สรุปเนื้อหา จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อ bitcoin จำนวน 21 ล้านเหรียญถูกขุดจนหมดสิ้นแล้ว

คำถามที่มักถูกถามในหมู่กลุ่มโปร bitcoin คือ เมื่อ bitcoin ที่จำกัดจำนวนไว้ 21 ล้านเหรียญถูกขุดจนหมดแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นกับเครือข่ายของมัน? มีวีดีโอที่สรุปเรื่องนี้ของ CoinGecko ที่ทำไว้ได้อย่างน่าสนใจเลยทีเดียว

bitcoin มีจำนวนจำกัดสูงสุดที่ 21 ล้านเหรียญ และเมื่อทุกเหรียญถูกขุดหมดแล้ว นักขุดจะต้องพึ่งพารายได้จากแหล่งอื่น ๆ แทน เช่น ค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม ฯลฯ เพื่อที่จะทำให้พวกเขาเหล่านี้ยังคงรับรองการทำธุรกรรมและรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายต่อไป

Highlights

🪙 bitcoin มีจำนวนจำกัดสูงสุด 21 ล้านเหรียญ คล้ายกับทรัพยากรที่มีจำกัด เช่น ทองคำ

⛏️ การขุดเหรียญเป็นกระบวนการแก้ปัญหาทาง cryptographic เพื่อเพิ่มบล็อกเข้าสู่บล็อกเชนและรับรางวัล

🔗 รางวัลการขุดบล็อกจะลดลงทุกครั้งที่มีการ halving จนในที่สุดรางวัลจะเป็นศูนย์

💸 นักขุดจะต้องพึ่งพารายได้จากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม , demand response programs ในเรื่องการจ่ายไฟ และรายได้จากเรื่องของพลังงานหมุนเวียน

❓ บางคนอาจจะสงสัยว่าค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียวจะเพียงพอในการจูงใจนักขุดหรือไม่ แต่ก็มีทางออกที่เป็นไปได้

💼 นักลงทุนรายใหญ่หรือประเทศต่างๆ อาจเข้ามามีส่วนร่วมในการรักษาความมั่นคงของเครือข่ายหากจำเป็น

🌐 อนาคตของการขุด bitcoin จะขึ้นอยู่กับปัจจัยและสิ่งจูงใจต่างๆ

Key Insights

⛏️ การที่รางวัลการขุดบล็อกลดลงจนในที่สุดเป็นศูนย์นั้นเป็นความท้าทายสำหรับนักขุด bitcoin ทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความยั่งยืนของการทำเหมืองขุด

💰 การพึ่งพารายได้จากค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมเป็นแหล่งรายได้หลักของนักขุดอาจไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงตลาดขาลง จึงจำเป็นต้องมีแหล่งรายได้ทางเลือกอื่นๆ

⚡ การมีส่วนร่วมใน demand response programs ของการจ่ายไฟ และการเข้าถึงพลังงานไฟฟ้าในราคาถูกหรือแม้แต่กระทั่งฟรี สามารถช่วยให้นักขุดสามารถชดเชยรายได้ที่ลดลงและคงไว้ซึ่งความสามารถในการทำกำไร ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการกระจายรายได้ของเหล่านักขุด

🌍 การมีส่วนร่วมที่เป็นไปได้จากนักลงทุนรายใหญ่หรือประเทศต่างๆ สามารถสนับสนุนเครือข่าย bitcoin เพิ่มเติมได้ ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของเครือข่ายในระยะยาว

🔮 ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปของการขุด bitcoin รวมถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงในภาคพลังงาน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดอนาคตของการทำเหมืองขุดและความยั่งยืนของเครือข่ายโดยรวม

🏦 การนำ bitcoin มาใช้อย่างแพร่หลายหรือการยอมรับเป็นสกุลเงินสำรองของสถาบันหรือรัฐบาล จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายได้มากขึ้น โดยจะมีการดึงดูดทรัพยากรและความเชี่ยวชาญเพิ่มเติมเข้ามาสนับสนุนกิจกรรมการขุดเหรียญเพิ่มมากขึ้น

🚀 การพัฒนาวิธีแก้ปัญหาของการขุด bitcoin เช่น การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการคิดค้นรูปแบบรายได้ใหม่ๆ จะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการประกันความสำเร็จและการเติบโตของเครือข่ายในระยะยาว

Opinion

จะเห็นได้ว่าในตอนนี้เหล่าบรรดานักพัฒนาและผู้เชี่ยวชาญด้านบล็อกเชนระดับเทพทั้งหลายกำลังทำงานอย่างหนักในการค้นหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อปรับปรุงโปรโตคอล bitcoin และ ecosystem ของมัน ตัวอย่างเช่น การพัฒนา Layer 2 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรม

หรือการนำเสนอโปรโตคอลการขุดแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาแรงจูงใจของนักขุดและความยั่งยืนของเครือข่าย bitcoin ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความไม่แน่นอนและความท้าทายมากมายที่ต้องเผชิญในอนาคต เพราะโลกของเทคโนโลยีมีสิ่งที่เราคาดไม่ถึงอยู่เสมอ ในขณะเดียวกันก็ต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานด้วย การแก้ปัญหาเหล่านี้จะต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายเพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและการยอมรับ bitcoin ในวงกว้างมากขึ้น

สรุป แม้จะมีความท้าทายอยู่มากมาย แต่เหล่าชุมชน bitcoin ที่มีอยู่ทั่วโลกกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต โดยมุ่งเน้นที่การสร้างรูปแบบรายได้ใหม่ๆ สำหรับนักขุด การปรับปรุงประสิทธิภาพ และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรองรับวันที่เหรียญจำนวน 21 ล้านเหรียญมันได้ถูกขุดไปจนหมดสิ้นแล้วนั่นเองครับผม

สรุปเนื้อหา เมื่อกำแพงภาษีจากสหรัฐฯ ไม่สามารถหยุดยั้งความร้อนแรงของรถยนต์ EV จากจีน

ในทุกวันนี้ ต้องบอกว่าจีนมีกำลังการผลิตรถยนต์ได้ครึ่งหนึ่งของโลก และกำลังมองไปที่ตลาดสหรัฐอเมริกาที่เรียกได้ว่าจ้องตาเป็นมัน แม้ว่าจะมีแบรนด์รถยนต์ที่เป็นของบริษัทจีนวางจำหน่ายในสหรัฐฯบ้างแล้ว รวมถึง Volvo, Polestar และ Lotus แต่ยังไม่มีแบรนด์รถจีนแท้ๆ ที่เข้ามาทำตลาดในสหรัฐอเมริกาอย่างจริงจัง

นักวิเคราะห์ในวงการคาดว่าเหลือเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น แม้ประธานาธิบดี Joe Biden จะเรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในอัตราสูงจนทำให้ราคารถนำเข้าเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในเดือนพฤษภาคม 2024 แต่นักวิเคราะห์ยังเชื่อว่านโยบายการเรียกเก็บภาษีจะไม่ส่งผลใด ๆ กับความร้อนแรงของจีนในระยะยาว และสุดท้ายอาจก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี

อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้กลายเป็นผู้เล่นสำคัญในตลาดโลก แม้ต้องเผชิญกับภาษีนำเข้า แต่รถยนต์จีนก็มีแนวโน้มเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากมีราคาที่แข่งขันได้และคุณภาพสูง

Highlights

🚗 อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนขยายตัวอย่างรวดเร็ว กลายเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก

🏭 ผู้ผลิตรถยนต์จีนมีศักยภาพในการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯ โดยได้รับแรงผลักดันจากกำลังการผลิตส่วนเกินและเป้าหมายในการส่งออกของพวกเขา

💰 ภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนอาจไม่สามารถขัดขวางการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯได้ เนื่องจากรถจีนมีราคาที่แข่งขันได้

🛠 สหรัฐฯจำเป็นต้องปรับนโยบายเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์จีน

🌏 ความพยายามไปสู่ระดับโลกของบริษัทจีนสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ในการผลิต

⚖ จำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายเพื่อนำประโยชน์จากความก้าวหน้าด้านยานยนต์ของจีนมาใช้

🚀 บริษัทยานยนต์ที่เป็นของจีนได้ตั้งรกรากในสหรัฐฯแล้ว เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาด

Key Insights

🌐 การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรมยานยนต์จีนเป็นความท้าทายที่สำคัญต่อการครองความเป็นผู้นำในตลาดของผู้ผลิตรถยนต์แบบดั้งเดิมจากโลกตะวันตก บริษัทจีนได้พัฒนาขีดความสามารถในด้านคุณภาพและราคาอย่างรวดเร็วจนทำให้ดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคทั่วโลก

💡 แม้ภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนจะถูกเรียกเก็บในอัตราสูง แต่อาจไม่สามารถขัดขวางการเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯได้อย่างแท้จริง เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์จากจีนยังคงมีแรงจูงใจในการส่งออกสินค้าเพราะมีกำลังการผลิตส่วนเกินและเรื่องของสภาวะตลาดภายในประเทศ

💰 สหรัฐฯจำเป็นต้องมีนโยบายที่เปิดทางให้กับการหลั่งไหลเข้ามาของของยานยนต์จากประเทศจีน ซึ่งจะได้ประโยชน์จากความก้าวหน้าของอุตสาหกรรมยานยนต์จีน โดยเป็นการเปิดกว้างสู่ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ บริษัทอเมริกันจะสามารถนำจุดแข็งของบริษัทจีนมาเสริมความสามารถของตนเองในการแข่งขันได้ในอนาคต

🏗 ความพยายามไปสู่ระดับโลกของบริษัทจีน ซึ่งรวมถึงการสร้างโรงงานผลิตในหลายประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์การผลิตแบบดั้งเดิม วิธีการนี้ช่วยให้บริษัทจีนสามารถหลีกเลี่ยงอุปสรรคทางการค้าและขยายส่วนแบ่งการตลาดไปทั่วทุกมุมโลกได้

🔄 การพลิกมุมมองใหม่ในนโยบายด้านการค้าที่ต้องเลิกกีดกันได้แล้ว อาจเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ตะวันตก โดยเปิดทางให้มีการบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากจีน ผ่านกระบวนการและนโยบายที่มีการกำกับดูแลอย่างเหมาะสม ประเทศตะวันตกจะสามารถเข้าถึงประโยชน์จากการผสานความร่วมมือกันและนวัตกรรมที่บริษัทจีนนำมาสู่ตลาดได้

🚗 แม้จะยังไม่มีรถยนต์แบรนด์จีนวิ่งอยู่บนท้องถนนของสหรัฐอเมริกา แต่การมีบริษัทยานยนต์ที่เป็นของจีนกว่า 100 แห่งในสหรัฐฯ บ่งชี้ว่าพวกเขากำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่ตลาดในอนาคต ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากจีนได้ตั้งรกรากในหลายรัฐของสหรัฐฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเป็นการช่วยเตรียมพื้นที่สำหรับการขยายฐานการผลิตเข้าสู่ตลาดสหรัฐฯของจีนในอนาคต

Opinion

สรุปได้ว่า นี่คือการวิเคราะห์จากสื่อตะวันตกอย่าง CNBC หรือแม้กระทั่งข่าวก่อนหน้านี้ที่สื่อจากญี่ปุ่นเองอย่าง Nikkei ก็พูดคล้าย ๆ กัน ในสภาพจำยอม ยานยนต์ EV จากจีนจะบุกเข้าไปตีตลาดโลกได้อย่างแบบสมบูรณ์ แม้กระทั่งสหรัฐอเมริกาหรือยุโรปก็ไม่น่ารอด และแน่นอนสภาพท้องถนนคงไม่ต่างจากเมืองไทยที่จะมีรถยนต์แบรนด์จีนวิ่งกันเกลื่อนเมือง

แม้ปัจจุบันยังไม่มีรถยนต์แบรนด์จีนในสหรัฐฯ แต่อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีนก้าวหน้าไปมากแล้ว ทั้งในด้านศักยภาพการผลิต คุณภาพและการแข่งขันราคา รวมถึงกลยุทธ์การขยายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ จึงน่าจะเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้นที่รถจากจีนจะเข้ามาแข่งขันในตลาดสหรัฐฯ แม้ต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านภาษีศุลกากรมากมายขนาดไหนก็ตามที

สรุปเนื้อหา วิธีสร้างสตาร์ทอัพมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ในเวลา 2 ปี โดย Aravind Srinivas

ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 18 เดือน Perplexity AI สามารถสร้างฐานผู้ใช้งานรายเดือนได้มากถึง 10 ล้านคน และมีมูลค่ากิจการถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ Perplexity กลายเป็นยูนิคอร์น ในเวลาเพียงไม่ถึง 2 ปี

Perplexity AI ได้รับการสนับสนุนจาก Jeff Bezos, Nvidia และ Tobi Lutke โดยมี CEO คนปัจจุบันคือ Aravind Srinivas ซึ่งได้มาแชร์ประสบการณ์ในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงวงการนี้ การต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย และแนวทางการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่นำพา Perplexity AI ไปสู่ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว

Highlights

🔍 Aravind Srinivas ซีอีโอของ Perplexity AI มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการเสพข้อมูลออนไลน์ โดยจะให้คำตอบทันทีผ่านการสอบถามด้วยภาษาที่เป็นรูปแบบธรรมชาติเหมือนมนุษย์

📈 การเปิดตัว Perplexity AI ในเดือนธันวาคม 2022 ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มีผู้ใช้งานถึง 10 ล้านรายต่อเดือนภายในระยะเวลาเพียงปีเดียว

💡 ประวัติการทำงานของ Aravind ในด้านเทคโนโลยี AI และ Deep Learning นำไปสู่การพัฒนาบริการแชทบอทที่เป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี Generative AI และ RL (Reinforcement learning) สำหรับเทคโนโลยีขั้นสูง

📚 วิธีการที่เป็นเอกลักษณ์ของ Perplexity AI คือ การสร้างแชทบอทที่ให้คำตอบกระชับพร้อมแหล่งอ้างอิง เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้ใช้งาน

💬 บริษัทให้ความสำคัญกับประสบการณ์ของผู้ใช้งานและการควบคุมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ซึ่งรวมถึงการนำเสนอ interactive prompts เพื่อให้ผู้ใช้กำหนดคำถามได้ดียิ่งขึ้น เป็นการผลักดันให้เกิดการปรับปรุงผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง

⚡ Aravind เน้นย้ำถึงความสำคัญของการโฟกัส การพัฒนานวัตกรรมอย่างรวดเร็ว และการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จของสตาร์ทอัพ โดยให้ความสำคัญกับความต้องการของผู้ใช้งานและการจัดลำดับความสำคัญให้สอดคล้องกับเป้าหมายหลักของธุรกิจ

Key Insights

🔥 การเดินทางของ Aravind จากแวดวงวิชาการสู่การเป็นผู้ประกอบการ ชี้ให้เห็นถึงส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง Passion กับเป้าหมายทางธุรกิจที่ชัดเจน การเปลี่ยนจากทฤษฏีในแวดวงวิชาการเพื่อสร้างนวัตกรรมที่มี impact อย่างแท้จริง

🌐 แนวทางการให้บริการที่โฟกัสไปที่ผู้ใช้งาน การใช้ทฤษฏีและหลักวิชาการที่เข้มข้น และการนำเทคโนโลยี AI ขั้นสูงมาใช้ของ Perplexity AI ได้สร้างมาตรฐานใหม่ให้กับบริการการค้นหาข้อมูลและการสืบค้นข้อมูลออนไลน์

💡 การที่บริษัทให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพและประสบการณ์ผู้ใช้ การนำเสนอรูปแบบของ interactive prompts ข้อความสรุปที่มีความกระชับ พร้อมแหล่งอ้างอิง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพในทุกแง่มุม

💰 การตัดสินใจในเรื่องกลยุทธ์ในการตั้งราคา เช่นการจับคู่ราคาแพ็กเกจ Pro กับ ChatGPT Plus แสดงถึงมุมมองที่โฟกัสไปที่การให้บริการที่คุ้มค่า พร้อมทั้งรักษาความยั่งยืนทางด้านการเงินของธุรกิจ

⚙️ หลักการทำงานของ Aravind ที่เน้นการโฟกัส การเร่งสปีดในการสร้างนวัตกรรม และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง เป็นแนวทางนำไปสู่ความสำเร็จของสตาร์ทอัพ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความไว้วางใจจากผู้ใช้งานและนวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเป้าหมายที่มีความชัดเจน

🚀 Urgency Culture และรูปแบบการดำเนินธุรกิจของ Perplexity AI สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการส่งมอบผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพสูงอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีผลักดันให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

💡 คำแนะนำของ Aravind ในการเริ่มต้นธุรกิจจาก Passion ต้องไม่คิดแบบเกมสั้น ๆ เขาได้ย้ำถึงวิสัยทัศน์ระยะยาวและความทุ่มเทที่จำเป็นสำหรับความสำเร็จอย่างยั่งยืนในการเป็นผู้ประกอบการ

Opinion

โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่าการก่อร่างสร้างตัวของ Perplexity AI นั้นให้มุมมองและรายละเอียดที่น่าสนใจ ไล่ตั้งแต่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตั้งราคา ตลอดจนปรัชญาการทำงานของผู้นำอย่าง Aravind Srinivas ที่สามารถเปลี่ยนผ่านบทบาทจากการเป็นนักวิชาการ ที่เน้นไปที่เรื่องทฤษฏี และนำมาประยุกต์ใช้ ผนวกกับ passion อันแรงกล้าของเขาที่อยากเห็นบริการการค้นหาที่ถูกผูกขาดมานานนั้นใช้งานได้ง่ายยิ่งขึ้น ซึ่งว่าถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนที่มีคุณค่าสำหรับนักลงทุนและผู้ที่คิดจะทำธุรกิจสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีได้มากเลยทีเดียวนั่นเองครับผม

บทวิเคราะห์ Apple จะสามารถตามทันคู่แข่งในการแข่งขันด้าน AI ได้หรือไม่?

Apple จะสามารถตามทันคู่แข่งในการแข่งขันด้าน AI ที่กำลังดุเดือดอยู่ในขณะนี้ได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง มีบทความจาก Financial Times ที่วิเคราะห์การแข่งขันได้อย่างน่าสนใจระหว่าง Apple กับคู่แข่งที่โครตแข็งแกร่งอย่าง Google , Microsoft , Meta และ Amazon

โดยการประกาศครั้งสำคัญของ Tim Cook ในงาน WWDC 2024 ได้เผยให้เห็นกลยุทธ์ของ Apple ในการผนวกรวมเทคโนโลยี Generative AI เข้ากับผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้อย่างน่าสนใจและดูเหมือนเหล่านักลงทุน WallStreet จะเข้าใจถึงแผนการนี้ของ Tim Cook เป็นอย่างดี

Highlights

💡 Apple อาจตกอยู่ในสถานการณ์ที่ตามหลังคู่แข่งอย่าง Google , Microsoft , Meta และ Amazon ในการแข่งขันด้าน AI

🚀 การเปิดตัวเทคโนโลยี Generative AI ของคู่แข่งได้สร้างแรงกดดันให้ Apple ต้องรีบตามให้ทัน

💬 หากไม่ให้ความสำคัญกับ Generative AI ในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ล่าสุดของ Apple จะทำให้เกิดข้อกังวลว่าบริษัทจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน

💻 คู่แข่งอย่าง Google และ Samsung ได้เปิดตัวสมาร์ทโฟนที่ใช้ AI แล้ว ทำให้พวกเขาอยู่เป็นผู้นำของอุตสาหกรรมอยู่ก่อน

🍎 Apple เผชิญกับความท้าทายทางธุรกิจ อาทิ ยอดขาย iPhone ที่ชะลอตัว คดีละเมิดกฎหมายการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม และการแข่งขันในด้านมูลค่ากิจการกับ Nvidia ที่แอบแซง Apple ขึ้นมาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

📱 การประกาศครั้งสำคัญของ Tim Cook ในงาน WWDC 2024 ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ Apple จะได้เผยกลยุทธ์ด้าน AI เพื่อตามให้ทันคู่แข่ง

🤖 การร่วมมือกับ OpenAI อาจช่วยให้ Apple เสริมศักยภาพด้าน AI และลดช่องว่างจากคู่แข่งลงได้

Key Insights

🍎 กลยุทธ์ดั้งเดิมของ Apple ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้สมบูรณ์แบบมากกว่าการเป็นผู้นำนวัตกรรม อาจไม่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมด้าน AI ที่กำลังก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว Apple จำเป็นต้องสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อย่างรวดเร็วเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน

💻 คู่แข่งอย่าง Google และ Microsoft กำลังลงทุนอย่างมหาศาลในเทคโนโลยี AI สร้างสภาพแวดล้อมที่ท้าทายสำหรับ Apple ในการไล่ตามให้ทัน แรงกดดันตกอยู่ที่ Tim Cook ในการเปิดเผยกลยุทธ์ด้าน AI ในงาน WWDC 2024 ซึ่งก็ถือได้ว่าทำได้อย่างน่าประทับใจ เหล่านักลงทุนจาก WallStreet ก็ Get ไอเดียของ Tim Cook ผ่านมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้น

🧠 การให้ความสำคัญของ Apple ในด้านความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้และการประมวลผล AI บนอุปกรณ์อาจทำให้แนวทางการดำเนินงานของบริษัทแตกต่างจากคู่แข่ง การเน้นการคุ้มครองข้อมูลนี้ทำให้สามารถดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว

💡 ความสำเร็จของความพยายามด้าน AI ของ Apple จะขึ้นอยู่กับความร่วมมือกับบริษัทอย่าง OpenAI เพื่อเข้าถึงรูปแบบ Generative AI ขั้นสูง ความร่วมมือเหล่านี้อาจเสริมสร้างศักยภาพและบริการด้าน AI ของ Apple

💰 ผลการดำเนินงานทางการเงินและมูลค่าตลาดของ Apple ตกอยู่ภายใต้การแข่งขันในสนามรบ AI บริษัทต้องแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการสร้างนวัตกรรมและปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อรักษาตำแหน่งผู้นำในตลาด

🌐 ความร่วมมือที่เกิดขึ้นกับ OpenAI น่าจะเป็นจุดสำคัญสำหรับกลยุทธ์ด้าน AI ของ Apple การนำประสบการณ์และทรัพยากรของบริษัทเหล่านี้มาใช้อาจช่วยเสริมสร้างศักยภาพ AI และทำให้ Apple สามารถแข่งขันในตลาด AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

🚀 การปฏิวัติด้าน AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ทำให้เปิดโอกาสให้ Apple ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในสาขานี้ แม้ปัจจุบันจะเผชิญกับความท้าทาย แต่ Apple มีศักยภาพที่จะก้าวนำวงการเทคโนโลยี AI และก้าวขึ้นมาแซงหน้าได้ในอนาคต

Opinion

ส่วนตัวค่อนข้างเซอร์ไพรส์เลยทีเดียวที่เห็น Apple จับมือกับ OpenAI ซึ่งรู้กันอยู่ว่าเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของ Microsoft ผ่านการลงทุนรอบล่าสุดในช่วงก่อนหน้านี้

Apple ถูกบีบให้เปิดตัวเทคโนโลยี AI ของตนเองทั้งที่ยังไม่พร้อม ส่วนตัวผมเชื่อว่าพวกเขากำลังทำของตัวเองอยู่ แต่มันยังไม่เสร็จสมบูรณ์ตามข่าวที่หลุดออกมาก่อนหน้า และหากมีการดีลกับธุรกิจอื่น Tim Cook ไม่ยอมให้ใครมากดแน่นอน ซึ่งดีลที่ออกมาจะเห็นว่า Apple แทบจะไม่เสียเงินกับการจับมือกับ OpenAI เลยด้วยซ้ำ

และคิดว่านี่คือแผนระยะสั้นของ Apple เพียงเท่านั้นในการจับมือเพื่อให้ผ่านปีนี้ไปให้ได้ก่อน เพราะหากไม่มีอะไรกล่าวถึงเกี่ยวกับ AI รับรองปลายปียอดขายผลิตภัณฑ์เรือธงอย่าง iPhone ตกฮวบอย่างแน่นอน เพราะกระแสโลกกำลังไปในทิศทางนี้ที่นำโดยสมาร์ทโฟนของ Samsung

ส่วนแผนระยะยาว อย่างไรก็ตาม Apple ต้องควบคุม ecosystem ทั้งหมดของพวกเขาได้ด้วยตนเอง เหมือนที่ทำกับชิป หรือซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ในผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ Apple การมีติ่ง AI ของ OpenAI อยู่ไม่ได้เป็นผลดีกับ Apple ในระยะยาว

มันเป็นการแสดงให้เห็นว่า Apple มีกลยุทธ์ ทั้ง Plan A และ Plan B อยู่เสมอ ซึ่งถ้าใครติดตามผลงานของ Tim Cook มาโดยตลอดจะรู้ว่าโครต Genius ในเรื่องนี้ สุดท้าย Apple Intelligence นั้นจะถูกพัฒนาขึ้นโดย Apple โดยสมบูรณ์หรือไม่ก็มีการเข้าซื้อกิจการของบางบริษัทที่น่าสนใจ เช่น Anthropic มากกว่าจะไปเกาะกับ OpenAI ที่เป็นลูกไก่ในกำมือคู่แข่งอย่าง Microsoft ในระยะยาว ซึ่งดูแล้วมีความเสี่ยงสูงมากกว่าอย่างเห็นได้ชัดนั่นเองครับผม

References :
https://www.ft.com/content/346a18e1-8c8c-4495-bafa-a44d0be57c2b

สรุปเนื้อหา บทสัมภาษณ์ครั้งแรกหลังงาน WWDC 2024 โดย Tim Cook

เรียกได้ว่าเป็นการเปิดใจให้สัมภาษณ์ครั้งแรก ๆ หลังงาน WWDC 2024 เลยก็ว่าได้นะครับ กับการที่ Justine Ezarik Youtuber คนดังเจ้าของช่อง iJustine ที่ได้สัมภาษณ์ Tim Cook เกี่ยวกับเทคโนโลยี AI ของ Apple เรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และเรื่องอื่นๆ ที่งาน WWDC 2024

Highlights

🤔 Cook พูดถึงการเตรียมงานครั้งใหญ่เช่นงาน WWDC และได้พูดถึงวิธีการผ่อนคลายความตื่นเต้นก่อนขึ้นเวที เช่น การเข้ายิม เขายังกล่าวถึงความสำคัญของความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและการใช้เทคโนโลยี AI อย่างเหมาะสม

💬 Cook พูดถึงความเข้าใจผิดที่คิดว่า AI เป็นสิ่งที่ถูกต้อง 100% และความสำคัญของการตั้งคำถามกับเทคโนโลยี AI เขาย้ำถึงการให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของ Apple และจะใช้รูปแบบการประมวลผลข้อมูลบนอุปกรณ์เพียงเท่านั้น

📱 Cook เน้นถึงการนำ Apple Intelligence มาใช้ทุกระบบปฏิบัติการใน ecosystem ของ Apple และคุณสมบัติใหม่ที่เปลี่ยนแปลงวงการ เช่น Group Text Summarization

💪 Cook แสดงความยินดีที่ได้พบนักพัฒนาและกลุ่มนักศึกษา เขาได้เห็นถึงความหลงใหลและความปรารถนาที่จะเปลี่ยนโลกผ่านแอปพลิเคชัน

👩‍💻 Cook รู้สึกยินดีกับการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในชุมชนนักพัฒนา ซึ่งในตอนนี้มีจำนวนผู้หญิงและนักศึกษาเพิ่มมากขึ้น และสนับสนุนให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น

👀 Cook ได้ทบทวนอาชีพการงานที่ Apple การมุ่งเน้นที่จะช่วยเหลือผู้อื่น และเขามองว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่แก้ปัญหาและสร้างเครื่องมือใหม่ๆ ให้กับผู้คนทั่วโลก

Key Insights

🎉 งาน WWDC 2024 ของ Apple ได้นำเสนอคุณสมบัติใหม่ๆ อย่างน่าตื่นเต้น และการเปิดตัว Apple Intelligence ทำให้ปีนี้เป็นปีที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ของ Apple ที่จะเปิดตัวโดยเฉพาะ iPhone ในช่วงปลายปีนี้

🗣️ การที่ Justine Ezarik ได้สัมภาษณ์กับ Tim Cook ทำให้พวกเขาได้พูดคุยถึงการประกาศในงานแถลงข่าวหลัก Cook แสดงความตื่นเต้นกับงานนี้ และความท้าทายในการนำเสนอข้อมูลจำนวนมากอย่างกระชับ โดย Ezarik และ Cook ยังได้พูดคุยกันถึงความสำคัญของความเป็นส่วนตัวและความจำเป็นในการใช้เทคโนโลยี AI อย่างรอบคอบและมีความรับผิดชอบ

🤔 Cook กล่าวถึงข้อกังวลเกี่ยวกับเทคโนโลยี AI และสัญญาว่า Apple จะใช้วิจารณญาณและให้ความสำคัญทั้งด้านบวกและด้านลบของเทคโนโลยีนี้ เขายังย้ำถึงความสำคัญของข้อบังคับด้านความเป็นส่วนตัวและพันธกิจหลักของ Apple ในการรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

📱 การนำ Apple Intelligence มาใช้กับอุปกรณ์ Apple ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น Mac, iPad หรือ iPhone เป็นก้าวสำคัญในการทำให้เทคโนโลยี AI สามารถเข้าถึงได้ง่ายและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ทาง Ezarik ก็ได้ชี้ให้เห็นถึงความสะดวกสบายของฟีเจอร์ เช่น Group Text Summarization ซึ่งช่วยให้การสื่อสารง่ายขึ้นและประหยัดเวลามากขึ้น Cook ก็มองว่าเป็นฟีเจอร์นี้เป็น Game Changer เช่นเดียวกัน

👩‍💻 Ezarik แสดงความชื่นชมต่อนักพัฒนาและนักศึกษาที่เข้าร่วมงาน WWDC และยอมรับถึงความสามารถของพวกเขาเหล่านี้ในการเปลี่ยนแปลงโลกผ่านเทคโนโลยี Cook ก็ได้แบ่งปันถึงความตื่นเต้นที่ได้พบนักพัฒนานักศึกษาและชื่นชมพลังของพวกเขาเหล่านี้เช่นเดียวกันในการสร้างแอปเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น

⏮️ Cook ทบทวนช่วงเวลาการทำงานที่ Apple โดยเน้นย้ำถึงจุดมุ่งหมายของบริษัทในการช่วยเหลือผู้อื่นและแก้ไขปัญหาใหญ่ ๆ ให้กับโลกใบนี้ เขาแสดงความขอบคุณที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ Apple และมีโอกาสให้เขาได้สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อชีวิตของผู้คน

🌟 Cook เน้นย้ำถึงแนวทางที่เน้นที่ไปที่เรื่องความรอบคอบของ Apple ในเรื่องของการเข้าถึงเทคโนโลยี และผลกระทบในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของผู้คน

Opinion

โดยรวมแล้ว เป็นการเน้นย้ำถึงบรรยากาศที่น่าตื่นเต้นมาก ๆ ของงาน WWDC 2024 ของ Apple ในปีนี้ โดยโฟกัสอย่างชัดเจนไปที่การเปิดตัว Apple Intelligence

การให้สัมภาษณ์ของ Tim Cook ในครั้งนี้ได้เปิดมุมมองของ Apple ต่อเทคโนโลยี AI ซึ่งอาจจะมีความแตกต่างจากบริษัทเทคโนโลยีเจ้าอื่น ๆ

ทั้งเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล และความมุ่งมั่นในการปกป้องผู้ใช้ การผสานรวม Apple Intelligence กับอุปกรณ์ต่างๆ อย่างสมบูรณ์แบบ

ดูเหมือนมันจะเป็น Playbook ของ Apple อย่างชัดเจนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงนวัตกรรมที่ต้องการเทคโนโลยีที่พร้อมก่อนเสมอ และ Apple จะนำมันมาสู่ผู้ใช้ให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของผู้คนได้ในท้ายที่สุดนั่นเองครับผม