David Baszucki ผู้ก่อตั้ง Roblox แพลตฟอร์มสร้างวีดีโอเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก

วีดีโอเกมเป็นหนึ่งในสิ่งที่คู่กับวัยเด็กของทุก ๆ คน แต่การสร้างเกมนั้นดูเหมือนจะเป็นวิธีการที่มีความซับซ้อน ซึ่งคงเป็นเรื่องดีถ้ามีแพลตฟอร์มที่ช่วยสร้างเกมด้วยวิธีง่าย ๆ ซึ่งนั่นเป็นจุดกำเนิดของ Roblox ที่ก่อตั้งโดย David Baszucki นักธุรกิจอินเทอร์เน็ตชาวอเมริกันในปี 2006

Baszucki เกิดเมื่อวันที่ 20 มกราคม ปี 1963 ในประเทศแคนาดา เขาจบการศึกษาระดับชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียน อีเด็นแพรี ในรัฐ มินนิโซตา และได้เข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในสาขา Computer Science และศึกษาต่อในปริญญาโทในด้านวิศวกรรมไฟฟ้า จนจบในปี 1985

เขาได้เริ่มต้นธุรกิจของตัวเองครั้งแรก หลังจากเรียนจบมา 4 ปี โดยในปี 1989 เขากับพี่ชายได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า ‘Knowledge Revolution’ โดยได้ออกผลิตภัณฑ์ตัวแรกก็คือ Interactive Physics เป็นแอปพลิเคชั่นที่ช่วยให้ผู้ใช้เรียนรู้ฟิสิกส์

ถัดจากนั้นอีก 1 ปี ได้เปิดตัว ‘Working Model’ ซึ่งเป็นแอปพลิเคชั่น อีกตัวที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ ฟิสิกส์เชิงกล ได้ และได้เริ่มสร้างแอปการศึกษาที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น จนในที่สุดก็ถูกซื้อกิจการโดยบริษัท MSC Software ในปี 1998

โดยหลังจากที่ถูกซื้อกิจการ Baszucki ได้เข้าร่วมกับ MSC Software ในฐานะรองประธานของบริษัท และอยู่ต่อที่ MSC อีกสองปี จนถึง ปี 2000 เขาก็ได้ออกมาเพื่อเริ่มต้นธุรกิจใหม่อีกครั้ง

โดยเขาได้ตั้งบริษัทด้านการลงทุนที่มีชื่อว่า Baszucki & Associates และเขายังได้ไปจัดรายการวิทยุที่มีชื่อว่า KSCO Radio Santa Cruz ในช่วงตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึง กรกฏาคมปี 2003 อีกด้วย

Baszucki ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จของการปฏิวัติในด้านความรู้และเรื่องของฟิสิกส์ที่เป็นที่นิยมเมื่อครั้งที่ประสบความสำเร็จกับ Knowledge Revolution ซึ่งนั่นเองทำให้เขาเริ่มโปรเจคใหม่ในปี 2004 โดย Baszucki ได้ทำการก่อตั้งบริษัท DynaBlocks ร่วมกับ Erik Cassel

Interactive Physics ต้นกำเนิดของ Roblox
Interactive Physics ต้นกำเนิดของ Roblox

ต่อมาในปี 2005 บริษัทได้เปลี่ยนโฉมให้กลายเป็น Roblox และได้ทำการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ และได้ผลิตเครื่องมือสร้างเกมที่มีชื่อว่า Roblox Studio ที่อนุญาตให้คนทั่วไปสามารถสร้างเกมและสร้างประสบการณ์การเล่นเกมบนแพลตฟอร์มได้ ผู้ใช้ยังสามารถเล่นเกมที่สร้างโดยนักพัฒนาคนอื่น ๆ บนแพลตฟอร์ม ในปี 2007 บริษัท ได้เปิดตัวสมาชิกระดับพรีเมียมคือ Builders Club ซึ่งมีการเสนอคุณสมบัติพิเศษให้กับสมาชิกเหล่านี้

แพลตฟอร์มดังกล่าวกลายเป็นสถานที่สำหรับเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ในการเล่นเกมใหม่ ๆ สำหรับวัยรุ่นและเด็กส่วนใหญ่ที่มาใช้งานแพลตฟอร์มนั้นมีอายุต่ำกว่า 13 ปี โดยในปี 2009 บริษัท ได้ระดมทุนจำนวน 2.2 ล้านเหรียญในการระดมทุนรูปแบบคราวด์ฟันดิ้ง ในปี 2011 บริษัท ได้เป็นเจ้าภาพ Hack Week ซึ่งเป็นกิจกรรมสำหรับนักพัฒนาที่นักพัฒนาเหล่านี้สามารถนำเสนอความคิดนอกกรอบบนแพลตฟอร์มของ Roblox ได้

บริษัท ได้เปิดตัวสกุลเงินเสมือนจริงของตัวเองชื่อว่า Robux ซึ่งจะทำให้ผู้เล่นสามารถที่จะใช้เพื่อซื้อเกมบนแพลตฟอร์มของ Roblox ได้

ในเดือนธันวาคม 2012 Roblox เปิดตัวแพลตฟอร์มเวอร์ชัน iOS รวมถึงมีแนวคิดในการพัฒนาแพลตฟอร์มการแลกเปลี่ยนสกุลเงินระบบ Developer Exchange ซึ่งผู้พัฒนาสามารถแลกเปลี่ยนสกุลเงินเสมือน Robux ได้แบบเรียลไทม์

ในปี 2015 Roblox ได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่และปรับปรุงรูปแบบการเล่มใหม่ ๆ สำหรับการพัฒนาเกม ‘Smooth Terrain’ หลังจากนั้นในปี 2016 บริษัทได้เปิดตัว Roblox VR สำหรับ Oculus Rift ที่สามารถใช้เล่นเกม 3D มากกว่าสิบล้านเกมบนแพลตฟอร์ม Roblox ได้

Roblox VR กับการนำเทคโนโลยี VR มาใช้กับเกม
Roblox VR กับการนำเทคโนโลยี VR มาใช้กับเกม

บริษัท ยังระดมทุนได้ถึง 92 ล้านดอลลาร์ในรอบการระดมทุนอีกครั้งนำโดย Meritech Capital Partners และ Index Ventures ในเดือนมีนาคม 2017

ในปี 2017 มีเหล่านักพัฒนาในแพลตฟอร์ม Roblox ทั้งหมด 2 ล้านคนและมีผู้เล่นมากกว่า 56 ล้านคนต่อเดือน สามารถทำรายได้ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ แพลตฟอร์มดังกล่าวช่วยให้วัยรุ่นหลายคนสามารถหารายได้มาช่วยเหลือค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในครอบครัวได้

ซึ่งมีนักพัฒนจำนวนมากที่ได้จ่ายค่าเล่าเรียนด้วยเงินที่หามาจากแพลตฟอร์มนี้ และนักพัฒนายังมีโอกาสที่จะทำเงินได้สูงถึงกว่า 50,000 ดอลลาร์ต่อเดือนผ่านทางแพลตฟอร์ม Roblox เรียกได้ว่าเป็นทั้งแหล่งเรียนรู้และสร้างรายได้ไปในตัวเลยทีเดียวสำหรับแพลตฟอร์ม Roblox

ในปี 2016 และ 2017 Roblox ถูกจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในบริษัทที่เติบโตเร็วที่สุดของอเมริกาจากการจัดอันดับของ Inc. 5000 นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลจาก ‘สมาคมพัฒนาเศรษฐกิจ (SAMCEDA) Award of Excellence’ ในปี 2017 อีกด้วย

Baszucki ยังได้รับรางวัลจำนวนมากจากผลงานการประดิษฐ์ของเขารวมถึง ‘San Mateo Visionary Hero Award’ สำหรับการมีส่วนร่วมของ Roblox ในเรื่องการศึกษาและการส่งเสริมให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาเรื่องการเขียนโปรแกรม และที่สำคัญเขายังได้รับการเสนอชื่อให้เป็นหนึ่งใน ‘100 ผู้ประกอบการที่น่าสนใจที่สุด’ โดย Goldman Sachs (2017-18) อีกด้วย ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมาก ๆ ของ David Baszucki ผู้ก่อตั้ง Roblox นั่นเองครับ

References : https://roblox.fandom.com/wiki/History_of_Roblox https://en.wikipedia.org/wiki/Roblox https://en.wikipedia.org/wiki/David_Baszucki https://venturebeat.com/2018/09/05/david-baszucki-interview-how-roblox-plans-to-outpace-the-growth-of-minecraft/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

HostGator กับ Web Hosting ระดับโลกที่ก่อกำเนิดขึ้นในหอพักมหาวิทยาลัย

ต้องบอกว่าธุรกิจ Web Hosting ถือเป็นธุรกิจที่มาแรงธุรกิจนึงในโลกอินเตอร์เน็ตเพราะการก่อเกิดของเว๊บไซต์ที่มีขึ้นมากมายอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบัน และอินเตอร์เน็ตกำลังเข้าถึงผู้ใช้งานทั่วโลก แต่การสร้างบริการ web hosting ที่มีคุณภาพก็ถือว่าไม่เป็นเรื่องง่ายเลย เหมือนอย่างที่ HostGator ทำได้สำเร็จ

สำหรับไอเดียของ HostGator นั้นเกิดขึ้นจาก Brent Oxley ในขณะที่เขาเรียนมหาวิทยาลัย Florida Atlantic University ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนั้นเป็นช่วงเวลาที่ Brent มีเวลาว่างในรอบหลาย ๆ ปี เขาจึงคิดที่จะสร้างธุรกิจอะไรซักอย่างขึ้นมา และด้วยทุนทรัพย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียง 1,000 ดอลลาร์เท่านั้น ทำให้เขาเลือกที่จะสร้างบริการ web hosting ขึ้นมา

เพราะมันสามารถใช้อินเตอร์เน็ตมาขยายกิจการของเขาได้และที่สำคัญ มันก็ไม่ได้ใช้ทุนมากมายนักในการเริ่มสร้าง web hosting เพื่อเปิดให้บริการให้กับลูกค้าจริง ๆ

และปัญหาแรกที่เขาต้องเจอก็คือการตั้งชื่อนั่นเอง ซึ่งเหมือนที่ทุก ๆ คนเจอในยุคหลัง ที่ชื่อบริการต่าง ๆ ที่มีชื่อเจ๋ง ๆ นั้นได้ถูกจับจองไปแทบจะหมดแล้ว เขาได้คัดกรองจนเหลือ 2 ชื่อสุดท้าย คือ hostlion.com และ hostgator.com และสุดท้ายเขาก็เลือก hostgator.com และจดทะเบียนโดเมนดังกล่าวในปี 2002

ซึ่งเมื่อเขาคิดที่จะจริงจังกับธุรกิจใหม่นี้แล้วนั้น ตอนแรกเขาได้ใช้หอพักของเขาทำหน้าที่เป็นสำนักงานใหญ่ของ HostGator ช่วงแรกเขาก็เรียนไปด้วย และทำงานสร้างธุรกิจของเขาไปด้วย โดย พยายามทำการบ้านจากใน class ที่เขาเรียน ให้เสร็จในห้องเรียนทั้งหมด แล้วกลับห้องมาตอนเย็นเพื่อโฟกัสกับธุรกิจ HostGator

ซึ่งช่วงแรก ๆ นั้นต้องบอกว่า เขามักจะทะเลาะกับเจ้าหน้าที่ด้าน IT ของมหาลัยอยู่เสมอเพราะ การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่มีปัญหา ซึ่งส่งผลกับธุรกิจเขาตรง ๆ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก ด้วยเงินทุนที่จำกัด เพียงแค่ 1,000 ดอลลาร์เท่านั้น ทำให้อะไรที่ประหยัดได้เขาก็ต้องประหยัดให้มากที่สุดก่อน

แต่ Brent ก็ได้พยายามประคองสถานการณ์ ทั้งการเรียนและธุรกิจของเขาให้ดีที่สุด แต่ต้องบอกว่า ตอนนั้น HostGator ของเขากำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญเงินลงทุนก้อนแรกของเขาก็เริ่มใกล้จะหมดเต็มที

Brent Oxley ผู้เลือกลาออกจากการเรียนมาลุยกับธุรกิจ Hostgator

เมื่อเข้าถึงช่วงฤดูร้อน ทำให้ Brent มีสองตัวเลือก คือ เลิกเรียน หรือ ปิดกิจการของเขา แต่ตัว Brent ดูเหมือนจะมั่นใจว่าธุรกิจของเขาจะไปรอด แม้จะได้รับเสียงทักท้วงจากครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขาอย่างหนักก็ตามที

สุดท้ายเขาก็ได้เลือกการลาออกจากการเรียน และมุ่งหน้าสู่ธุรกิจของเขาแบบเต็มตัว ซึ่งในปี 2003 นั้นกิจการของ Brent มีลูกค้าที่ใช้งานอยู่ 112 ราย และอีกเพียงแค่ปีถัดมาจำนวนก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนมีลูกค้า 1,031 ราย

หลังจากมาโฟกัสอย่างเต็มตัว เขาได้เริ่มเปิดให้มีตัวแทนจำหน่ายแบบออนไลน์ แม้ในช่วงแรกนั้น Brent จะเกลียดการให้บริการแบบมีตัวแทนจำหน่ายเพราะเขายังต้อง support อยู่ตลอดเวลา

แต่หลังจากได้ทำการเริ่มโฆษณาเพิ่มมากขึ้น เขาก็ได้พบขุมทรัพย์ทางการเงินใหม่ โดย HostGator ได้เริ่มทำแคมเปญโฆษณาในเว๊บไซต์ชื่อดังอย่าง Yahoo ซึ่งทำให้บริการของเขาได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในที่สุด

ช่วง 2 ปีแรกของการเปิดบริษัทนั้น Brent แทบจะไม่ได้พัก เพราะเขาต้องคอยรับโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลา่เพื่อให้การ support รวมถึงการขาย หลังจากนั้นอีกสามปีต่อมา บริษัทก็เริ่มตั้งตัวได้ และมีทีมงานคอยช่วยเหลือเขาในการดูแลลูกค้าเพิ่มมากขึ้น และลูกค้าก็เติบโตขึ้นเป็นเงาตามตัว

และเขาก็ได้เริ่ม Focus ไปที่การบริหารงานบริษัทมากขึ้น โดนเน้นไปที่ความพึ่งพอใจของลูกค้าเป็นหลัก รวมถึงการบริหารทรัพยากรบุคคลของบริษัท ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นโดยจ้างมืออาชีพเข้ามาดูแลในส่วนนี้ เพื่อรองรับการขยายตัวของบริษัท

Hostgator ที่เน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก
Hostgator ที่เน้นความพึงพอใจของลูกค้าเป็นหลัก

ในปี 2006 HostGator ได้ขยายไปยังต่างประเทศครั้งแรกด้วยการตั้งสำนักงานที่เมืองออนแทรีโอ ในประเทศแคนาดา และขยายพื้นที่สำนักงานกว่า 2,000 ตร.ฟุตในเมืองโบคาเรตัน และย้าย Head Quater ไปยังอาคารขนาด 25,000 ฟุตที่ใหญ่ขึ้นในรัฐเท็กซัส

ในปี 2007 บริษัทได้เปิดตัวบล็อกของตัวเองอย่างเป็นทางการ ซึ่งเรียกว่า Gator Crossing ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เนื่องจากจะเป็นการโพสต์เกี่ยวกับข้องกับการใช้งาน HostGator รวมถึงเรื่องความปลอดภัยของ Hosting ที่คอยให้ข้อมูลความรู้กับลูกค้า และในปีเดียวกันนั้นได้เปิดสำนักงานในอเมริกาใต้ ที่เมือง ซานตาการีนา ประเทศบราซิล

ในปี 2009 จำนวนลูกค้าก็เพิ่มมากขึ้นถึง 200,000 คน บริษัทยังคงอัตราการเติบโตในอัตราที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และในปี 2010 มีการขยายสำนักงานในเมืองฮูสตัน ซึ่งย้ายไปอยู่สำนักงานใหญ่ที่มีขนาดถึง 100,000 ตร.ฟุต

ในปี 2011 จำนวนพนักงานเพิ่มขึ้นเป็น 500 คน และเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง ในปีเดียวกันพวก HostGator ได้สร้างสถิติการใช้งาน LiveChat เป็นครั้งที่ 5,000,000 โดยมีอัตราการเติบโตของธุรกิจที่รวดเร็ว และ สร้างรายได้อย่างน่าประทับ

จนสุดท้ายนำไปสู่การซื้อกิจการโดย Endurance Internation Group (EIG) ในปี 2012 ด้วยมูลค่า 225 ล้านเหรียญ และได้เริ่มขยายตลาดไปยังเมืองจีน และรัสเซีย

ซึ่งแน่นอนเรื่องราวของ HostGator นั้นแสดงให้เห็นถึงการตัดสินใจครั้งสำคัญของ Brent ผู้ก่อตั้งบริษัท ที่ยอมรับความเสี่ยง ซึ่งเรื่องราวคงจะไม่เป็นแบบนี้หาก Brent เลือกที่จะเรียนต่อในมหาวิทยาลัย และทิ้งโอกาสที่สำคัญครั้งนี้

ซึ่งแน่นอนเมื่อเขาเลือกที่จะเดินตามความฝันในการสร้างธุรกิจของเขาอย่างที่เห็น เขาก็ทำมันอย่างเต็มที่และได้สร้าง HostGator ขึ้นมาจนกลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม Web Hosting ซึ่งสุดท้ายนั่นก็คือผลตอบแทนในความพยายามและการทำงานหนักของ Brent นั่นเองครับ

References : https://www.shoutmeloud.com/hostgator-sold-endurance-endurance-group.html https://en.wikipedia.org/wiki/HostGator https://www.hostreview.com/interview/interview-brent-oxley-hostgator

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Zilingo กับแรงบันดาลใจจากตลาดนัดจตุจักรสู่บริษัทพันล้านเหรียญ

Ankiti Bose สาวน้อยอายุ 27 ปี ที่หลงรักเรื่องราวของแฟชั่นชาวอินเดีย ได้กลายเป็นผู้หญิงคนแรกของอินเดียที่ร่วมก่อตั้้งบริษัท Zilingo ที่กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงถึง หนึ่งพันล้านเหรียญ ได้สำเร็จ

ต้องบอกว่าเป็นการเดินทางที่รวดเร็วมาก ๆ ของเธอ เพราะบริษัทของเธอมีอายุได้เพียงแค่ 4 ปีเพียงเท่านั้น ซึ่งเธอได้พัฒนาเว๊บไซต์ทางด้าน Ecommerce ขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขึ้นมาในชื่อว่า Zilingo

ซึ่งปัจจุบันแพลตฟอร์ม Zilingo นั้นได้กลายเป็นแพลตฟอร์มระดับโลกที่มีผู้ใช้งานกว่า 7 ล้านคน และมีการขยา่ยตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งในรอบการลงทุนครั้งล่าสุดของบริษัทนั้น ทำให้มูลค่าธุรกิจของเธอสูงขึ้นถึง 970 ล้านเหรียญสหรัฐ

และเรื่องราวเริ่มต้นของ Zilingo นั้นเกิดขึ้นที่ตลาดนัดที่ดังที่สุดแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวต่างต้องมาสัมผัสกัน เมื่อยามต้องมาเยือนกรุงเทพ นั่นก็คือ ตลาดนัดจตุจักรนั่นเอง

มันเกิดขึ้นในปี 2014 ที่ Ankiti Bose ได้เดินทางมาเที่ยวที่ประเทศไทย และได้เดินทางมาที่ตลาดนัดจตุจักร ซึ่งเธอมองว่าเป็นตลาดที่โดดเด่นมาก ๆ มีร้านค้ามากกว่า 15,000 ร้าน และ มีพ่อค้ากว่า 11,500 ราย ซึ่งถือเป็นตลาดนัดวันหยุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกตลาดนึงเลยก็ว่าได้

และตัว Bose เองก็ได้เห็นโอกาสจากที่นี่นั่นเอง เธอคิดว่า ควรที่จะนำสินค้าเหล่านี้ ที่แสนพิเศษที่อยู่ในตลาดนัดจตุจักร ขึ้นไปอยู่บนโลกออนไลน์ ซึ่งแน่นอน ว่าอาจจะมีหลายคนคิดแนวคิดเดียวกันนี้ แต่ที่ต่างกันก็คือ เธอเริ่มลงมือทำมันทันที

กับแรงบันดาลใจจากการเดินตลาดนัดจตุจักรในประเทศไทย
กับแรงบันดาลใจจากการเดินตลาดนัดจตุจักรในประเทศไทย

หลังจากกลับมาจากประเทศไทย เธอก็คิดที่จะก่อตั้งอาณาจักรทางด้านสินค้าแฟนชั่นออนไลน์ขึ้นมาทันที โดยตัว Bose นั้นอาศัยอยู่ในศูนย์กลางของเทคโนโลยีของประเทศอินเดีย นั่นก็คือเมือง บังกาลอร์

เธอได้จับตามองรูปแบบธุรกิจของ Ecommerce ยักษ์ใหญ่อย่างใกล้ชิดไม่ว่าจะเป็น Amazon ของอเมริกา Alibaba ของจีน หรือ ยักษ์ใหญ่ทางด้าน Ecommerce ของประเทศบ้านเกิดของเธอเองอย่าง Flipkart ซึ่งแน่นอนว่าตอนนั้นเธอยังเห็นโอกาสในตลาดของประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังเปิดอยู่เป็นอย่างมาก

ต้องบอกว่าตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่เนื่องจากปัญหาเรื่อง Economy of Scale ที่ทำให้เหล่าผู้ผลิตไม่สามารถที่จะขายโดยตรงให้กับผู้บริโภคได้ จึงมักจะมีรูปแบบของพ่อค้าคนกลางซึ่งมักจะส่งผลให้กำไรที่ได้น้อยลง รวมถึง สภาพการทำงานที่ดูเหมือนจะแย่ลงเรื่อย ๆ

เธอจึงได้ตัดสินใจทำบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับมัน และทำการสร้างตลาดออนไลน์เพื่อรวมผู้ค้าปลีกอิสระในภูมิภาคและช่วยพวกเขาให้นำสินค้ามาขายบนออนไลน์

มันเป็นความคิดง่าย ๆ Zilingo นั้นก็ทำงานเหมือนกับตลาด Ecommerce อื่น ๆ โดยอนุญาติให้ร้านค้าลงทะเบียน รวมถึงลงรายการสินค้าด้วยตัวเอง แต่อย่างไรก็ตามผู้ขายแต่ละรายจะถูกตรวจสอบโดย Zilingo เพื่อความถูกต้องของการกำหนดราคา รวมถึงบริการพิเศษอื่น ๆ ที่ Zilingo จะมีให้ เช่น การสนับสนุนด้านเทคนิครวมถึงการจัดหาเงินทุน

โมเดลธุรกิจ คือ Zilingo จะทำการเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นจากร้าน ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่าง 10-30% สำหรับการขายแต่ละครั้ง

แม้ตัว Bose เองนั้นจะเรียนมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ และตัวเธอนั้นก็ไม่ได้มีพื้นฐานที่ดีนักในเรื่องเทคโนโลยี และเหมือนโชคชะตาฟ้าลิขิตที่ทำให้เธอได้มาเจอกับ Dhruv Kapoor วิศวกรซอฟต์แวร์อายุ 24 ปี ที่อาศัยอยู่ที่เมืองบังกาลอร์เช่นเดียวกัน ซึ่ง Kapoor กลายมาเป็นคนที่มีบทบาทสำคัญมาก ๆ กับ Zilingo ในเรื่องของเทคโนโลยีเบื้องหลังทั้งหมดของแพลตฟอร์ม

โดยภายใน 6 เดือน ทั้งสองได้รวบรวมเงินออมของพวกเขาได้ราว ๆ คนละ 30,000 ดอลลาร์ และได้ลาออกจากงานประจำของพวกเขา และมาสร้างฝันทางธุรกิจให้กลายเป็นจริงแบบเต็มตัว

แม้เราจะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ที่เริ่มต้นบริษัทด้วยกันนั้น มักจะมีความรู้จักคุ้นเคยกันมานานหลายปีเป็นส่วนใหญ่ แต่ ทั้ง Bose และ Kapoor นั่นต้องบอกว่าเพิ่งมีโอกาสได้คุยกัน แต่แนวความคิดของพวกเขาทั้งสองคนนั้นเหมือนกัน ทำให้สามารถกลายมาเป็นพาร์ทเนอร์กันได้ในที่สุด

สองผู้ก่อตั้งที่เคมีตรงกัน และเริ่มลุยทันที
สองผู้ก่อตั้งที่เคมีตรงกัน และเริ่มลุยทันที

เริ่มแรกนั้น ทั้งสองได้เริ่มต้นด้วยการรับซื้อสินค้าจากพ่อค้าโดยตรง Bose จึงเดินทางไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อทำการโน้มน้าวเหล่าผู้ค้าปลีกว่า Zilingo สามารถช่วยขยายธุรกิจของพวกเขาได้

และฝั่งเทคโนโลยีนั้น Kapoor ตั้งเป้าที่จะสร้างขีดความสามารถด้านเทคโนโลยี ในบังกาลอร์ ด้วยความตั้งใจที่จะทำมันให้ใช้ง่ายเหมือน Facebook แพลตฟอร์ม Social Network ยักษ์ใหญ่ของโลก

และในปีถัดมาหลังจากก่อตั้ง Zilingo ได้ให้บริการกับพ่อค้าแม่ค้า นับร้อยทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และได้จัดตั้งสำนักงานขึ้นในประเทศสิงคโปร์ และบังกาลอร์ และได้ระดมทุนจากเหล่านักลงทุนได้หลายล้านดอลลาร์ รวมถึง Sequoia Capital ในประเทศอินเดีย

และ Zilingo ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ภายในระยะเวลาเพียง 4 ปี มีร้านค้าเข้าร่วมกว่า 27,000 ร้าน ในทุก ๆ ภูมิภาคทั่วโลก มีพนักงานมากกว่า 500 คน ใน 8 ประเทศ ซึ่งรวมทั้งสหรัฐอเมริกา , ออสเตรเลีย และ ฮ่องกง จนถึงขณะนี้ได้รับเงินทุน 308 ล้านดอลลาร์ จากนักลงทุน ซึ่งรวมถึง คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจของสิงค์โปร์ (EDBI) รวมถึงกองทุนชื่อดังจากสิงค์โปร์อย่างเทมาเส็ก

ซึ่งจากรอบการระดมทุนครั้งล่าสุดของ Zilingo นี่เอง ที่ทำให้บริษัท มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นถึง 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ โดยรายได้ของบริษัทเติบโตขึ้นถึง 4 เท่า แม้จะไม่ได้เปิดเผยตัวเลขที่แน่ชัด

และนั่นทำให้ Ankiti Bose ได้กลายเป็นผู้หญิงคนแรกในอินเดีย ที่สร้างบริษัท Unicorn ได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนักธุรกิจหญิงยุคใหม่ที่น่าจับตามองที่สุดในขณะนี้เลยก็ว่าได้ของประเทศอินเดีย

แน่นอนว่า ความสำเร็จของ Bose นั้นถือว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่เป็นสตรี โดยเฉพาะในเอเชีย ซึ่งถือว่ามีน้อยมาก ๆ ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวทำให้เธอกลายเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญให้กับผู้หญิงชาวเอเชียคนอื่น ๆ ได้เห็นว่า ผู้หญิงก็สามารถประสบความสำเร็จได้ แม้ในอุตสาหกรรมอย่างเทคโนโลยี ที่เน้นเรื่องนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งส่วนใหญ่นั้นเราจะเห็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้านนี้เป็นผู้ชายเสียส่วนใหญ่นั่นเอง

References : https://thepeakmagazine.com.sg/interviews/ankiti-bose-zilingo-fashion-company/ https://fortune.com/2019/02/12/zilingo-ankiti-bose/ https://en.wikipedia.org/wiki/Zilingo

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Tesla กับการพัฒนาเทคโนโลยีที่ปัดน้ำฝนใหม่ด้วยแสงเลเซอร์

เห็นได้ชัดว่าที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้าแบบคลาสสิกที่ใช้เมื่อฝนตกหรือใช้ในการปัดฝุ่นรถยนต์มานานกว่าหนึ่งศตวรรษนั้นเริ่มจะไม่เพียงพอต่อความต้องการสำหรับรถยนต์ Tesla เสียแล้ว 

จากรายงานล่าสุด บริษัท Tesla ได้พัฒนาระบบเลเซอร์แบบใหม่สำหรับการกำจัดฝุ่น หรือ ขยะจากแผงกระจกหรือแผงโซลาร์เซลล์ 

โดยทาง Tesla ได้จดสิทธิบัตรใหม่สำหรับที่ปัดน้ำฝนเลเซอร์ เมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้ตามรายงานของ Electrek

โดยสิทธิบัตรดังกล่าวได้อธิบายถึง ระบบทำความสะอาดกระจกรูปแบบใหม่สำหรับรถยนต์ ที่ใช้ลำแสงเลเซอร์ และเทคโนโลยีแบบพิเศษในการตรวจจับสิ่งสกปรก ที่สะสมอยู่บนกระจกรถยนต์ 

สิทธิบัตรแสดงการทำงานของเลเซอร์ ระบบใหม่นี้
สิทธิบัตรแสดงการทำงานของเลเซอร์ ระบบใหม่นี้

โดยระบบดังกล่าวนั้นจะมีวงจรคอยควบคุมเพื่อปรับค่าพารามิเตอร์ที่เกี่ยวข้องกับลำแสงเลเซอร์ที่ปล่อยออกมาใช้ในการตรวจจับสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่ทั่วบริเวณกระจก ให้เหมาะสม

ซึ่งทาง Tesla อธิบายว่าระบบดังกล่าวจะมีประโยชน์ในการกำจัดสิ่งกีดขวาง มุมมองของกล้อง Autopilot รอบ ๆ รถโดยอัตโนมัติ ด้วยเช่นกันทำให้รถสามารถทำงานในโหมด Autopilot ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ Tesla วางแผนที่จะใช้ประโยชน์จากระบบนี้เพื่อล้างสิ่งสกปรกออกจากแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคารถโดยอัตโนมัติอีกด้วย

แต่สิทธิบัตรดังกล่าวจากการรายงานของ Electrek มุ่งเน้นไปที่ระบบของรถเพียงเท่านั้น สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือ Tesla ได้พิจารณาถึงความปลอดภัยของดวงตาของผู้ขับขี่หรือไม่ เมื่อตัดสินใจที่จะเล็งแสงเลเซอร์ตรงไปยังส่วนที่คนขับกำลังมองอยู่ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบต่อผู้ขับขี่ได้นั่นเอง

References : https://electrek.co/2019/11/25/tesla-laser-beams-clean-debris-off-cars/

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Michael Bloomberg กับชายที่พร้อมท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจาก Donald Trump

นักการเมืองชาวอเมริกัน Michael Bloomberg  มีชื่อเสียงในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Bloomberg LP ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการข้อมูลทางการเงินชื่อดัง รวมถึงบริษัทสื่อที่ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

โดย Bloomberg นั้นได้รับเลือกเป็นนายกเทศมนตรีของนครนิวยอร์กในปี 2001 Buzz Bissinger นักเขียนในสื่อชื่อดังอย่าง Vanity Fair เรียกเขาว่า “เป็นหนึ่งในนายกเทศมนตรีที่น่าสนใจที่สุดในนครนิวยอร์กที่เคยมีมา – ไม่ใช่เพียงเพราะเขาเป็นมหาเศรษฐีคนแรกที่ดำรงตำแหน่ง แต่เป็นเพราะในนิสัยของเขานั่นเองที่ทำให้เขาน่าสนใจเป็นอย่างมาก”

Michael Bloomberg เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1942 เติบโตขึ้นในครอบครัวชนชั้นกลางในพื้นที่เมืองบอสตัน พ่อของเขา (Bill) เป็นผู้ทำบัญชีและแม่ของเขา ( Charlotte ) เป็นหนึ่งในชนกลุ่มน้อยของผู้หญิงอเมริกันในยุคนั้น ที่ยังได้รับปริญญาในระดับมหาวิทยาลัย 

พวกเขาเป็นหนึ่งในครอบครัวชาวยิวที่อาศัยอยู่ในเมืองบอสตัน โดยในช่วงปลายทศวรรษที่ 1940 พ่อแม่ของ Bloomberg ตัดสินใจย้ายที่อยู่อาศัยไปอยู่ใกล้กับที่ทำงานของ Bill ในซอเมอร์วิลล์ใกล้กับเมืองเคมบริดจ์ 

Bloomberg เข้าเรียนที่โรงเรียนมัธยมเมดฟอร์ดและทำผลการเรียนได้อย่างยอดเยี่ยม ทำให้เขาได้มีโอกาสเข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัย Johns Hopkins และได้รับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมไฟฟ้าในปี 1964 จากนั้นเขาก็ไปเรียนต่อ MBA ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด หลังจากจบหลักสูตรการศึกษาที่นั่นเขาได้สมัครเข้าเรียนที่โรงเรียน Candidate School แห่งกองทัพสหรัฐฯในปี 1966 แต่เขาได้ถูกปฏิเสธเนื่องจากสาเหตุว่ามีเท้าที่แบนแบบผิดรูป

Bloomberg จึงมุ่งตรงไปทำงานด้านการเงินที่ Wall Street แทน โดยเข้าร่วมงานกับธนาคารเพื่อการลงทุนซาโลมอนบราเธอร์ ซึ่งถือเป็นผู้ค้าหลักทรัพย์รายใหญ่ รวมถึงดำเนินการในการซื้อขายพันธบัตรในตลาดสหรัฐอเมริการวมถึงตลาดต่างประเทศ 

ในเวลานั้นซาโลมอนบราเธอร์เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องของวัฒนธรรมการทำงานที่ประเมินผลงานจากความสามารถของพนักงานโดยแท้จริง ซึ่งหมายความว่า บริษัท บริษัทจะพิจารณาในการรับพนักงาน รวมถึงเลื่อนตำแหน่งจากความสามารถของพนักงาน โดยไม่ได้สนใจสถาบันการศึกษาที่จบมาอย่าง แม้จะเป็น Ivy League เหมือนที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในสมัยนั้นมักจะทำกันแต่อย่างใด 

Micheal Bloomberg สมัยเพิ่งเริ่มเข้าสู่ Wallstreet ใหม่ ๆ
Micheal Bloomberg สมัยเพิ่งเริ่มเข้าสู่ Wallstreet ใหม่ ๆ

งานแรกของ Bloomberg คือพนักงานในห้องซื้อขาย ได้รับเงินเดือนช่วงแรกเพียงแค่ 9,000 ดอลลาร์ เท่านั้น “มันเป็นการเริ่มต้นที่ค่อนข้างต่ำมาก ๆ สำหรับดีกรีปริญญาโทบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างฮาร์วาร์ด” เขาเขียนไว้ในอัตชีวประวัติของเขาในปี 1997

“เราแทบจะใช้ห้องนิรภัยของธนาคารเป็นห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ที่นั่นไม่มีแม้กระทั่งเครื่องปรับอากาศ  ทุกบ่ายเราต้องมานั่งนับเงินดอลลาร์และพันธบัตรที่มีอยู่ ซึ่งมีมูลค่ากว่าพันล้านดอลลาร์เพื่อนำไปใช้กับธนาคารในการเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อในเช้าวันรุ่งขึ้น”

ในที่สุด Bloomberg ก็ได้ไต่เต้าจนกลายมาเป็นผู้ค้าตราสารหนี้และเป็นหุ้นส่วนของบริษัทได้สำเร็จในปี 1972 และเขาได้แต่งงานกับหญิงชาวอังกฤษ Susan Brown ในปี 1976

Bloomberg ได้กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงของบริษัทโดยสามารถทำกำไรได้เกือบทุกครั้งในตลาด แต่ Bloomberg กลับรู้สึกประหลาดใจ เมื่อเขาได้รับสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นการลดระดับหน้าที่การงานลง โดยเขาได้รับตำแหน่งให้เป็นผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ของ บริษัท  ในปี 1979

ต้องบอกว่าการค้าขายหลักทรัพย์ทางอิเล็กทรอนิกส์ในขณะนั้นยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และงานดังกล่าวก็ไม่ได้มีชื่อเสียงเท่ากับตำแหน่งก่อน ๆ ของเขาที่ได้รับแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเนื่องจากการที่ระบบภายในของซาโลมอนบราเธอร์มีข้อบกพร่องมากมาย เขาจึงได้เริ่มทำการออกแบบระบบใหม่ทั้งหมด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่เขาได้เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจกับระบบใหม่นี้

หลังจากนั้นเขาได้ออกจากซาโลมอนบราเธอร์ เพื่อมาเริ่มสร้างธุรกิจ โดยตั้งบริษัท Innovative Market Systems โดยเขามีลูกค้ารายแรกคือ เมอร์ริลลินช์ซึ่งถือเป็น บริษัท ชั้นนำของวอลล์สตรีทในขณะนั้น

ในช่วงเริ่มต้นนั้นเขาทำงานกับทีมงานเพียงสี่คนเท่านั้น โดย Bloomberg ได้ทำการออกแบบ และสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบสแตนด์อโลนที่ช่วยให้ผู้ค้าของเมอร์ริลลินช์ได้รับข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับตลาดตราสารหนี้ ซึ่งหลังจากนั้น บริษัทได้ขยายบริการโดยเริ่มพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ที่แสดงข้อมูลราคาพันธบัตรและราคาหุ้นเพิ่มเติม และยังสามารถทำการคำนวณพันธบัตรรัฐบาลที่มีความซับซ้อนสูงได้อย่างรวดเร็ว

ในปี 1986 ระบบของเขาได้พัฒนาจนกลายมาเป็น Bloomberg LP ซึ่งได้กลายเป็นที่แพร่หลายใน Wall Street บริษัท ได้ทำสัญญากับธนาคารเพื่อการลงทุนและนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ยักษ์ใหญ่หลายราย

โดย Bloomberg Terminals ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่สามารถเข้าถึงราคาตลาดปัจจุบันและอนุญาตให้ผู้ใช้ดำเนินการซื้อขายได้ทันที ซึ่งมีค่าติดตั้งเริ่มต้นที่สูงมาก แถมยังมีค่าบริการรายเดือนที่คิดราคาต่อเทอร์มินัลอีกต่างหาก ซึ่งโมเดลธุรกิจดังกล่าวนั่นเองที่ทำให้กิจการของ Bloomberg นั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว 

Bloomberg Terminal เครื่องจักรทำเงินของ Micheal Bloomberg
Bloomberg Terminal เครื่องจักรทำเงินของ Micheal Bloomberg

ด้วยการที่มีลูกค้าใหม่ ๆ จาก บริษัทใน Wall Street มากขึ้นเรื่อย ๆ ที่หันมาใช้เครื่องเทอร์มินัลของ Bloomberg รวมถึงรายได้จากค่าธรรมเนียมผู้ใช้รายเดือนสำหรับแต่ละบริษัทที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 1,500 ดอลลาร์ต่อเดือน ทำให้ Bloomberg ได้กลายมาเป็นมหาเศรษฐีในที่สุด หลังจากนั้นเขาได้เริ่มลงทุนในธุรกิจอื่นๆ โดยใช้บางส่วนของผลกำไรมาลงทุนในธุรกิจใหม่ ๆ โดยในช่วงต้นปี 1990 เขาได้เข้าสู่ธุรกิจสื่อ ที่ให้บริการทั้งสถานีวิทยุ รวมถึงสร้างบริการสำนักข่าว Bloomberg  ชื่อดังอย่างที่เราได้เห็นในปัจจุบันนั่นเอง

และจากข่าวล่าสุด เขาได้ประกาศลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา 2020 อย่างเป็นทางการ โดยเขาจะมาในฐานะหนึ่งในผู้ท้าชิงจากพรรคเดโมแครต เพื่อไปต่อสู้กับประธานาธิบดี Donald Trump ต้องบอกว่าถือเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าสนใจมาก ๆ ของนักธุรกิจเสือเฒ่าทั้ง 2 คนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในธุรกิจที่ตัวเองทำ และจะต้องมาห้ำหั่นกันเองอีกครั้งในศึกชิงประธานาธิบดีปี 2020 ที่จะถึงนี้นั่นเองครับ

References : https://www.biography.com/political-figure/michael-bloomberg https://www.britannica.com/biography/Michael-Bloomberg https://en.wikipedia.org/wiki/Michael_Bloomberg

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol