มารู้จัก Textbook ที่ถูกเขียนโดย AI

สำนักพิมพ์ Springer Nature ได้เปิดเผยสิ่งที่อ้างว่าเป็นหนังสือวิจัยครั้งแรกที่ถูกสร้างขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี Machine Learning 

โดยหนังสือชื่อ Lithium-Ion Batteries: A Machine-Generated Summary of Current Research  มันเป็นบทสรุปของเอกสารที่ผ่านการตรวจสอบโดยสำนักพิมพ์ที่ตีพิมพ์ในหัวข้อที่เป็นปัญหา โดยมีการเชื่อมโยงไปยังงานที่อ้างถึงและมีการสร้างเนื้อหาอ้างอิงแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีให้ดาวน์โหลดและอ่านฟรี

ในขณะที่เนื้อหาของหนังสือนั้นน่าตื่นเต้นโดยทาง Henning Schoenenberger  จากสปริงเกอร์เนเจอร์ กล่าวว่าหนังสือเช่นนี้มีศักยภาพที่จะเริ่มต้น “ยุคใหม่ของการเผยแพร่ทางวิทยาศาสตร์” เลยก็ว่าได้

Schoenenberger ชี้ให้เห็นว่าในช่วงสามปีที่ผ่านมามีการตีพิมพ์งานวิจัยมากกว่า 53,000 ชิ้นในเรื่องที่เกี่ยวกับแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน นี่แสดงให้เห็นถึงความท้าทายอย่างมากสำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่พยายามควานหาความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับสิ่งเหล่านี้

แต่ด้วยการใช้ AI เพื่อสแกนและสรุปผลลัพธ์นี้โดยอัตโนมัตินักวิทยาศาสตร์สามารถประหยัดเวลาและทำงานวิจัยที่สำคัญได้ โดยใช้เวลาน้อยลงเป็นอย่างมาก

“ วิธีนี้ช่วยให้ผู้อ่านสามารถเร่งกระบวนการในการสรุปเนื้อหาของการวิจัยที่กำหนดแทนที่จะต้องอ่านบทความที่ตีพิมพ์นับร้อยเล่ม” Schoenenberger เขียน “ ในเวลาเดียวกันหากจำเป็นผู้อ่านก็สามารถระบุและคลิกไปยังแหล่งข้อมูลอ้างอิง เพื่อที่จะค้นหาข้อมูลที่ลึกลงไปและศึกษาเรื่องต่อ ๆ ไป”

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่องค์ความรู้ของมนุษย์จะถูกสร้างขึ้นโดย AI
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่องค์ความรู้ของมนุษย์จะถูกสร้างขึ้นโดย AI

แม้ว่า Machine Learning ในช่วงที่ผ่านมาจะช่วยพัฒนาความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการสร้างคำที่เขียนขึ้นอย่างมากแต่ผลลัพธ์ของ AI เหล่านี้ก็ยังมีข้อจำกัด มันไม่สามารถโต้เถียงถึงการเชื่อมโยงและโครงสร้างของงานวิจัยที่นักเขียนที่เป็นมนุษย์สร้างขึ้น และความพยายามในการสร้างนวนิยายที่แต่งขึ้นโดย AI ซึ่งเนื้อหามักเป็น Pattern มากกว่า การสร้างเรื่องราวที่น่าสนใจ

สิ่งที่ AI สามารถทำได้คือสร้างตำราที่เป็นสูตรสำเร็จ ส่วนในแวดวงสื่อสารมวลชน ก็มีการใช้เหล่า AI หรือ Machine Learning มาช่วยเช่นใน The Associated Press ที่นำมาใช้ในการสร้างผลสรุปของการแข่งขันฟุตบอล แผ่นดินไหว หรือข่าวด้านการเงิน ซึ่งหัวข้อเหล่านี้เป็นข้อมูลที่ตรงไปตรงมา ที่หุ่นยนต์สามารถจะมาช่วยเหลือได้แบบอัตโนมัติ

ซึ่งที่จริงแล้วนั้นเมื่ออ่านข้อความมันจาก AI เขียนก็ไม่ยากที่จะหาประโยคที่อ่านไม่ออกและไม่ต่อเนื่องกัน  ซึ่งทำให้เหล่านักวิชาการนั้นไม่ยอมรับการตีพิมพ์ข้อความทางวิชาการที่ AI สร้างขึ้น ซึ่งในอนาคตเราก็ต้องดูกันต่อไปว่างานวิชาการที่ถูกสร้างขึ้นโดย AI นั้นมีประโยชน์หรือไม่?

References : 
https://www.theverge.com/2019/4/10/18304558/ai-writing-academic-research-book-springer-nature-artificial-intelligence

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Animal Farm หนังสือที่นายกฯแนะนำให้ทุกท่านอ่าน

Animal Farm โดย George Orwell ได้รับการตีพิมพ์เป็นครั้งแรกในปี 2488 ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงว่าเนื้อหามันจะเกี่ยวข้องกับผู้อ่านรุ่นใหม่หรือไม่  แต่ไม่ว่าจะยังไงหนังสือเล่มนี้ก็ได้ถูกบรรจุเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรวรรณคดีอังกฤษของสหราชอาณาจักร มาจวบจนถึงปัจจุบัน

George Orwell ยังเป็นหนึ่งในนักเขียนที่โด่งดังที่สุดของเกาะอังกฤษซึ่งหนังสืออย่าง Animal Farm เป็นหนังสือที่ทำให้เขาได้รับความเคารพนับถือจากทั่วโลกเป็นครั้งแรกๆ เลยก็ว่าได้

โดย Animal Farm ตั้งอยู่ในฟาร์มซึ่งสัตว์เหล่านั้นตัดสินใจที่จะยึดครองที่ดินของชาวนาและสร้างสหกรณ์ที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการทำงานร่วมกันของพวกเขา อย่างไรก็ตามสัตว์บางตัวเห็นส่วนแบ่งผลตอบแทนมากกว่าสัตว์ตัวอื่นๆ

ซึ่งหลังจากนั้นเหล่าบรรดาสัตว์ก็เริ่มตั้งคำถามกับความคิดในอุดมคติของพวกเขา กฎเกณฑ์ค่อยๆเปลี่ยนไปอย่างลึกลับทีละเล็กละน้อย และหมูก็ดูเหมือนจะได้รับพลังทีละเล็กละน้อยทำให้สัตว์ทั้งหลายตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับสังคมของพวกเขา? 

Animal Farm เป็นหนึ่งในผลงานทางสังคมและการเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล โดยเนื้อหามีการพาดพิงถึงเลนิน มาร์กซ์ หรือ สตาลิน  โดยมีการอุปมาอุปมัยเรื่องราวที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ามนุษย์ดีที่สุดและเลวร้ายที่สุดเป็นอย่างไร และแสดงให้เห็นปีศาจในจิตใจมนุษย์ทุกคน รวมถึง ความหึงหวง ความโลภ ความเกียจคร้าน และความโหดร้ายที่เกิดจากความกลัวของมนุษย์นั่นเอง

คำอุปมานี้แสดงให้เห็นว่าความฝันที่ลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ดูดีมากในทางทฤษฎีนั้น เมื่อนำมาปฏิบัติจริงสามารถกลายเป็นฝันร้ายได้อย่างง่ายดาย ซึ่งที่ผ่านมานั้นลัทธิเผด็จการนิยมได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเป็นอย่างไร เนื้อหายังเกี่ยวข้องกับการต่อสู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดระหว่างการปกครองแบบเผด็จการและเสรีภาพ และด้วยเหตุผลบางอย่างม้าผู้ซื่อสัตย์ได้ถูกทรยศ จนกลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่น่าเศร้าและเห็นใจที่สุดในหนังสือเรื่องนี้ 

ถือว่าเป็นหนังสือที่ เป็นหนังสือระดับตำนาน ที่ไม่ควรพลาดอ่านเป็นอย่างยิ่งนะครับ ยิ่งนายกท่านแนะนำให้อ่านอย่างงี้ รับรองว่าหนังสือเล่มนี้ ต้องกลับมาขายดีอีกครั้งอย่างแน่นอนครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

Paypal Mafia ตอนที่ 11 : Max Levchin

ถ้าพูดถึง Paypal บริการชำระเงินออนไลน์ ที่ปฏิวัติรูปแบบการชำระเงินแบบเดิม ๆ นั้น หลาย ๆ คนมักจะนึกถึงแต่ Elon Musk หรือ Peter Thiel ก่อนเป็นอันดับแรก  ๆ  แต่หารู้ไม่ว่า จุดเริ่มต้นของไอเดียของบริการชำระเงินออนไลน์นั้น มาจากความคิดของ Max Levchin หนุ่มอเมริกันเชื้อสายยูเครน

Levchin นั้นย้ายถิ่นฐานมาจากประเทศยูเครน มายังสหรัฐอเมริกา เมื่อตอนที่เขาอายุได้ 16 ปี ต้องบอกว่าครอบครัวของเขายากจนมาก และต้องอพยพมาด้วยความจำเป็น เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศ มาอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ที่พวกเขาไม่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับ Max Levchin  นั้นเกิดในวันที่ 11 มิถุนายน 1975 ที่เมืองเคียฟ เมืองหลวงของประเทศยูเครน ซึ่งในช่วงที่เขาอพยพมาอยู่อเมริกานั้น เขาได้พยายามปรับตัวเองหลายอย่างให้เข้ากับวัฒนธรรมของชาวอเมริกัน

เขาไล่เรียงศึกษาภาษาอังกฤษจากรายการทีวีต่าง ๆ ทั้งละคร สารคดี หรือแม้กระทั่งเกมส์โชว์ เป็นจำนวนมากจากรายการทีวี ทำให้เขาสามารถที่จะหัดพูดภาษาอังกฤษเพื่อใช้สื่อสารในชีวิต ได้อย่างรวดเร็ว

ซึ่งในวัยเรียนนั้นเขาเป็นคนที่สนใจในเรื่องการเข้ารหัสข้อมูล รวมถึงระบบความปลอดภัยทางด้านคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก โดยเขาสามารถเรียนจบการศึกษาปริญญาตรี ด้าน วิทยาการคอมพิวเตอร์ ที่ 
มหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ เออร์แบนา-แชมเปญจน์

หลังจบการศึกษา ก็ได้เริ่มก่อตั้งบริษัท FieldLink ร่วมกับ Peter Thiel ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น Confinity อย่างที่หลาย ๆ คนรู้จักในเวลาต่อมา ซึ่งตอนแรกที่ก่อตั้งนั้น ได้สร้างบริการด้านการโอนเงิน หรือ ชำระค่าบริการต่าง ๆ ผ่านเครื่อง PalmPilots ซึ่งเป็นเครื่อง PDA ชื่อดังในขณะนั้น

หลังจากนั้น ก็ได้เริ่มแนวคิดที่จะนำบริการชำระเงินไปสู่ระบบออนไลน์ผ่าน อินเตอร์เน็ต เนื่องจากในช่วงนั้นอินเตอร์เน็ตกำลังบูมสุดขีด เขาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง Paypal ขึ้นมา

เขารับหน้าที่ CTO (Chief Technology Officer) ดูแลเรื่องเทคโนโลยีหลัก ๆ ของ Paypal ทั้งหมด เขาได้ดูแลทั้งในส่วนของ Front-End และ ระบบ Back-End ของ Paypal รวมถึงการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัย เพื่อไม่ให้ Paypal ถูกโจมตีจากภายนอก รวมถึงเกิดการฉ้อโกงขึ้นกับบริการ Paypal ได้

ซึ่งหลังจาก Paypal ถูกเข้าซื้อโดย eBay เขาก็ได้ย้ายไปทำงานให้กับ eBay พร้อมกับเหล่าผู้ร่วมก่อตั้งอีกหลาย ๆ คน หลังจากนั้นในปี 2004 เขาได้ออกจาก eBay มาก่อตั้งบริการแชร์ภาพ หรือ มีเดียต่าง ๆ ไปยังระบบ Social Network ไม่ว่าจะเป็น Hi5 , MySpace หรือ Facebook ในชื่อ Slide.com

สร้างบริการแรกอย่าง Slide.com จนถูก Google ซื้อไปในที่สุด
สร้างบริการแรกอย่าง Slide.com จนถูก Google ซื้อไปในที่สุด

และในปีเดียวกันนั้นเขายังเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริการ Social Network ที่รวมรวมข้อมูล หรือ รีวิวเกี่ยวกับร้านอาหารหรือสถานที่ท่องเที่ยว อย่าง Yelp 

ซึ่งบริการ Slide.com ของ Levchin นั้นไปเตะตากับผู้บริการของ Google จนเข้าซื้อกิจการมูลค่ากว่า 182 ล้านเหรียญในปี 2010 ทำให้ตัวLevchin นั้นได้ย้ายมาทำงานที่ Google ในตำแหน่ง VP of Engineering

หลังอยู่กับ Google ได้เพียงปีเดียว ทาง Google ก็ประกาศปิดบริการ Slide.com ทำให้ Levchin ตัดสินใจลาออกจาก Google มาก่อตั้งบริษัททางด้านการลงทุน ทั้ง HVF (Hard,Valuable, and Fun) และในปี 2012 ก็ได้เริ่มก่อตั้ง Affirm โดยจะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับช่วยเหลือผู้บริโภคในด้านการค้นหาแหล่งเงินกู้ โดยมองบริการของตัวเองเป็น Next Generation Credit Network 

สร้างบริการทางด้านการเงินออนไลน์รูปแบบใหม่อย่าง Affirm
สร้างบริการทางด้านการเงินออนไลน์รูปแบบใหม่อย่าง Affirm

และในปีเดียวกันก็ขึ้นดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารของ Yahoo จนถึงปี 2015 และเขายังได้รับเกียรติให้ดำรงตำแหน่งเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคทางการเงินของสหรัฐฯ (CFPB) ซึ่ง Levchin ถือเป็นผู้บริหารจากซิลิคอนวัลเลย์คนแรกที่ได้รับตำแหน่งนี้

ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่ง CEO ที่ Affirm และยังคงเป็นบอร์ดบริหารองค์กรสำคัญทั้งในและนอก Silicon valey ถือเป็น 1 ในบุคคลที่มีบทบาทในฐานะ  PayPal Mafia อีกคนหนึ่งที่มีบทบาทต่อโลกเทคโนโลยีของเราในปัจจุบันนั่นเอง

–> อ่านตอนที่ 12 : Roelof Botha

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Jawed Karim *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Elon Musk ตอนที่ 16 : End of the Begining

ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเราที่ผ่านมา เราจะเห็นได้ว่าเหล่า Inventor หรือนักคิดนักประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ นั้น มักจะถูกมองหาว่าคิดเรื่องที่เพ้อฝันมาก่อนแทบจะทั้งสิ้น ไม่จะเป็น โธมัส เอดิสัน , นิโคลา เทสลา หรือ แม้กระทั่งตัว อีลอน มัสก์ เองก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขายึดไว้เหมือนกันคือ การอดทนต่อคำวิจารณ์เหล่านี้ แล้วแสดงให้โลกเห็นว่าพวกเขาทำได้ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงโลกเราให้ดีขึ้นแทบจะทั้งสิ้น

พวกเขาเหล่านี้ไม่ได้คิดแค่เพียงเรื่องของเงินทองเท่านั้น มันเป็นเพียงแค่ปัจจัยหนึ่ง เพื่อขับเคลื่อนพวกเขาให้ก้าวนอกกรอบความคิดเดิม ๆ ที่เคยมามีให้ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญอย่างนึง ที่จะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่จะเปลี่ยนโลกเราได้

สำหรับคำถามที่ว่า มัสก์กำลังนำพาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปสู่จุดสูงสุดครั้งใหม่ เหมือนที่เกตส์ กับ จ๊อบส์ เคยทำได้หรือไม่นั้น ตอนนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกัน แม้ ไอเดียต่าง ๆ ของมัสก์ จะเป็น ไอเดียที่เปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นแทบจะทั้งสิ้น

แต่ก็มีบางฝ่าย ที่มองเห็นว่า ทั้ง Tesla , SpaceX หรือ SolarCity นั้น เป็นเพียงการมอบความหวังลม ๆ แล้ง ๆ แก่อุตสาหกรรม ว่าจะสามารถใช้นวัตกรรมอันยิ่งใหญ่ได้ ส่วนอีกฝ่ายก็มองว่า มัสก์ นั้นคือตัวจริงเสียงจริง เขากำลังจะกลายเป็นดาวดวงใหม่ที่กำลังเปล่งประกายสว่างสไวที่สุดของสิ่งที่พวกเขามองว่าเป็นการปฏิวัติเทคโนโลยีที่กำลังมาถึง

หากจะทำความเข้าใจว่างานของมัสก์ ที่เขากำลังสร้างสรรค์ขึ้นมานั้น  ท้ายที่สุดแล้วจะทรงพลังมากแค่ไหนสำหรับเศรษฐกิจอเมริกัน ก็ต้องลองนึกถึงเครื่องจักรที่ทรงอิทธิพลที่สุดในช่วงไม่กี่ปีหลังมานี้ ซึ่งนั่นก็คือ สมาร์ทโฟน ในยุคก่อน iPhone นั้น สำหรัฐเป็นพวกที่ล้าหลังในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม มือถือและอุปกรณ์เคลื่อนที่ทั้งหลายล้วนอยู่ในทวีปยุโรปและเอเชียเพียงเท่านั้น

แต่เมื่อการมาถึงของ iPhone ที่ สตีฟ จ๊อบส์ ได้เปิดตัวขึ้นในปี 2007 มันก็ได้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างไปตลอดกาล อุปกรณ์ของ จ๊อบส์ ชิ้นนี้เลียนแบบฟังก์ชันการทำงานหลายอย่างของคอมพิวเตอร์ และเพิ่มความสามารถใหม่ ๆ เข้ามาด้วย application รวมถึง เซ็นเซอร์ต่าง ๆ

การเปิดตัว iPhone ของสตีฟ จ๊อบส์ในปี 2007 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมมือถือในอเมริกา
การเปิดตัว iPhone ของสตีฟ จ๊อบส์ในปี 2007 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมมือถือในอเมริกา

ซึ่งตามมาด้วยการที่ google บุกด้วยตลาดทางด้านซอฟต์แวร์แอนดรอยด์ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่ปี สหรัฐก็กลับมาผงาดขึ้นเป็นอันดับต้น ๆ ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมอุปกรณ์พกพา และสร้างการบริการเพื่อตอบสนองความต้องการผู้ใช้งานที่มีอยู่ทั่วโลกในเวลาเดียวกัน

มันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมาก ๆ ของซิลิกอน วัลเลย์ ที่ทำให้อเมริกา กลับมาเชิดหน้าชูตาในอุตสาหกรรมนี้ได้อีกครั้ง ซึ่งมันนำไปสู่ความเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ ผลักดัน apple ให้กลายเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกได้สำเร็จ ซึ่งสามารถส่งขายอุปกรณ์อันชาญฉลาดไปยังทั่วโลก กว่าหลายพันล้านชิ้น

และตอนนี้ งานของอีลอน มัสก์ กำลังอยู่ในจุดที่สูงสุดของกระแสใหม่ ที่เป็นการรวมกันระหว่างซอฟต์แวร์อัจฉริยะ กับ ฮาร์ดแวร์ การที่ทั้ง Tesla และ SpaceX นั้นใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึง ซอฟต์แวร์เข้ามาจัดการภายใน นั่นถือว่าเป็นการผนวกศาสตร์ทางด้านอุตสาหกรรมของโลกยุคเก่า เข้ากับ เทคโนโลยีของผู้บริโภคในราคาถูก ของโลกยุคใหม่ มันเป็นการหล่อหลอมรวม แล้วสร้างมันให้กลายเป็นสิ่งที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญครั้งหนึ่งของอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศอเมริกาเลยก็ว่าได้

ในตอนนี้ เท่าที่ ซิลิกอนวัลเลย์ พยายามหาผู้สืบทอดบทบาทของจ๊อบส์เพื่อที่จะเป็นแรงชี้นำอันทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีมา ดูเหมือว่า มัสก์ เป็นตัวเลือกที่เป็นไปได้มากที่สุด แน่นอนว่าเขาเป็นชายสายเทคโนโลยีมาตั้งแต่แรกในการสร้าง Zip2

มัสก์ ผู้ที่ใกล้เคียงที่สุดที่จะสืบทอด สตีฟ จ๊อบส์
มัสก์ ผู้ที่ใกล้เคียงที่สุดที่จะสืบทอด สตีฟ จ๊อบส์

มัสก์ ผู้ซึ่งมีประสบการณ์โชกโชน และเหล่าบุคคลผู้เป็นตำนาน ต่างยกให้เขาเป็นคนที่น่าเลื่อมใสที่สุด ยิ่งเมื่อ Tesla กำลังกระโจนเข้าสู่กระแสหลักมากขึ้นเท่าไหร่ ชื่อเสียงของมัสก์ก็ดูเหมือนจะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น

การที่รถยนต์ Tesla อย่าง Model 3 นั้นสามารถทำยอดขายได้ถล่มทลาย มันจึงเป็นเป็นการโชว์ผลงานให้ประจักษ์ว่ามัสก์คือบุคคลหายากที่สามารถคิดใหม่ทำใหม่ในอุตสาหกรรม เขามีทักษะที่อ่านผู้บริโภคออก แบบเดียวกับที่จ๊อบส์ทำได้ การบริหารก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยม และไอเดียของเขา ก็เริ่มหลั่งไหลพรั่งพรูออกมาเรื่อย ๆที่พร้อมจะเปลี่ยนโลกเราให้ดีขึ้น

ทศวรรษต่อไปของบริษัทในเครือของมัสก์ น่าจะมีอะไรที่พิเศษ และสร้างความตื่นเต้นให้ชาวโลกได้พอสมควร ตัวมัสก์เองก็ได้เปิดทางให้ตัวเองกลายเป็นหนึ่งในนักนวัติกรรมและนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

มัสก์ พิสูจน์ ให้เห็นถึงความสำเร็จของเขา ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า
มัสก์ พิสูจน์ ให้เห็นถึงความสำเร็จของเขา ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า

คาดการณ์กันว่า ภายในปี 2025 นั้น เป็นไปได้ว่า Tesla จะผลิตรถยนต์ให้กลายเป็นกระแสหลักของตลาดได้สำเร็จ และเป็นกำลังหลักในตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังเฟื่องฟู รวมถึงการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของ SolarCity จึงมีโอกาสที่บริษัทจะผงาดขึ้นเป็นบริษัทสาธารณูปโภคขนาดยักษ์ และเป็นผู้นำในตลาดพลังงานแสงอาทิตย์

แล้ว SpaceX ล่ะ มันเป็นความตื่นเต้นของมนุษยชาติมากที่สุดเลยก็ว่าได้ SpaceX น่าจะจัดเที่ยวบินขนส่งมนุษย์และสัมภาระขึ้นสู่อวกาศได้ทุกสัปดาห์ และการเดินทางไปยังดาวอังคารคงไม่ใช่เรื่องที่ยากลำบากอีกต่อไปในอนาคต

ซึ่งถ้าทุกสิ่งเกิดขึ้นตามนี้ มัสก์ ซึ่งตอนนั้นจะอยู่ในวัยห้าสิบกลางๆ ก็จะกลายเป็นชายผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และอยู่ในหมู่คนที่มีอิทธิพลมากที่สุดทันที เขาจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทมหาชนสามแห่ง

ซึ่งจริงอยู่ที่ว่า อนาคต นั้นเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน บริษัททั้งสามก็กำลังผจญกับปัญหาแตกต่างกันไป แต่มัสก์ ก็ได้เดิมพันครั้งยิ่งใหญ่กับการประดิษฐ์คิดค้นของมนุษย์และความสามารถของพลังงานแสงอาทิตย์ แบตเตอรี่ รวมถึงเทคโนโลยีการบินและอวกาศ มันเป็นความเสี่ยงที่มัสก์นั้นพร้อมที่จะรับตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะเป้าหมายของเขามันยิ่งใหญ่ เกินกว่าที่ใครจะคาดถึงนั่งเอง

แล้วเราได้อะไรจากการเรื่องราวของ Elon Musk จาก Blog Series ชุดนี้

ก่อนหน้านี้ผมได้เขียน Blog Series มามากมาย ที่เกี่ยวกับเหล่านักธุรกิจ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีที่ยิ่งใหญ่ต่าง ๆ แต่เมื่อได้เรียนรู้จากทุกคนนั้นจะพบว่า มัสก์ เป็นคนที่แตกต่างจากคนอื่น ๆ โดยสิ้นเชิง

มัสก์มองปัญหาใหญ่ ๆ ของโลกเราเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพลังงานทดแทน หรือ การเดินทางในอวกาศ ซึ่งล้วนแล้วต้องใช้เงินจำนวนมหาศาลในการสร้างฝันของเขาให้สำเร็จขึ้นมาได้

ทั้ง SpaceX , Tesla หรือ SolarCity นั้น เป็นบริษัทที่ล้วนอยู่ในอุตสาหกรรมที่มี Impact ต่อโลกเราอย่างมหาศาล ทุกสิ่งที่เขาทำนั้นมีหลายคนเคยปรามาสว่าเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน และไม่มีทางเป็นไปได้ แต่มัสก์ ก็ได้พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าแม้จะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ หรือ ยากเย็นเพียงใด เขาก็สามารถทำมันให้เห็นผลเป็นประจักษ์ได้สำเร็จ

เขาจับอุตสาหกรรมอย่างยานอวกาศ และ รถยนต์ ที่อเมริกาเหมือนจะถอดใจไปแล้ว และพลิกโฉมจนมันกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ได้สำเร็จ ซึ่งหัวใจหลักของการเปลี่ยนแปลงนี้คือทักษะของมัสก์ในฐานะผู้สร้างซอฟต์แวร์และความสามารถในการประยุกต์มันเข้ากับเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ตอนนี้ มัสก์ ยังไม่มีสินค้ายอดฮิตในหมู่ผู้บริโภคเหมือนอย่าง iPhone หรือเข้าถึงคนมากกว่าพันล้านคนเหมือนอย่าง facebook ทำได้ แต่สิ่งที่เขาทำล้วนเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่น้อยคนนักจะกล้าเข้ามาเสี่ยงทำเหมือนที่เขากำลังทำอยู่

อีลอน มัสก์ เป็นตัวอย่างของผู้ประกอบการในซิลิกอน วัลเลย์ ที่ทำให้เห็นถึงอุตสาหกรรมใหม่ของเทคโนโลยี ทั้งของประเทศอเมริกาเอง รวมถึง ของโลกเราในอนาคต เขาไม่ใช่พวกที่แค่มัวไล่ตามหุ้นไอพีโอ เหมือนคนอื่นๆ  เพราะสิ่งเหล่านั้นมันไมใช่เรื่องยากเลยสำหรับเขา เมื่อพิจารณาถึงความอัจฉริยะของเขา แต่เขามีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก

การหลอมรวมกันอย่างกลมกลืนของซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ วัสดุล้ำสมัย และประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ มันคือพรสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่ของมัสก์ ที่ยากจะหาใครเทียบได้ในยุคปัจจุบัน 

เขาคือนักประดิษฐ์ นักธุรกิจ และนักอุตสาหกรรมที่มีไอเดียยิ่งใหญ่ และเปลี่ยนมันให้กลายเป็นสินค้าที่ยิ่งใหญ่ได้ เขาเป็นนักคิดที่แหวกแนว  นักอุตสาหกรรมที่ก้าวล้ำที่สุดของอเมริกา หรืออาจจะเป็นก้าวล้ำที่สุดของโลกเราแล้วก็ว่าได้ในตอนนี้

มัสก์ เป็นนักประดิษฐ์ ที่เทียบเคียงได้กับผู้ยิ่งใหญ่อย่าง โทมัส เอดิสัน
มัสก์ เป็นนักประดิษฐ์ ที่เทียบเคียงได้กับผู้ยิ่งใหญ่อย่าง โทมัส เอดิสัน

และโดยส่วนตัวผมก็มั่นใจว่า เขาจะกลายเป็นบุคคลสำคัญที่สุด ที่โลกของเราต้องจารึกไว้ ในฐานะนักนวัตกรรม ไม่ต่างจากที่เราเคยเทิดทูน โทมัส เอดิสัน , นิโคลา เทสลา หรือ เฮนรี่ ฟอร์ด และที่สำคัญ มัสก์ ถือเป็นแรงบันดาลใจให้เหล่าผู้คน หันมาสรรค์สร้างสิ่งใหม่ ๆ และช่วยกันแก้ปัญหาของโลกเราใน Scale ที่ใหญ่ขึ้นเหมือนสิ่งที่มัสก์กำลังทำ ซึ่งเขาทำสิ่งที่ต้องการ และเขาจะไม่รามือกับมัน เพราะนั่นแหละคือโลกของชายที่ชื่อ อีลอน มัสก์  
และคงจะไม่เกินเลยที่จะกล่าวว่าเขาคือ The Real Iron Man ผู้ซึ่งเป็น โทนี่ สตาร์กในโลกแห่งความจริงนั่นเอง

–> อ่านตอนพิเศษ : Difficult and Painful

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Sand Hill Road *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

อย่าลืมติดตามผลงานเรื่องต่อ ๆ ไปของผมก่อนใครได้ที่ blockdit นะครับ โหลดได้เลย

อย่าลืม ค้นหา “ด.ดล Blog” แล้ว กด follow กันด้วยนะครับผม

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol

ประวัติ Elon Musk ตอนที่ 15 : Idea Overload

จากการที่มัสก์นั้นประสบความสำเร็จครั้งแล้วครั้งเล่า เขาเป็นนักปฏิบัติชั้นเยี่ยม ไม่ใช่คุยแค่เรื่องที่เพ้อฝันจับต้องไม่ได้เท่านั้น เขาจะลงมือทำและแสดงให้เห็นว่าวิสัยทัศน์ของเขานั้นสามารถที่จะทำให้มันเป็นจริงได้ ทั้งที่หลาย ๆ คนอาจจะส่ายหน้าหนีเมื่อได้ยินไอเดียของเขาในครั้งแรกก็ตามที

ทั้ง Tesla และ SpaceX นั้น ถูกออกแบบขึ้นด้วยวิสัยทัศน์ที่จุดประกายให้กลุ่มคนเปี่ยมพรสวรรค์จำนวนมากพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคม และหันมาทำสิ่งที่สร้างแรงบรรดาลใจ 

ตัวอย่างโครงการด้านอวกาศของ SpaceX นั้น มันเป็นความคิดแบบย้อนเวลาสู่อนาคต แม้มัสก์จะรู้ว่า โครงการอวกาศนั้นล้มเลิกไปนานแล้วก็ตาม เหล่าผู้คนต่างละทิ้งความยิ่งใหญ่ในอดีตของโครงการด้านอวกาศของสหรัฐ ในช่วงทศวรรษ 1970 แต่มัสก์นั้นสามารถพา SpaceX พิสูจน์ว่า มีวิธีที่จะนำพาอนาคตเหล่านี้กลับมาได้ มันเป็นสิ่งที่สร้างแรงบันดาลใจ และมีคุณค่าอย่างมหาศาล

ในเดือนสิงหาคมปี 2013 มัสก์ได้เปิดเผยแนวคิดใหม่ของสิ่ง ๆ นึงที่ถูกเรียกว่า Hyperloop โดยมัสก์นั้น ได้คิดถึงการปฏิวัติวงการขนส่ง มันจะเป็นวิธีการขนส่งแบบใหม่ ที่มนุษยชาติไม่เคยพบเจอมาก่อน

แนวคิดปฏิวัติระบบขนส่งใหม่อีกครั้งของมัสก์ Hyperloop
แนวคิดปฏิวัติระบบขนส่งใหม่อีกครั้งของมัสก์ Hyperloop

ใช้ความคิดง่าย ๆ ที่เปี่ยมไปด้วย Impact ที่มหาศาล การสร้างท่ออากาศเหมือนที่ใช้ส่งจดหมายภายในสำนักงาน  แต่มันเป็นท่อส่งขนาดยักษ์ ไว้สำหรับขนส่งคน และสินค้า มัสก์ ตั้งเป้าหมายที่จะเชื่อมเมือง ลอสแอนเจลิส กับ ซานฟรานซิสโก ด้วย Hyperloop ด้วยการสร้างท่อยกระดับ

โดยจะขนส่งคนหรือสินค้า โดยใช้ห้องโดยสารที่ถูกเรียกว่า Pod  มัสก์ได้กำหนดองค์ประกอบแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน การให้ท่อทำงานภายใต้ความดันต่ำ และทำให้ตัว Pod นั้นลอยขึ้นอยู่บนชั้นอากาศ  โดยตัว Pod นั้นจะถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และตัวมอเตอร์ที่มีการติดตั้งตลอดทั้งท่อ

Pod หรือห้องโดยสารรูปแบบใหม่ภายใน Hyperloop
Pod หรือห้องโดยสารรูปแบบใหม่ภายใน Hyperloop

กลไกเหล่านี้จะทำให้ตัว Pod สามารถทำความเร็วได้ถึง 800 ไมล์ต่อชั่วโมง โดยการเดินทางจากลอสแอนเจอลิส ไปยัง ซานฟรานซิสโก ใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 30 นาทีเพียงเท่านั้น และตัว Pod ก็ใช้แบตเตอรี่แบบเดียวกับที่ Tesla ใช้  ส่วนแหล่งพลังงานอื่น ๆ ก็ใช้สิ่งที่ มัสก์มีอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้วใน SolarCity การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ จะทำให้สามารถประหยัดค่าการขนส่งได้เป็นอย่างมาก ซึ่งประมาณการณ์ไว้ว่า ผู้โดยสารแต่ละคนจะจ่ายเพียง 20 เหรียญในการเดินทางด้วย Hyperloop จาก ลอสแอนเจลลิส ไปยังเมือง ซานฟรานซิสโก

โดยขนาดของ Pod นั้นมีสองขนาด โดยตัวขนาดเล็กนั้น จะบรรจุผู้โดยสารได้ประมาณ 28 คนต่อเที่ยว ส่วน Pod ขนาดใหญ่นั้น จะสามารถบรรจุผู้โดยสารมากกว่า รวมถึงสามารถที่จะบรรจุรถ ขนาดประมาณ Model X ของ Teslaได้ถึงสามคัน 

ซึ่งต้องบอกว่าแนวคิดในเรื่อง Hyperloop ของมัสก์ นั้นมีมานานแล้ว มันเกิดมาจากความเกลียดชังที่เขามีต่อระบบรถไฟความเร็วสูง ซึ่งทางรัฐนั้นได้วางแผนไว้ก่อนหน้าแล้วในรัฐแคลิฟอเนีย ซึ่ง การใช้รถไฟความเร็วสูงนั้นจะใช้เวลาราวๆ  สองชั่วโมงครึ่ง ในการเดินทางจาก ลอสแอนเจอลิส ไปยัง ซานฟรานซิสโก ซึ่ง ในทุกวันนี้การเดินทางโดยเครื่องบินนั้นใช้เวลาราวๆ  หนึ่งชั่วโมง ส่วนการขับรถนั้นใช้เวลาราว ๆ 5 ชั่วโมง ซึ่งจะเห็นได้ว่า การใช้ Hyperloop ที่ใช้การเดินทางแค่ 30 นาทีนั้น เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก

ทางเลือกใหม่ในการเดินทางข้ามเมืองระยะไกล
ทางเลือกใหม่ในการเดินทางข้ามเมืองระยะไกล

แต่การเสนอไอเดียดังกล่าวของมัสก์นั้น ดูเหมือนเขา แค่ต้องการให้เหล่านักการเมืองในสภาทบทวนเรื่องรถไฟความเร็วสูงใหม่เพียงเท่านั้น ซึ่งมัสก์ต้องการแสดงให้เห็นว่า แนวคิดใหม่ ๆ จะสามารถผลักดันรัฐให้เดินหน้าได้จริง ๆ ดีกว่ามายึดติดกับเทคโนโลยีแบบเก่าๆ  และเหตุผลหลักอีกอย่างก็คือ ตอนนั้นงานที่ SpaceX และ Tesla นั้นยุ่งเกินกว่าที่มัสก์จะทำอะไรอีกอย่างได้

แต่แล้ว มันก็มีบางอย่างที่ผลักดันมัสก์ ให้เข้ามาจริงจังกับ Hyperloop เมื่อเขาได้ปล่อยเรื่องเกี่ยวกับ Hyperloop ลงในนิตยสาร Bloomberg BusinessWeek ซึ่งหลังจากเรื่องดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ไปนั้น มันได้ถึงกับทำให้ server ของเว๊บล่มไปเลยทีเดียว

มีเหล่าผู้คนแห่กันเข้ามาอ่านข้อมูลเกี่ยวกับ Hyperloop เหล่าแฟนคลับของมัสก์ ที่มีอยู่ทั่วโลกต่างเริ่มสนใจแนวคิดเกี่ยวกับ Hyperloop และมัสก์ เองก็ไม่อยากให้เหล่าแฟน ๆ ของเขาผิดหวัง  เขาจึงได้บอกนักข่าวว่าจะพิจารณาสร้างต้นแบบของ Hyperloop เป็นอย่างน้อยเพื่อพิสูจน์แนวคิดว่าเทคโนโลยีดังกล่าวสามารถนำไปใช้ได้จริง ๆ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอย่างที่หลาย ๆ คนคิด

ผู้คนส่วนใหญ่ที่ได้อ่านเรื่องราวจาก นิตยสาร Bloomberg BusinessWeek ต่างเชื่อมั่นว่ามัสก์จะทำมันได้สำเร็จ มันเป็นความเชื่อมั่นแบบแปลกประหลาดของผู้คน และมันส่งผลถึงมัสก์ มันบีบให้เขาต้องสร้างต้นแบบขึ้นมาให้สำเร็จ นี่คงเป็นเหตุผลที่มัสก์กลายเป็นผู้ที่ใกล้เคียงที่สุด ที่คนทั้งโลกคิดว่าเขาเป็น โทนี่ สตาร์ก ตัวจริง

ซึ่งไม่นานหลังจากที่มัสก์ได้ปล่อยแผนการเรื่อง Hyperloop เซอร์วิน พิเชวาร์ นักลงทุน แลเพื่อนสนิทของมัสก์ นำรายละเอียดเกี่ยวกับเทคโนโลยีดังกล่าวนี้ ติดตัวไปประชุมกับ ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ที่ทำเนียบขาว

และมันทำให้โอบามา หลงรักแนวคิดดังกล่าว และให้ทีมงานศึกษาข้อมูลดังกล่าว และในที่สุดก็จัดได้ให้มีการคุยส่วนตัวระหว่าง อีลอน มัสก์ กับ โอบาบาใน เดือนเมษายนปี 2014 และ เซอร์วิน พิเชวาร์ และเพื่อน ๆ รวมถึงมัสก์เอง ก็ได้กันร่วมก่อตั้งบริษัทที่ชื่อว่า Hyperloop Technologies ขึ้นมาจริง ๆ โดยหวังที่จะสร้าง เส้นทางสายแรกระหว่าง เมืองลอสแอนเจลลิส กับ ลาสเวกัส

ถกไอเดียเรื่อง Hyperloop กับ Obama หวังจะสร้างต้นแบบระหว่าง ลอสแอนเจลลิสและ ลาสเวกัส
ถกไอเดียเรื่อง Hyperloop กับ Obama หวังจะสร้างต้นแบบระหว่าง ลอสแอนเจลลิสและ ลาสเวกัส

จะเห็นได้ว่า มัสก์ นั้นเป็นคนที่ความมุ่งมั่นที่แรงกล้าเป็นอย่างมาก ไอเดียหลาย ๆ อย่างของเขาในหัวนั้นเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกของเราให้ดีขึ้นแทบจะทั้งสิ้น แม้หลายคนจะทำงานกับเขาด้วยยากมาก หลายคนอาจจะมองว่าเขาเป็นคนเพ้อฝัน แต่มัสก์นั้นก็พยายามช่วยให้ทุกคนที่ร่วมงานกับเขานั้นเข้าใจว่าเป้าหมายและวิสัยทัศน์ของเขาคืออะไร ซึ่งเขาขับเคลื่อนสิ่งนี้ด้วยเลือดเนื้อหยาดเหงื่อ และหยดน้ำตาของเขามานับแต่แรกเริ่ม เขาเป็นคนที่เสี่ยงมากกว่าใคร และสุดท้ายแล้วมัสก์ก็สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับสิทธิ์เป็นคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าสำหรับทุกสิ่งที่เขาได้สร้างขึ้นมา สำหรับตอนนี้จะเป็นบทสุดท้ายของเรื่องราวของชายที่ถูกขนานนามว่าเป็น โทนี่ สตาร์ก ในโลกแห่งความเป็นจริงแล้วนะครับ เรื่องราวในตอนสุดท้ายจะเป็นอย่างไร โปรดอย่าพลาดติดตามน้า

–> อ่านตอนที่ 16 : End of the Begining (ตอนจบ)

<– ย้อนกลับไปตอนที่ 1 :Sand Hill Road *** อย่าลืมกดแชร์ให้เพื่อน ๆ คุณได้อ่านนะครับผม***

ติดตาม ด.ดล Blog เพิ่มเติมได้ที่
Fanpage :facebook.com/tharadhol.blog
Blockdit :blockdit.com/tharadhol.blog
Twitter :twitter.com/tharadhol
Instragram :instragram.com/tharadhol