็คงไม่ได้คิดถึงต้นทุนในส่วนนี้ที่พวกเขาต้องจ่าย ซึ่งหากมันกลายเป็นมาตรฐานใหม่ว่า บริการของพวกเขาต้องจ่ายให้เครือข่ายบรอดแบนด์ในทุกประเทศ แน่นอนว่ามันก็จะส่งผลกระทบต่อต้นทุนของพวกเขาเป็นอย่างมากเช่นกัน

ซึ่งก็ต้องบอกว่าเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 พฤติกรรมของผู้บริโภคหลาย ๆ อย่างก็เปลี่ยนไป ผู้คนมีเวลาเสพคอนเท้นต์เยอะขึ้น ทั้ง youtube หรือ บริการอย่าง Netflix ที่เรียกได้ว่าใช้ปริมาณทราฟฟิกเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล ตัวอย่างที่เห็นของเกาหลี หากมี Series ชุดไหนที่บูมแบบสุดขีดอย่าง Squid Game ก็ทำให้ทราฟฟิกโตขึ้นถึง 24 เท่าได้เลยทีเดียว และมันคงจะเกิดเรื่องแนว ๆ นี้ขึ้นอีกอย่างแน่นอนในอนาคต

เพราะฉะนั้น มันก็เหลือแค่สองทางเลือก ก็คือ ชาร์จเงินเพิ่มกับผู้บริโภค หรือ ชาร์จค่าใช้บริการเครือข่ายสำหรับบริการที่ใช้ทราฟฟิกสูง เพื่อให้ธุรกิจบรอดแบนด์ หรือ เครือข่ายมือถือสามารถอยู่ได้ และไม่กระทบกับการใช้งานกับผู้บริโภคคนอื่น ๆ

ซึ่งก็มีหลายบริการที่ยอมจ่ายนะครับจากข่าวที่เกิดขึ้น โดยมีข้อมูลว่า Amazon , Apple และ Facebook นั้นยินยอมจ่ายให้กับทาง SK เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งก็ถือว่า Win-Win ทั้งสองฝ่าย

แล้วคุณล่ะ คิดว่าธุรกิจบริการทางอินเทอร์เน็ตที่ใช้ทราฟฟิกสูง ๆ อย่าง Netflix ควรที่จะจ่ายเงินให้กับเจ้าของเครือข่ายบรอดแบนด์ หรือ เครือข่ายมือถือหรือไม่? เพราะอะไร?

References :
https://www.facebook.com/MarketThinkTH/posts/4326537110771980
https://www.theverge.com/2021/10/1/22704313/sk-broadband-netflix-suing-for-payment-squid-game

1% ของเราไม่เท่ากัน กับการปรับค่าธรรมเนียมครั้งใหม่ของ Shopee ที่สั่นสะเทือนวงการ Ecommerce ไทย

ต้องเรียกได้ว่าเป็นประกาศครั้งใหม่ที่สั่นสะเทือนวงการค้าขายออนไลน์บนแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Shopee เลยทีเดียวนะครับ สำหรับการการประกาศเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมอีกครั้ง

แม้ตัวเลขเฉลี่ยมันจะเป็นตัวเลขเพียงเล็กน้อยที่ราว ๆ 1% เพียงเท่านั้น แต่การปรับครั้งนี้ ถือว่าส่งผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าที่ขายอยู่ในแพลตฟอร์มพอสมควรเลยทีเดียว

ต้องเข้าใจก่อนว่า Shopee นั้นกลุ่มลูกค้า ค่อนข้างที่จะแตกต่างจาก Lazada อย่างชัดเจน ใครเข้ามา Shopee แน่นอนว่าต้องการสินค้าถูกที่สุดเป็นส่วนใหญ่ เพราะระบบได้ออกแบบแพลตฟอร์มมาให้เป็นแบบนี้

ทั้งเรื่อง User Experience ที่มีการเปรียบเทียบราคาอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งตอนลูกค้าตัดสินใจที่จะจ่ายเงิน ยังมีสินค้ามาให้เปรียบเทียบอยู่เสมอ ทำให้เป็นแพลตฟอร์มที่มีโอกาสสูงที่ใครถูกกว่า ก็มักจะมีโอกาสขายได้มากกว่า

เอาจริง ๆ ตรงนี้ค่อนข้างต่างจาก Lazada ที่จะไม่ค่อยเห็นการเปรียบเทียบราคาในทุก ๆ ขั้นตอนของการซื้อแบบ Shopee ทำให้ผมมองว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ของ Shopee มักจะเน้นที่ของถูกที่สุดเป็นหลัก

1% ที่สูญหาย กับพ่อค้าคนกลางที่อยู่ยากยิ่งขึ้น

กลยุทธ์ของ Shoppee มักจะพยายามให้เราเข้าร่วมแคมเปญต่าง ๆ และลดราคาสินค้าให้ถูกลงมากที่สุด โดยเฉพาะเหล่าสินค้า Flash Sale ที่ลดราคากันหั่นแหลกมาก ๆ จนแทบจะไม่เหลือกำไรกันด้วยซ้ำ

ยิ่งเหล่าพ่อค้าคนกลาง ที่มีสินค้าเหมือน ๆ กัน และไม่ใช่ผู้ผลิตที่แท้จริงนั้นก็ยิ่งทำให้อยู่ได้ยากลำบากมากยิ่งขึ้น เพราะ 1% นั้นอาจจะเป็นตัวเลขกำไรของพวกเขาเลยด้วยซ้ำ เมื่อค่าธรรมเนียม หรือ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นค่าเช่าที่เพิ่มขึ้นแบบนี้ ก็มีโอกาสที่ทำให้พวกเขาต้องถอดใจออกจากแพลตฟอร์มไปได้เลย

และการเพิ่มขึ้น 1% มันก็เป็นสัญญาณชัดเจนว่า ในอนาคต อะไรก็เกิดขึ้นได้ อาจจะขึ้นไปถึง 5% 10% ก็ได้ใครจะไปรู้ ซึ่งคล้ายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับแพลตฟอร์ม Ecommerce ของจีน

เราจะเห็นได้ว่าพวกเขามีการสร้าง Ecosystem ที่ทำการชักจูงพฤติกรรมผู้บริโภคโดยใช้เงินทุนมหาศาลในการ ลด แลก แจก แถม แจกโปรโมชั่นกันอย่างบ้าคลั่ง ซึ่งเป็นเงินที่ระดมทุนมาแทบจะทั้งสิ้น ซึ่งเห็นได้จากตัวเลขการขาดทุนมหาศาลมาหลายปีแล้วของแพลตฟอร์มต่าง ๆ เหล่านี้

เพราะฉะนั้น สิ่งที่พ่อค้าแม่ค้า โดยเฉพาะเหล่าพ่อค้าคนกลางทั้งหลาย ควรทำกับแพลตฟอร์มเหล่านี้ คือ รีบโกยมาให้มากที่สุด ให้เร็วที่สุด และควรหาทางเลือกสำรองไว้ ที่เราสามารถ control ทุกอย่างได้บ้าง ตัวอย่างเช่น การสร้างเว๊บไซต์ของตัวเองขึ้นมาแทน เพราะยังไงหากเป็นบ้านของตัวเองก็ไม่มีใครสามารถมาเปลี่ยนอะไรเราได้อยู่แล้ว

แล้วเปลี่ยนมุมมองกับพวกแพลตฟอร์ม ต่าง ๆ เหล่านี้ ที่เรากำลังพึ่งพานั้นเป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการขายเพียงเท่านั้น อย่ามองเป็นช่องทางทำรายได้หลักเด็ดขาด เพราะวันนึงเค้าจะเปลี่ยนนโยบายอะไรก็ได้ เราไม่สามารถที่จะ control อะไรได้เลย

ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายแล้วที่อยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยน policy ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งสุดท้ายเราก็อยู่ไม่ได้ อย่างเช่นในแพลตฟอร์ม ใหญ่ ๆ หลายแห่งที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ ซึ่งตอนนี้สัญญาณมันก็เริ่มชัดเจนแล้วว่า มันถึงเวลาที่พวกเขาต้องกอบโกยเงินกลับ หลังจากที่ได้ถลุงเงินไปจำนวนมหาศาลเป็นเวลานานมากแล้วนั่นเองครับผม

References : https://shopee.co.th/m/transaction-fee
https://www.retailnews.asia/tag/malaysia/page/2/

เวียดนาม vs เกาหลีใต้ กับ Fighting DNA ของการดิ้นรนต่อสู้ในแวดวงเทคโนโลยี

มีเพียงไม่กี่ประเทศในโลกที่สามารถสร้างบริการด้านเทคโนโลยี เพื่อต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขาม ทั้งจากโลกตะวันตก หรือ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีเงินทุนมหาศาลใน Region และไม่พ่ายแพ้ให้กับศัตรูเหล่านี้ เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นในหลายบริการของประเทศเกาหลีใต้

ไม่ว่าจะเป็น แพล็ตฟอร์มการแชท Search Engine หรือ แม้กระทั่ง Social Network หรือ Ecommerce บริษัทยักษ์ใหญ่จากโลกตะวันตก นั้นไม่สามารถเจาะเข้าไปในดินแดนเกาหลีใต้ได้ หรือ ถึงแม้จะเจาะเข้าไปได้ก็ยากที่จะขึ้นเป็นผู้นำในตลาดของพวกเขา

มันเป็น Fighting DNA ของคนเกาหลี ที่ส่งต่อมาแม้กระทั่งในธุรกิจเทคโนโลยีที่พวกเขา ไม่เคยยอมพ่ายแพ้ให้กับใครง่าย ๆ พวกเขาพร้อมที่จะสร้างสรรค์บริการ ที่เข้ากับวัฒนธรรมในประเทศของเขา เพื่อเอาชนะยักษ์ใหญ่เหล่านี้ให้ได้ และส่วนใหญ่ก็ประสบความสำเร็จ

เราได้เห็นความสำเร็จของบริการต่าง ๆ ของเกาหลีใต้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Naver ที่เป็นเหมือน Super App ครอบคลุมทุกพฤติกรรมของคนเกาหลี หรือ Kakao Talk ที่ ยึดอันดับหนึ่งในแพล็ตฟอร์ม chat ที่ยากที่คู่แข่งจากต่างประเทศจะเจาะเข้าไปได้

ความเหมือนที่แตกต่างในประเทศเวียดนาม

และรูปแบบที่เกิดขึ้นดังกล่าว มันกำลังเกิดขึ้นกับประเทศเวียดนามเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่า มี DNA ที่คล้ายคลึงกันอย่างน่าสนใจมาก ๆ ในแวดวงเทคโนโลยี ที่พวกเขาพร้อมจะสรรค์สร้างบริการภายในประเทศตัวเอง เพื่อสู้กับคู่แข่งที่น่าเกรงขามจากต่างประเทศ

ไม่ว่าจะเป็น Ecommerce ที่พวกเขาก็ส่ง TIKI ออกมาสู้ยักษ์ใหญ่ใน Region อย่าง Shopee ได้อย่างสูสี หรือ Coc Coc ที่เป็นคู่แข่งโดยตรงกับบริการ Search Engine ยักษ์ใหญ่อย่าง Google

TIKI บริการ Ecommerce ที่สู้กับ Shopee อย่างไม่เกรงกลัว (CR:TIKI.vn)
TIKI บริการ Ecommerce ที่สู้กับ Shopee อย่างไม่เกรงกลัว (CR:TIKI.vn)

ที่น่าสนใจคือ บริการ messenger หรือ social media ของพวกเขามีบริการอย่าง Zalo ที่เป็นบริการที่คิดค้นโดยชาวเวียดนามเอง ซึ่งเอาชนะ LINE , Whatsapp , Wechat หรือ Facebook Messenger ไปอย่างขาดลอยเลยทีเดียว และเป็นบริการยอดฮิตอันดับต้น ๆ ของชาวเวียดนามในขณะนี้อีกด้วย

เรียกได้ว่าประเทศเวียดนามมีแทบจะทุกบริการ พวกเขาไม่เคยเกรงกลัว ยักษ์ใหญ่หน้าไหนที่จะบุกเข้ามาในประเทศ พวกเขาพร้อมสร้างบริการที่ตอบโจทย์ชาวเวียดนามมากกว่า ซึ่งมันก็คล้าย ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้นั่นเอง

ซึ่งความน่าสนใจ ทั้งสองประเทศมีประวัติที่คล้าย ๆ กัน คือ การถูกแบ่งแยกประเทศ แม้เกาหลีจะยังไม่สามารถรวมประเทศได้ แต่มันก็เคยทำให้เกิดการต่อสู้ของชนชาติเดียวกันมาก่อน ซึ่งเหตุการณ์ก็คล้ายกับที่เกิดขึ้นที่เวียดนาม แต่พวกเขาสามารถรวมกันเป็นหนึ่งก่อร่างสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ได้

ซึ่งผมว่า มันเป็นสาเหตุอย่างนึงให้ประเทศเหล่านี้ มี DNA ที่มีความแตกต่างจากชาติอื่น ๆ นั่นคือ การประสบพบเจอกับความยากลำบากแบบสุด ๆ มาก่อน ถึงขึ้นต้องรบกันเองด้วยซ้ำ ชาติเกือบแตกสลาย แต่สุดท้ายก็ร่วมใจกันกลับมาสร้างประเทศให้ยิ่งใหญ่ได้ เหมือนที่เกาหลีทำได้มาก่อน

บทสรุป

ส่วนตัวผมก็ติดตามแวดวง startup ของเวียดนามผ่านสื่อใหญ่ ๆ ตัวอย่างเช่น Tech in Asia ที่เน้นการรายงานข่าว startup ในภูมิภาคของเรา ต้องบอกว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มาแรงมาก ๆ และพร้อมจะเกิด unicorn อีกหลายบริการมาก ๆ เลยก็ว่าได้

มีข่าวการระดมทุนจากบริการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งน่าสนใจนะครับ เพราะมันกำลังกลายเป็นธุรกิจแห่งอนาคตแทบจะทั้งสิ้น ดูเหมือนพวกเขาไม่ได้แข็งแกร่งเพียงแค่ ดึงดูด เฉพาะเรื่องค่าแรงราคาถูก เพื่อให้บริษัทยักษ์ใหญ่ย้ายฐานการผลิตมาที่ประเทศพวกเขาเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

เพราะดูเหมือนอนาคตทางในเรื่องบริการทางด้านเทคโนโลยี ที่โลกกำลังมุ่งไป เส้นทางของพวกเขาก็กำลังสดใสเป็นอย่างมาก พร้อมด้วยพลังของคนหนุ่มเวียดนาม ที่กำลังก่อร่างสร้างประเทศ ซึ่งผมมองว่าเป็นประเทศที่น่าจับตามองมาก ๆ ในอีกแง่มุมหนึ่ง ที่หลายคนอาจไม่คาดคิดมาก่อนนั่นเองครับผม

References :
https://vietnamnet.vn/en/sci-tech-environment/coc-coc-criticizes-google-for-policy-that-hurts-its-platform-769712.html
https://datareportal.com/reports/digital-2021-vietnam
https://vietnamcredit.com.vn/news/overview-of-vietnams-e-commerce-market-in-2021_14374
https://www.techinasia.com/move-whatapp-zalo-vietnams-favorite-messaging-app

แม่ค้ามหาภัย กับบทเรียนหลอกขายมือถือออนไลน์ สู่วิธีการที่จะทำให้คุณไม่ถูกหลอกอีกต่อไป

ต้องเรียกได้ว่าเป็นข่าวสะเทือนใจ ที่เด็กนักเรียนชั้น ม.2 ถูกร้านค้าออนไลน์โกงซื้อมือถือจนเครียด เส้นเลือดในสมองแตกเสียชีวิต สร้างความเสียใจให้กับพ่อแม่และครอบครัว ซึ่งน่าสนใจตรงที่ แม่ค้ามหาภัยคนนี้ ทำเป็นกระบวนการมาอย่างยาวนานมาก ๆ

สำหรับส่วนตัวผมเองนั้น ก็เป็นคนหนึ่งที่มีการซื้อขายผ่านออนไลน์เป็นประจำ โดยเฉพาะสินค้าพวก gadget ใหม่ ๆ ที่ผมมักจะลองซื้อมาใช้งานอยู่บ่อย ๆ และมีประสบการณ์ในการโดนหลอกจากพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้มาพอสมควร

และด้วยประสบการณ์โดนหลอกมาเยอะ ผมจึงได้หาวิธีการที่จะไม่ทำให้โดนหลอกจากพ่อค้าแม่ค้าเหล่านี้อีกต่อไป ซึ่งส่วนใหญ่จะสังเกตได้ว่า เป็นพ่อค้าแม่ค้าหน้าเดิม ๆ เปลี่ยน profile เป็นชื่อใหม่ ๆ ซึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัว ผมมีวิธีการที่จะทำให้คุณไม่ถูกหลอกอีกต่อไปดังต่อไปนี้ครับ

1. เช็คจาก Blacklistseller

เป็นหนึ่งเว็บที่ถือว่ามั่นใจได้กว่า 90% เลยทีเดียวสำหรับเว็บไซต์อย่าง https://www.blacklistseller.com/ โดยคุณสามารถเข้าไปเช็คผ่านเลขบัญชี , true wallet , promptpay , ชื่อ และ นามสกุลของผู้ขายได้ก่อนโอนเงิน

เว็บไซต์ www.blacklistseller.com
เว็บไซต์ www.blacklistseller.com

สามารถเลือกค้นหาได้เพียงเงื่อนไขใด เงื่อนไขหนึ่งก็ได้ ซึ่งหากพบมีอยู่ในฐานข้อมูลคนโกง ก็แน่นอนว่าคุณเจอโจรแล้วนั่นเอง

ซึ่งต้องบอกว่าที่เว็บนี้ได้รวมรวมข้อมูลแบบอัพเดทรายวัน คุณสามารถมาร่วมแจ้งข้อมูลคนโกงได้ที่เว็บไซต์แห่งนี้ ผมคิดว่าเป็นแหล่งข้อมูลคนโกงที่เยอะที่สุดเท่าที่ผมหาข้อมูลมาแล้วนะครับ แนะนำเลย

หรืออีกเว็บไซต์ที่สามารถค้นหาได้ก็คือที่ www.เช็คคนโกง.com ฐานข้อมูลก็จะคล้าย ๆ กันครับ

2. กลุ่มแจ้งข่าวคนโกง

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลเช่นเดียวกัน กับการติดตามกลุ่มที่แจ้งรายงานคนโกงของ Facebook วิธีการง่าย ๆ คือค้นหาคำว่า คนโกง รายชื่อคนโกง ในช่องการค้นหาของ facebook แล้วเข้าไปติดตามในกลุ่มต่าง ๆ

กลุ่มรายชื่อคนโกงใน Facebook
กลุ่มรายชื่อคนโกงใน Facebook

สำหรับข้อเสียในกลุ่มเหล่านี้ ข้อมูลยังไม่จัดระเบียบดีนัก ทำให้หารายชื่อยากกว่าในเว็บไซต์ blacklistseller ที่จัดข้อมูลได้เป็นระเบียบมากกว่า แต่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีมาก ๆ ในการเช็คคนโกงครับผม

3. การซื้อขายผ่านแอดมินกลาง

เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยมอย่างมากในยุคปัจจุบัน ที่หลาย ๆ กลุ่ม ที่มีการซื้อขายของเฉพาะของแต่ละกลุ่ม จะมีแอดมินกลางคอยมาจัดการเรื่องซื้อขาย เพื่อเป็นคนกลางให้ความสะดวกระหว่างคนซื้อ และ คนขาย มีความสบายใจทั้งสองฝ่าย

ตัวอย่างการซื้อขายผ่าน admin กลาง
ตัวอย่างการซื้อขายผ่าน admin กลาง (CR: FB Group ซื้อขาย เเลกเปลี่ยนเกม PES2021 FREEFIRE ROV ผ่านกลางเเอดกลุ่ม)

สำหรับข้อเสียของวิธีการนี้ ก็คือ การมีค่าใช้จ่ายในการใช้บริการแอดมินกลาง แต่ ก็มีความสะดวก รวดเร็วและปลอดภัย เงินจะถูกพักไว้ที่แอดมินก่อน คนซื้อสามารถตรวจสอบสินค้าก่อนให้แอดมินโอนเงินให้กับคนขายนั่นเอง

4. ทำการเช็คข้อมูลเบื้องต้นของผู้ขาย

ในส่วนนี้ก็แล้วแต่แพล็ตฟอร์มที่ใช้ ซึ่งในหลาย ๆ แพล็ตฟอร์มก็จะมีในส่วนของการยืนยันตัวตนของผู้ขาย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการยืนยันผ่านบัตรประชาชน

ตัวอย่างการยืนยันบัญชีในแพล็ตฟอร์ม Kaidee (CR:Kaidee)
ตัวอย่างการยืนยันบัญชีในแพล็ตฟอร์ม Kaidee (CR:Kaidee)

ตัวอย่างแพล็ตฟอร์มยอดนิยมอย่าง Kaidee ที่จะมีส่วนของการยืนยันบัญชี ซึ่งจะมีความปลอดภัยมากกว่าหากผู้ขาย มีการยืนยันบัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หรือในกรณีการโพสต์ขายในกลุ่ม ก็จะมีการตั้งกติกาในที่ต้องมีการถ่ายรูป เขียนชื่อ profile / เบอร์โทร หรือช่องทางติดต่อให้ชัดเจน คู่กับสินค้า เพื่อป้องกันไม่ให้นำสินค้าจากที่อื่นมาหลอกขายได้

หรือการนำชื่อ เบอร์โทร เลขบัญชีธนาคารไปค้นหาผ่าน Google ก็เป็นการ double check อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่จะมีประวัติในโลกออนไลน์ ที่เป็น digital footprint กันอยู่แล้วสำหรับคนโกง

ตัวอย่างการนำชื่อคนโกงไปค้นหาผ่าน google
ตัวอย่างการนำชื่อคนโกงไปค้นหาผ่าน google

จากรูปตัวอย่าง ผมได้เอาข้อมูลจาก Database คนโกงใน blacklistseller ไปค้นหาใน Google เรียกได้ว่าประวัติยาวเป็นหางว่าวเลยทีเดียว

5. เช็ค Social Media Profile

หากมีการซื้อขายผ่านเครือข่าย Social Media ไม่ว่าจะเป็น Facebook หรือ Instagram ซึ่งถือเป็นช่องทางยอดฮิตเป็นอย่างมากในยุคปัจจุบัน

สิ่งแรก ที่ควรจะทราบก็คือ ตอนนี้ได้มีบริการต่าง ๆ มากมาย ที่คอยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับ Social Media Account ทั้งการทำ Fake Review , การเข้ามา comment ที่เหมือนจะสร้างเครดิตให้กับผู้ขายที่ดีเว่อร์จนเกินไป

ผมไม่อยากให้เชื่อข้อมูลเหล่านี้มากนัก ซึ่งส่วนใหญ่ พวกคนโกงก็จะจ้างทำเพื่อสร้างเครดิตให้กับตัวเอง ส่วนคอมเม้นต์เสีย ๆ หาย ก็จะลบออกจากระบบไป

ประสบการณ์ส่วนตัวก็เคยเจอ Profile สุดหรู รีวิวสุดเทพ มีหน้าม้ามาคอยสนับสนุน แต่สุดท้ายก็โกง ซึ่งมีถมไป แต่สิ่งที่ผมอยากให้พิจารณาอย่างยิ่งก็คือ สิ่งที่ไม่สามารถลบได้บนแพล็ตฟอร์มเหล่านี้

ตัวอย่างรีวิวเพจ ที่ไม่สามารถลบได้
ตัวอย่างรีวิวเพจ ที่ไม่สามารถลบได้

ส่วนของรีวิวเพจ เป็นส่วนที่แม้จะสามารถจ้างเพื่อมาโพสต์อวย หรือ สร้าง Fake Review ได้ แต่ หากมี รีวิว ในแง่ลบ เจ้าของเพจ แม้กระทั่งสิทธิ์ admin ขั้นสูงสุดก็ไม่สามารถลบได้ เพราะฉะนั้น สามารถอ่านส่วนของรีวิว โดยรวมทั้งหมดได้ครับ

ตัวอย่างการกดปุ่มโกรธแบบผิตปรกติ
ตัวอย่างการกดปุ่มโกรธแบบผิตปรกติ

นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ผมเคยโดนมา ทุกอย่างดูดีหมด เช็คมาแล้วทุก สเต็ป แต่ก็ไม่รอด พอมาไล่เช็คหลังจากโดนโกงไปแล้ว พบว่า ใน profile ของคนขาย มีสิ่งที่แปลกคือ แทบจะไม่มี comment แต่ ทุก ๆ โพสต์ มีการกดปุ่มโกรธเยอะมาก

ซึ่งแน่นอนว่า ส่วนของ comment นั้นเป็นสิ่งที่ลบได้ แต่ ส่วนของ emotion ต่าง ๆ เหล่านี้ admin ไม่สามารถลบมันออกไปได้นั่นเองครับผม เจอปุ่มโกรธเยอะ ๆ เมื่อไหร่ แน่นอนครับ ว่าเหล่าเหยื่อที่โดนหลอกมากดโกรธนั่นเอง ส่วน comment เชิงลบ ก็โดนเจ้าของเพจลบไปหมดแล้วครับผม

6. Whoscall เช็คเบอร์มิจฉาชีพ

สำหรับเครื่องมือสุดท้าย ที่น่าสนใจก็คือแอปพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า Whoscall ซึ่งสามารถเช็คได้ทันที ผ่านฐานข้อมูลของระบบ เมื่อมีเบอร์แปลก ๆ โทรมา หรือ สามารถนำเบอร์ผู้ขายที่เราไม่แน่ใจลองเช็คผ่านตัวแอปก็ได้ครับ

Whocall แจ้งทันทีว่าเป็นมิจฉาชีพ
Whocall แจ้งทันทีหากเป็นมิจฉาชีพ

ตัว Whoscall ตอนนี้มีให้โหลดทั้งใน Google Play (Android) และ App Store ของฝั่ง Apple สามารถใช้เพื่อป้องกันการโทรจากพวกประกัน หรือมิจฉาชีพในแขนงอื่น ๆ ที่มักโทรมาก่อกวน ได้ ซึ่งตัวนี้ถือว่าฐานข้อมูลค่อนข้างอัพเดทมาก ๆ ชัวร์ค่อนข้าง 100% เลยทีเดียว แนะนำให้ลงติดมือถือไว้เลยครับ

บทสรุป

ก็ต้องบอกว่าตอนนี้ กลโกง มีมาหลากหลายรูปแบบโดยเฉพาะในการซื้อขายของผ่านออนไลน์ จากที่เป็นข่าวแม้ค้าที่ถูกจับเรื่องหลอกขายมือถือ ให้เด็กนักเรียนจนเสียชีวิตนั้น หลอกมาอย่างยาวนาน ได้เงินไปเป็นจำนวนมหาศาล โดยการเปลี่ยนสลับ account ไปเรื่อย ๆ และแน่นอนว่าตอนนี้มีการซื้อขายบัญชีธนาคารกันอย่างแพร่หลายทำให้ สามารถหลอกได้ต่อเนื่องยาวนานอย่างที่เป็นข่าว

สำหรับข้อมูลข้างต้นก็เป็นเทคนิคของตัวผมเอง ที่หลังจากใช้เทคนิคเหล่านี้ ก็ไม่ได้เจอการโดนโกงอีกต่อไป แล้วเพื่อน ๆ มีวิธีไหนที่น่าสนใจอีกบ้างครับ ในการหลีกเลี่ยงไม่ให้เราโดนหลอกจากพ่อค้าคนโกงเหล่านี้ สามารถแชร์เทคนิค แนะนำกันได้เลยนะครับผม

Credit Image : https://mgronline.com/