Google vs Naver : ทำไม Google ถึงครองตลาดการค้นหาของเกาหลีใต้ไม่สำเร็จ

แม้ว่าปัจจุบัน Google ถือครองตลาดการค้นหาทั่วโลกถึง 83% แต่ก็มีหลายประเทศที่หลุดมือจากพวกเขา หนึ่งในนั้นก็คือเกาหลีเกาหลีใต้ ซึ่งแน่นอนถ้าถามคนเกาหลีว่าใช้เครื่องมือค้นหาอะไรและน่าจะเป็นคำตอบคือ Naver

Naver ปัจจุบันเป็นเครื่องมือค้นหาอันดับหนึ่งของเกาหลีและคิดเป็นกว่า 70% ของตลาดการค้นหาที่นั่น เสิร์ชเอนจิ้น ที่เปิดตัวในปี 1999 โดยกลุ่มอดีตพนักงานของซัมซุงและได้ครองวงการการค้นหาของเกาหลีนับตั้งแต่นั้นมา

หากคุณยังไม่เคยไปที่หน้าแรกของ Naver สิ่งที่น่าจะทำให้คุณรู้สึกได้ทันทีคือความคล้ายคลึงกับ Yahoo หน้าแรกของ Naver และหน้าผลการค้นหาของมันยุ่งกว่าของ Google มากด้วยรูปภาพจำนวนมาก แบนเนอร์ และแฟลช ฯลฯ

หน้าจอที่แตกต่างระหว่าง Google และ Naver
หน้าจอที่แตกต่างระหว่าง Google และ Naver

นั่นเป็นเพราะผู้ดูแลเว็บเกาหลีจำนวนมากบล็อก Google และเครื่องมือค้นหาทั่วโลกอื่น ๆ ไม่ให้เข้าถึงเว็บไซต์ของพวกเขาด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย แล้วทำไมเว็บไซต์ส่วนใหญ่ของเกาหลี จึงไม่จำเป็นต้องเป็นส่วนหนึ่งของ Google

ประการแรกเมื่อพูดถึงนวัตกรรม Naver มักเป็นผู้นำ Google:

  • ในปี 2002 Naver ได้เปิดตัว Knowledge In ซึ่งเป็นระบบนำทางของ Yahoo! Answer ซึ่งฐานข้อมูลความรู้ในการถาม & ตอบยังคงเป็นที่นิยมอย่างมากกับผู้ใช้
  • Naver เริ่มนำเสนอผลการค้นหาประเภทต่างๆก่อนที่การค้นหาทั่วไปของ Google จะปรากฏ
  • Naver เป็นเครื่องมือค้นหาโซเชียลมากขึ้นตั้งแต่เริ่มต้นในขณะที่ Google ยังเป็นเพียงการค้นหาผ่านเว๊บไซต์เพียงเท่านั้น
  • me.naver.com ของ Naver นั้นมีมานานก่อนที่ Google จะมาพร้อมกับ Search Plus My World (SPYW)

Naver นั้นกำลังรวบรวมข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับหัวข้อยอดนิยมซึ่งมักสร้างโดยผู้ใช้เอง (บล็อกและการค้นหาคำถามและคำตอบ) และการนำเสนอข้อมูลดังกล่าวในลักษณะที่เป็นมิตรกับมนุษย์มาก ซึ่งมีความต่างจาก Google ไม่ต้องพึ่งพาประสิทธิภาพการทำงานของ Search Algorith ซึ่งดูเหมือนหุ่นยนต์มากกว่า “

ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้ว Naver คือ Yahoo! Answer , Blogger, YouTube และการค้นหาของ Google Paid Search รวมกัน ผู้ค้นหามองหาข้อมูลที่จำเป็นโดยการสืบค้นผลการค้นหาของ Naver ประเภทต่างๆ เช่น ฐานข้อมูล ถาม & ตอบ การค้นหาข่าว การค้นหาบล็อก เป็นต้น

Naver สามารถทำอะไรได้บ้างซึ่ง Google ไม่สามารถทำได้

สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงคือ Algorithm การค้นหาของ Naver ถูกสร้างขึ้นผ่านภาษาเกาหลีซึ่งช่วยให้ Naver แสดงผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องมากกว่า Google ในหลาย ๆ ครั้ง เนื่องจากไวยากรณ์ภาษาเกาหลีนั้นแตกต่างจากภาษาอังกฤษค่อนข้างมาก

ตัวอย่างเช่นลองค้นหา 이브닝가운 ( ชุดราตรี ) ใน Naver.com และ Google.co.kr เราจะเห็นได้ว่า Naver ให้ผลการค้นหาที่เป็น สารานุกรมความรู้ 3 รายการ, ผลลัพธ์ 5 ข่าว, 5 ข้อมูลผลลัพธ์ระดับมืออาชีพ (เอกสาร PDF), 3 ผลลัพธ์วิดีโอ และ 5 รูปภาพผลลัพธ์ในหน้าแรก

ความแตกต่างที่ Google ไม่สามารถเลียนแบบได้
ความแตกต่างที่ Google ไม่สามารถเลียนแบบได้

หากเราไปที่ Google.co.kr ตรงข้ามกับหน้าผลลัพธ์ที่ฟุ่มเฟือยของ Naver เราเห็นเฉพาะผลลัพธ์รูปภาพ 5 รายการและผลลัพธ์ 1 ข่าว ผลลัพธ์ที่เหลือจะคล้ายกันมากใน Search Engine ทั้งสอง (และส่วนใหญ่มาจากบล็อก):

ซึ่งอาจพูดได้ว่าเป็นเพราะ Google ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดทำดัชนีเว็บไซต์เหล่านั้นจำนวนมาก แต่ก็มีแนวโน้มมากกว่าที่มองได้ว่า Naver นั้นคุ้นเคยกับข้อมูลเฉพาะของเว็บเกาหลีและภาษาเกาหลีมากกว่า Google ดังนั้นทำให้ Naver ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า สำหรับผลการค้นหาส่วนใหญ่

เหตุผลที่ทำให้ Google โกรธมากๆ ในตลาดการค้นหาในประเทศเกาหลีใต้ ก็คือ เหล่าเว็บมาสเตอร์ชาวเกาหลีจำนวนมากไม่กังวลเกี่ยวกับปัญหาความเป็นส่วนตัวกับ Naver เนื่องจากพวกเขารู้ว่า Naver จะไม่สร้างดัชนีข้อมูลบางอย่าง เหมือนที่ Google ทำ ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการละเมิดความปลอดภัย พวกเขาก็เพียงแค่บล็อก Google bot จากการรวบรวมข้อมูลเว็บไซต์ของพวกเขา

แต่หากมีการนับจำนวนไซต์ที่มีการจัดทำดัชนีใน Naver มันจะมีขนาดเล็กกว่าจำนวนไซต์ที่จัดทำดัชนีใน Google อย่างแน่นอน แต่คุณภาพของเว็บไซต์เหล่านั้นที่ผ่านการเก็บข้อมูลของ Naver อาจจะทำได้ดีกว่า ซึ่งทาง Naver ชอบที่จะทำให้มีเนื้อหาน้อยลงในการเก็บดัชนีเว๊บไซต์ต่าง ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งนั้นเป็นของจริงและตรงตามความต้องการของผู้ใช้งานมากที่สุดนั่นเอง

สิ่งที่ Google พยายามทำทั้งหมด คือการวางเนื้อหาที่เป็นภาษาเกาหลีให้ได้มากที่สุด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายนี้จะต้องโน้มน้าวให้ผู้ดูแลเว็บเกาหลี และนักธุรกิจที่พวกเขาต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาสำหรับ Google นั่นเอง เพราะหากสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้น Google จะไม่สามารถให้ผลลัพธ์การค้นหาที่ดีกว่า Naver นำเสนอได้

และปัญหาสำหรับ Google ก็คือผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในเกาหลีส่วนใหญ่ดูเหมือนจะค่อนข้างมีความสบายใจกับการใช้งาน Naver แน่นอนว่าผลการค้นหาของเนื้อหาจากเกาหลีนั้นจะปรากฏบนเว็บ แต่มันสามารถมองเห็นผ่าน Naver ในรูปแบบสไตล์การแสดงผลที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ Google ไม่สามารถเลียนแบบได้ 

สถานะของ SEO กับ Search Engine ในประเทศเกาหลี

แล้วการทำ SEO ของเกาหลีใต้นั้น มีอยู่จริงหรือไม่? ต้องบอกว่ามันไม่มีอยู่ในรูปแบบที่ปรากฏในสหรัฐอเมริกา ซึ่งแต่ละส่วนของการค้นหาใน Naver นั้น (การค้นหาด้านความรู้ การค้นหาบล็อก การค้นหาข่าว ฯลฯ ) ต่างมีอัลกอริทึมเป็นของตัวเอง ดังนั้นจึงไม่มีสูตรการเพิ่มประสิทธิภาพที่เหมาะกับการทำ SEO ให้กับเว๊บไซต์ในแต่ละรูปแบบ เหมือนที่ เหล่านักการตลาดออนไลน์ทำสำเร็จกับ Google

ในประเทศเกาหลีนั้น มันค่อนข้างเป็นการผสมผสานระหว่างการโฆษณาแบบจ่ายต่อคลิก และการจ่ายต่อเวลาควบคู่ไปกับการโปรโมตใน Knowledge In ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของบล็อก ข่าว รูปภาพ วิดีโอและผลลัพธ์ประเภทอื่น ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่แตกต่างจากการทำ SEO ในแบบของ Google ในที่อื่น ๆ ทั่วโลก

บทสรุป

ต้องบอกว่าอุตสาหกรรมการค้นหาของเกาหลีนั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจมาก ๆ ที่ Google ไม่สามารถที่จะครองตลาดแบบเบ็ดเสร็จเหมือนที่อื่น ๆ ในโลกได้ มันมาจากรากฐานทางวัฒนธรรม ความเป็นชาตินิยม และอีกหลาย ๆ อย่างที่เราได้เห็นศักยภาพของบริการ หรือ ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จากประเทศนี้ สามารถต่อสู้ในระดับโลกได้

สำหรับ ตัวผมเอง ถ้าถามว่าชาติไหนเจ๋งที่สุด ก็ต้องบอกว่า เกาหลีอยู่ในลำดับต้น ๆ เพราะพวกเค้าต้องต่อสู้มาตั้งแต่ความยากลำบาก ในระดับประเทศที่ยากจนข้นแค้น หลังจบสงคราม ก่อสร้างประเทศ สร้างผลิตภัณฑ์ และบริการต่าง ๆ ที่มีคุณภาพแข่งขันได้ในระดับโลก

ซึ่งทั้งที่ประเทศพวกเขานั้นไม่ได้มีประชากรมากมาย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์และใช้ Economy of scale เอาชนะคู่แข่งได้ง่ายกว่า แต่เกาหลีเป็นประเทศเล็ก ๆ และคิดใหญ่ ทำใหญ่ และทำมันออกมาได้ดีมาก ๆ ในหลากหลายสินค้าและบริการ และตัวอย่างหนึ่งก็คือสิ่งที่ Naver ทำได้สำเร็จกับตลาด Search Engine ที่สามารถเอาชนะยักษ์ใหญ่อย่าง Google ได้นั่นเองครับ

–> อ่าน Blog Series : Rise of South Korea

References : https://www.theegg.com/sem/korea/paid-search-in-korea-naver-ads-vs-google-ads/
https://www.minttwist.com/blog/google-vs-naver-googles-struggles-south-korea-focus/
https://www.twinword.com/blog/4-reasons-why-seo-in-korea-is-difficult/

Apple ยุคใหม่กับการบริหารซัพพลายเชนระดับเทพของชายที่ชื่อ Tim Cook

ในปี 1998 Steve Jobs กำลังประสบปัญหาร้ายแรงที่สุด บริษัทที่เขาก่อตั้งเมื่อยี่สิบปีก่อนหน้านั้นกำลังจะถึงคราวล่มสลาย ด้วย ผลิตภัณฑ์ที่ล้มเหลว, และการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดอย่างต่อเนื่อง จน Apple แทบจะไม่มีเหลือที่ยืนบนตลาดคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล

แม้ Jobs ได้กลับมาเป็นผู้นำของ บริษัท เขาค่อย ๆ จ้องมองที่เรือที่กำลังจะจมอย่างไม่หยุดยั้งโดยมุ่งเน้นไปที่การออกแบบ และการใช้งาน แต่ระบบการผลิตและซัพพลายเชนของ บริษัท นั้นยุ่งเหยิงเกินกว่าความสามารถของเขา และเขาไม่สามารถเห็นวิธีการที่จะแก้ไขมันได้เลย

ดังนั้นเขาจึงหันไปหา Tim Cook ผู้มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ 16 ปีด้วยความมุ่งมั่นอย่างจริงจังในการจัดการห่วงโซ่อุปทาน Cook เป็นคนบ้างานที่รักความสงบ และอารมณ์ดี

Cook ได้มาทำหน้าที่ใหม่ด้วยการเจรจาข้อตกลงด้านนวัตกรรมกับผู้ผลิตที่ทำสัญญาในจีนและที่อื่น ๆ ที่จะดึง Apple ออกจากธุรกิจการผลิต 

Tim Cook บุกจีนเจรจาต่อรองที่ส่งผลต่อธุรกิจ Apple เป็นอย่างมาก
Tim Cook บุกจีนเจรจาต่อรองที่ส่งผลต่อธุรกิจ Apple เป็นอย่างมาก

และเมื่อ Cook เข้ามา Apple ก็เริ่มมียอดขายที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีเงินสดสำรองที่หลายบริษัทรู้สึกอิจฉา ซึ่งส่งผลดีต่อเหล่าซัพพลายเออร์ที่ทำสัญญากับ Apple ที่ต้องการกระแสเงินสดที่มั่นคงเหนือสิ่งอื่นใดเพื่อป้องกันความไม่แน่นอน 

เมื่อรู้สิ่งนี้ Cook ได้แลกเปลี่ยนสัญญาระยะยาวที่มีกำไรกับผู้ผลิตที่ทำให้ Apple สามารถควบคุมกระบวนการผลิตได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์ แม้แต่ในกรณีที่ Apple ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงเลยก็ตาม

Cook ลดจำนวนซัพพลายเออร์หลักลง 75% และเจรจาต่อรองขอให้บางรายย้ายเข้าไปใกล้โรงงานในเครือของ Apple เพื่อลดต้นทุนและจัดลำดับความสำคัญของพวกเขาให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นกับ Apple 

เหล่าผู้บริหารระดับสูงที่เป็นลูกน้องของ Cook หลายคน ตกตะลึงกับความสามารถของ Cook ที่เจรจาความสัมพันธ์ด้านซัพพลายเชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อ Apple โดยหนึ่งในรองประธานฝ่ายวิศวกรรม ได้กล่าวว่า “เมื่อผมอยู่ที่นั่น Cook ได้ตัดสินใจในสิ่งที่เราต้องการและมันเป็นหน้าที่ของการจัดการผลิตภัณฑ์และการจัดการอุปทานเพื่อให้ได้มัน มันแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในลำดับความสำคัญทั้งหมดที่มีต่อกระบวนการผลิตของ Apple” การเปลี่ยนแปลงนี้ส่วนใหญ่เกิดจากการเจรจาอย่างชาญฉลาดของ Tim Cook

ยกตัวอย่างเช่นในปี 2005 เมื่อ Apple เปิดตัว iPod Nano ที่ใช้หน่วยความจำแบบ Flash Cook ได้เตรียมความพร้อมกับแหล่งซัพพลายเออร์ของหน่วยความจำ Flash ของ Apple ไว้ที่ 1.25 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยเป็นการซื้อผลิตภัณฑ์จากคู่แข่งอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ Apple มีกำลังการผลิตที่พร้อมยาวนานถึง 5 ปี

Ipod Nano ที่ต้องเปลี่ยนมาใช้หน่วยความจำแบบ Flash
Ipod Nano ที่ต้องเปลี่ยนมาใช้หน่วยความจำแบบ Flash

อีกหนึ่งกรณีที่น่าสนใจก็คือ เมื่อนักออกแบบของ Apple ต้องการติดตั้งไฟสีเขียวเพื่อแสดงเมื่อมีเปิดกล้องของ Notebook รุ่นใหม่ ซึ่งพวกเขาต้องการเลเซอร์จำนวนหนึ่ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 250,000 ดอลลาร์ในการตัดรูขนาดเล็กในปลอกอลูมิเนียมของคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการผลิต

Cook ได้เจรจาต่อรองข้อตกลงพิเศษกับซัพพลายเออร์และไปซื้อเลเซอร์หลายร้อยชิ้นซึ่งทำให้เหล่าซัพพลายเออร์นั้นมีความพึงพอใจ ในขณะที่ยังคงรักษาการออกแบบที่สำคัญ และจัดการซัพพลายเชนของ Apple ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดอีกครั้ง

จากนั้น Cook ได้เห็นว่าสินค้าคงคลังสูญเสียมูลค่าระหว่าง 1-2% ของมูลค่าในแต่ละสัปดาห์และเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัท  Cook แก้ปัญหาโดยใช้ประโยชน์จากห่วงโซ่อุปทานของเขาและทำให้การผลิตของ Apple คล่องตัวขึ้น จนถึงจุดที่สินค้าถูกส่งโดยตรงจากโรงงานไปยังผู้บริโภคได้แบบทันทีทันใด

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น Cook เริ่มเรียกร้องให้มีการป้อนข้อมูลในการออกแบบส่วนประกอบ เช่นการ์ดหน่วยความจำแฟลช ชิปเซ็ต และเคสคอมพิวเตอร์ที่โดยทั่วไปแล้วคู่ค้าของ Apple นั้นมักจะได้รับการปฏิบัติเหมือนสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีการเจรจาต่อรองกันอย่างมาก 

ซึ่งผลที่ตามมาคือการเจรจาต่อรองกับซัพพลายเออร์กลายเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่ Tim Cook สามารถใช้เพื่อแยกความแตกต่างระหว่างผลิตภัณฑ์ของ Apple กับคู่แข่ง และสามารถเพิ่มกำไรที่สูงขึ้นให้กับ Apple ได้ในท้ายที่สุดนั่นเอง 

Cook มองเห็นสิ่งต่าง ๆ เร็วกว่า ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ Apple แค่เพียงความงามเรื่องการ Design นั้นไม่ได้ตอบโจทย์ทางธุรกิจได้ทั้งหมด แต่การสามารถส่งมอบได้ตรงเวลาและในราคาที่แข่งขันได้ต่างหาก คือ รากฐานที่สำคัญที่สุดของ Apple ยุคใหม่นั่นเองครับ เพราะฉะนั้นจึงไม่ต้องแปลกใจเลย ที่ว่า ทำไม Steve Jobs ถึงมอบความไว้วางใจสูงสุดให้กับชายคนนี้นั่นเองครับผม

–> อ่าน Blog Series : ประวัติ Tim Cook

References : https://www.everythingsupplychain.com/apple-ceo-tim-cook-supply-chain-guru/
https://www.tradegecko.com/blog/supply-chain-management/apple-the-best-supply-chain-in-the-world
https://www.cips.org/supply-management/analysis/2016/february/tim-cook-the-cool-customer-behind-apples-supply-chain-success/

การปรับตัวที่ช้าไป กับความยิ่งใหญ่ที่กลายเป็นอดีตของ MSN Messenger

เริ่มแรกที่เรารู้จัก MSN Messenger นั้นต้องนับย้อนไปตั้งแต่การก่อตั้งขึ้นในปี 1999 และ ในภายหลังได้ถูกแปรเปลี่ยนมาเป็น Windows Live Messenger ซึ่งอดีตยักษ์ใหญ่แห่งบริการส่งข้อความถูกปิดฉากบริการไปในวันที่ 31 ตุลาคม 2014 และ คุณอาจสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น?

MSN Messenger ได้แข่งขันกับยักษ์ใหญ่ด้านการส่งข้อความอื่น ๆ ในยุคบุกเบิก ซึ่งได้แก่ ICQ, AOL AIM และ Yahoo!  ซึ่งในช่วงปี 1990 เป็นบริการแรกที่ให้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในบ้านอเมริกันเริ่มปรากฏขึ้นมา

ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 และในช่วงกลางของการเปิดตัว Windows 95 ไมโครซอฟท์เผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ครั้งแรกนั่นคือกระแสความนิยมของอินเทอร์เน็ตในบ้าน 

ยักษ์ใหญ่แห่ง Redmond กำลังจะปล่อยระบบปฏิบัติการใหม่อย่าง Windows 95 และในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านั้น Bill Gates ได้ส่งบันทึกให้ทีมผู้บริหารของเขาซึ่งกลายเป็นเอกสารที่มีความหมายมากสำหรับสถานการณ์ของ Microsoft ในขณะนั้น

เอกสารดังกล่าวมีชื่อว่า“ The Tidal Wave” ที่กล่าวถึง ความสำคัญของการพัฒนาอินเทอร์เน็ตสำหรับบริษัทในยุคต่อไป

ใจความสำคัญของเอกสารก็คือ Bill Gates ให้ความสำคัญสูงสุดกับอินเทอร์เน็ต ในบันทึกนี้ Gates ต้องการทำให้ชัดเจนว่าการให้ความสำคัญกับอินเทอร์เน็ตเป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจของ Microsoft ในทุก ๆ ส่วน อินเทอร์เน็ตเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ IBM เปิดตัวพีซีเครื่องแรกในปี 1981 มันสำคัญยิ่งกว่าการมาถึงของส่วนต่อประสานกราฟิกผู้ใช้ (GUI)

Gates ตกใจกับภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตที่มีต่อธุรกิจของเขา เขาพิจารณาว่า Microsoft ยังไม่พร้อมสำหรับการมาถึงของอินเทอร์เน็ต และซอฟต์แวร์หลักของ Microsoft ในยุคนั้น ซึ่งก็คือ Internet Explorer และ MSN ยังไม่พร้อมให้บริการ แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็สามารถดันมันออกมาได้พร้อมกับ Windows 95 ในวันเปิดตัวได้แบบฉิวเฉียด

ในเวลานั้นอินเทอร์เน็ตถูกลดขนาดให้เหมาะกับสิ่งที่ บริษัท อย่าง AOL หรือ Microsoft ที่มี MSN เสนอบนพอร์ทัลของพวกเขา การรวม MSN ใน Windows 95 เป็นการกระทำที่นำปัญหาทางกฎหมายมาสู่ Microsoft เนื่องจากคู่แข่งกล่าวหาว่าเขากำลังผูกขาดตลาดในทางที่ผิด

AOL (America OnLine) เป็นรายแรกที่เปิดตัวบริการ AIM (AOL Instant Messenger) ในปี 1997 ซึ่งทันทีที่ผู้ใช้เริ่มเข้ามาใช้บริการนี้ มันเป็นวิธีที่จะหลบหนีจากการถูกเฝ้าดู โดยผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตของพวกเขา 

เนื่องจากความนิยมของคู่แข่ง Microsoft จึงเปิดตัว Client การส่งข้อความของตัวเองในปี 1999 MSN Messenger ถือกำเนิดขึ้นเป็นบริการรายแรกที่มีรายชื่อผู้ติดต่อ และบริการส่งข้อความผ่านออนไลน์

ตั้งแต่ต้น MSN Messenger ต้องการเสนอความเป็นไปได้ในการแชทกับผู้ใช้บริการส่งข้อความอื่น ๆ เช่นกัน ดังนั้นเมื่อมีการเปิดตัว พวกเขาก็ได้ทำให้มันสามารถเข้ากันได้กับเครือข่ายของ AIM ซึ่งทำให้ AOL ไม่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง จึงเป็นที่มาของการเริ่มเปิดสงครามระหว่างบริการทั้งสอง

เมื่อใดก็ตามที่ Microsoft เปิดใช้งานการสื่อสารนี้ AIM จะแก้ไขรหัสเพื่อยืนยันว่าลูกค้าสื่อสารกับลูกค้า AIM เท่านั้น และ block บริการจากทางฝั่งของ MSN Messenger  ซึ่งในที่สุด Microsoft ได้ละทิ้งในความพยายามที่จะเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ของ AIM

ทุกคนที่เป็นวัยรุ่นในช่วงยุคทองของ MSN Messenger จะจดจำความสำคัญของโปรแกรมนี้ ทันทีที่คุณกลับถึงบ้านคุณจะนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แล้วเปิดโปรแกรมแชทกับเพื่อนที่โรงเรียนด้วย “ Messenger” แทนที่การโทรไปยังโทรศัพท์พื้นฐานซึ่ง MSN Messenger นั้นจะให้ความเป็นส่วนตัวมากกว่า

MSN Messenger ที่เป็นที่นิยมสำหรับวัยรุ่นมาก ๆ ในยุคนั้น
MSN Messenger ที่เป็นที่นิยมสำหรับวัยรุ่นมาก ๆ ในยุคนั้น

MSN Messenger เริ่มที่จะรวมฟังก์ชั่นการใช้งานซึ่งเป็นพื้นฐานของเครือข่ายสังคมออนไลน์ ผู้ใช้แต่ละคนมีแถบสถานะที่เขาสามารถแสดงข้อความส่วนตัวได้ มันเป็นต้นแบบสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ Facebook ประสบความสำเร็จในทุกวันนี้

นอกจากนี้ปุ่มสถานะยังได้รับความนิยมอย่างมากซึ่งคุณสามารถบอกผู้ติดต่อของคุณได้อย่างรวดเร็วว่า คุณว่าง ไม่ว่าง หรือออฟไลน์อยู่ หรือการตั้งค่าให้มองไม่เห็น ดังนั้นไม่มีใครจะรบกวนคุณได้ผ่าน MSN Messenger 

ฟังก์ชั่นนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจนมีการสร้างเว็บไซต์ที่อนุญาตให้รู้สถานะของผู้ใช้แต่ละรายหากมีอีเมลของเขา หรือแม้กระทั่งรู้ว่าเพื่อนมีการบล็อกคุณหรือไม่

เมื่อถึงสิ้นปี 2005 MSN Messenger ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น Windows Live Messenger การเติบโตอย่างรวดเร็วของบริการรับส่งข้อความโดยเฉพาะตลาดนอกสหรัฐฯที่ AIM ยังคงเป็นผู้นำ และจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการขยายบริการนี้อย่างรวดเร็วมาก ๆ จนทำให้บริษัท Tencent ตัดสินใจที่จะสร้างบริการส่งข้อความ QQ ของตัวเองออกมา

บริการส่งข้อความมีการแข่งขันกันอย่างหนักหน่วง : เพื่อรักษาการพัฒนาของบริการให้ดียิ่งขึ้น จึงมีค่าใช้จ่ายสูงในการบำรุงรักษา แต่ในตอนนั้นมันยังไม่สามารถสร้างรายได้ด้วยตัวเอง และนั่นคือในยุคที่บริการส่งข้อความเป็นเพียงแค่ตัวช่วย ให้สมาชิกของบริการอินเทอร์เน็ตภายในพอร์ทัลของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น พวกเขาไม่ได้มองถึง Business Model แบบอื่น ๆ เหมือนอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

Business Model ที่เพียงแค่เพิ่มฐานสมาชิกในเว๊บพอร์ทัลหลักเท่านั้น
Business Model ที่เพียงแค่เพิ่มฐานสมาชิกในเว๊บพอร์ทัลหลักเท่านั้น

เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนมิถุนายน 2009 MSN Messenger ก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุด มีผู้ใช้งานถึง 330 ล้านคนต่อเดือน แต่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อเรากำลังเข้าสู่ยุคสมาร์ทโฟน

แนวคิดเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้นกำลังเข้ามากลืนกิน เครือข่ายการส่งข้อความ เช่น Windows Live Messenger ซึ่งจากเครือข่ายผู้ติดต่อกับความสามารถในการส่งภาพถ่ายและข้อความ แน่นอนว่า Facebook ไม่ใช่เครือข่ายโซเชียลแรกที่เปิดตัว แต่เป็นบริการแรกที่ทำได้ดี และเข้าใจถึงเรื่องเครือข่ายสังคมอย่างแท้จริง

เมื่อเครือข่ายโซเชียลของ Mark Zuckerberg คลายข้อจำกัดลง จากเดิมที่ Focus แค่กลุ่มผู้ใช้งานมหาลัย หลังจากเปิดให้ใช้งานกับกลุ่มผู้ใช้อื่น ๆ แบบอิสระมากขึ้น ก็ทำให้ผู้ใช้ส่วนใหญ่เริ่มที่จะหนีออกจาก MSN Messenger มากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ที่แท้จริงอย่าง Facebook 

แต่สิ่งที่ทำให้ Windows Live Messenger ต้องจบชะตากรรมไป คือ การเกิดขึ้นของสมาร์ทโฟน แม้ว่า Microsoft จะไม่พลาดในคลื่นลูกใหม่นี้ และพยายามผลักดัน Windows Live Messenger ไปในทุก ๆ แพล็ตฟอร์มในยุคนั้นไม่ว่าจะเป็น BlackBerry OS, Xbox 360, iOS, Java ME, S60 และแม้แต่ Zune HD ของ Microsoft เอง แต่ดูเหมือนมันไม่ได้ช่วยอะไรมากนัก

คู่แข่งอย่าง BlackBerry Messenger กลายเป็นผู้บุกเบิกในการส่งข้อความมือถือ แต่มันเป็นเช่นนั้นได้เพียงไม่นาน จนกระทั่งการปรากฏตัวขึ้นของ iPhone ในเดือนมกราคม 2007 การเปิดตัว App Store ในปี 2008 และความนิยมของ Android จากปี 2010 ทำให้ Windows Live Messenger ได้รับผลกระทบอย่างหนักมาก ๆ

Blackberry Messenger ที่กลายเป็นบริการยอดฮิตแรกในยุคของสมา์ทโฟน
Blackberry Messenger ที่กลายเป็นบริการยอดฮิตแรกในยุคของสมา์ทโฟน

การล่มสลายของ Messenger สามารถตีความได้ว่าเป็นตัวบ่งชี้ถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นภายหลังในตลาดพีซี 

เมื่อสถานการณ์ตลาดพีซีในขณะนั้นยอดขายกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นการล่มสลายของ Windows Live Messenger เป็นเหมือนสัญญาณเตือน ที่กำลังบ่งชี้ว่าสมาร์ทโฟนกำลังจะกลายเป็นอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบเพื่อแทนที่การส่งข้อความแบบเดิม ๆ ผ่านพีซี นั่นเอง

สมาร์ทโฟนถือเป็นการปฏิวัติชนิดหนึ่ง มีบริษัทใหม่ ๆ ที่เริ่มสร้างบริการส่งข้อความบนแพล็ตฟอร์ม สมาร์ทโฟน ไม่วาจะเป็น  WhatsApp, Telegram, Facebook Messenger, Line, WeChat และดูเหมือนว่าพวกเขาก็เข้าใจ Ecosystem ใน สมาร์ทโฟน ได้ดีกว่าที่ Microsoft สามารถเข้าใจได้ในยุคนั้น

Messenger ไม่สามารถกู้คืนสถานการณ์ที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่องของยุค Post-PC และในท้ายที่สุด ในช่วงปลายปี 2012 ไมโครซอฟท์ประกาศการรวมบริการ Windows Live Messenger กับ Skype ในช่วงสิ้นปี 2013 ถือเป็นเป็นการสิ้นสุดอดีตที่ยิ่งใหญ่ของ Windows Live Messenger ไปในท้ายที่สุด

ต้องบอกว่าถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สนใจของการไม่สามารถปรับตัวได้ เมื่อธุรกิจถูก Disrupt ซึ่งในยุคนั้น ก็คือการเปลี่ยนผ่านจากยุค PC ไปยังยุคของ Smartphone ที่ดูเหมือน Microsoft นั้นจะปรับตัวช้าเกินไป ทั้งที่บริการอย่าง Windows Live Messenger มีผู้ใช้งานสูงสุดถึงกว่า 300 ล้านคนในยุคนั้น

ซึ่งตัวอย่างดังกล่าว มันแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้จะเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่แค่ไหน มีเงินมากมายขนาดไหน แต่ในยุค Disruption นั้น การเคลื่อนตัวที่ช้า อาจจะส่งผลให้ธุรกิจถึงคราวล่มสลายได้ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเลยทีเดียว เหมือนอย่างที่เราได้เห็นบทเรียนจาก MSN Messenger ในบทความนี้นั่นเองครับผม

References : https://pandorafms.com/blog/what-happened-with-msn-messenger/
https://www.msnmessenger-download.com/rise-and-fall-msn-messenger
https://www.theverge.com/2014/8/29/6082199/msn-messenger-shutting-down-15-years-history
https://community.plus.net/t5/Plusnet-Blogs/The-Rise-and-Demise-of-MSN-Messenger/ba-p/1322022

Tadao Kashio หนึ่งในสุดยอดนักประดิษฐ์ของญี่ปุ่นผู้ก่อตั้ง Casio Computer

ในยุคปี 1970 และ 80 แบรนด์ที่อยู่ในไฮไลท์ สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ คือ Casio ไม่ว่าจะเป็น เครื่องคิดเลขวิทยาศาสตร์ เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ นาฬิกาดิจิตอล ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ผลิตโดยบริษัทแห่งนี้เป็นหลักแทบจะทั้งสิ้น

แม้กระทั่งทุกวันนี้ Casio ก็เป็นชื่อที่พบบ่อยที่สุดใน บริษัท เครื่องใช้ไฟฟ้า ต้องบอกว่าเกือบ 90% ของนักศึกษาวิศวกรรมใช้เครื่องคิดเลขของ Casio และนั่นคือวิธีที่พวกเราส่วนใหญ่รู้จักชื่อนี้ 

Casio Computer ก่อตั้งขึ้นโดย Tadao Kashio ในปี 1946 เป็นบริษัทญี่ปุ่นที่ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์เชิงพาณิชย์ ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ชิบุยะ ใจกลางกรุงโตเกียว เมืองหลวงของประเทศญี่ปุ่น 

ผลิตภัณฑ์ของ Casio นั้นรวมถึงเครื่องคิดเลข โทรศัพท์มือถือ นาฬิกาดิจิตอล เครื่องดนตรี ในปี 1957 บริษัทได้ทำการเปิดตัวเครื่องคิดเลขไฟฟ้าขนาดกะทัดรัดเครื่องแรกของโลก

สำหรับ Tadao Kashio นั้นเกิดในครอบครัวธรรมดา ๆ ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 1917 Tadao มีวัยเด็กที่ลำบาก ยากเข็ญมาก ๆ  เขาได้เห็นวันที่เลวร้ายที่สุดในช่วงปีแรก ๆ ของชีวิตของเขา

แต่สภาพความเป็นอยู่ของเขานั้น ไม่ได้ขัดขวางเขาจากความเป็นเลิศทางด้านวิชาการ Tadao เป็นนักเรียนที่ดีที่สุดในชั้นเรียนของเขา เขาเข้าร่วม บริษัทผลิตกระป๋องน้ำมันรีไซเคิล หลังจากสำเร็จการศึกษาในชั้นมัธยม 

ต่อมาเขาเข้าร่วม บริษัท ที่ทำโรงงานผลิตเหรียญกล้าหาญให้กับเหล่าทหาร ที่ไปออกรบในสงครามโลกครั้งที่ 2  เขาทำงานเป็น ช่างกลึง และไม่เคยล้มเหลวในการสร้างความประทับใจให้ผู้จัดการของเขาด้วยทักษะของเขา 

ทำให้ในท้ายที่สุด ผู้จัดการโรงงานก็สนับสนุนให้เขาได้ไปศึกษาต่อและขอให้เขาเข้าเรียนในโรงเรียนของคนงานของวาเซดะ (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยวาเซดะ) เขามีโอกาสเพิ่มพูนความรู้ระดับมืออาชีพของเขาที่นั่น และที่นี่เองที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิตของเขาด้วยความรู้ที่เขาได้รับจากวิทยาลัยวาเซดะ

หลังจากนั้นเขาก็กลับมาช่วยงานที่โรงงาน และแสดงให้เห็นถึงความเป็นเลิศของเขาอีกครั้ง และยังคงสร้างความประทับใจให้กับผู้จัดการของเขา หลังจากได้รับประสบการณ์ในด้านต่าง ๆ เขาได้เริ่มประดิษฐ์ หม้อโคมไฟ เครื่องปั่นจักรยาน และกระทะ เขาเริ่มได้รับความนิยมอย่างมากในท้องถิ่นของเขา เนื่องจากเขาเริ่มได้รับสัญญาในการสร้างผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ

ในปี 1946 ญี่ปุ่นกำลังประสบกับความสูญเสียครั้งใหญ่ที่เกิดจากสงครามโลกครั้งที่สอง หลังจากสำเร็จการศึกษา Kashio ก็ได้เริ่มตั้ง บริษัทของตัวเขาเองเพื่อผลิตรีเลย์ไฟฟ้าอย่างง่าย 

บริษัท ที่ในตอนนั้นถูกเรียกว่า  Kashio Seisakujo มันดันกลายเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นบริษัท Casio ในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ เขาเริ่มธุรกิจนี้กับ Shigeru พ่อของเขา และพี่น้องสามคน – Kazuo, Toshio และ Yuki 

ผลิตภัณฑ์แรกของบริษัท คือ ท่อ Yubiwa ซึ่งมีไว้สำหรับเสียบบุหรี่ไว้กับนิ้ว ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับความนิยมจากผู้ใช้เพราะให้ความสะดวกสบายแก่พวกเขา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมีความตึงเครียดและความเครียดมากมายในญี่ปุ่นและนั่นเป็นสาเหตุที่การใช้บุหรี่เพิ่มขึ้นและผลิตภัณฑ์ตัวแรกของบริษัทก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

ท่อ Yobiwa กับผลิตภัณฑ์ตัวแรกของบริษัท
ท่อ Yobiwa กับผลิตภัณฑ์ตัวแรกของบริษัท

ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าครบวงจรตัวแรกของ บริษัท เปิดตัวในปี 1957 ซึ่งเป็นเครื่องคิดเลขไฟฟ้าขนาดกะทัดรัด พ่อของเขาเป็นประธานบริษัทจนถึงปี 1960 และต่อมา Tadao กลายได้มาเป็นประธานต่อจากพ่อเขา 

ด้วยความเป็นผู้นำของ Tadao ทำให้ Casio กลายเป็นที่รู้จักทั่วโลกในด้านผลิตภัณฑ์ เช่นนาฬิกาดิจิตอล เครื่องบันทึกเงินสด โทรทัศน์ และอุปกรณ์อื่น ๆ สำหรับธุรกิจและการใช้งานส่วนตัว ซึ่งทำให้บริษัทเติบโตจนกลายเป็นกิจการระดับโลกมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์โดยมีพนักงานหลายพันคนทั่วโลก

ในปี 1980 เครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่ราคาไม่แพงของ Casio และเครื่องดนตรีอย่างคีย์บอร์ดในบ้านที่มีราคาย่อมเยา ของ Casio ก็เริ่มมีชื่อเสียง หลังจากนั้น Casio ก็ได้ผลิตนาฬิกาข้อมือ และได้รับการยอมรับจากทั่วโลก เพราะเป็นหนึ่งในนาฬิกาดิจิตอลและอนาล็อกที่ดีที่สุด Casio เป็นบริษัทแรกที่ผลิตนาฬิกาที่แสดงเขตเวลาและอุณหภูมิ รวมถึง Casio ยังมีส่วนร่วมในการผลิตกล้องดิจิตอลในยุคบุกเบิกอีกด้วย

Tadao กับการพาบริษัทขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์
Tadao กับการพาบริษัทขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมด้านอิเล็กทรอนิกส์

Tadao ใช้เวลาตลอดชีวิตในฐานะประธานบริษัท Casio ในประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นเขาเป็นหนึ่งในนักอุตสาหกรรมที่โด่งดังที่สุด เพราะเขาก่อตั้งบริษัทไฟฟ้าเมื่อญี่ปุ่นอยู่ในจุดต่ำสุดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

และบริษัทของเขานี่เองที่เป็นหนึ่งในผู้กอบกู้เศรษฐกิจญี่ปุ่นให้ฟื้นตัวขึ้นมาได้สำเร็จ หลังการพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง และทำให้ญี่ปุ่นก้าวขึ้นมาเป็นชาติมหาอำนาจโดยเฉพาะทางด้านอุตสาหกรรมอย่างที่เราได้เห็นในทุกวันนี้

Casio เป็นผลมาจากความพยายามอันยิ่งใหญ่ของ Tadao แม้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในชีวิตและประเทศของเขา ปัจจุบัน Casio ได้กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก ที่ขายเครื่องคิดเลข นาฬิกา และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ประเภทอื่น ๆ 

ซึ่งเรื่องราวของ Tadao และ Casio นั้น สอนให้เราได้รู้ว่า ไม่ใช่สถานการณ์ที่กำหนดความสำเร็จของคุณ แต่เป็นความมุ่งมั่นและพลังของคุณต่างหากที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้แบบที่ Tadao ทำให้เราเห็นแล้วนั่นเองครับ

References : https://astrumpeople.com/tadao-kashio-biography/
https://www.independent.co.uk/news/people/obituary-tadao-kashio-1496820.html
https://www.nytimes.com/1993/03/06/world/tadao-kashio-75-co-founded-and-led-casio-computer-co.html
https://astrumpeople.com/tadao-kashio-biography/


Fair Harbor กับการเริ่มต้นด้วยทุน 20,000 เหรียญสู่ธุรกิจชุดว่ายน้ำทำจากขวดพลาสติกรีไซเคิล

Jake Danehy อายุ 26 ปีและน้องสาวของเขา Caroline วัย 23 ปี ที่เติบโตขึ้นมาในเมืองพักผ่อนเมืองเล็ก ๆ แห่ง Fair Harbor ใน นิวยอร์ก Jake กล่าวว่าในวัยเด็กว่าเขาและน้องสาวของเขาไม่เคยคิดเลยว่าขยะพลาสติกจำนวนมากมายมหาศาลจะถูกพัดพาขึ้นมาบนฝั่ง

ซึ่งกว่าเขาจะรู้ความจริงก็เมื่อตอนที่ Jake จบการศึกษาด้านภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอลเกต และเรียนรู้เกี่ยวกับกระแสน้ำในมหาสมุทรและอุตุนิยมวิทยาโลกซึ่งเขาเริ่มที่จะพิจารณาเวลาที่เขาใช้ใน Fair Harbor

“ผมใช้เวลาตลอดทั้งปีมองถึงปัญหาใหม่ ๆ ของขยะพลาสติก และผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมของเรา” เขากล่าว “ผมหันไปหา Caroline ซึ่งผมเป็นรุ่นพี่ของเธอในโรงเรียนมัธยมในเวลานั้น และก็คิดว่าพวกเราต้องทำอะไรซักอย่าง” 

ดังนั้นในปี 2014 สองพี่น้องจึงได้ร่วมกันก่อตั้ง Fair Harbor: บริษัท ที่ได้รับการตั้งชื่อตามเมืองตากอากาศสุดโปรดของพวกเขาที่ทำการผลิตชุดว่ายน้ำจากขวดพลาสติกรีไซเคิลซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความคิดริเริ่มเพื่อลดขยะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว 

ตั้งชื่อตามเมืองตากอากาศสุดโปรดของพวกเขา
ตั้งชื่อตามเมืองตากอากาศสุดโปรดของพวกเขา

โดย Caroline ผู้ซึ่งมีความสนใจด้านแฟชั่นอยู่ก่อนแล้วนั้น ก็ได้เริ่มศึกษาภูมิศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยคอลเกตด้วยเช่นกัน สองพี่น้องได้เข้าร่วมการแข่งขันจำลอง “Shark Tank” ของมหาวิทยาลัยที่มีคนดังอย่าง Jessica Alba, Jennifer Hyman, MC Hammer, Dave Fiago และ Neil Blumenthal จาก Warby Parker มาร่วมกันตัดสินโครงการของนักเรียนเกือบ 2,000 คน

ซึ่ง Jake และ Caroline นำ Fair Harbour เอาชนะการแข่งขัน และรับรางวัลใหญ่: 20,000 เหรียญสหรัฐ  จากนั้นองค์กรแฟชั่นใหม่ที่ไม่เหมือนใครก็ได้ถือกำเนิดขึ้น

เป้าหมายของ Fair Harbor  คือการช่วยลดปัญหาขยะมูลค่า 2.5 พันล้านปอนด์ 

หลังจาก Jake และ Caroline ได้รับเงินทุนพวกเขารีบลุยกับ บริษัทใหม่ของพวกเขาอย่างรวดเร็ว ทั้งคู่มีการระดมทุนรอบแรกโดยส่วนตัวผ่านเพื่อน ๆ และครอบครัวและเริ่มทำ Prototype โดยหวังว่าจะได้รับคำตอบเกี่ยวกับแบรนด์ที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้นของพวกเขา 

พวกเขาพยายามพูดคุยกับลูกค้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และภารกิจของ Fair Harbor สิ่งนี้ Caroline อธิบายว่าเป็นวิธีที่พวกเขาทำการวิจัยตลาดและท้ายที่สุดพวกเขาก็สร้างผลิตภัณฑ์ตามความคิดเห็นของลูกค้าออกมา

อุตสาหกรรมแฟชั่นกำลังเผชิญกับปัญหาความยั่งยืนและพยายามหาวิธีที่จะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา 

ตามที่รายงานก่อนหน้านี้ของ Business Insider อุตสาหกรรมแฟชั่นทั้งหมด มีการผลิตเสื้อผ้าใหม่มากกว่า 150 ล้านชิ้นในแต่ละปี และเกือบ 2.5 พันล้านปอนด์เป็นมูลค่าของเสื้อผ้าที่ใช้แล้ว และในที่สุด 87% ของผลิตภัณฑ์สิ่งทอทั้งหมดจะสิ้นสุดลงที่หลุมฝังกลบในทุก ๆ ปี

มูลนิธิ Ellen MacArthur ที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 ได้กล่าวว่า อุตสาหกรรมแฟชั่นปล่อยมลพิษ Co2 เกือบเท่าอุตสาหกรรมยานยนต์ 1.2 พันล้านเมตริกตัน (1.3 พันล้านตัน)  

แฟชั่นยังเป็นผู้ก่อมลพิษทางน้ำที่ใหญ่เป็นอันดับสอง รวมถึงน้ำเสีย 20% ของโลกมาจากการย้อมผ้า มูลนิธิ Ellen MacArthur พบว่าอุตสาหกรรมทิ้งเกือบครึ่งล้านตันของพลาสติก microfibers ลงไปในมหาสมุทรในแต่ละปี ซึ่งเทียบเท่าจำนวนขวดพลาสติก 50,000,000,000 ขวด 

“ เรารีไซเคิลขวดพลาสติกกว่า 2.5 ล้านขวดและปีหน้าเราจะทำมากกว่า 3 ล้านขวด Caroline บอกกับ Business Insider โดยพวกเขานั้นได้รับขวดพลาสติกจากโรงงานรีไซเคิลทั่วโลก “เรากำลังนำพลาสติกเหล่านี้กลับมาผลิตกางเกงขาสั้นของเราเพื่อให้พวกมันกลับมีชีวิตอีกครั้งผ่านการรีไซเคิล”

สองพี่น้องรับขวดรีไซเคิลจากโรงงานทั่วโลกมาผลิตสินค้า
สองพี่น้องรับขวดรีไซเคิลจากโรงงานทั่วโลกมาผลิตสินค้า

Fair Harbour กับอุตสาหกรรมแฟชั่นแห่งความยั่งยืน 

เมื่อปีที่แล้วทั้งคู่เปิดตัว Round Trip Initiative ที่พวกเขาใช้ชุดว่ายน้ำเก่าจากลูกค้าของพวกเขา และให้รหัสส่วนลดสำหรับการซื้อ Fair Harbor ในครั้งถัดไป 

โดยความคิดริเริ่มนี้คล้ายกับโครงการรีไซเคิลผ้าเดนิมของ Madewell มีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ลูกค้าทิ้งเสื้อผ้าเก่า ๆ ลงในถังขยะซึ่งสุดท้ายมันไปจะสิ้นสุดในหลุมฝังกลบขยะและเพิ่มมลพิษให้กับโลกของเรา

สองพี่น้องยังเป็นเจ้าภาพในการทำความสะอาดชายหาดโดยมีเป้าหมายเพื่อนำชุมชนมารวมกันเพื่อให้พวกเขาสามารถสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความสำคัญของการลดขยะในมหาสมุทร

“เราเชื่อในความคืบหน้าไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ” Caroline กล่าว “การเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ สามารถส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่ออุตสาหกรรมทั้งหมด และเป็นวิธีการที่ บริษัท ต่างๆ จะเข้าหาความยั่งยืน”

Fair Harbour ใช้เวลาห้าปีที่ผ่านมา ทั้งสองพี่น้องได้ช่วยกันขยายธุรกิจและเปิดร้านค้าป๊อปอัพสโตร์ ทั่วประเทศโดยมีรายงานการเติบโตด้านยอดขายปีละกว่า 1,000%

ทั้งคู่ขยายธุรกิจโดยเปิดสโตร์ไปยังทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว
ทั้งคู่ขยายธุรกิจโดยเปิดสโตร์ไปยังทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว

“มันต้องใช้ความพยายามอย่างมาก” Caroline กล่าว “ เราโชคดีที่ได้อยู่ด้วยกันเราพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันอย่างแน่นอนการเป็นพี่น้องมันเป็นหุ้นส่วนที่เหลือเชื่อ” 

ความหวังของ Fair Harbour คือ คู่แข่งอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมแฟชั่นจะรับรู้ถึงรูปแบบธุรกิจของพวกเขาในการเปลี่ยนความยั่งยืนให้กลายเป็นความสำคัญอย่างแท้จริงและไม่เพียงแต่เสนอความคิดริเริ่มแบบครั้งเดียวจบ หรือ ทำไปเพียงแค่เป็นการ CSR ให้กับบริษัทเท่านั้น แต่ทั้งสองพี่น้องพิสูจน์แล้วว่ามันสามารถกลายเป็นธุรกิจได้จริง ๆ นั่นเอง

References : https://www.barrons.com/articles/good-company-fair-harbor-aims-to-protect-the-worlds-oceans-by-making-swimsuits-out-of-plastic-bottles-01584037946
https://www.businessinsider.com/fair-harbor-sustainable-swimsuit-line-recycled-plastic-bottles-2020-06
https://www.cbsnews.com/news/fair-harbor-clothing-turns-plastic-bottles-into-swimwear/